๑๙ – ๒๑ ตค.๕๔

๑๙ ตค.

ยังเบื่อออ

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

ปฏิจจสมุปบาท

ตราบใดที่ยังมีการสร้างเหตุตามความรู้สึกนึกคิดตามความชอบ ชังที่เกิดขึ้น  ตราบนั้นภพชาติย่อมเกิดขึ้นใหม่เนืองๆ ตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ เหตุมี ผลย่อมมี  เมื่อยังมีการกระทำตามความรู้สึกนึกคิด  ย่อมมีการเกิด
การดับเหตุของการเกิด ต้องดับที่ต้นเหตุของการเกิด ได้แก่ กิเลส ซึ่งจะดับได้จนหมดสิ้น ต้องสติปัฏฐาน ๔  เรียกว่า ตัดภพตัดชาติ(สมุจเฉทประหาน)

หากยังทำไม่ได้ สามารถดับได้แบบหยาบๆ คือ หยุดการกระทำทั้งปวง ที่เกิดจากความชอบ ชังที่เกิดขึ้นในจิต
เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นให้สักแต่ว่าดู  สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น คือ ดูไปตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก และรู้ไปตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นภายใน แต่อย่าได้นำความรู้สึกนั้นๆให้เป็นต้นเหตุของการกระทำออกไป

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้นได้ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่มากกระทบ ความคิดห้ามไม่ได้     แค่ดู แค่รู้ตามความเป็นจริง ยอมรับในสิ่งที่มีและเป็นอยู่  ส่วนการกระทำนั้นห้ามได้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
เพียงมี สติ สัมปชัญญะ ระลึกรู้ชัดอยู่ภายใน ได้แก่ รู้ชัดอยู่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม รู้เช่นนี้เนืองๆ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญญาในการตัดภพตัดชาติอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่าสภาวะสมุจเฉทประหาณยังไม่เกิด ที่แน่ๆอย่างน้อยเหตุของการสร้างเหตุของการเกิดย่อมสั้นลง

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

 

๒๐ ตค.

ยังเบื่อออ

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๖ ชม.

เก็บรายละเอียดของสภาวะต่างๆ สภาวะของเราตอนนี้เป็นแบบนี้  เหมือนคนที่ทำงานชนิดหนึ่งเสร็จ แล้วกลับมาตรวจสอบเนื้องานทั้งหมดว่า ตรงไหนที่ยังไม่เรียบร้อย เหมือนการตัดเย็บเสื้อผ้า ต้องเช็คตามรอยตะเข็บ  ตามเก็บเนื้องาน

รู้ชัดในรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้มากขึ้น สิ่งที่เคยคิดไว้ว่าใช่แล้ว กลับมีรายละเอียดให้รู้ลึกลงไปอีก ไม่ใช่แค่ที่เคยรู้เคยเห็น ที่รู้ผ่านๆมา ล้วนเป็นการรู้แบบหยาบๆ เหมือนคนอาบน้ำที่วิ่งผ่านน้ำ ยังไม่สะอาด ต้องกลับมาขัดล้างใหม่ เช่น

สภาวะของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ที่เคยเขียนไว้ นั่นคิดว่าหมดแล้ว มาวันนี้ถึงแยกแยะได้ลึกลงไปอีก มันไม่ใช่แค่นั้น คือ สภาวะทั้งหมดน่ะแค่นั้น ที่เขียนไว้น่ะถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด ยังแยกแยะไม่ละเอียดพอ ต้องจับแยกออกมาให้ชัด

หากไม่มีปริยัติ หากไม่มีตำราของอรรถกถาจารย์ต่างๆที่เขียนทิ้งไว้ ถึงแม้จะมีข้อแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดมีส่วนช่วยเราได้เยอะ ทั้งบาลี ทั้งแปลไทย ทั้งพระไตรปิฎก ทั้งภาคสภาวะที่แต่ละท่านเขียนทิ้งไว้ ล้วนมีประโยชน์มากมาย

จิตเต็มอิ่ม

เวลาที่จิตได้พักแบบเต็มอิ่ม จิตจะสดชื่น สดใส เบิกบาน มีพลัง จะมีตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ มีแต่การทบทวนรายละเอียดของสภาวะต่างๆ ลงลึกไปในรายละเอียดทั้งหมดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก รู้สึกอัศจรรย์ใจทุกครั้ง

นี่แหละเหตุ

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถึงแม้จะมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ทุกๆสิ่งล้วนเป็นบทเรียนทั้งสิ้น เหมือนเรียนหนังสือ แต่ไม่ใช่เรียนหนังสือแบบทั่วๆไป เรียนทางโลกจบแบบทางโลก ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป เรียนแบบนี้ เรียนแล้วจบ ถึงแม้จะเกิด แต่เกิดสั้นลง

ความศรัทธา

ผลของการปฏิบัติ การยอมรับในสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่(กิเลส) ไม่ใช่เรื่องง่าย คนเรามักชอบโกหกตัวเองจนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะโดยพื้นฐานส่วนมากของจิตที่มี คือ ความเห็นแก่ตัว ความรักตัวเอง เป็นเหตุให้มองไม่เห็นจิตที่แท้จริง

โดยเฉพาะ การที่จะยอมผู้อื่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะถูกหรือผิดในความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ยิ่งยากขึ้นไปอีก  ยอมแบบถอดใจ ยิ่งยากขึ้นไปอีกคือ ยอมโดยไม่คิดว่าต้องยอม แต่เป็นไปเองอัตโนมัติ ยากแท้เพราะไม่เคยรู้ตามความเป็นจริง

พอรู้ตามความเป็นจริง ยอมได้แบบถอดใจคือ ไม่มีคำว่าตัวเราในการยอม ยอมเพราะรู้ชัด ไม่ใช่จำยอม ยิ่งยอมมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดมากขึ้นเท่านั้น เห็นรายละเอียดต่างๆมากขึ้น นี่แหละ ความนิ่งสงบ(จิต) สยบความเคลื่อนไหว (กิเลส)

 

๒๑ ตค.

แค่ดู แค่รู้ สภาวะจบลงเอง

เหตุเกิดบนรถรับส่งพนักงาน  ปกติเราจะนั่งเบาะหลังของคนขับ คนขับเป็นทอม คุยเก่งมากๆ เราคุยด้วยบ้าง ไม่คุยบ้าง เขาจะใช้วิธีแหงนหน้ามองที่กระจกหลัง ดูว่าเราหลับหรือเปล่า หากไม่หลับเขาก็ชวนคุยตลอดทาง

บางครั้งเราไม่อยากคุยด้วย ใช้วิธีนั่งหลับตา ทีวีเสียงดังมาก เราก็ไม่รู้ว่านั่งมาได้ยังไงตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา

ถึงเวลา

คงถึงเวลา เราเองไม่คิดว่าจะมีเรื่อง เมื่ออาทิตย์ก่อน กางเกงเราเลอะน้ำมันเครื่อง ที่ก้นและที่หัวเข่า เราถามเขาว่าซ่อมเครื่องหรือเปล่า กางเกงเราเลอะหมดเลย สีขาวด้วย เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไร เราเปลี่ยนที่นั่ง ไปนั่งข้างหลัง

นั่งข้างหลัง เสียงจะเงียบมากๆ นั่งสบาย เพราะเบาะกว้างกว่าด้านหน้า สมาธิเราเกิดมากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่ารู้ชัดเวลาสมาธิเกิด เราสามารถเจาะจงให้สมาธิเกิดได้ตามต้องการ คือ จะรู้จังหวะของสภาวะเวลาที่เกิดสมาธิ แค่ระลึก สมาธิจะเกิดเอง

คนขับรถเขาเคืองเรา เราก็รู้ เรื่องธรรมดา เพราะเขาคิดว่าเขาไม่ได้ทำ เราไม่ได้โกรธเขา มองว่ามันมีเหตุให้เราย้ายที่นั่งมากกว่า เขาไม่คุย ไม่ทักทายเราเหมือนก่อนๆ เราเฉยๆ ไม่มีรู้สึกโกรธหรือพยาบาทแต่อย่างใด ที่ต้องเสียกางเกงไป

ตอนแรกที่กางเกงเลอะขนาดนั้น โกรธนะ แต่หายไว ไม่มีผูกใจเจ็บ คือ ดูความรู้สึกได้ทันตลอด เดี๋ยวนี้รู้ทันกว่าเมื่อก่อน  แค่โกรธ แต่ไม่มีพยาบาท ไม่มีไปต่อว่า แค่บอกกับเขาว่าไปนั่งข้างหลังเพราะอะไร ไม่อยากเสียกางเกงอีก

ก็มีคนเอาไปพูดกับคนขับว่า เราน่ะนั่งไม่ระวังเอง ช่วงระหว่างรอรถ ถ้ารอนาน เราจะนั่ง ใช้กระดาษรองพื้นก่อนจะนั่ง แต่คนพูดน่ะไม่รู้ เอาไปบอกว่า ที่เรานั่งสกปรกจะตาย เลอะมาตั้งแต่นั่งรอแล้ว ตรงที่นั่งรอมีแต่โคลน ไม่ใช่น้ำมันเครื่อง

เช้าวันนี้ คนที่นั่งหน้าเรา เขาบอกว่า รู้แล้วว่าทำไมกางเกงเราถึงเลอะ เหตุเนื่องจากมีแมวมุดเข้าไปนอนในรถ แล้วคนขับไม่รู้ มีวันหนึ่ง เขาแปลกใจ ทำไมหน้ารถมีรอยเท้าแมว เขาคอยเฝ้าดู จึงได้เห็นตอนแมวมุดเข้ามานอนหลบฝน

ตัวแมวเลอะเขม่าน้ำมันเครื่องที่เขาหยอดใส่ไว้ในช่องประตูที่แมวใช้มุดเข้ามา เราบอกว่า ที่เราเงียบ ไม่ใช่ว่าเราโกรธ เรามองว่าถ้าพูดต่อ จะมีแต่เรื่องไม่รู้จบ เพราะคนขับเขาไม่ได้ทำ สู้เงียบๆดีกว่า เมื่อถึงเวลาจะรู้เอง แล้วก็จริง นี่แหละเหตุ

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๕ ชม.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ตุลาคม 2011
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: