สุขาแบบเพียงพอ

โลกย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยของโลก ทุกรูปทุกนามเช่นเดียวกัน ล้วนไม่มีความแตกต่าง ล้วนเป็นตามไปเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ดูข่าวมาหลายวัน เรื่อง สุขาลอยน้ำ เห็นการประดิษฐ์ส้วมชั่วคราวในรูปแบบต่างๆ จึงนำประสบการณ์เรื่องสุขาชั่วคราวที่ไม่ยุ่งยากมาแบ่งปัน

การทำสุขาแบบง่ายๆ

เพียงใช้ถุง ๖ คูณ ๑๔ ถุงหูหิ้วธรรมดาๆนี่แหละ สามารถใช้ในการปลดทุกข์ได้ดีในยามฉุกเฉิน ถ้าไม่สามารถหาห้องน้ำที่ไหนเข้าได้ ไม่ต้องใช้ถุงดำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายออกไปอีก

เพียงถ่ายลงในถุงหูหิ้ว ทั้งใส่กระดาษหรือสิ่งที่ใช้ทำความสะอาดหลังจากถ่ายอุจจาระเสร็จ แล้วปิดปากถุงให้เรียบร้อย หากกลัวกลิ่นออก ให้มัดด้วยหนังยาง แล้วนำใส่ลงในถุงขยะได้ หรือจะแยกออกไว้ต่างหากอีกหนึ่งถุง

ถ้าไม่สะดวกในเรื่องกระดาษชำระที่อาจจะหายาก ให้ใช้เศษผ้าชุบน้ำเตรียมไว้ก่อน หลังจากถ่ายเสร็จ นำผ้าที่ชุบน้ำเตรียมไว้ ใช้ทำความสะอาด แล้วนำผ้าไปซักหรือจะทิ้งไปก็ได้ เศษผ้าหาง่าย นำเสื้อผ้าที่ไม่คิดว่าใช้ มาตัดเป็นชิ้นๆก็ใช้ได้แล้ว

แต่สำหรับคนชรา ควรให้ความสะดวกเพราะขาแข้งไม่ค่อยดี เก้าอี้สุขาแบบนั้น เหมาะสำหรับคนชรา เพราะแข้งขาไม่ดี

น้ำ

เรื่องน้ำอาบ ตักน้ำใส่ถังไว้ น้ำที่ท่วมอยู่นี่แหละ แกว่งสารส้มลงไป เท่านี้ก็สามารถนำน้ำนั้นมาใช้ได้

ต่างจังหวัดที่ไกลๆยิ่งกว่านี้ บางที่กันดาร น้ำสะอาดหายากมากๆ ป่าไผ่จะมีแอ่งน้ำ มีทั้งโคลน ทั้งใบไผ่เต็มไปหมด ต้องค่อยๆแหวกใบไม้อาบ

ห้ามทำน้ำกระเพื่อม ไม่งั้นน้ำจะขุ่น เพราะขี้โคลนอยู่ด้านล่าง บ้างก็ตักใส่ถัง แล้วนำสารส้มลงไปแก่วงก่อนที่จะนำไปใช้

การอาบน้ำ ถ้าไม่จำเป็น แค่ล้างหน้า ล้างก้น ล้างในสิ่งที่ควรล้างก็พอแล้ว ที่เหลือใช้น้ำลูบๆตัวเอา ไม่ก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว

วิธีการเหล่านี้ ได้มาจากการเดินป่าในสมัยก่อน ต่างจังหวัดบางที่ น้ำสะอาดหาอาบได้ยากมากๆ ส่วนมากอาบในป่าไผ่ ส้วมก็หายาก ใช้ถุงนี่แหละ จะไปถ่ายสุ่มสี่สุ่มห้าตามโคนต้นไม้ไม่ได้ ถ่ายเสร็จ มัดปากถุง แล้วนำไปทิ้งในที่คิดว่าเหมาะสม

ประสบการณ์จากการเดินป่า

เวลาเดินป่า หาห้องน้ำไม่ได้ ถ่ายไม่เป็นที่เป็นทางไม่ได้ ต้องระวังทุกอย่าง ถุงหูหิ้วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการเดินป่า

โฆษณา

ที่มาของคำเรียก “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน (ตอนที่ ๓)

ตอนที่ ๓

ที่มาของคำเรียก “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน

คำว่า วิปัสสนา เป็นคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ปรากฏในพระคัมภีร์รุ่นบาลีพระไตรปิฎกเป็นเดิมมา แต่มักจะพบ ท่านใช่ควบคู่มากับคำว่า “สมถะ” เช่น “สมโถ จ วิปสฺสนา จ” สมถะด้วย วิปัสสนาด้วย

คำ “วิปัสสนา” มาจากมูลศัพท์ ๒ สว่น คือ วิ-อุปสัค แปลว่า แจ้ง ชัด ต่าง และ ทิส-ธาตุ แปลว่า เห็น

ทิส-ธาตุ นั้น แปลงรูปได้เป็น ๒ รูป คือ ทกฺข และ ปสฺส ประกอบปัจจัย และวิภัตติเป็น ทกฺขติ และ ปสฺสติ

เฉพาะ “ปสฺสติ” ประกอบเข้ากับ วิ-อุปสัค เป็นรูปกิริยาว่า วิปสฺสติ เช่น “อนฺธภูโต อยํ โลโก ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ (ธมฺมปทฏฺกถา ๖/๔๔) แปลความว่า

“โลกคือ โลกิยชนนี้ เป็นผู้มีปัญญาจักษุมืดมน น้อยคนในพวกนี้ จะเห็นแจ้งโดยพระไตรลักษณ์ มีอนิจจะเป็นต้น”

ถ้าเป็นคำนาม เป็น “วิปัสสนา” แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นชัด เห็นต่างๆ ในชั้นพระบาลีใช้ความหมายเดียวกับ “ญาณ” “ปัญญา” เช่น “ญาณํ อุปทิ, ปญฺญา อุปาทิ-ญาณเกิดแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว”

และบางคราวใช้คำว่า “ญาณทสฺสน-ความรู้ความเห็น(หรือ) เห็นด้วยความรู้” ซึ่งเป็นคำจำกัดความหมายของ “วิปัสสนา”

ส่วนคำว่า “ญาณทัสสะ” เมื่อกล่าวถึงบุคคลผู้รู้ผู้เห็น ในรูปกิริยาตติยาวิภัตติ และจตุตถีฉัฏฐีวิภัตติ ท่านใช้คำว่า “ชานตา ปสฺสตา, ชานโต ปสฺสโต” แปลว่า ผู้รู้ผู้เห็น

แต่ วิปัสสนา คือ รู้แจ้ง รู้ชัด ก็ดี ญาณ และ ปัญญา ก็ดี ญาณทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็น หรือ เห็นด้วยความรู้ ก็ดี ท่านอธิบายไว้ในคำภีร์อัฏฐสาลีนีว่า

อนิจฺจาทิวเสน วิวิเธหิ อาเรหิ ธมฺเม ธมฺเม ปสฺสตีติ วิปสฺสนา ปญฺญาเอเวสา อตฺถโต แปลว่า เรียกว่า วิปัสสนา เพราะเห็น(สภาว)ธรรมทั้งหลาย ด้วยอาการต่างๆ โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น

โดยความหมาย วิปัสสนานี้ ก็คือ ปัญญา นั่นเอง ซึ่งในที่นี้ หมายถึง รู้แจ้งรู้ชัด โดยรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจะ-ไม่เที่ยง ทุกขะ-เป็นทุกข์ อนัตตา-ความไม่มีอัตตา เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์สุมังคละ ผู้แต่งคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี จึงอธิบายได้ว่า

“อนิจฺจาทิวิธาการโต ทสฺสนตเถน วิปสฺสนาสงฺขาตานญฺจ” (อภิธมฺมตฺถวิภานี, น.๑๕๖) แปลว่า “และที่เรียกว่า วิปัสสนา เพราะอธิบายว่า เห็นโดยอาการต่างๆ ตลอดจนอนิจจาจะ คือ ความไม่เที่ยงเป็นต้น”

และท่านวิปัสสนาจารย์ได้ให้วิเคราะห์ศัพท์ไว้อีกนัยหนึ่งว่า “วิเสเสน ปสฺสตีติ วิปสฺสนา, วิสิฏฺฐตฺโถ วิเสสสทฺโท – เรียกว่า วิปัสสนา เพราะอธิบายว่า เห็นแปลกประหลาด

ศัพท์ว่า วิเสสะ มีอรรถว่า แปลกประหลาด คือ เห็นสภาวะหรือปรากฏการณ์แปลกๆประหลาดๆ ถ้าเป็นรูปหรือนิมิต ก็เห็นได้แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งกว่ามองเห็นด้วยตาเนื้อ คือ ลืมตาดูเสียอีก

และได้เห็นต่างๆ เห็นแปลกๆ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า คำ “วิปัสสนา” ตามที่กล่าวมานี้ มีความหมายเป็น ๓ นัย คือ

๑. วิปัสสนา – ความเห็นแจ้ง เห็นชัด

๒. วิปัสสนา – ปัญญาเห็นโดยอาการต่างๆ มีเห็นอนิจจะ เป็นต้น

๓. วิปัสสนา – ปัญญาห็นแปลกๆประหลาดๆ

ทั้ง ๓ นัยนี้ ในที่สุดก็ลงในความหมายเดียวกัน กล่าวคือ ในชั้นต้น โยคีผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จะเห็นสภาวะหรือปรากฏการณ์ใดๆก็ตาม แต่ในทางที่ถูกและในที่สุดจะต้องเห็นรูปหรือเบญจขันธ์โดยอาการต่างๆ

ได้แก่ เห็นโดยไตรลักษณ์ กล่าวคือ อนิจจะ ทุกขะ อนัตตา หรือเห็นอสุภะ-ไม่งาม อนิจจะ-ไม่เที่ยง ทุกขะ-เป็นทุกข์ และอนัตตา-เพราะไม่มีอัตตา เมื่อเห็นดังกล่าวมานี้ เป็นการเห็นแจ่มแจ้งชัดเจน เป็นการเห็นภายในตนเอง

มิใช่นึกเห็นตามคำบอกเล่าของผู้อื่น หรือนึกเห็นตามตำรา ตามหนังสือที่กล่าวไว้เป็นการกำหนดรู้เห็นสังขาร คือ เบญจขันธ์ กล่าวคือ นามและรูป ภายในตัวเอง ของตนเอง ด้วยปัญญา ซึ่งพระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า

“วิปสฺสนา-ติ สงฺขาร-ปริคฺคหญาณํ – วิปัสสนา คือ การกำหนดรู้สังขาร” และนักปราชญ์ชาวตะวันตกผู้รู้บาลี พยายามแปลคำ วิปัสสนา ไว้ในภาษาอังกฤษหลายคำ เพื่อให้ตรงความหมายในทางปฏิบัติ แต่ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป คือ insight เห็นทะลุเข้าไปข้างใน

ซึ่งท่านโสมเถระแห่งศรีลังกา อธิบาย insight (วิปัสสนา) ว่า ความเข้าใจธรรมชาติ อันแท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ที่เป็นทางให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในจิตใจของโยคี และเป็นทางให้โยคีหลุดพ้นออกไปจากกระแสแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย

วิปัสสนากัมมัฏฐาน

ท่านอาจารย์สุมังคละ ผู้แต่งคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภานี ได้อธิบายคำว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ไว้ว่า

“อนิจฺจาทิวเสน วิวิธากาเรน ปสฺสตีติ อนิจฺจานุปสฺสนาทิกา ภาวนาปญฺญา ตสฺสา กมฺมฏฺฐานํ สาเยว วา กมฺมฏฺฐานนฺติ วิปสฺสนากมฺมฏฺฐานํ” ความว่า

“ภาวนาปัญญา ที่เห็นความไม่เที่ยงเนืองๆ เป็นต้น เรียกว่า วิปัสสนา เพราะอรรถว่า เห็นโดยอาการต่างๆ โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น

และเรียกว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” เพราะอธิบายว่า เป็น “กัมมัฏฐาน(คืออารมณ์และภาวนาวิธี) ของวิปัสสนานั้นเอง เป็น กัมมัฏฐาน”

หมายความว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็คือ ภาวนาปัญญา ที่เห็นโดยอาการมีอนิจจะเป็นต้น เป็นกัมมัฏฐาน

จาก หนังสือวิปัสสนานิยม อจ. ธนิต อยู่โพธิ์ ผู้เรียบเรียง

หมายเหตุ:

ฉะนั้น วิปัสนากัมมัฏฐาน และวิปัสสนาภาวนา แตกต่างกันเพียงพยัญชนะ แต่โดยสภาวะเหมือนกัน คือ ล้วนเป็นบัญญัติที่นำมาใช้เรียกการปฏิบัติที่เรียกว่า วิปัสสนา ในปัจจุบัน

ส่วนที่กล่าวว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิปัสสนาภาวนา มีสภาวะเหมือนกัน คือ มีบัญญัติเป็นอารมณ์ ได้แก่ รูปนามที่มีสภาวะเป็นบัญญัติ ยังไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์

และมีความแตกต่างจากวิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยสื้นเชิง คือ สภาวะวิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ มีสภาวะปรมัตถ์เป็นอารมณ์

แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนาในปัจจุบันเป็นการเริ้มต้นที่แตกต่างโดยสภาวะ คือ เริ่มจากการใช้รูปนามที่เป็นบัญญัติมาเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งไม่แตกต่างกับกายบัญญัติ ตลอดจนคำบริกรรมต่างๆที่นำมาใช้ในการบริกรรมภาวนาในการทำสมถะ

ฉะนั้นโสฬสญาณหรือญาณ ๑๖ มีเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ โดยเริ่มต้นจากสภาวะ ๑.นามรูปปริจเฉทญาณ ๒. ปัจจยปริคคหญาณ ๓. สัมมาสนญาณ ๔. อุทยัพพยญาณ (อย่างอ่อน) อุทยัพพยญาณ (อย่างแก่)

แต่เมื่อเข้าสู่สภาวะปรมัตถ์ (อุทยัพพยญาณ) จะมีสภาวะเดียวกันกับวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ โดยเริ่มต้นที่สภาวะอุทยัพพยญาณ (อย่างแก่) คือ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา หรือที่เรียกว่า สุญญตา, สุญญคาร

รายละเอียดของสภาวะทั้งบัญญัติ(การเริ่มต้นของวิปัสสนาในปัจจุบัน) และปรมัตถ์(วิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดทิ้งไว้) จะนำมาแสดงในหัวข้อต่อไป

ที่มาของแนวทางการปฏิบัติที่เรียกว่า “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน (ตอนที่ ๒)

ตอนที่ ๒

ที่มาของแนวทางการปฏิบัติที่เรียกว่า “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน

เรื่องนี้ ท่านอาจารย์ธรรมปาละ พระเถระชาวลังกาได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา ฎีกาวิสุทธิมัคค์ว่า

นนุ จ ตชฺชาปญฺญตฺติวเสน สภาวธมฺโม คณฺหายตีติ?

สจฺจํ คณฺหายตีติ. ปุพฺพภาเค ภาวนาย ปน วฑฺฒมานาย ปณฺณตฺตึ สมติกฺกมิตฺวา สภาวเยว จิตฺตํ ติฏฺฐตีติ

ถามว่า ท่านถือเอาปรมัตถธรรม ด้วยบัญญัติที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ มิใช่หรือ?

ตอบว่า ใช่ แต่ถือเอาเฉพาะตอนต้นๆเท่านั้น ครั้นเจริญวิปัสสนาภาวนาไปนานๆเข้า จิตก็จะพ้นบัญญญัติไปตั้งอยู่ในปรมัตถสภาวะล้วนๆ

กาเยน เจว ปรมตฺถสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ นฺ ปฏิวิชฺฌ ปสฺสติ
แปลว่า ทำให้เห็นแจ้งปรมัตถสัจจ์ด้วยนามกาย(ใจ) และเห็นทะลุปรมัตถสัจจ์นั้นด้วยปัญญา

วิญฺญาณํ อนิทสฺสนํ
แปลว่า พระนิพพานเป็นสิ่งพึงรู้ได้ด้วยอริยมรรคญาณอันวิเศษ มิใช่ของที่พึงเห็นได้ด้วยตา

นำมาจากหนังสือ วิปัสสนานิยม โดย อจ.ธนิต อยู่โพธื์

ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนาในปัจจุบัน กับ วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ (ตอนที่ ๑)

ตอนที่ ๑

“เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกขฺโทมนสฺสานํ อตถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา” ดังนี้เป็นต้น แปลเป็นใจความว่า

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศกปริเทวนาการ เพื่อดับทุกข์ทางกาย ดับทุกข์ทางใจของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อบรรลุมรรคผล เพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพาน ทางนั้นคือ สติปัฏฐาน ๔ ดังนี้

จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยลาภูตมทสฺสนา

สํสริตํ ทีฆมทฺธานํ ตาสุ ตาเสฺวว ชาตีสุ

การที่เราท่านทั้งหลาย ได้พากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารตลอดกาลนานหลายหมื่นปีแสนปี ก็เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง

ยานิ เอเตนิ ทิฏฐฺฐานิ ภวเนตฺติ สมูหตา

อุจฺฉินฺมํ มูลํ ทุกฺขสฺส นตฺถีทานิ ปุนปภฺโว

อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เราและท่านทั้งหลาย ได้เห็นแล้ว ได้ถอนตัณหาที่จะนำไปสู่ภพแล้ว ตัดมูลรากของทุกข์ให้หมดสิ้นไป บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว

เย ทุกฺขํ นปฺปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ

ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ตญฺจ มคฺคํ น ชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ

เจโตวิมุตฺติ หีนา เต อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา

อภพฺพา เต อนฺตกิริยาย เต เว ชาติชรูปคา.

ชนเหล่าใด ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง ไม่รู้มรรคอันเป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ไม่สามารถจะทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้ จึงต้องเข้าถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดไป

เย จ ทุกฺขํ ปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ

อตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ตญฺจ มคฺคํ ปชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ

เจโตวิมุตฺติสมุปนฺนา อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา

ภพฺพา เต อนฺตกิริยาย น เต เว ชาติชรูปคา.

ชนเหล่าใด รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดของทุกข์ รู้ความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง รู้มรรค ๘ อันเป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ชนเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้ ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดไป

เอสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา

เอเตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ มารสฺเสตํ ปโมหนํ

ทางนี้เท่านั้นที่เป็นไปเพื่อมรรคผล ทางอื่นไม่มีเลย ท่านทั้งหลาย จงดำเนินไปตามเส้นทางนี้เถิด เพราะเส้นทางนี้เป็นที่ลุ่มหลง แห่งมารและเสนามาร

เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ

อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺญาย สลฺสตฺถนํ

เมื่อท่านทั้งหลาย ดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำทุกข์ในวัฏฏสงสารทั้งสิ้นให้เด็ดขาดลงไปไม่มีเหลือ เราได้ทราบทางนี้ว่าเป็นที่สลัดออกซึ่งลูกศรทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น ด้วยตนเองอย่างแน่นอนแล้ว จึงได้บอกแก่พวกท่าน

ตุมฺเหหิ กิจิจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา

ปฏิปนฺนา ปโมกิขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลาย จงรีบทำความเพียร เพื่อเผากิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดาน เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้บอกทางให้เท่านั้น

เมื่อชนเหล่าใดปฏิบัติตามทางที่ตถาคตชี้บอกไว้แล้ว เพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมนูปนิชฌาน ลักขนูปนิชฌาน ได้แก่ เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ชนเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือ วัฏฏะเป็นในภูมิ ๓

ปญฺจ กิเลสกฺขนฺธาภิสงฺขารเทวปุตฺตมจฺจุมาเร อภญ์ชิ

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกำจัดมารทั้ง ๕

มารมี ๕ คือ

๑. กิเลสมาร มาร คือ กิเลส

๒. ขันธมาร มาร คือ ขันธ์ ๕

๓. อภิสังขาร มาร คือ อภิสังขาร ๆ นั้น มีอยู่ ๓ คือ

ปุญญาภิสังขาร ได้แก่ บุญ

อปุญญาภิสังขาร ได้แก่ บาป

อเนญชาภิสังขาร ได้แก่ ปัญจมฌาน

๔. เทวปุตตมาร มาร คือ เทพบุตรผู้มุ่งร้าย

๕. มัจจุราชมาร มาร คือ ความตาย

สมโถ ภิกิขเว ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ จิตฺตํ ภาวิยติ จิติตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ โย ราโค โส ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญสมถกรรมฐาน แล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมจิต? จิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรเล่า? ได้ประโยชน์คือ ละราคะได้

วิปสฺสนา ภิกฺขเว ภาวิตา กิมตฺถมุโภติ ปญฺญา ภาวิยติ ปญฺญา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ ยา อวิชฺชา สา ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมปัญญา ปัญญาที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? ได้ประโยชน์คือ ละอวิชชาได้

ตุลาคม 2011
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: