คำทำนาย

พอดีช่วงนี้ กระแสคำทำนายค่อนข้างฮิต พออ่านหลายๆบทความ มองเห็นแต่เรื่องของเหตุและผล เพราะเมื่อยังไม่มีที่พึ่งเป็นของตนเอง ย่อมหวังผู้พึ่งผู้ที่คิดว่าจะช่วยตนเองได้ แล้วการช่วยแบบนั้น ต้องช่วยกันไปอีกนานเท่าไหร่ เหมือนการเลี้ยงลูกที่ไม่รู้จักโต ต้องคอยหุงหาอาหารให้กินตลอดชีวิต

เราไม่ได้คัดค้านเรื่องคำทำนาย เพราะตลอดชั่วชีวิตของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรียกว่าคำทำนาย เรามักจะเรียกว่านิมิตหรือความฝัน นี่คือเหตุที่ทำให้มายืนอยู่ที่ปัจจุบันนี้ได้ เพราะเพียงแค่รู้ ไม่ได้ไปยึดติดในสิ่งที่รู้หรือเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีคำทำนายหรือไม่มีคำทำนายก็ตาม

เหมือนชีวิต หากเอาชีวิตไปผูกติดกับคำทำนาย ชีวิตที่เกิดมา คงไร้รสชาติพิลึก คงเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกบังคับให้เดินด้วยมือที่มองไม่เห็น ชีวิตที่เกิดมา ล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งในอดีตที่ทำไว้และปัจจุบันที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากอวิชชาที่ยังมีอยู่

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค – ๘. สักกปัญหสูตร ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีน แห่งพระ นครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ฯ

ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ (เทพเจ้าแห่งสามโลก) ได้บังเกิดความขวนขวาย เพื่อจะเฝ้า พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงพระดำริว่า บัดนี้ พระผู้มีพระ ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรง เห็นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีนแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ

ครั้นแล้ว จึงตรัสเรียกพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า …. ….

ท้าวสักกะจอมเทพ อันพระผู้มีพระภาคทรงให้โอกาสแล้ว ได้ทูลถามปัญหาข้อแรกกะพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวก เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันใจไว้

อนึ่ง ชน เป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความ พยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามี ความปรารถนาอยู่ดังนี้ ก็ไฉน เขายังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่ ท้าวสักกะจอมเทพได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคด้วยประการ ฉะนี้ ฯ

พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ดูกรจอมเทพ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีความริษยาและ ความตระหนี่เป็นเครื่องผูกพันใจไว้

อนึ่ง ชนเป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความพยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็น ผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามีความปรารถนาอยู่ดังนี้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเป็น ผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่ พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ด้วยประการฉะนี้ ฯ ….

ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ในปัญหาพยากรณ์ข้อแรกดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไป ว่า …. ….

ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่สี่อย่างนี้ว่า ถ้าความตรัสรู้จักมีแก่เราในภายหน้า โดยธรรมไซร้ เราจักเป็นผู้รู้ทั่วถึงอยู่ นั่นแหละจักเป็นที่สุดของเรา ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็นปานนี้ ฯ

ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ห้าอย่างนี้ว่า หากเราจุติจากกายมนุษย์แล้ว ละอายุอันเป็นของ มนุษย์แล้ว จักกลับเป็นเทวดาอีกจักเป็นผู้สูงสุดในเทวโลก ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้ ฯ ….

ท้าวสักกะเปล่งอุทาน ได้ธรรมจักษุ ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเอาพระหัตถ์ตบปฐพี แล้วทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน บังเกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา และบังเกิด ขึ้นแก่เทวดาแปดหมื่นพวกอื่น

เวลาอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเห็นว่า พระองค์จะทรงสอนเรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่เรื่องการเชื่อแบบเลื่อนลอย ไม่มีที่มาที่ไป ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมมีอย่างแน่นอน

เฉกเช่นเดียวกับคำทำนาย ถึงแม้ไม่มีคำทำนาย ทุกสรรพสิ่งย่อมเสื่อมสิ้นไปตามเหตุปัจจัย จงอยู่อย่างผู้มีสติ จงรู้ชัดในผัสสะ จงรู้เหตุของการเกิดผัสสะ ว่าแท้จริงแล้วอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

ว่าแล้ว ก็ดู Step up 2 ช่อง ๗ เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรด ตามดูทุกภาค ชีวิตคนเราก็ไม่แตกต่างจากการเต้น ต่างคนต่างเต้นไปตามจังหวะชีวิตของตนเอง ดีกว่าไปนั่งหมกมุ่นกับคำทำนาย กะว่าจะเขียนเรื่องคำทำนาย คิดว่า ไม่มีอะไรประเสริฐที่สุดไปมากกว่าการให้ธรรมะเป็นธรรมทาน ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมะ ถ้าไม่ไปยึดติดแล้วสบาย

ไม่ว่าจะพูด จะคิด หรือรู้สึกใดๆ ดูที่จิต จงดูให้ทัน ยังมีไหมเรื่องการเพ่งโทษนอกตัว หรือมีการเปรียบเทียบ จิตเป็นเรื่องละเอียด ต้องมีสมาธิที่ตั้งมั่น จึงจะรู้ชัดเช่นนั้นได้ พูดมาก ขาดทุน พูดน้อยได้กำไร พูดพอประมาณ มนสิการไว้ในใจให้มากๆ เพราะมีแต่เรื่องเหตุและผล นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย

เหตุของเหตุที่มาวิปัสสนาในปัจจุบัน ตอนที่ ๕

คัมภีร์วิสุทธมรรค

คัมภีร์วิสุทธมรรคฉบับภาษาบาลี เป็นผลงานรจนาจองพระพุทธโฆสาจารย์ นักปราชญ์ชาวอินเดีย ที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทุกประเทศให้การยอมรับเสมอเหมือนกันว่า เป็นคัมภีร์ที่สามารถยึดถือเป็นต้นแบบในการใช้ภาษา

และมีเนื้อหาสาระบริบูรณ์ถูกต้องทั้งในส่วนของปริยัติและปฏิบัติ โดยเฉพาะการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ได้กำหนดใช้คัมภีร์นี้ เป็นหลักสูตรการศึกษาเล่าเรียนสำหรับพระภิกษุสามเณรในชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยค สืบมาตราบเท่าปัจจุบันนี้

สำหรับคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยเล่มนี้ เป็นผลงานแปลและเรียบเรียงของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนในชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยค

รวมทั้งพระภิกษุสามเณร นักศึกษาพระอภิธรรม นักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน และพุทธศาสนิกชนผู้สนใจทั่วไป ให้การยอมรับเสมอเหมือนกันว่า สำนวนการแปลอ่านเข้าใจง่าย และได้รับความรู้ที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาหรือตามสภาวธรรม ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติทุกประการ

คัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาบาลี เป็นคัมภีร์ที่ท่านพระพุทธโฆสเถระ ชาวชมพูทวีป(อินเดีย) ได้รจนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๙๕๖ ที่ประเทศลังกา(ศรีลังกา)

โดยท่านได้ขอโอกาสจากที่ประชุมสงฆ์ในมหาวิหาร ณ กรุงอนุราธปุระ ประเทศลังกา เพื่อรจนาอรรถกถาพระ(ไตร)ปิฎก ซึ่งที่ประชุมได้ให้โอกาสตามที่ท่านประสงค์ทุกประการ

เมื่อคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาบาลี ที่ท่านพุทธโฆสเถระรจนานั้น ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมสงฆ์แห่งมหาวิหาร และแพร่หลายออกไปสู่ประเทศต่างๆที่นับถือพระพุทธศาสนา

โดยเฉพาะประเทศไทยแล้ว พระเถระผู้มีความรู้แตกฉานในภาษาบาลีได้ร่วมกันตรวจชำระ และจารลงในคัมภีร์ใบลานเป็นภาษาบาลี อักษรขอม เพื่อใช้เป็นหลักสูตร การศึกษาชั้นเปรียญ ๘-๙ ประโยค ที่คณะสงฆ์จัดขึ้นในสมัยนั้น

ต่อมมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารีมหาเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์ ลำดับรูปที่ ๑๔ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์ ได้ตรวจชำระและปริวรรตคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบั้บภาษาบาลี

อักษรขอมนั้น ตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาบาลี อัษรไทย พร้อมทั้งนิพนธ์ประวัติของท่านพระพุทธโฆสเถระตีพิมพ์ไว้ด้วย

โดยการตีพิมพ์ในครั้งนั้น แบ่งออกเป็น ๓ ภาค หรือ ๓ เล่มสมุดไทย เพื่อใช้เป็นหลักสูตรการศึกาาพระปริยัติ แผนกบลีชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยคเช่นเดียวกัน

สำหรับคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถระ) ได้แปลและเรียบเรียงไว้ในสมัยคณะสงฆ์และรัฐบาลสนับสนุน และอาราธนาท่าน ให้อยู่จำพรรษา ณ สันติปาลาราม ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕-๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ตั้งใจแปลและเรียบเรียงคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยดังกล่าว ด้วยจิตอันเป็นมหากุศลอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงผู้ที่มีพื้นความรู้ภาษาบาลีน้อย จะอ่านเข้าใจยากเป็นสำคัญ จึงนำความบางส่วนในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสามหาฎีกา มาเสริมความที่กล่าวไว้อย่างย่นย่อ ให้มีเนื้อหาสาระสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ดังนั้น เมื่อบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ใฝ่ศึกษา ได้อ่านคัมภีร์วิสุมธรรมคภาษาไทยฉบับบี้แล้ว ต่างกล่าวยอมรับด้วยความสนิทใจว่า สำนวนการแปลและเรียบเรียง อ่านเข้าใจง่ายที่สุดกว่าฉบับอื่นๆ

นิทานกถา

ปัญหาพยากรณ์

ก็แหละ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์ไว้ดังนี้

(๑) นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศิลแล้ว ทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
(ดูเทียบ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖-๒๗)

ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์นี้?

ได้ยินว่า มีเทวบุตรตนใดตนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซึ่งเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถีในเวลาอันเป็นส่วนแห่งราตรี เพื่อจะถอนความสงสัยของตน จึงได้กราบทูลถามปัญหานี้ว่า:-

ปรชาสัตว์ รกชัฏทั้งภายใน รกชัฏทั้งภายนอก รุงรังไปด้วยรกชัฏ ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์ ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
(ดูเทียบ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖-๒๗)

อธิบายปุจฉาปัญหา

ปุจฉาปัญหานั้น มีอรรถอธิบายโดยย่อ ดังนี้:-

คำว่า รกชัฏนี้ เป็นชื่อของตัณหา ซึ่งเป็นเพียงดังว่าข่าย เป็นความจริง ตัณหานั้น เป็นเสมือนหนึ่งชฎา กล่าวคือ แขนงสาขาแห่งสุมทุมพุ่มไม้ไผ่เป็นต้น

โดยอรรถว่า เกี่ยวประสานไว้ เพราะ บังเกิดขึ้นบ่อยๆในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูป เป็นต้น ด้วยสามารถเบื้องล่าง เบื้องบน เพราะเหตุนั้น จึงได้ชื่อว่า รกชัฏ

อนึ่ง ตัณหานี้ นั้นเรียกว่า เป็นรกชัฏทั้งภายใน รกชัฏทั้งภายนอก เพราะ บังเกิดขึ้นในบริขารของตน และบริขารของผู้อื่น ในอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก

ประชาสัตว์ รุงรังด้วยรกชัฏ อันเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้นั้น เหมือนอย่างว่า ไม้ไผ่เป็นต้น ย่อมรุงรังด้วยแขนงไม้ไผ่เป็นต้น ฉันใด

อันว่า ประชากร กล่าวคือ หมู่สัตว์นี้ แม้สิ้นทั้งมวล รุงรังแล้วด้วยรกชัฏคือ ตัณหานั้น อธิบายว่า อันรกชัฏ คือ ตัณหาที่รัดรึงแล้ว เกี่ยวประสานไว้แล้ว เหมือนอย่างนั้น

ก็เพราะเหตุที่หมู่สัตว์รุงรังอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคนั้นว่า ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์

คำว่า ข้าพระโคดม เทวบุตร ระบุพระนามของพระผู้มีพระภาค โดยพระโคตร

คำว่า ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ คือ เทวบุตรกราบทูลถามว่า ใครจะพึงถาง ใครจะเป็นผู้สามารถเพื่อจะถางรกชัฏอันรึงรัดไตรโลกธาตุ ซึ่งดำรงอยู่ ด้วยอาการอย่างนั้นได้

ก็แหละ พระผู้มีพระภาค ผู้มีญาณอันส่องไปมิได้ติดขัดในสรรพธรรมทั้งหลาย เป็นเทวดาของทวยเทพ เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย เป็นท้าวสักกะเลิศล้นกว่าท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมล่วงเลยพรหมทั้งหลาย

ทรงแกล้วกล้า เพราะทรงประกอบด้วยพระเวสารัชญาณ ๔ ทรงไว้ซึ่งพระทศพลญาณ มีพระญาณมิได้มีเครื่องขีดขั้น มีพระจักษุรอบด้าน ครั้นถูกเทวบุตรกราบทูลดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงตอบข้อความนั้นแก่เทวบุตร จึงได้ตรัส พุทธนิพนธคาถาพยากรณ์นี้ ความว่า:-

นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศิล แล้วทำสมาธิจิต และปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้

คำปรารภของผู้รจนาคัมภีร์

(๒) บัดนี้ ข้าพเจ้า(หมายเอาพระมหาพุทธโฆษาจารย์) จักบรรยายความแห่งพระพุทธนิพนธคาถาที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ ตรัสวิสัชนาไว้แล้วนี้ อันต่างด้วยคุณ มีศิล เป็นต้น ตามที่เป็นจริงต่อไป

โยคีบุคคลเหล่าใดในพระศาสนานี้ ได้รับการบรรพชา อันหาได้ด้วยากในพระศาสนาของพระชินเจ้าแล้ว แม้ถึงจะต้องการความบริสุทธิ์ เมื่อไม่รู้จักทางแห่งความบริสุทธิ์ อันเป็นทางตรง ทางเกษมซึ่งสงเคราะห์ด้วยศิลเป็นต้น ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะไม่บรรลุถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้ แม้ถึงจะเพียรพยายามอยู่ก็ตาม

ข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งมีอันไตร่ตรองถูกต้องดีแล้ว โดยอิงอาศัยเทศนานัยของพระเถระทั้งหลาชาวมหาวิหาร อันทำความปราโมชให้แก่โยคีบุคคลเหล่านั้น

เมื่อข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น โดยความเคารพ ขอสาธุชนทั้งหลาย ผู้ประสงค์ความบริสุทธิ์สิ้นทั้งมวล จงใคร่ครวญดูโดยความเคารพเทอญ

๒๖ พย.๕๔ (พระธรรมคำสอนจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง)

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๕ ชม.

สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อะไรๆที่เคยสงสัยมาตั้งแต่เด็กๆ ตลอดจนคำทำนายที่ถูกทำนายมาตั้งแต่ก่อนที่จะลืมตาดูโลก แม้กระทั่งคำทำนายจากผู้ที่ไม่เคยรู้จักได้ทำนายไว้ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน

๑. เป็นผู้มีบารมีมาเกิด จะเป็นบุคคลสำคัญในอนาคต

๒. แม้เกิดเป็นชาย เมื่อได้บวช จะเป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ ถ้ารับราชการ จะเป็นใหญ่ในราชการ เมื่อเกิดเป็นหญิง จะเป็นมังกรในหมู่คน เพราะเป็นผู้มีบารมีมาเกิด

๓. ต่อไปจะเป็นมังกรในหมู่คน

เคยหัวเราะกับคำทำนายเหล่านี้ เกิดจากคำว่า”ผู้มีบารมีมาเกิด” คือ มองว่า ถ้าเป็นผู้มีบารมีมาเกิด ทำไมจึงเกิดในครอบครัวคนจน ทำไมไม่เกิดเป็นพระราชาหรือไม่ก็เกิดเป็นลูกคนรวย

และก็คำว่า “มังกรในหมู่คน” จะไม่ให้ขำได้ยังไง คำว่า “มังกร” เขาหมายถึงผู้มีอำนาจวาสนาบารมี เรามันแค่ลูกชาวบ้านธรรมดา แถมเกิดมาจนอีกต่างหาก จะเป็นมังกรไปได้ยังไง

ทุกสิ่งเหมือนจะได้รับคำตอบที่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร แล้วทำไมโดยอุปนิสัยหลายๆอย่าง จึงไม่ค่อยจะเหมือนใคร สุดท้าย จบลงที่ รู้สักแต่ว่ารู้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

วัยเด็ก

ตั้งแต่เกิดชอบนอน ไม่ยอมตื่นมากินนม แม่ต้องคอยกระตุ้นให้ตื่นมากินนม เป็นคนชอบนอน นอนแล้วหลับสนิท จะตื่นต่อเมื่อฝันว่าเข้าห้องน้ำ การตื่นทุกครั้งคือ ฉี่รดที่นอนถึงจะตื่น อาการนี้หายไปเมื่อเรียนมัธยมปลาย เกิดจากไปนอนบ้านเพื่อน แล้วฉี่รดที่นอน ต้องแอบเอาที่นอนไปตาก คิดว่ารอดสายตา ที่ไหนได้ ถูกนำมาเป็นเรื่องล้อเลียนในหมู่เพื่อนๆ

เคยสอบตกตอนอยู่ ป.๑

ทุกๆเช้า แม่จะต้องหาวิธีปลุกให้ตื่นสารพัดวิธี เป็นเด็กไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบนอน นั่งตรงไหน หลับตรงนั้น ขนาดคุยๆอยู่ยังนั่งหลับได้ เวลาไปเรียนครูให้นั่งหน้าห้อง อยู่หลังห้อง หลับตลอด แต่แปลก ถึงจะหลับแต่กลับสอบได้ระดับดีๆ

เมื่อนั่งหน้าห้อง จึงโดนครูเอาชอล์คเขวี้ยงประจำ นั่งหน้าก็ยังหลับ เพื่อนเคยถามว่า หลับประสาอะไร ทำไมสอบได้ที่ดีๆ เราก็ตอบว่า ตรูก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าสิ่งที่ครูสอนในห้อง มันออกเป็นข้อสอบตลอด แค่นั่งฟังครู หลับบ้าง ตื่นบ้าง จำได้เอง

วันสอบไล่ แม่ไม่รู้เรื่อง

เช้าวันนั้น เหมือนทุกๆเช้า แม่ปลุกแล้ว ได้ยินเสียงขานรับ คิดว่าลูกคงตื่นแล้ว ก็ไม่ได้สนใจขึ้นไปดูบนบ้าน แล้วลืมลูกไปเลย กลับมาจากตลาด ถึงได้รู้ว่า ลูกยังนอนหลับอยู่ มารู้ทีหลังว่า ลูกสอบตก เพราะนอนไม่ตื่น

เมื่อโตขึ้น การนอนยังคงเป็นเหมือนเดิม นอนข้ามวันข้ามคืน ตื่นขึ้นมาอย่างมากแค่กินน้ำแล้วหลับต่อ บางวันหลับติดต่อหลายๆวัน แม้กระทั่งทำงานแล้ว ตอนที่ชีวิตยังปกติ อาการชอบนอนยังคงเป็นอยู่เหมือนเดิม

ถ้าเข้าเวรเที่ยงคืน ออกแปดโมงเช้า จะนอนตั้งแต่กลับถึงห้อง ข้าวปลาไม่กิน ตื่นมาอีกทีใกล้เวลาทำงาน ยิ่งวันหยุดไม่ต้องพูดถึง มีการตื่นขั้นเวลา หาข้าวกินเสร็จ แล้วนอนต่อ ยังคงนอนข้ามวันข้ามคืนเหมือนเดิม

เมื่อก่อนไม่รู้ว่าทำไมหลับได้หลับดีขนาดนั้น นั่งที่ไหนก็หลับ ยิ่งไปวัดไม่ต้องพูดถึง ฟังพระพูดไม่กี่คำ หลับสนิท เป็นเหตุให้ชอบฟังเทศน์ เพราะฟังแล้วหลับสบาย

เรียนหนังสือ ไม่เคยอ่านหนังสือสอบ แต่จะสอบได้ที่ ๑ ที่ ๒ ตลอด มาตอนโตกิเลสเยอะ สอบไม่ได้ที่ ๑ แต่ยังไงก็ยังจัดเป็นพวกเด็กเรียนเก่งพิเศษ เพราะไม่เคยอ่านหนังสือสอบ เป็นคนความจำแม่นในระยะสั้น ผ่านไปแล้ว ลืมหมด

เป็นคนที่ไม่ชอบสอนใคร อาจะเพราะชอบนอน เลยไม่ชอบความวุ่นวาย เห็นชีวิตของครู รู้สึกว่า งานสอนเป็นเรื่องที่วุ่นวาย

สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นอาการของจิตที่เป็นสมาธิที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด จึงเป็นคนที่เห็นโน่น เห็นนี่ รู้โน้นรู้นี่ตลอดเวลา แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่านั่นคือผลของสมาธิ

ความประทับใจที่ไม่เคยลืมในวัยเรียน

เป็นโรคภูมิแพ้ เดินไปไหน น้ำมูกสีเขียวๆจะย้อยแทบจะหยดตลอด เลยต้องนั่งกินข้าวคนเดียว มีแต่คนรังเกียจ หน้าตามีแต่ขี้หมูเลอะตามแก้มเพราะเอามือป้ายๆแล้วเช็ดกระโปรง

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เพราะหน้าตาเกรอะกรังด้วยขี้มูกตั้งแต่เล็ก จนกระทั่งโต น้ำมูกสีเขียวๆก็ไม่หาย เลยไม่มีแฟน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ การเรียนเลยสะดวกโยธิน ถึงแม้จะไม่อ่านหนังสือก่อนสอบเหมือนเดิมก็ตาม แต่จะอ่านแค่แป๊บเดียวก่อนเข้าห้องสอบ

ส่วนเพื่อนๆหลายๆคนเรียนไม่จบ บางคนท้องก่อนก็มี เราอยู่รอดปลอดภัยมาตลอดเพราะขี้มูกสีเขียวๆที่ทำท่าจะหยดมิหยดแหล่ ทำให้ผู้ชายเมิน แต่ก็ยังมีคนมาชอบไม่ใช่ไม่มี ไม่ได้ขี้เหร่นิ เพียงไม่เคยสนใจเพราะกลัวเรียนไม่จบเหมือนเพื่อนๆ

เรียนเก่งเพราะจะเอาชนะครู

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าไม่รู้จบ วิชาที่เกลียดคือ วิชาภาษาอังกฤษ แต่วิชาที่เรียนเก่งที่สุด ได้เกรด ๔ มาตลอดก็คือวิชาภาษาอังกฤษ

ที่เกลียด เพราะอย่างที่เล่ามา เรียนแล้วหลับประจำ ทีนี้ครูที่สอนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างเฮี๊ยบ ปากกาคออีแร้ง จริงๆแล้วมันคือปากกาคอแร้ง ที่เรียกว่าอีแร้ง เพราะเราต้องคอยื่นคอยาวคอยหยิบยืมเพื่อน และเพื่อนไม่ค่อยให้ เนื่องจากว่า เรายืมทีไร พังทุกที แม่ดุประจำเรื่องขอเงินซื้ออีแร้งนี่ แถมเสื้อเลอะแต่หมึก เพราะไปสะบัดๆเล่นใส่เพื่อน

วันนั้นเป็นวันที่ไม่เคยลืม เป็นวิชาเรียนภาคบ่าย เพิ่งกินข้าวมา มันก็ง่วง ไม่กินมันก้ง่วงอยู่แล้ว นี่อิ่มๆจะไปเหลือหรือ ครูวิชานี้เป็นครูผู้หญิง ตอนนั้นยังเรียนชั้นประถมอยู่ เวลาครูสอน เราจะโดนครูเอามือหยกบ้าง เหน็บบ้างเพราะนั่งหลับ

มาวันนั้น ครูคงโมโหจัด แบบหยิกก็แล้ว เหน็บเอาก็แล้ว ยังนั่งสัปปะหงก ครูเลยทุบที่หลังอย่างแรง ผลคือ เราอ้วกอาหารกลางวันที่เพิ่งกินเข้าไปเมื่อตอนเที่ยงออกมาหมด ตั้งแต่นั้นมารู้สึกแค้นครู ว่าทำไมต้องทำขนาดนั้น ไม่ได้ฟ้องแม่

ช่วงนั้นเกลียดครูมาก จะเอาชนะ และก็สามารถทำได้ เราเรียนภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเพื่อนๆทุกคนในชั้นเดียวกัน จนกระทั่งม.ปลาย จนอาจารย์ที่สอนแปลกใจ เพราะเด็กน้อยคนที่จะทำคะแนนสอบภาษาอังกฤษได้ดี และคะแนนไม่เคยตกต่ำ

อาจารย์ที่จบจากอเมริกาเรียกตัวเข้าไปคุย ก็ความที่เป็นเด็กเกเร โดนย้าจากห้องคิงส์ ไปเรียนห้องโหล่เปรต ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นห้องที่อาจารย์ทั้งหลายเอือมลระอา แล้วจะไม่ให้อาจารย์สงสัยได้ยังไงว่าโผล่มาได้ยังไง ทำคะแนนท็อปวิชานี้มาตลอด

อาจารย์ทดสอบภูมิความรู้ โดยให้อ่านออกเสียง เราก็พยายามอ่าน อาจารย์มองอย่างแปลกใจ ถามว่า ทำไมทำข้อสอบได้คะแนนดี แต่เวลาอ่านกลับไม่ชัดเจน

เราบอกว่า เราไม่ชอบการอ่าน ชอบพวกแกรมม่ามากกว่า เพราะเพียงจับจุดของTenseต่างๆได้ ว่าให้ดูที่รูปประโยคว่าประกอบด้วยอะไรที่เป็นจุดเด่นของTenseนั้นๆ และท่องจำศัพท์ทั้ง ๓ ช่อง ให้แม่นๆ แค่นี้ ไม่ว่าข้อสอบจะออกมารูปแบบไหนๆจะทำได้หมด แต่การอ่าน ต้องอาศัยการฝึกฝนในการออกเสียง การเน้นคำ เลยไม่ชอบ

เคยให้โดนทำข้อสอบใหม่ถึง ๒ ครั้ง เพราะอาจารย์ที่คุมเวลาสอบ คิดว่าลอกข้อสอบเข้าไปในห้องสอบ เหตุเพราะเขียนรูปประโยคและองค์ประกอบในการดูTense ต่างๆ เพื่อจะได้แยกการใช้ศัพท์ได้ถูก อาจารย์เลยคิดว่าลอกข้อสอบเข้ามาในห้อง

ซึ่งเรายืนยันว่า ไม่ได้นำมาจากข้างนอก แต่เอาออกมาจากสมองของเราเอง เราเป็นคนความจำแม่นแค่ระยะสั้นๆ ถ้าไม่จด จะลืมหมดทุกอย่าง จึงต้องจดลงที่กระดาษข้อสอบที่ให้มา อาจารย์ไม่เชื่อกาหัวกระดาษ

ทีนี้ครูประชุมกัน ให้เราทำข้อสอบใหม่อีกครั้ง แบบอาจารย์ยังไม่ให้ออกจากห้อง ให้สอบทำข้อสอบใหม่อีกครั้ง เราก็ทำเหมือนเดิม จดๆทุกอย่างลงไป อาจารย์ก็ยืนดูตรงนั้น คะแนนยังคงเหมือนเดิม คือ ๙๘ เต็ม ๑๐๐ ทำผิดไป ๒ ข้อ

เกลียดวิชาเลข

เป็นคนไม่ชอบคิดเลข ดูมันยุ่งยาก ต้องละเอียด สอบตกและต้องซ่อมตลอด

เกลียดวิชาชีววิทยา

เพราะต้องเข้าห้องแล็ป ต้องวาดภาพแล็ปส่งอาจารย์ สอบตกเพราะไม่มีแล็ปส่ง และที่ไม่ชอบที่สุด คือการจับสัตว์มาผ่าตัดเพื่อดูอวัยวะต่างๆภายในของสัตว์ เราไม่ยอมทำนะ ปล่อยให้เพื่อนๆทำ ยอมถูกว่า

เกลียดวิชาวาดเขียน

ไม่ชอบวาดภาพ เป็นคนไม่มีจินตนาการ

ชอบวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์

ตอนนั้นบ้าเรื่องประเทศอียิปต์ เพราะชอบเรื่องราวเล้นลับต่างๆ คะแนนที่ทำออกมาจึงได้ดี คือ สูงสุดในห้อง

วิชาภาษาไทย

ไม่ชอบและไม่เกลียดแต่ทำคะแนนได้ดี คือ เกรด ๔ ตลอด

ส่วนวิชาอื่นๆที่เหลือๆ อยู่ในระดับปานกลาง

การเรียน แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย แค่ท่องจำ ขยันทำการบ้าน โดยเฉพาะเวลาเรียนในห้อง ต้องตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอนในวิชานั้นๆ นั่นน่ะข้อสอบทั้งนั้นเลย มีแค่นี้เอง

โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ กล้วยสุดๆ เพียงจับจุดของTense ให้ได้ทั้งหมด ดูที่รูปประโยค tnenseแต่ละtense จะมีจุดเด่นไม่ซ้ำกัน ขัยนท่องศัพท์ จำกริยา ๓ช่องให้แม่น ทำแค่นี้แหละ ไม่ได้ ๔ ให้รู้ไป

ส่วนการเรียนพิเศษ บอกตามตรง ไม่นิยม เพราะนั่นคือวิชาหากินอีกทางหนึ่งของอาจารย์ในยุคนี้ พ่แม่ลยต้องหาเงินหนักมากกว่าเดิม เพื่อให้ลูกได้เรียนพิเศษ ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัย

ไม่แตกต่างกับพระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ ที่มีรูปแบบกระจัดกระจายหลายสำนัก หลายข้อคิดเห็นที่เกิดจากการความรู้ของผู้ที่ได้ศึกษามา และนำมาสอนต่อๆกัน เหมือนทำถูกใจแล้วบอกต่อ ไม่ถูกใจก็บอกต่อ

พระธรรมคำสอนที่แท้จริง จึงถูกทำให้ไขว้เขวและดูเป็นเรื่องยุ่งยากในการปฏิบัติไป ที่ล้วนเกิดจากการยึดติดในบัญญัติ แต่ไม่รู้โดยสภาวะ รู้โดยจากการฟังและการบอกเล่าของผู้อื่น นี่ก็มีเหตุนะ

แม้กระทั่งเรื่องคำสอนศาสนาคริสต์ ตลอดจนคำสอนของนิกายอื่นๆหรือศาสนาอื่นๆ เราเคยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมคำสอนเหล่านั้น ถ้าคนไม่รู้โดยสภาวะ มองแค่ตัวหนังสือ อาจจะเห็นว่าแตกต่างจากคำสอนในศาสนาพุทธ

แต่เมื่อรู้ชัดในสภาวะแล้ว พอไปอ่านคำสอนต่างๆในทุกๆนิกาย และทุกๆศาสนา คำสอนเหล่านั้น ไม่แตกต่างจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้เลย แตกต่างแค่เปลือก ภายในไม่แตกต่าง สิ่งที่ถูกรู้ก็ไม่แตกต่าง

มีกัลยาณมิตรเล่าให้ฟังว่า อย่าลืมว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่อินเดีย แล้วถูกเผยแผ่ไปทั่ว อีกอย่าง ประวัติพระเยซู เดิมชื่อ จีซัส ประสูติจากพระแม่มาเรีย ประวัติก่อนที่จะถูกเรียกว่าพระเยซูคริสต์ หายไปไหน

จึงไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมทุกๆนิกาย ทุกๆศาสนา ที่เกิดในวิถีแห่งการรู้แจ้ง เวลาเขียนออกมา สื่อสารต่างกันแค่เปลือก แต่จบลงที่เดียวกัน คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นภาคสภาวะ

แต่ถ้าให้พูดในแง่ของการปฏิบัติ ไม่ได้มีอคติกับศาสนาหรือนิกายอื่นๆ มองว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้เรื่อง สมถะและวิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในสุดในวิถีแห่งการรู้แจ้งในสัจธรรมที่มีอยู่จริง

ไม่ต้องใช้ถ้อยคำสำนวนให้ยุ่งยาก เพียงแค่รู้หลักที่แท้จริงและรู้ชัดในสภาวะที่แท้จริง แต่ทีนี้เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป ขนาดเกิดทันสมัยพุทธกาลแท้ๆ พระพระพุทธองค์ยังทรงปล่อยวางเลย เหตุมี ผลย่อมมี

ต่อไป ศาสนาพุทธจะกลับมาฟื้นฟูและรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง พระไตรปิฎกจะถูกสังคยานาขึ้นมาใหม่ ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ถูกสอดใส้จากการนำผลที่ได้รับ มาสร้างเป็นในรูปแบบเหตุในการปฏิบัติ เป็นเหตุให้คำสอนถูกทำให้ไขว้เขวหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม

จะมีเหตุการณ์มหันตภัยต่างๆที่เกิดขึ้นอีกมากมาย เหตุเพราะ จะมีผู้รู้แจ้งในสัจธรรมอีกมากมาย สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุทั้งสิ้นๆ เป็นบททดสอบของผู้รู้แจ้งในสัจธรรม เกิดจากเหตุที่ทำไว้ ส่งผลมาให้ได้รับในรูปแบบต่างๆ

ต่อไป จะมีผู้เจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิกันมากมาย จะมีผู้ทรงอภิญญาเกิดมากขึ้น พุทธศาสนาจะยืนยาวไปถึง ๕๐๐๐ ปีตามที่พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้

คิดเสียว่า กำลังอ่านนิยาย เพียงแต่นิยายเรื่องนี้ เนื้อหาเป็นเรื่องของการเรียนรู้ภายในกายและจิต ไม่ใช่เรื่องจากจินตนาการ

๒๔-๒๕ พย.๕๔(มีนิมิต ภูเขาไฟระเบิดกับหมู่เกาะ)

๒๔ พย.

รอบแรก เดิน ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ๑/๒ ชม.

มีสภาวะจิตสัปปะหงก ๒ ครั้ง ไม่ติดต่อกัน

มีนิมิตแปลก เป็นนิมิตภาพ ตอนแรกเห็นเป็นหลุมที่มีสีแดงอยู่ตรงกลาง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นนรก พอเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นว่ารอบๆสีแดงที่มองเห็น มีเป็นภาพขอบๆสีดำล้อมรอบอยู่ ต่อมาเห็นควันเป็นภาพแบบระเบิดนิวเคลียร์

จึงรู้ว่าเป็นภาพภูเขาไฟระเบิด ต่อมาเป็นภาพของเกาะที่มหาสมุทร แค่คาดเดาเองว่า จะมีภูเขาไฟระเบิดบนเกาะ เร็วๆนี้ แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน

พอดีdaring โทรมา เลยเล่าให้เขาฟัง เขาออกความเห็นว่า ภาพที่ว่าเป็นเกาะต่อมา ไม่ใช่ภาพน้ำท่วมจนเหลือแต่ต้นไม้เป็นหย่อมๆเหรอ

เราบอกว่า สีเหมือนน้ำทะเล ไม่ใช่สีน้ำท่วมแบบที่ท่วมทั่วๆไป เหมือนเวลามองภาพจากที่สูง มีเกาะสีเขียวๆกระจัดกระจาย มีทะเลคั่นอยู่ระหว่างกลางของหมู่เกาะ ที่รู้ว่าเป็นทะเล เพราะเห็นแม่น้ำนั้นมีสีน้ำเงินแบบน้ำทะเล ไม่ใช่สีแบบแม่น้ำ

เรื่องนิมิต ส่วนมากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพียงแค่รู้ เพราะเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ย่อมอยู่ได้ทุกๆสภาวะ

รอบ ๒ เดิน ๓ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

มีสภาวะจิตสัปปะหงก ๗ ครั้ง ไม่ติดต่อกัน โอภาสเกิดตลอด

สภาวะจิตนึกคิดพิจรณาที่เกิดตามสภาวะตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอาคิดเอา หรือนำสิ่งนอกตัวตลอดจนความรู้ต่างๆที่รู้ แต่เป็นสภาวะความรู้สึกนึกคิดของจิตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของจิต

ฉะนั้นเมื่อมีความคิดเกิดขึ้นในขณะจิตเป็นสมาธิ จิตนึกคิดอะไร รู้ไปตามนั้น ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องห้าม

สภาวะจิตนึกคิดพิจรณาที่เกิดขึ้นเองตามสภาวะ ขณะที่เป็นจิตเป็นสมาธินี้ ล้วนเกิดจาก จิตคิดพิจรณาถ่ายถอนอุปทานที่ยังมีอยู่ กับสิ่งต่างๆที่ยังมีการเกาะเกี่ยวอยู่ จนกว่าจิตจะพอใจ จนรู้ชัดในสภาวะที่ติดอยู่ จิตจะปล่อยวาง และหยุดคิดลงไปเอง สภาวะความว่างเกิดขึ้นชั่วคราว

ส่วนเรื่องที่คิดว่าติดขัดอยู่ หรือมีจิตเกาะเกี่ยวอยู่ จะหลุดจากสภาวะนั้นเอง เหตุเกิดจากจิตปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง โดยไม่ต้องยกเรื่องเหตุแลผลมาขบคิดพิจรณา เพื่อพยายามให้จิตเกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

กัลยาณมิตร

กัลยาณมิตร คือ สามารถพูดคุยตามความเป็นจริงได้ วิพากย์วิจารณ์ข้อคิดเห็นได้ ไม่มุ่งสนทนาเพื่อเอาชนะคะคานกัน แสดงแต่เรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่นำพระไตรปิฎกมาตัดแปะ แล้ววินิจฉัยลงไปว่าสิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด

เราเป็นคนไม่มีภูมิความรู้ในด้านปริยัติมาก่อน อาศัยผลของการปฏิบัติ ทำให้เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก และเป็นเหตุให้ได้พบกัลยาณมิตรที่มีความรู้ด้านปริยัติในระดับหนึ่ง เป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นคงไม่ง่อนแง่น

วันนี้ได้พูดคุยกันเรื่องเหตุที่มาวิปัสสนาในปัจจุบัน เราเล่าให้เขาฟังว่า แท้จริงแล้วมาจากท่านผู้แปลคัมภีร์วิสุทธิมรรคจากอินเดีย ที่นี้บางหัวข้อท่านได้แทรกเนื้อหาข้อคิดเห็นลงไป ผู้ที่มีเหตุ จึงนำข้อสอดแทรกอยู่ไปสร้าง

วิปัสสนาในปัจจุบันจึงมีเกิดขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ และรูปแบบที่เรียกว่าวิปัสสนาในแบบอื่นๆด้วย โดยการตีความหมายในพระไตรปิฎก ตามสิ่งที่คิดว่าตนเองนั้นรู้

ทีนี้ในข้อคิดเห็นที่ท่านกล่าวมา ท่านพูดทำนองว่าจะไปบอกว่าทางพม่าเป็นเหตุมันก็ไม่ใช่ ซึ่งเป็นเหตุให้เราเห็นข้อบกพร่องในงานเขียน ที่อาจทำให้คนตีความแบบผิดๆได้ ซึ่งจริงๆแล้ว บทความที่เขียนไว้ ยังไม่เสร็จ จึงมีทิ้งไว้แค่นั้น

งานเขียนบทความต่างๆที่เขียนไว้จึงไม่ต่อเนื่อง สภาวะจะทำให้รู้รายละเอียดที่มาที่ไปของแต่ละเหตุที่เกิดขึ้น บางครั้งสิ่งที่เขียนลงไปอาจทำให้มีเหตุเข้าใจผิดได้ว่า เป็นการกล่าวว่าเพราะแนวทางของพม่าเป็นเหตุ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจไขว้เขว

จริงๆแล้วไม่ใช่ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัย ใช่ว่าทุกๆคนจะทำตามแนวทางพม่าทั้งหมด ไม่งั้นจะมีรูปแบบของการปฏิบัติเกิดขึ้นหลากหลายได้ยังไง ถ้าเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดจากสิ่งภายนอกเป็นตัวทำให้เกิด

เพราะตัวผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งที่ปฏิบัติตามแนวทางของพม่า ซึ่งนำมาเรียกว่าการเจริญสติ เนื่องจากรู้จักสภาวะของสัมมาสติจากแนวทางปฏิบัตินี้ ไม่เคยเรียกแนวทางนี้ว่าวิปัสสนา ส่วนใครจะนิยมเรียกยังไงไม่คัดค้าน

เพียงแต่เขียนตามความเป็นจริงของสภาวะ ว่าแต่ละสภาวะนั้น แท้จริงแล้ว ใช่สภาวะวิปัสสนา ซึ่งในสมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธอค์ทรงถ่ายทอดทิ้งไว้หรือไม่ เรียกว่า เขียนตั้งแต่เหตุไปหาผล ไม่ใช่นำผลเขียนไปหาเหตุ

แต่การปฏิบัติในปัจจุบัน ส่วนมากนำเรื่องผลมาเป็นเหตุให้เกิดการติดขัดในการปฏิบัติภาวนา ทั้งนี้ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เป็นไป ใครเชื่อใคร สร้างเหตุมาแบบไหนเท่านั้นเอง
จึงไม่จำเป็นต้องไปโน้มน้าวให้ใครมาเชื่อ หรือแม้กระทั่งต้องคอยติดตามหรือคอยกระตุ้นให้ปฏิบัติ

ฉะนั้น การมีกัลยาณมิตร จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่กล้ายอมรับตามความเป็นจริง กล้าที่จะยอมรับการวิพากย์วิจารณ์จากผู้ที่สนทนาด้วย โดยไม่ต้องแอบซ่อนตัว
ไม่ต้องใช้พระไตรปิฎกตลอดจนคำสอนของอรรถกถาจารย์ต่างๆ ในการโน้วน้าวให้ผู้อื่นเชื่อถือ เพราะ ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ย่อมไม่มีวันเชื่อกันอย่างเด็ดขาด ต่อให้รู้จักกัน สนิทกันขนาดไหนก็ตาม

เหตุของการไม่รู้ชัดในสัจธรรม ย่อมพยายามชักชวนโน้มน้าวผู้อื่น การกระทำที่เกิดจากความศัรทธาแต่ขาดปัญญาในการรู้แจ้งในเรื่องของเหตุปัจจัย รู้โดยสัญญา แต่หลงคิดว่าเป็นปัญญา

เป็นเหตุให้สร้างเหตุตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด เหตุของการเกิดภพชาติ เวียนว่ายในวัฏสงสารจึงยาวนานเพราะเหตุนี้ เพราะไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงของทุกๆสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าสิ่งต่างๆล้วนเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

พุทธะกับเทวทัติ

เมื่อมีพุทธะ ต้องมีเทวทัติ สองสิ่งนี้เกิดขึ้นคู่ตลอดเวลา ไม่มีแค่เพียงพุทธะอย่างเดียว หรือมีเทวทัติอย่างเดียว ไม่แตกต่างจากคนทั่วๆไปที่มีสองด้านอยู่ในตัวเอง ทั้งด้านพุทธะและเทวทัติ เพียงแต่ว่า ใครสร้างเหตุมาแบบไหน และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน

สภาพแวดล้อม ตลอดจนยุคสมัยต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามเหตุปัจจัยนั้นๆ แต่สัจธรรมที่มีอยู่จริง อยู่เหนือกาลเวลา จะรู้ได้ ต้องเดินทางด้วยมรรคเท่านั้น ไปทางวิธีอื่นๆไปไม่ถึง

มรรคไม่ได้ทำให้สัจธรรมเกิดขึ้น สัจธรรมนั้นมีอยู่แล้วอยู่ชั่วนิรันดร์ มรรคเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดขึ้นเองแบบไม่มีที่มาที่ไป ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น หรือไม่มีก็ตาม สัจธรรมนี้ล้วนมีอยู่อย่างนั้น เพียงแต่พระพุทธองค์ทรงพบทางที่จะไปถึงสัจธรรมนั้นได้ แล้วทรงนำมาถ่ายทอดเป็นแนวทางทิ้งไว้

๒๕ พย.

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๖ ชม.

เช้านี้เจอสภาวะเบื่อหน่ายแต่เช้า ชีวิตมีแค่นี้เอง ไม่ว่าจะมีความสุขขนาดไหน มันก็แค่นี้เอง เวียนวนไปมาในแต่ละอิริยาบท ส่วนนอกเหนือจากอิริยาบท ล้วนเป็นการทดสอบ โดยเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

มองรอบๆตัว มองในตัว เห็นแต่ความเบื่อหน่าย ได้อ่านคำทำนายบางเรื่องอยู่ อ่านแล้วเข้าใจในคำทำนายนั้น

มีความรู้สึกพอใจเกิดขึ้น จากสภาวะรู้เห็นต่างๆที่เคยเป็นตั้งแต่จำความได้ เริ่มปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อยๆ มีนะกิเลส ความยินดี มันบอกไม่ถูก รู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เริ่มเกิดบ่อย และชัดมากขึ้น

เมื่อพุทธะปรากฏ เทวทัติย่อมปรากฏคู่กัน แต่สุดท้าย เทวทัติย่อมแพ้ภัยไปในที่สุด อะไรจะมาเหนือพุทธะไปได้ ไม่มีหรอก พุทธศาสนาจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ผู้คนจะหันมาปฏิบัติตามแนวทางที่แท้จริง ตามที่พระพุทธองค์ทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ จะมีผู้คนเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเป็นอริปัญญา ไม่ใช่จากการอ่านท่องจำตำรา แต่จะรู้แจ้งในสัจธรรมด้วยตนเอง

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เมื่อมีสิ่งดีปรากฏ สิ่งเสียย่อมปรากฏ สิ่งเสียคือ เหตุของแต่ละคนที่ทำมา ได้แก่ผัสสะหรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน จะมาเป็นบททดสอบทุกๆคน

ถ้าทุกคนมั่นคง ไม่ว่อกแว่ก เพียงทำตามคำสอนที่ออกมาจากพระโอษฐ์ที่เป็นทางตรง ทุกคนจะผ่านสิ่งต่างๆเหล่านั้นไปได้ แต่ทั้งนี้ ใครเชื่อใครขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา ต่อให้พบทางตรง หากไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ย่อมไม่มีทางเชื่อกันอย่างแน่นอน เหตุมี ผลย่อมมี

ยุคพระศรีอารย์ ไม่ได้เกิดขึ้นในปี พศ.๕๐๐๐ แต่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ตั้งแต่กึ่งพุทธกาลนี้เป็นต้นไป

๒๓ พย.๕๔

๒๓ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๓ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔๐ นาที

เริ่มกลับมานั่งที่พื้น แต่ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง

จากหนัง (Stigmata)

พระวาจาาในอาหารมื้อสุดท้าย จะธำรงศาสนาอย่างไร หลังพระองค์สิ้นพระชนชีพ ไม่ใช่แค่โบสถ์และสิ่งก่อสร้างแค่ไม้และหิน ผมรักพระเยซู โดยไม่ต้องมีสถาบันเป็นสื่อกลาง มีแต่พระเจ้ากับมนุษย์ ไม่มีพระ ไม่มีศาสนจักร

ประโยคแรกในพระวรสารคือ อณาจักรแห่งพระเจ้า อยู่ในตัวท่าน และรอบตัวท่าน มิใช่สิ่งที่สร้างด้วยไม้และหิน จงผ่าไม้ออกแล้วจะพบเรา จงยกหินขึ้นแล้วจะเจอเรา

คนนำสารต้องเชื่อ ต้องมีความศัรทธา ต้องไม่มีความสงสัย

ศาสนาต้องมีความศรัทธา พุทธะอยู่ในตัวเรา ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นแค่เปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก จงเอาเปลือกออก คือ การยอมรับตามความเป็นจริงมีเกิดขึ้นในจิต จงเอาอัตตาตัวตนที่มีอยู่ออก แล้วจะพบความเป็นพุทธะ แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ที่เหตุ เหตุมี ผลย่อมมี

บางครั้ง มองบางสิ่งบางอย่างไม่ทัน เช่น คำสอนในศาสนาคริสต์ อันนี้เป็นแง่มุมมองของตัวเอง ซึ่งมองเห็นว่า การสอน ไม่แตกต่างกับคำบีญญัติที่มีใช้กันอยู่ทั่วไป แต่ไม่มีการแสดงสภาวะว่าควรทำยังไง จึงจะเห็นตามความเป็นจริงเช่นนั้นได้ มันเหมือนเพียงคำอุปมาอุปมัย ไม่แตกต่างกับตามเว็บบอร์ดหรือแม้กระทั่งที่นำบัญญัติมาสนทนากัน

แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า มีความเป็นตรรกะอยู่ในตัว คือ สามารถทำตามได้ ให้ผลได้ แสดงวุฒืภาวะของผู้ที่รู้แจ้งออกมาได้อย่างชัดเจน แสดงเหตุและผลได้ ไม่ใช่แค่การลูบคลำบัญญัติ แล้วนำมากล่าวบอกต่อๆกัน เหมือนกับการท่องบทความ

แต่ความเป็นจริงในที่สุด ไม่ว่าจะชื่อว่าศาสนา ที่เป็นเพียงนามสมมุติ สุดท้ายย่อมเสื่อสิ้นไปตามเหตุปัจจัย แต่สัจธรรมหรืออริยสัจ ๔ ไม่มีวันเสื่อมสิ้น เพราะอยู่เหนือกาลเวลา จะพบเห็นได้ด้วยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น แต่คำว่ามรรคมีองค์ ๘ ก็อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยในยุคนั้นสมัยนั้น ส่วนสภาวะไม่เคยเปลี่ยน

๒๒ พย.๕๔(จิตสัมผัส)

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

สภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ สิ่งที่เคยมีมาตั้งแต่จำความได้ เป็นสิ่งที่รู้ทางจิต เป็นการรู้ขณะนั้น ทั้งเรื่องของตัวเองและคนรอบๆตัวที่มาอยู่ใกล้เรา แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยรู้จักกันแต่ได้มาสนทนากับเรา จะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องไปเจาะจงเพื่อดู เริ่มมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเรื่องวิญญาณต่างๆที่ได้แผ่เมตตา กรวดน้ำมาให้ตลอด ได้ไปเข้าฝันน้องคนที่เคยอยู่ด้วยกัน และเรายังแนะนำกรรมฐานให้กับเขาอยู่

๕ พย.

วันนั้น เอาเงินค่าเช่าบ้านไปให้เขา ทั้งๆที่ไม่ต้องให้ก็ได้ เพราะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว เรารู้สึกถึงบุญคุณที่เขาให้ความช่วยเหลือมาตลอด ในยามที่ลำบาก เมื่อก่อนลำบากมาก เพราะความลำบาก มีเหตุให้เกิดความเพียรทำกรรมฐาน จึงผ่านมาได้

น้องเล่าให้ฟังว่า เมื่อ ๔ วันก่อน เขาฝันว่า เราพาคนเข้าไปอยู่ในบ้านหลายครอบครัว ไปจัดแจงให้ว่าใครอยู่ตรงไหน มีหลายชาติ หลายภาษา มีทั้งเด็ก หนุ่ม แก่ชรา หลายครอบครัวรวมๆกัน ส่งเสียงดัง ดีใจว่าได้มีที่อยู่กัน

น้องบอกว่า เขาโกรธมาก เพราะเขาไม่ชอบอยู่กับคนเยอะๆ แล้วนี่เราไปพาใครที่ไหนมาอยู่กันเยอะแยะไปหมด เขายังโกรธอยู่จนถึงวันที่เราเอาค่าเช่าบ้านไปให้ คือ ปกติเขาไม่เคยฝัน เขาเลยเชื่อว่า เราจะต้องไปพาคนมาอยู่ด้วยแน่นอน

มีเรื่องของน้องสาวเขาด้วย มีครอบครัวแล้ว เขาปรึกษาเราในเรื่องนี้ เราถามเขาว่า พร้อมที่จะเริ่มต้นเรียนรู้สภาวะที่แท้จริงแล้วหรือยัง มันคือบททดสอบสำหรับตัวเขา ถ้าเขาหยุดตัวเองไม่ได้ จะมีเหตุไม่รู้จบ

อธิบายให้เขาฟังในสิ่งที่เขาฝัน บอกกับเขาว่า จำได้ไหม ที่เราเคยเล่าให้เขาฟัง หลายปีแล้ว หลังจากที่กลับจากวัดหลวงพ่อจรัญ ไปเข้ากรรมฐาน ๙วัน แล้วมีวิญญาณมากมายมาขอบคุณเรา นั่นคือครั้งแรกที่จิตเราสามารถออกจากร่างเหมือนปกติ

เขาบอกว่า จำได้ เราบอกว่า นั่นแหละ คนเหล่านั้น เขามาอยู่บ้านหลังนี้กัน เพราะเราแผ่เมตตา กรวดน้ำให้ทั้ง ๓ ไตรภพมาตลอด ทั้งเอ่ยนามและไม่เอ่ยนาม ให้โดยไม่ได้หวังผล เพราะรู้ดีว่า วิญญาณจะรู้ว่าคนไหนให้ได้ เขาจะไปหาคนนั้น

คุยกันเรื่องค่าเช่าบ้านต่อ เราบอกว่า จะช่วยค่าเช่าบ้านเขาครึ่งหนึ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนมาอยู่กับเขา เขาบอกว่า เขารอพูดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เขาไม่อยากให้เราจ่าย เพราะไม่ได้อยู่ด้วย เขาจ่ายเองได้ ไม่ลำบากอะไร

ส่วนตู้ ข้าวของในบ้านทั้งหมด เราให้เขาเลือกว่าอยากได้อะไร ให้บอก เอาไว้ได้เลย เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ยกให้เขา เขาขอตู้สำหรับใส่หนังสือ ส่วนตู้ไม้สักเทียมตัวใหญ่ ๒ ชุดเขาไม่เอา โซฟาทั้งหมดเขาไม่เอา คือที่เหลือเขาไม่เอา

เราบอกว่า จะถามน้องๆที่บ้านก่อน มีใครจะเอาอะไรไหม ถ้าไม่เอา เราจะเอาไปถวายวัดให้หมด เพราะบ้านเราอยู่ไปอยู่ใหม่ เป็นเพียงคอนโด และคุณสามีเขาซื้อใหม่ทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องขนอะไรไป เอาไปแค่สิ่งที่จำเป็นบางอย่างเท่านั้นเอง

ต่อด้วยคุยเรื่องการปฏิบัติของเขา ถามเขาว่า เป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่า ตอนนี้เบื่อ ไม่อยากทำ เราบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก เพราะกำลังอยู่สบาย ไม่ทุกข์ การปฏิบัติไม่ได้ดั่งใจเลยไม่อยากปฏิบัติ แต่อีกใจอยากปฏิบัติ มันค้านกันอยู่

เขาบอกว่า ใช่ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เลยเหมือนต้องฝืนใจทำ ทำให้ไม่อยากทำ

เราบอกว่า ไม่ต้องไปฝืน ฝืนทำไม ทำตามสภาวะไป ไม่อยากทำ ไม่ต้องทำ ไปทำแบบนั้นมีแต่ทำด้วยกิเลส แล้วมานั่งทุกข์ ทำไปเพื่ออะไร ทุกอย่างมันมีเหตุ ไม่ว่าสภาวะใดๆเกิดขึ้นก็ตาม ให้แค่รู้ ยอมรับไป ขี้เกียจก็ยอมรับว่าขี้เกียจ
ไม่อยากทำก็ยอมรับว่าไม่อยากทำ ไม่ต้องไปฝืน ใช้ชีวิตปกติ ยังสวดมนต์ก่อนนอนไหม

เขาบอกว่า สวดทุกคืน ไม่เคยขาด

เราบอกว่า งั้นสวดเสร็จ นั่งสมาธิต่อเลย ไม่ต้องเดินจงกรม จิตไม่อยากทำ ไม่ต้องบังคับ คำว่านั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องทำแบบมีพิธีหรือรูปแบบอะไรนั่น อยากนั่งพิง หรือนั่งแบบไหนๆ นั่งไปเลย แค่นั่งเท่านั้นพอ แล้วรู้ที่กายเหมือนที่เคยทำ

เขาบอกว่า นั่งแบบนั้นแล้วหลับ

เราบอกว่า หลับก็ให้รู้ว่าหลับ อยากจะหลับก็ปล่อยให้หลับ มันไม่เที่ยง

เขาบอกว่า หลับให้รู้ว่าหลับ มันไม่รู้สึกตัวเวลาหลับ คือ หลับเลย

เราบอกว่า ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ให้รู้สึกตัว มันอยากจะหลับก็ปล่อยไปตามนั้น รู้ว่าเออวันนี้นั่งแล้วหลับ แค่นั้นพอ ทำต่อเนื่องไป นั่งแล้วหลับทุกวัน หลับไป วันไหนขยัน ค่อยเดินจงกรมก่อนนั่ง ปรับสติกับสมาธิให้สมดุลย์ ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น

ทำไปเรื่อยๆแบบนี้ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องไปพยายามทำ จิตรู้สึกนึกคิดอะไรยังไง ยอมรับไปตามนั้น ตำราสอบอารมณ์ต่างๆ เลิกอ่าน มีแต่หลุมพรางกิเลส สภาวะยั่วยุกิเลส ไม่ต้องไปอ่าน ดูของจริง คือในกายและจิตเรานี่แหละ อันนั้นมันของปลอม

เป็นสภาวะของผู้สอน ไม่ใช่ของเราเอง เราทำต้องดูตัวเอง ไม่ใช่ไปดูสภาวะของคนอื่นๆ เหตุสร้างมาไม่เหมือนกัน ข้อปลีกย่อย รายละเอียดที่พบเจอย่อมมีแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เขาบอกว่า จะทำทุกวัน ทำแบบนี้เขาทำได้ สวดมนต์ทำทุกวันอยู่แล้ว

เราบอกว่า เรื่องนั่ง ไม่ต้องกังวลว่านั่งน้อย นั่งมาก เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทำได้แค่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ทำต่อเนื่อง ทุกอย่างคือการเรียนรู้ตลอดเวลา แล้วจะเข้าใจมากขึ้น ยังคงมาบ้านนี้ ไม่ได้ทิ้งไปไหน

สิ่งสำคัญ คือการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิตเรานี่แหละ แล้วอย่าไปสร้างเหตุนอกตัว อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นๆ เห็นอะไรแค่รู้ รู้สึกอะไร แค่รู้ อย่ากระทำออกไป

เขาบอกว่า รู้สึกใจหาย มันรู้สึกตรงนี้ชัด

เราบอกว่า เข้าใจดี ไม่เป็นไร ฝึกไว้ วันหนึ่งยังไงเราต้องจากกันอยู่ดี ไม่จากเป็น ก็ต้องตายจากกัน ฝึกไว้ก่อนน่ะดีแล้ว เวลาจากกันจริงๆจะได้ไม่ต้องมีการอาลัยอาวรณ์หรือรู้สึกใจหายแบบนี้ พี่น่ะเจอมาหมดแล้ว เข้าใจดี

๘ พย.

เรื่องที่ ๒ คนที่เราทำงานร่วมกับเขา

เจอเหมือนกันหมด

น้องคนที่เจริญสติอยู่กับเรา คนที่เราทำงานร่วมทีมเดียวกับเขานี่แหละ แค่เราคอยแนะนำเขา เขาทำแบบที่เขาถนัด น้องเขาประเภทมองเห็นได้เดี๋ยวนั้น เรียกว่าเห็นโน่นเห็นนี่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่วงหน้า

แม้กระทั่งเรื่องของคนที่รู้จักและไม่รู้จัก

เขาเคยปรึกษาเรื่องคนอื่นๆมาถามเขา เราบอกว่า แค่รู้ แต่อย่าไปยุ่งเหตุของคนอื่น การแนะนำให้แนะนำเพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเอง ไม่งั้นจะกลายเป็นการสร้างเหตุให้ผู้อื่นงมงายไปโดยไม่ได้เจตนา

ถึงแม้ว่าเรื่องที่พูดไปจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม ยุ่งวิบากของผู้อื่น ผลกระทบจะสะท้อนกลับมาที่เราด้วย ถ้าพลังเราไม่พอ เราก็จะเสร็จไปด้วย ปล่อยไปตามเหตุ แค่ช่วยแผ่เมตตาให้พอ

สิ่งที่เขาเป็นอยู่ เคยเป็นและเคยรู้แบบนั้นมาก่อน จึงเข้าใจที่เขาพูด เข็ดจริงๆเรื่องชาวบ้าน เพราะไม่ว่าจะทำอะไรลงไป ผลส่งกลับมาหมด แค่แนะนำเท่าที่ควรแนะนำเท่านั้นพอ

น้ำท่วมแค่ภายนอก อย่าให้กิเลสท่วมใจจนมืดบอด

ได้คุยกันเรื่องจิต เขาบอกว่า เห็นจิตตัวเองได้เยอะมาก ทุกอย่างเป็นแค่สมมุติเท่านั้นเอง ชีวิตเขาเหมือนเริ่มต้นการเกิดใหม่ นับหนึ่งใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ทุกข์ อยู่เพราะยังมีเหตุ เพียงแต่ไม่ต้องทำเพราะคิดว่าทำเท่านั้นเอง เป็นอิสระ

เขาบอกว่า เขาจะอยู่อีกไม่นาน ละครชีวิตของเขาใกล้จบลงแล้ว เขามองเห็นทุกๆอย่าง

คุยกันเรื่องที่เราพักอยู่ เขาบอกว่า มันมีอะไรบางอย่าง ไม่ท่วมหรอก

ส่วนเรานั้น เราบอกกับทุกๆคนมาตั้งแต่แรกว่า เขตที่เราอยู่ไม่ท่วมหรอก แม้แต่ที่ทำงานที่ปากน้ำ ยามเคยถาม คนอื่นๆก็เคยถาม เราบอกว่าไม่ท่วมหรอกที่ทำงานรอดแน่นอน

คือมันมีอะไรบางอย่างสำหรับสิ่งที่เราสัมผัสได้

แต่ตอนนี้ยังไม่พูด เดี๋ยวจะกลายเป็นทำให้คนอื่นงมงาย เพราะทุกอย่างมันมีเหตุ นิมิตหรือที่เราชอบเรียกว่าฝัน ไม่เคยผิดพลาด

ส่วนเรื่องที่น้องเขารู้สึกว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ในเรื่องของเขา เราไม่ได้ห้ามอะไร มองเป็นเรื่องปกติของคนที่มองเห็นโน่นเห็นนี่ เราเพียงแต่บอกไปว่า รู้สึกอะไรยังไง รู้ไปตามนั้น อย่าไปยึดติด ถ้าสักวันสิ่งต่างๆเหล่านี้หายไป จะได้ไม่ทุกข์

๒๑ พย. คนที่ทำงาน

เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน คนที่เจริญสติด้วยการถักกล่องใส่ทิชชู

เจอกันตอนเย็น เขากำลังจะไปงานศพ เราบอกกับเขาว่า ไปที่งานอย่าไปกินอะไร น้ำ ถ้าไม่จำเป็นอย่ากิน จะมีคนมาขอส่วนบุญมาก ระวังจะไม่สบาย ถ้าพลังไม่พอ

เขาเล่าให้ฟังเมื่อเช้า เขาบอกว่า ตอนที่ฟังเราพูด ก็รู้สึกงงๆ เพราะปกติไปงานศพอื่นๆ ไม่เคยเห็นพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้สนใจอะไร เพราะตัวเขาเองมีสัมผัสด้านนี้เยอะ ทั้งมองเห็นด้วยตาเปล่าและสัมผัสทางจิต

พอเข้าเขตวัด เขาบอกว่าเห็นวิญญาณเต็มไปหมด เยอะมากๆ เห็นวัดที่อยู่เป็นเมืองเก่าๆ ตัวสามีเขาไปด้วย จากที่ไม่เคยมีสัมผัส เดี๋ยวนี้มีมากขึ้น สามีเขาบอกว่า เขาเห็นที่นั่นเป็นเมืองโบราณ วิญญาณเยอะมาก

ส่วนตัวขาเอง รู้สึกตึงที่หนังหัวมากๆ มีอาการคลื่นไส้อยากจะอ้วก เลยให้พี่สาวลงไปก่อน เขานั่งสงบสักพัก แล้วนำพระมาสรวมคอ สักพักอาการดีขึ้น จึงเดินเข้าไปงาน ไม่กินทั้งน้ำและอาหารที่นำมาให้

เราบอกว่า อย่าถามอะไรเลยว่ารู้ได้ยังไง มันจะรู้ขึ้นมาเองเดี๋ยวนั้น ตอบไม่ได้ว่าทำไม แล้วอาการหนังหัวตึง จนถึงขั้นอยากอ้วก ไม่มีอะไรหรอก เขามาดึงพลังที่มีอยู่ หนังหัวจะตึงไปหมด ใครให้ได้ เขาจะหาคนนั้น

เดี๋ยวนี้เขารู้เห็นอะไรชัดมากกว่าเมื่อก่อน เราบอกว่า เขาอยู่ใกล้เราตลอด สมาธิที่เขาได้รับไปทำให้สิ่งที่เขามีอยู่มีพลังมากขึ้น และมาหลังๆเขาสร้างเหตุนอกตัวน้อยลง สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนมีผลสะท้อนกลับคืนมาเป็นพลังให้กับเขา

แม้กระทั่งสามีเขา ที่ไม่เคยมีสัมผัสอะไรเลย กลับมากลายเป็นคนมีสัมผัส ก้เกิดจากสมาธิเขาถ่ายเทไปให้สามีเขานี่แหละ มันเป็นเรื่องของเหตุ ของเคยทำมา พอถูกกระตุ้น สัญญาที่เคยมีจะส่งผลทันที

แม้กระทั่งน้องเป็นประชาสัมพันธ์ จากไม่เคยสัมผัสอะไรได้ เดี๋ยวนี้สัมผัสได้มากขึ้น รู้เห็นมากขึ้น เป็นเหตุให้เขาสวดมนต์ทุกวัน จากที่ไม่เคยทำมาก่อน อีกอย่าง เขาเห็นว่า อะไรก็ตามที่เราบอกล่วงหน้า ทุกเรื่องเป็นความจริงหมด

เป็นเหตุให้เขาเกิดความศรัทธา เชื่อในสิ่งที่บอกมากขึ้น เขายุ่งกับเรื่องคนอื่นน้อยลง ไม่ร่วมวิพากย์วิจารย์ใคร เพราะเราพูดเรื่องเหตุที่ทำและผลที่ต้องได้รับให้เขาฟัง ทุกอย่างมันมีเหตุ ไม่ใช่มีเรื่องบังเอิญในโลก

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อวานนี้ มีบางเรื่องที่เราขบคิดอยู่ ว่าทำไม อะไร อย่างไร แล้วมีบางสิ่งบางอย่างให้เรารู้ เป็นเรื่องของเทวทัติในยุคกึ่งพุทธกาล คนที่ขัดขวางการปฏิบัติของผู้อื่น ขวางเส้นทางมรรคผลของผู้อื่น

โดยการนำคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือพระไตรปิฎกที่มีอยู่มาเป็นอาวุธ สิ่งที่เชื่อ ตลอดจนสิ่งที่นำมาถ่ายทอด มีแต่เหตุของการเวียนว่ายตายเกิด พยายามขัดขวางทางของผู้อื่น แปลงร่างได้หลายร่าง เหมือนเทวทัติสมัยพุทธกาล

แต่เนื้อหาที่เรารู้ แตกต่างแค่เปลือก ดูตามสภาวะเหมือนทุกอย่าง ไม่แตกต่างในสัมยพุทธกาลเลย มีแต่ก่อให้เกิดความแตกแยก ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ใครเชื่อใครล้วนมีเหตุ ไปกล่าวโทษกันไม่ได้ นี่แหละ อุบัติภัยของความไม่รู้ ดุจนรกที่มืดมิด

๒๑ พย. ๕๔(ความสิ้นกิเลสไม่ใช่นิพพาน)

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๓๕ นาที

พระนิพพานไม่ใช่ความสิ้นกิเลส

พระนิพพานไม่ใช่ความสิ้นกิเลส แต่เป็นการดับที่ต้นเหตุของการเกิด ได้แก่ อุปทานขันธ์ ๕ เมื่อดับที่ต้นเหตุได้ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ภพชาติจบสิ้นเพราะเหตุนี้

พระนิพพาน คือ ความสิ้นในอุปทานขันธ์ ๕ เหตุเพราะ รู้ชัดในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ เพราะเหตุนี้ ตัณหาความทะยานอยาก ตลอดจนกิเลสต่างๆไม่สามารถกำเริบหรือเกิดขึ้นมาได้จากสภาวะของตัวสังขาร

เหตุเพราะเมื่อไม่รู้ชัดในสัญญา ย่อมไม่รู้ชัดในปัญญา ย่อมไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งทั้งภายในและภายนอกที่มีอยู่และเป็นอยู่จริง คือ ถึงจะรู้ในระดับหนึ่ง แต่ยังคงมียึดติดในสัญญาอยู่ เมื่อตากระทบรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ จึงสักแต่ว่าดู สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้โดยทันทียังไม่ได้

เมื่อไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ กิเลส ตัณหาความทะยานอยากต่างๆเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิดการสะสมกลายเป็นอนุสัย กลายเป็นสังโยชน์ต่างๆเกิดขึ้น เพราะความไม่รู้ชัดในอุปทานขันธ์ ๕ สังขารจึงทำงานได้อย่างสะดวกสบาย ภพชาติจึงเกิด

……………………………………………………………

หากมีคำยืนยันว่า ขโย ความสิ้นไปเป็นพระนิพพาน โดยพระบาลีว่า “โย โข อาวุโส ราคกฺขโย อาวุโส ความสิ้นไปแห่งราคะใดแล” เป็นต้นดังนี้ไซร้

คำแก้ พึงมีว่า หามิได้ เพราะเพียงแต่ความสิ้น หมายถึงพระอรหัต ก็ได้ ด้วยพระอรหัตนั้น ท่านก็แสดงไว้โดยนัยว่า “โย โข อาวุโส ราคกฺขโย” เป็นต้น ด้วยเหมือนกัน

ยังมี(ผิด) อะไรๆต่อไปอีก คือ (การกล่าว เพียงแต่ว่า ความสิ้นกิเลสเป็นนิพพานนั้นไม่ชอบ) เพราะ โทษ คือ พระนิพพานกลายเป็นธรรมชาติมีชั่วกาลอันสั้นเป็นไป

จริงอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระนิพพานก็ถึงซึ่งความเป็นธรรมชาติชั่วกาลอันสั้น ความเป็นธรรมชาติมีลักษณะแห่งสังขตธรรม และความเป็นธรรมชาติที่พึงจะบรรลุได้โดยไม่แยแสถึงสัมมาวายามานะไปเสียด้วย

อนึ่ง เพราะความเป็นธรรมชาติ มีลักษณะแห่งสังขตธรรมนั่นแล พระนิพพานก็(เลย) ถึงซึ่งภาวะ คือ ธรรมชาติเข้าในสังขตธรรมไป

เพราะ เป็นธรรมชาติเข้าในสังขตธรรม ก็(เลย) ถึงภาวะ คือเป็นธรรมชาติถูกไฟ มีราคะเป็นต้นเผาเอาได้ เพราะ เป็นธรรมชาติถูกเผา ก็(เลย) ถึงซึ่งภาวะ คือเป็นทุกข์ไปเสียด้วย

หากมีคำแย้งอีกว่า “โทษไม่มีเพราะความเป็นไป(แห่งกิเลส) ชื่อว่า ไม่มีอีกต่อไป จำเดิมแต่ความสิ้นไป(ครั้งสุดท้าย) อันใด ความสิ้นอันนั้นเป็นพระนิพพาน” ดังนี้ไซร้

คำแก้ พึงมีว่า หามิได้ เพราะ ไม่มีความสิ้นเช่นนั้น ประการหนึ่ง เพราะแม้มีความสิ้นนั้นก็ไม่ล่วงโทษ มีประการดังกล่าวแล้ว และ เพราะ อริยมรรค กลายเป็นพระนิพพานไปด้วย

จริงอยู่ อริยมรรค ย่อมยังโทษทั้งหลายให้สิ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ขโย(ด้วย)
และตั้งแต่นั้นไป ความเป็นไป(แห่งโทษ) ก็ไม่มีอีกต่อไปด้วยแล

แต่ว่า เพราะพระนิพพานนั้น เป็นอุปนิสัย(คือ เป็นที่อาศัยมั่น) โดยปริยายแห่งขย(คือมรรค) ที่ได้แก่ อนุปปัตตินิโรธ(นิโรธ คือ ความไม่เกิดขึ้น)

พระนิพพานนั้น ท่านจึงเรียกว่า ขโย(ด้วย) โดยโวหารอันเป็นอุปจาร(คือ เกี่ยวข้องกันกับ) สิ่งซึ่งมีพระนิพพานเป็นอุปนิสัย

หากมีคำถามว่า “เพราะเหตุไร พระนิพพานนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสโดยสรุปทีเดียว” ดังนี้ไซร้

คำแก้ พึงมีว่า เพราะ พระนิพพานเป็นธรรมสุขุมนัก ก็แลความที่พระนิพพานนั้น เป็นธรรมสุขุมนัก เป็นความที่สำเร็จ(คือ ปรากฏทั่วไป) แล้ว

เพราะ เป็นเหตุนำมาซึ่งความขวนขวายน้อยแห่งพระผู้มีพระภาค และเพราะเป็นธรรมที่ต้องเห็นด้วยอริยจักษุ

เพราะเหตุนั้น พระนิพพานนี้นั้น จึงเป็นธรรมชาติไม่ทั่วไป เพราะ เป็นธรรมอันบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยมรรค(เท่านั้น) จะพึงถึงได้ เป็นธรรมชาติไม่มีแดนเกิด เพราะ ไม่มีเบื้องต้น เบื้องปลาย

หากมีคำแย้งว่า “พระนิพพานมิใช่ธรรมชาติ ไม่มีแดนเกิด เพราะ มีมรรค จึงมีได้” ดังนี้ไซร้

คำแก้ พึงมีว่า หามิได้ เพราะ นิพพานมิใช่ธรรมที่มรรคจะพึงให้เกิดขึ้นได้ แท้จริง พระนิพพานนั้น เป็นธรรมชาติที่บุคคลพึงจะถึงด้วยมรรคเท่านั้น มิใช่มรรคจะพึงให้เกิดขึ้นได้

เพราะฉะนั้น พระนิพพาน จึงชื่อว่า ไม่มีแดนเกิดแท้ เพราะไม่มีแดนเกิด จึงไม่มีชรา มรณะ เพราะ ไม่มีแดนเกิด และชรามรณะ จึงเที่ยง

หากมีคำเสนออีกว่า “แม้อณูเป็นต้น ก็ถึงซึ่งภาวะอันเที่ยง ดังพระนิพพานฉะนั้น”

คำสนองไข พึงมีว่า อณูเป็นต้นนั้น ชื่อว่าเที่ยง หามิได้ เพราะ ไม่มีเหตุ(ที่จะให้เข้าถึง)

หากมีคำเสนอย้ำอีกว่า “เพราะ พระนิพพานเที่ยง สิ่งเหล่านั้นก็เที่ยง ฉะนี้ไซร้”

คำสนองไข ก็พึงมีว่า หามิได้ เพราะ สิ่งเหล่านั้น ไม่เข้าลักษณะแห่งเหตุ(มีความเป็นธรรมที่มุ่งหมายปรารถนาได้ เป็นต้น)

หากมีคำเสนออีกว่า สิ่งเหล่านั้น จัดเป็นเที่ยง เพราะ ไม่มีเหตุให้เกิด เป็นต้น เหมือนพระนิพพาน ฉะนี้ไซร้

คำสนองไข พึงมีว่า หามิได้ เพราะ อณูเป็นต้น ไม่สัมฤทธิผล(คือ ไม่อำนวยผลให้ปรากฏ)

อันพระนิพพานนี้เที่ยงแท้ เพราะ มีสภาวะ คือ ความถูกต้อง(ชอบด้วยเหตุผล) ดังกล่าวแล้ว เป็นอรูป เพราะ ล่วงเสียสภาวะแห่งรูป(มีความเสื่อมโทรม เป็นต้น)

มิใช่สิ่งไม่มีอยู่ โดยปรมัตถ์ เพราะ เป็นสิ่งที่พึงบรรลุได้ด้วยญาณวิเศษ ที่สำเร็จด้วยความบากบั่น อันไม่ย่อหย่อน

และเพราะ เป็นพระดำรัสของพระสัพพัญญูเจ้าด้วย จริงอยู่ พระสัพพัญญูเจ้า ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า

“มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติอันไม่เกิด ไม่เป็น อันเหตุอะไรๆ มิได้ทำขึ้น อันปัจจัยอะไรๆ มิได้แต่งขึ้น” ดังนี้

คัมภีร์วิสุทธิมรรค สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(อาจ อาสภะ มหาเถระ)

๑๙ พย.๕๔ (รู้ชัดสภาวะจิตสำรอก- ปฏิจจสมุปปบาท)

๑๙ พย.

ภพชาติเกิดจากการไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เป็นเหตุให้ไม่รู้แจ้งในสภาวะของอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ เป็นเหตุให้ไม่สามารถรู้ชัดในเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ จีงไม่รู้ชัดในเหตุของผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เหตุของการไม่สามารถแยกแยะสภาวะสัญญากับปัญญาออกจากกันได้ เป็นเหตุให้เกิดการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้ เช่น การยึดติดในรูปแบบ การยึดติดในความรู้ต่างๆ แม้กระทั่งพระนิพพาน ที่ยังมีสภาวะสัญญาวิปลาสอยู่ แล้วนำไปสร้างเป็นเหตุทั้งในนอกตัว เป็นเหตุให้ภพชาติเกิดขึ้นทันที

รู้ครั้งที่หนึ่ง รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ จึงเกิดสภาวะจิตสำรอกกิเลส เป็นเหตุให้รู้ชัดต้นเหตุของกิเลสที่เกิดขึ้นในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก เป็นเหตุให้ภพชาติสั้นลง

“นิพพานมีประการเดียวโดยประสงค์ ได้แก่ ความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่มีเหลือแห่งตัณหานั้น นั่นแหละ อันใดความสละไป ความสลัดทิ้งไป ความหลุดไป ความหมดเยื่อใยแห่งตัณหานั่นแหละอันใด”

รู้ครั้งที่ ๒ ได้แก่ รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ จึงเกิดสภาวะจิตสำรอกสัญญาต่างๆที่มีอยู่ เป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะสัญญา สามารถแยกแยะสภาวะระหว่างสัญญากับปัญญาออกจากกันได้

เป็นเหตุให้รู้แจ้งในเหตุของการเกิดตัณหา ที่เป็นเหตุของการเกิดสังขาร เป็นเหตุให้ภพชาติสั้นลงไปอีก

สภาวะปฏิจจสมุปปบาทจึงมีเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

เริ่มต้นที่อวิชชา(ความไม่รู้) ได้แก่ ความไม่รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ (อรูป)

สังขาร(การปรุงแต่ง)จึงเกิด

สังขาร มีการปรุงแต่งเป็นลักษณะ มีความพยายาม(เพื่อก่อปฏิสนธิ) เป็นรส มีเจตนาเป็นปัจจุปัฏฐาน มีอวิชชาเป็นปทัฏฐาน

วิญญาณ(ปฏิสนธิ)จึงเกิดตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

วิญญาณ มีความรู้พิเศษเป็นลักษณะ มีความเป็นหัวหน้า(แห่งนามรูป) เป็นรส มีปฏิสนธิเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือว่ามีวัตถุและอารมณ์อื่นเป็นปทัฏฐาน

นามรูปจึงเกิด ได้แก่ กายและจิต เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้

นามรูป ที่อาศัยแห่งวิญญาณ และโดยเป็นกัมมปัจจัย (ปัจจัยของกรรม) มี ๒ อย่าง โดยเป็นสามรัมมณะ(มีอารมณ์-นาม) และอนารัมมณะ(ไม่มีอารมณ์-รูป)

นาม มีความน้อมไป(สู่อารมณ์) เป็นลักษณะ มีสัมปโยค(ความประกอบแก่กันและกันไว้) เป็นรส มีความไม่แยกกันเป็นปัจจุปัฏฐาน มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน

รูป มีความ(รู้จัก) สลายเป็นลักษณะ มีความกระจายตัวเป็นรส มีความเป็นอัพยากฤตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน

สฬายตนะ โดยเป็นที่เกิดและโดยเป็นที่ประชุม แห่งวิญญาณและธรรมที่สัมปยุตกับวิญญาณนั้น

มีความติดต่อเป็นลักษณะ มีการเห็นเป็นต้น เป็นรส มีความเป็นวัตถุและทวารเป็นปัจจุปัฏฐาน มีนามรูปเป็นปทัฏฐาน

สฬายตนะ ได้แก่ การประชุมรวมกันของกายและจิต ได้แก่ อายตนะภายนอกและภายใน

ผัสสะจึงเกิด

ผัสสะ มีความถูกต้องเป็นลักษณะ มีการกระทบ เป็นรส มีความประจวบกัน(แห่งทวารอารมณ์และวิญญาณ) เป็นปัจจุปัฏฐาน มีสฬายตนะ เป็นปทัฏฐาน

เวทนาเกิด

มีการประสบ(อารมณ์) เป็นลักษณะ มีการเสวยอารมณ์ เป็นรส มีสุขและทุกข์ เป็นปัจจุปัฏฐาน มีผัสสะ เป็นปทัฏฐาน

ตัณหา กิเลสต่างๆ

มีความเป็นเหตุ (คือ ความเป็นทุกขสมุทัย) เป็นลักษณะ มีความมุ่งยินดี(ในอารมณ์นั้นๆ) เป็นกิจ(เพราะมีพระบาลีว่า “ตตฺรตฺราภินนฺทินี – ตัณหามีปกติมุ่งยินดีในอารมณ์นั้นๆ” เป็นหลัก) มีความไม่อิ่ม(ในอารมณ์) เป็นปัฏจุปัฏฐาน มีเวทนาเป็นปทัฏฐาน

อุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น ได้แก่ การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)นั้นๆ

อุปาทาน มีความถือไว้เป็นลักษณะ มีความไม่ปล่อยเป็นกิจ มีความเห็นด้วยอำนาจความเหนียวแน่นแห่งตัณหาเป็นปัจจุปัฏฐาน มีตัณหาเป็นปทัฏฐาน

ภพ ได้แก่ การเกิด

ภพ มีกรรมและผลของกรรมเป็นลักษณะ มีความได้ประสบความมีเป็นกิจ มีกุศลอกุศลและอัพยากฤตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีอุปาทานเป็นปทัฏฐาน

ชาติ จึงเกิด ได้แก่ ขันธ์ทั้งหลายใดๆ ปรากฏขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้เกิดอยู่ในภพนั้นๆ ความปรากฏขึ้นทีแรกของขันธ์ ชื่อว่า ชาติ

ชาตินั้น มีความเกิดทีแรกในภพนั้นๆ เป็นลักษณะ มีการมอบให้เป็นรส มีความผุดขึ้นในภพนี้ จากอดีตภพเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือ มีความวิจิตรไปด้วยทุกข์ เป็นปัจจุปัฏฐาน

ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส จึงเกิดขึ้น

ปัญจุปาทานขันธทุกข์

ทุกขธรรมทั้งหลาย มีชาติเป็นต้น ซึ่งเบียนอุปทานขันธ์ทั้ง ๕ นี่แหละ โดยประการต่างๆอยู่ ดังไฟเบียนเชื้อ ดังเครื่องประหารเบียนเป้าฯลฯ ก็เกิดที่อุปาทานขันธ์ทั้งหลายนี่เอง

อนึ่ง ทุกข์ในเบื้องต้นของอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ก็คือ ชาติ

ทุกข์ในท่ามกลาง คือ ชรา

ทุกข์ในที่สุด คือ มรณะ

ทุกข์ คือ ความรุ่มร้อน(ใจ) เพราะกระทบมรณันติกทุกข์(ทุกข์เมื่อใกล้ตาย) เป็นโสกะ

ทุกข์ คือ คร่ำครวญ เพราะ ทนต่อทุกข์นั้นไม่ได้ เป็น ปริเทวะ

ต่อไป ทุกข์ คือ ความเจ็บกาย เพราะ ประสบอนิฏฐโผฏฐัพพะ กล่าวคือ ความกำเริบแห่งธาตุ เป็นทุกขะ

ทุกข์ คือ ความเจ็บใจ เพราะ เกิดปฏิฆะในทุกข์กายแห่งปถุชนทั้งหลาย ผู้ถูกความเจ็บกายเบียดเบียนเอา

เป็น โทมนัส คือ ความหมกไหม้ของบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความเศร้าสลด ที่ความเพิ่มมากขึ้นแห่งทุกข์ที่กล่าวมานี้ มีโสกะเป็นต้น

ทำให้เกิด อุปายาสทุกข์ คือ ความไม่สมปรารถนาของบุคคลทั้งหลาย ผู้ได้รับความคาดหวัง เป็น อิจฉาตาลาภะ

เพราะฉะนั้น อุปาทานขันธ์ทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งเมื่อพิจรณาดูโดยประการต่างๆดังกล่าวมานี้ ย่อมเป้นทุกข์แล

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

สภาวะจิตสำรอก ไม่ใช่สำรอกกิเลสแต่อย่างเดียว พอละเอียดมากขึ้น เป็นสภาวะสำรอกสัญญาต่างๆที่สะสมไว้ เป็นเหตุให้กลายเป็นสังโยชน์ต่างๆขึ้นมา ตั้งแต่หยาบ ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส จนกระทั่งละเอียด ได้แก่ มานะกิเลส

เหตุเกิดจากอวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้หลงยึดมั่นถือมั่นในสัญญาที่เกิดขึ้น ตัวตัณหาความทะยานอยากต่างๆจึงเกิดขึ้นจากตัวสังขาร

นิพพานไม่ใช่ความสิ้นกิเลส

แต่สภาวะนิพพานจะรู้ได้ต้องเกิดสภาวะสำรอกตัวสัญญาต่างๆออกมา จนกว่าจิตจะรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ จึงจะรู้แจ้งในสภาวะของอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆ เมื่อนั้นจะสามารถแยกแยะสภาวะของวิญญญาณ, สัญญาและปัญญาออกจากกันได้

วิญญาณ เป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เพราะไม่รู้ชัดในสัญญา จึงเกิดการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งๆนั้น ตัวอุปทานขันธ์ที่เหลือจึงทำงาน ภพชาติต่างๆเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เพราะไม่รู้ชัดในสภาวะสัญญาที่มีอยู่

มรรค เรียกว่า วิราคะ ความสำรอกออก เพราะพระบาลีว่า “วิราคา วิมุจฺจติ ย่อมหลุดพ้นเพราะวิราคะ”

ความดับโดยสำรอกออก ชื่อว่า วิราคนิโรธ ความดับโดยสำรอกอย่างไม่มีเหลือ เพราะถอนอนุสัยได้ชื่อว่า อเสสวิราคนิโรธ

อีกนัยหนึ่ง การละ ก็เรียกว่า วิราคะ เพราะฉะนั้น ในบทว่า อเสสวิราคนิโรโธ นี้ บัณฑิตพึงเห็น(ว่า) ประกอบความว่า “การละอย่างไม่เหลือ ความดับอย่างไม่เหลือ” ดังนี้ก็ได้

แต่(เมื่อว่า) โดยเนื้อแท้ บททั้งปวงนั้น เป็นไวพจน์ของนิพพานทั้งนั้น เพราะพระนิพพาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ โดยปรมัตถ์

ก็เหตุใดตัณหาสำรอกออกมาและดับไป ก็เพราะ (พระโยคาวจร) อาศัย(หน่วง)พระนิพพานนั้น(เป็นอารมณ์) เพราะเหตุนั้น พระนิพพานนั้น จึงตรัสเรียกว่า วิราคะ และ นิโรธะด้วย

อนึ่ง เหตุใดธรรมทั้งหลาย มีความสละไปแห่งตัณหานั้นเป็นต้น ย่อมมีขึ้นได้ เพราะ อาศัยพระนิพพานนั่นแหละ

อนึ่งเล่า บรรดาอาลัยทั้งหลาย มีกามคุณาลัยเป็นต้น อาลัยแม้อย่างเดียว ย่อมไม่มีในพระนิพพานนั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า จาคะ ปฏินิสสัคคะ มุตติ อนาลยะ

พระนิพพานนั้น มีความสงบเป็นลักษณะ มีความไม่เคลื่อน คือไม่เปลี่ยนสภาพเป็นกิจ หรือว่า มีอันทำความโล่งใจเป็นกิจ(ก็ได้)

มีความไม่มีนิมิตผคือไม่มีเครื่องหายแห่งทุกข์) เป็นผล หรือว่ามีความไม่มีเครื่องหน่วงเหนี่ยว(จิต) เป็นผล ก็ได้

พระนิพพานไม่ใช่ความสิ้นกิเลส แต่เป็นการดับที่ต้นเหตุของการเกิด ได้แก่ อุปทานขันธ์ ๕ เมื่อดับที่ต้นเหตุได้ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ภพชาติจบสิ้นเพราะเหตุนี้

พระนิพพาน คือ ความสิ้นในอุปทานขันธ์ ๕ เหตุเพราะ รู้ชัดในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ เพราะเหตุนี้ ตัณหาความทะยานอยาก ตลอดจนกิเลสต่างๆไม่สามารถกำเริบหรือเกิดขึ้นมาได้จากสภาวะของตัวสังขาร

เหตุเพราะเมื่อไม่รู้ชัดในสัญญา ย่อมไม่รู้ชัดในปัญญา ย่อมไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งทั้งภายในและภายนอกที่มีอยู่และเป็นอยู่จริง คือ ถึงจะรู้ในระดับหนึ่ง แต่ยังคงมียึดติดในสัญญาอยู่ เมื่อตากระทบรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ จึงสักแต่ว่าดู สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้โดยทันทียังไม่ได้

เมื่อไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ กิเลส ตัณหาความทะยานอยากต่างๆเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิดการสะสมกลายเป็นอนุสัย กลายเป็นสังโยชน์ต่างๆเกิดขึ้น เพราะความไม่รู้ชัดในอุปทานขันธ์ ๕ สังขารจึงทำงานได้อย่างสะดวกสบาย ภพชาติจึงเกิด

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

เมื่อรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมรู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ เป็นเหตุให้สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาสถูกประหานลงไปโดยสภาวะสมุจเฉทประหาน คำกล่าวว่าถูก,ผิดจึงไม่มี จะมีแต่เรื่องเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ

เนื่องจาก รู้ชัดในสภาวะของผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ว่าเพราะเหตุใด สิ่งที่มากระทบ ทำไมเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึก ชอบ, ชัง หรือเฉยๆ สิ่งต่างๆเหล่านั้นเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ซึ่งเป็นผลของเหตุที่ได้กระทำลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เหตุในอดีตที่ทำไว้ ส่งมาให้ได้รับผลในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ตากระทบรูป หูได้ยินเสียง ฯลฯ ตัวสัญญาความจำได้หมายรู้ทำงานทันที ตัวสังขารทำงาน

เมื่อไม่รู้ชัดในเหตุหรือผัสสะที่เกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดการกระทำลงไปตามสังขารหรือการปรุงแต่งหรือที่เรียกว่าอุปทานในขันธ์ ๕ที่เกิดขึ้น วิญญาณปฏิสนธิจึงเกิด ภพชาติเกิดเพราะเหตุนี้

นี่แหละเหตุของการเกิดนามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เกิดเวียนวนอยู่อย่างนี้

เหตุของการเกิดวงจรอุบาทว์นี้ เกิดจากความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เป็นเหตุให้ไม่รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่เป็นอรูป เป็นสภาวะปรมัตถ์ เป็นเหตุให้ไม่สามารถแยกแยะสภาวะสัญญากับปัญญาออกจากกันได้ เป็นเหตุให้เกิดการยึดมั่นถือมั่นในรูปที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ตัวสัญญาทำงาน เวทนาจึงเกิด สังขารจึงเกิด วิญญาณปฏิสนธิจึงเกิด

สภาวะจิตสำรอก ครั้งที่หนึ่ง ได้แก่ การสำรอกกิเลสต่างๆที่เกิดจากอนุสัยที่มีอยู่ จนจิตเกิดการปล่อยวางตามความเป็นจริง จนกระทั่งเกิดสภาวะรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ จึงรู้แจ้งชัดในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้รู้ชัดในเรื่องเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ

สภาวะจิตสำรอกครั้งที่ ๒ ได้แก่ สำรอกสัญญาต่างๆที่มีอยู่ เพราะแจ้งชัดในสภาวะพระนิพพาน เป็นเหตุให้รู้ว่า ต้นเหตุของการเกิดตัวตัณหาความทะยานอยากต่างๆคือ อุปทานขันธ์ ๕ ที่ยังมีอยู่ แต่สภาวะละเอียดมากขึ้น

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ เมื่อจิตสำรอกสัญญา หรือความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย ทั้งสิ่งที่เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้ศึกษามา สติจะเป็นตัวขุดแงะสัญญาต่างๆเหล่านี้ขึ้นมา โดยมีกำลังของสมาธิเป็นฐานตั้งมั่นของจิต

เมื่อยังมีอวิชชา ได้แก่ การไม่สามารถแยกแยะสภาวะสัญญากับปัญญาออกจากกันได้ เป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส เหตุของการเกิดย่อมยังคงมีอยู่ โดยการสร้างเหตุทางวิวาทะบ้าง มีแต่เหตุของการเกิด

เมื่อใด สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายใน จิตจะคิดๆพิจรณา สำรอกสัญญาต่างๆออกมา แค่ดู แค่รู้ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น นำสิ่งที่คิดว่ารู้หรือยึดว่าเป็นปัญญาไปสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่ สภาวะจะดำเนินอย่างต่อเนื่อง

จิตจะสำรอกสัญญาหรือความรู้ต่างๆ ได้แก่ การนึกคิดพิจรณา จนกระทั่งหมดความคิดจะเกิดสภาวะของความว่างขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ถ้ายังมีสัญญาเหลืออยู่ จิตจะสำรอกออกมาตลอด เพียงแค่รู้ แค่ดู ไม่นำไปสร้างเหตุนอกตัว

ถึงจุดๆหนึ่ง จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายในการเกิด เห็นโทษ เห็นทุกข์ เห็นภัยในการเกิด จิตเกิดการปล่อยวาง จะรู้ชัดในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่ชัดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะสภาวะสัญญากับสภาวะปัญญาออกจากกันได้

รอบ ๓ เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๓๕ นาที

รอบนี้สภาวะสมาธิแปลกๆ จิตสงบมากๆ จิตไม่มีการคิดพิจรณาอะไร มีโอภาสสว่างตลอด รู้สึกหน่วงๆอยู่ภายในบอกไม่ถูก นั่งพอสมควรจึงแผ่เมตตา กรวดน้ำ ทั้งๆที่สมาธิยังไม่คลาย เพราะใกล้เวลาเลิก

๒๐ พย.

รู้ชัดอยู่กับการทำงานมากขึ้น จิตมีแว่บๆไปข้างนอกบ้าง แต่น้อยลง เหมือนคนขยัน แท้จริงแล้วยังคงขี้เกียจเหมือนเดิม เพียงแต่อยู่กับการทำงานได้โดยไม่รู้สึกขี้เกียจ คือ เริ่มมีสภาวะรู้ว่าขี้เกียจก็สักแต่ว่าขี้เกียจ ภายนอกจึงมองดูเหมือนขยัน

๑๖ – ๑๘ พย. ๕๔ (รู้ชัดสภาวะสัญญา,ปัญญาและวิญญาณ)

๑๖ – ๑๘ พย. ๕๔ (รู้ชัดสภาวะสัญญา,ปัญญาและวิญญาณ)

๑๕ พย.

เช้านี้ปกติ ไม่เจอสภาวะเบื่อ

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๔ ชม. หลังแผ่เมตตา กรวดน้ำ เจอสภาวะสุข

การเขียนสภาวะให้ออกมาในรูปแบบของปริยัติ ต้องค้นหาข้อมูล บางครั้งก็ถามตัวเองว่า น่าจะปล่อยทุกอย่างไปตามความเป็นจริง มานั่งเขียนอยู่ทำไม ใครจะเข้าใจอะไรยังไง รู้ยังไงนั่นเหตุของเขา ไม่ต้องไปใส่ใจ บอกไปจะมีแต่เหตุ

ถ้ามีปัจจัยร่วมกันในด้านดีก็แล้วไป ถ้ามีปัจจัยในด้านไม่ดี ล้วนมีแต่เหตุจริงๆ ซึ่งมีคำตอบให้กับตัวเองว่า ทำไปตามเหตุปัจจัย เขียนไปเรื่อยๆตามสภาวะ มีประโยชน์หรือไม่มีก็แล้วแต่เหตุของแต่ละคน งานเขียนที่เขียนไว้จึงปล่อยเป็นช่วงๆ เวลาสภาวะจะต้องเขียนก็เขียน ถ้าไม่อยากเขียนก็ไม่เขียน ทำไปตามนั้น

บางครั้งรู้สึกเหนื่อยในการกลับไปแก้ไขข้อความเกี่ยวกับสภาวะที่เขียนๆไว้ ตอนนี้ไม่ เลิกแก้ไข ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น เพราะบอกแล้วว่า จะอ่านสภาวะที่แท้จริง ให้อ่านเรื่องที่เขียนในปัจจุบัน เวลาอ่านบทความเก่าๆ ทำให้คิดถึงงานเขียนอื่นๆ

เป็นงานเขียนเกี่ยวกับการปฏิบัติของพระอาจารย์ก่อนๆที่เคยอ่านๆมา ไม่แตกต่างกันเลย ในเรื่องของการยึดติดแต่ไม่รู้ว่ายึดติด การยึดติดในแง่ของมานะกิเลสมีความละเอียดและเนียนกว่าด้านสักกายะทิฏฐิกิเลส

สักกายะทิฏฐิ เป็นสภาวะหยาบของมานะกิเลส จับแยกแยะออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ สำหรับผู้ที่ยังละสักกายะทิฏฐิไม่ได้ ดูออกได้ง่ายกว่ามานะกิเลส มานะกิเลสแบบหยาบ จะมีลักษณะที่เด่นชัด คือ ตัวดีกว่าเขา เสมอกับเขา เลวกว่าเขา

ส่วนสภาวะมานะกิเลสแบบละเอียดจะเนียนกว่านั้นขึ้นไปอีก ดูยากขึ้น จนกว่าจะรู้จิตได้จนถ่องแท้นั่นน่ะแหละ ถึงจะรู้ชัดในสภาวะที่ละเอียดของมานะกิเลส

สักกายะทิฏฐิ มีลักษณะที่เด่นชัด คือ

๑. ยึดติดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่วนจะสุดโต่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมานะกิเลสเป็นแรงหนุน และเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เมื่อยังมีเหตุ ภพชาติย่อมไม่จบ ภพชาติจะจบลง ต้องดับที่ต้นเหตุ คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในใจ ไม่สร้างเหตุตามกิเลสที่เกิดขึ้น

๒. เพ่งโทษนอกตัวหรือผู้อื่น เพราะยังไม่แจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔ และสภาวะของนิพพาน เมื่อแจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔ ย่อมรู้ชัดในสภาวะทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รู้ชัดในเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ

เมื่อแจ้งชัดในสภาวะของพระนิพพาน ย่อมรู้ชัดในสภาวะสิ่งที่มากระทบ หรือผัสสะที่เกิดขึ้นว่ามีเหตุปัจจัยต่อกันยังไง จึงรู้ชัดในวิธีการตัดภพตัดชาตินั้นทำอย่างไร ดับต้องดับที่ต้นเหตุ ได้แก่กิเลสที่เกิดขึ้นภายใน

และเป็นเหตุให้รู้ว่าการสร้างเหตุของการเกิด ได้แก่ การทำตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นต่อสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะนั้นๆ เป็นเหตุให้ภพชาติใหม่เกิดขึ้นเนืองๆ

๓. ละวิจิกิจฉา ต้องหมดข้อสงสัยในทุกๆสภาวะ แม้กระทั่งในสมมุติบัญญัติ ถ้ามีเพียงข้อสงสัยข้อใดข้อหนึ่งในตัวสภาวะนั้น นั่นคือ ยังละไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าละ ต้องละได้หมดจากจิต ไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น ที่มีกังขาล้วนเกิดจากความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในบัญญัติ

ผู้ที่ละวิจิกิจฉาได้ สภาวะมีแต่ความสะดวกสบาย ไร้รูปแบบ จิตมีสภาวะเป็นอิสระมากขึ้นในระดับหนึ่ง เนื่องจากรู้ชัดทุกๆสภาวะในระดับหนึ่ง จึงไม่มีการยึดในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก รู้สักแต่ว่ารู้ ยอมรับตามความเป็นจริง

๔. สิ้นสงสัยพระนิพพาน เพราะรู้ชัดในสภาวะของนิพพาน เป็นเหตุให้หยุดการสร้างเหตุใหม่ด้วยความไม่รู้ได้จริง ภพชาติสั้นลงเพราะเหตุนี้ รู้จริงหรือไม่ ดูการกระทำที่ทำอยู่ ทำเพื่อสร้างเหตุของการเกิด หรือดับที่เหตุของการเกิด

กิเลสมันเนียน เรียกว่าเนียนเสียจนคาดไม่ถึง กว่าจะรู้ชัดได้ ต้องผ่านบทเรียนนั้นๆไปก่อน จะรู้ว่าสภาวะละเอียดมากขึ้น เมื่อไปย้อนอ่านสภาวะเก่าๆ จึงจะเห็นความเนียนของมานะกิเลสที่ละเอียด การสนทนาไม่มีการถกเถียง แต่เป็นลักษณะเสนอข้อคิดเห็นให้คิดพิจรณา ถ้าไม่มีการบันทึกไว้ จะมองไม่ออกเลย แยกแยะไม่ได้

จะเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่เกิดจากการไปเจาะจงหาอ่านย้อนหลัง แต่จะมีเหตุให้ได้อ่านในสภาวะที่เคยเป็น ซึ่งเป็นเหตุให้แยกแยะสภาวะแต่ละสภาวะได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ดูกิเลสแต่ละสภาวะได้ชัดมากขึ้น เขา, เรา ล้วนไม่แตกต่างกัน

ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสื่อมสิ้นไปตามเหตุปัจจัย เกิดเพราะมีเหตุปัจจัย ดับไปเพราะไม่มีเหตุปัจจัย จนกระทั่งดับไม่มีเหลือเชื้ออีกต่อไป เพราะหมดเหตุปัจจัยทั้งปวง มันมีแค่นี้เองตามสภาวะของทุกๆสรรพสิ่ง

รอบ ๒ เดิน ๑ชม. นั่ง ๑ ชม.

รู้ชัดในสภาวะปัญญา, สัญญา, วิญญาณ

จากการที่แค่ดู แค่รู้ในสภาวะต่างๆมาตลอด พักหลังๆ จิตมีคิดพิจรณามากกว่าเมื่อก่อน สมาธิตั้งมั่นนานมากขึ้น มีแนบแน่นเป็นพักๆไม่แน่นอน

เมื่อก่อนเข้าใจว่า การที่จิตคิดพิจรณานี่คือตัวรู้ เป็นตัวปัญญาที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตจริงๆ เหตุที่เชื่อเช่นนี้ เพราะในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีความเป็นตัวเราหรือทิฏฐิที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

จะมีแต่คิดๆไปเรื่อยๆ มีแต่เรื่องสภาวะธรรมต่างๆ บัญญัติต่างๆ เหตุต่างๆ จิตจะคิดพิจรณาอย่างนั้น แม้กระทั่งที่เคยเขียนไว้ว่า หากสภาวะยังไม่ถึง ต่อให้จะพยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา หลังจากออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำไม่ได้ทั้งหมด

แท้จริงแล้ว ที่เข้าใจว่าเป็นปัญญา เป็นตัวรู้ เป็นความรู้ของจิต ที่ไหนได้ วันนี้เจอเต็มๆ เรื่อง สภาวะมานะกิเลส เหตุเพราะ เมื่อสภาวะสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปหมดสิ้น วิจิกิจฉาถูกทำลายไปหมด มานะกิเลสจะเกิดขึ้นในรูปของความรู้ต่างๆ

ที่กล่าวว่า มานะกิเลส คือ เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกับเขา นี่เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส เมื่อสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปลงไป จะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวหรือเสมอกัน แต่สิ่งที่เห็น มีความแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

แท้จริงแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่มาพบเจอกัน ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน ล้วนมีเหตุปัจจัยร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีผลกระทบต่อจิตยามที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ส่วนสภาวะมานะกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ยึดถือสิ่งที่รู้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สัญญา นี่คือปัญญา เหตุเพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ อยู่ แต่มีสภาวะที่ละเอียดมากขึ้น ไม่ยึดสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ยึดสิ่งที่รู้ชัดภายใน โดยไม่รู้ว่ายึด เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของสภาวะสัญญา และสภาวะของปัญญา

สัมปชัญญะเกิด

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดในผู้ใดก็ตาม สภาวะของผู้นั้น จิตจะมีแต่การคิดพิจรณาเนืองๆ บางครั้งมีตัวรู้หรือความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เป็นความรู้แปลกๆที่ไม่เคยร่ำเคยเรียนหรือเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใดมาก่อน สภาวะนี้เกิดจากวิปัสสนูปกิเลส

หากไม่รู้ ไปยึดติดกับสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ ย่อมคิดว่า สิ่งๆนี้เป็นปัญญา โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสิ่งที่ผุดขึ้นมา หรือความรู้ต่างๆที่หลั่งไหลออกมามากมาย จนจำไม่ได้ ถึงขนาดต้องจด สภาวะนี้เป็นสภาวะของสัญญา ไม่ใช่สภาวะปัญญาที่แท้จริง

นี่เป็นอีกหนึ่งสภาวะที่เนียนละเอียดของสภาวะมานะกิเลสที่มีอยู่ในขันธสันดาน เนืองนองอยู่ สภาวะถูกกระตุ้นตามเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะปัญญาที่แท้จริง ย่อมให้ค่าว่าสิ่งที่ถูกรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวปัญญา

สภาวะปัญญา

สภาวะของปัญญญาที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเห็นแจ้งไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริง จะเกิดขึ้นตั้งแต่สภาวะภังคญาณเป็นต้นไป จนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณ

เมื่อเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะเห็นแต่โทษ, ภัย, ทุกข์ของการเกิด เมื่อรู้เห็นเช่นนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป จิตเกิดการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง

วิริยะ หรือความเพียรจะเกิดขึ้นเอง มิใช่เพียรเพราะความอยากหรือฝีนใจทำ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แม้กระทั่งความศรัทธาและปัญญาล้วนไม่แตกต่างกัน เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ถ้ามีความพยายามแฝงอยู่ในการกระทำ เพื่อทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจึงพบวิจิกิจฉาเนืองๆ เพราะความอยากเป็นเหตุ

เมื่อใดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นทั้งภายนอกและภายในได้เมื่อไหร่ จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอก เมื่อนั้นตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้นเองตามสภาวะ เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะได้ว่านี่ สัญญา นี่ปัญญา นี่วิญญาณ

สภาวะวิญญาณ เป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เเหตุเพราะมีความไม่รู้อยู่ หรืออวิชชาครอบงำอยู่ เมื่อเกิดผัสสะ จึงมีอุปทานขันธ์ ๕ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะสักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลสที่มีอยู่

สภาวะสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้เป็นตัวปัญญา ซึ่งเกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่ ถึงแม้ว่าความรู้ต่างๆจะเกิดขณะจิตเป็นสมาธิก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากมานะกิเลสที่มีอยู่

สภาวะปัญญา มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด อย่างหยาบคือ ดับที่การกระทำ อย่างละเอียด คือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นต้นเหตุของการกระทำ ดับถึงที่สุดที่ไม่ต้องดับอีกต่อไป คือ ดับที่อนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

พระบาลีว่า “อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ” มีปกติพิจรณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ ได้แก่ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ

สภาวะได้แก่ ภายใน รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต(รูปนาม) เนืองๆ

ภายนอก รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้แค่ดู แค่รู้ ภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น แต่อย่านำความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น มาก่อให้เกิดการกระทำ ความคิดห้ามไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้

พระบาลีว่า “สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ” มีปกติพิจรณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นภายในกายเนืองๆ ได้แก่ เห็นสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกาย (พลวอุทยัพพยญาณ)

พระบาลีว่า “วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ” มีปกติพิจรณาเห็นธรรม คือ ความดับภายในกายอยู่เนืองๆ ได้แก่ เห็นสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นดับไป (ภังคญาณ)

พระบาลีว่า “สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ” มีปกติพิจรณาเห็นธรรม คือ เห็นความเกิดขึ้นและดับไปในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกายและจิต เห็นได้ดังนี้แล้วจะเห็นไตรลักษณ์ตามสภาวะ

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน บังคับบัญชาไม่ได้ เห็นได้ดังนี้ จิตจะเกิดการปล่อยวางลงไปเอง เพียงรู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอก (ตั้งแต่ภังคญาณจนถึงสังขารุเปกขาญาณ)

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ

เอกาหํ ชีวิตํ ปสฺสโต อุทยพฺพยํ

ผู้ใดไม่ได้พิจรณาเห็นความเกิดและดับของรูปนาม ผู้นั้นถึงมีอายุ ๑๐๐ ปี ก็ไม่ประเสริฐเท่าบุคคลที่ได้พิจรณาเห็นความเกิดดับของรูปนาม แต่มีชีวิตอยู่ได้เพียงวันเดียวหรือขณะเดียวเลย

๑๗ พย.

เบื่อออออ ไม่อาจจะรู้ได้ว่า ใช้ชีวิตเดิมๆซ้ำๆแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว กว่าจะเข้าใจ กว่าจะรู้ชัดในสภาวะแต่ละสภาวะ มีแต่รู้ๆๆๆๆๆๆๆ รายละเอียดมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสัญญาที่เคยทำมาแล้วทั้งสิ้น แต่จำไม่ได้เลย

การเกิดใหม่แต่ละชาติๆๆ เป็นการนับหนึ่งใหม่ทุกๆชาติ เหมือนรอยเท้าเกวียนที่ถูกลากวนกลับไปกลับมายังจุดเดิม ไม่แตกต่างจากเขาวงกตที่เคยเขียนไว้ เปลี่ยนแค่เปลือก จิตไม่เปลี่ยน จิตดวงเดิม จะสะอาดขึ้นหรือสกปรกไปกว่าเดิมอยู่ที่เหตุ

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

รู้ชัดทุกสภาวะแล้วสบายจริงๆ ที่ผ่านๆมาไม่เคยรู้สึกสบายใจมากมายเท่าในวันนี้ กิเลสนี่สุดยอดของความเนียน กว่าจะเข้าใจ กว่าจะรู้ชัดแต่ละสภาวะที่มีคำบัญญัติแต่งตั้งไว้ จิตต้องปล่อยวางโดยจิตเองจริงๆ แค่ดู แค่รู้จริงๆ ถึงจะรู้ชัดได้

คำว่า “จิตสำรอกกิเลส” นี่แหละหนาฟังเขาเล่าว่า อ่านไปหมด แต่ไม่เคยรู้สภาวะที่แท้จริงว่า จิตสำรอกกิเลสนั้นคืออะไร คำว่ากิเลส มองเพียงด้านเดียว คือ ตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย โลภะ โทสะ โมหะทั้งหลาย

สุดท้าย ตัวเป้งจริงๆตั้งแต่ต้นจนจบม้วนเดียว คือ อุปทานในขันธ์ ๕ ตัวเดียว แต่หลากหลายตัวละคร หลากหลายบทบาท ต้องหยุดที่ตัวเองหรือตัวตนที่มีอยู่ เป็นเพียงผู้ดู จะเกิดอะไรก็ดู จะคิดอะไรก็รู้ ดู รู้ มีแค่นี้ การไม่สร้างเหตุนี่สำคัญ

การสำรอกกิเลส คือสำรอกสัญญาต่างๆ แต่ละภพแต่ละชาติที่สะสมไว้ สำรอกออกมาให้หมด จนกว่าจิตไม่ยึดติดในสัญญาที่มี สภาวะญาณต่างๆจึงเกิดขึ้นเอง เพราะจิตมันเบื่อหน่าย รู้แล้วโทษของการเกิด การเกิดทุกครั้งคือการเริ่มต้นใหม่

สัญญาต่างๆมีเพิ่มมากขึ้น หลงวกวนในสัญญา ยึดติดในสัญญาแต่ไม่รู้ว่ายึด ผ่านมาหมดแล้ว จำไม่ได้ ถูกลบความจำไปชั่วคราว จนกว่ากำลังของสติมีมากพอจะไปขุดคุ้ยสัญญาต่างๆเหล่านั้นออกมา ขุดคุ้ยก็ยังไม่รู้ หลงคิดว่าเป็นปัญญา

เหตุมี ผลย่อมมี สร้างเหตุให้ผู้คนหลงยึดในสัญญา ก็เลยหลงในสัญญา แต่ไม่รู้ว่าหลง แยกสัญญากับปัญญาไม่ออก ต้องโง่กับกิเลส ไม่รู้โง่มากี่กัปป์กี่กัลล์กี่อสงไขย ทำเดิมๆซ้ำๆ สัญญาสะสมมากขึ้น นี่แหละต้นเหตุของมานะกิเลสของแท้

ปัญญาทางโลกล้วนเป็นเพียงสัญญาที่สะสม บางคนต้องเรียน บางคนไม่ต้องเรียนก็รู้เหมือนๆกัน นี่แหละเหตุ ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไรเลย เป็นเรื่องของสัญญาล้วนๆที่สะสมอยู่ในจิต เมื่อไม่รู้ชัด เลยนำสัญญามาเป็นปัญญาสร้างเหตุการเกิด

เกิดสารพัดเกิด เกิดในเปลือกที่มีรูปแบบแตกต่างๆ เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ไม่รู้ชัดในเปลือก ยึดติดเปลือกที่อาศัยอยู่ชั่วคราว ไม่แตกต่างกับบ้านหรือคฤหาสน์ สุดท้ายผุพัง ดับสิ้นไปตามกาลเวลา ตามเหตุปัจจัย

เจริญอิทธิบาท ๔

เมื่อก่อนเคยสงสัย แต่ไม่รู้จะไปถามใคร หาอ่านมีแต่ตำรา มีแต่บทความ ไม่มีใครอธิบายชัดเจนว่า การเจริญอิทธิบาท ๔ นั้นทำยังไง ทำไมอายุถึงยืนยาว ทำไมจึงอยู่กับโลกได้ชั่วนิรันดร์ จะมีแต่คำถามว่าทำไม จากสงสัยเป็นสิ้นสงสัย

เพราะไม่รู้ว่าจะสงสัยไปทำไม หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ไม่มีใครตอบได้ เหมือนคำว่า “นิพพาน” ค้นหาจนทั่ว นิพพานคืออะไร ไม่มีผู้ใดอธิบายให้เห็นได้ชัดเลย มีแต่พูดว่านิพพานวิเศษอย่างโน้นอย่างนี้ ใครๆอยากไปนิพพาน

เหตุมี ผลย่อมมี คงสร้างเหตุไม่ค่อยเหมือนใคร เลยไม่มีความอยากไปนิพพานแบบใครๆ มีแค่สงสัยเฉยๆว่านิพพานทำยังไง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่านั่นคือนิพพานจริงๆตามที่เขาเล่ากันมา ถ่ายทอดมาต่อๆกัน

รู้ชัดได้ สิ้นสงสัยทุกสิ่ง เจอมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะสภาวะไหนๆ เรียกว่าอะไร นี่ไง รู้แบบนี้ รู้แล้วสบาย เพียงทำตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ สัมผัสมาหมดแล้ว ไม่ต้องหลงวนเวียนในความอยาก ไม่แตกต่างจากอาหาร กินแล้วหายอยาก

มีแต่กิเลสทั้งนั้น กิเลสที่เกิดจากสัญญา ทั้งจดทั้งจำทั้งท่องจนขึ้นในไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ชาตินี้ชาติสุดท้ายจริงๆ ส่วนใครจะเชื่อใคร นั่นคือเหตุของแต่ละคนที่มีปัจจัยร่วมกันทั้งดีและไม่ดี ดีคือสนับสนุนเรื่องปัญญา ไม่ดีคือให้หลงยึดในสัญญาต่อไป

อย่ายกยอปอปั้น อย่าหยิบยื่นกิเลสให้ผู้อื่น อย่าอธิษฐานที่มีแต่กิเลส เช่น เกิดมารวย สวย ดี มีปัญญา จะรวย สวย ดี มีปัญญา หรือได้อะไร เป็นอะไรในสมมุติทางโลก ล้วนมีแต่เหตุของการเกิด มีแต่การสะสมสัญญา เป็นเหตุให้มานะกิเลสแข็งแรง

อย่าเพ่งโทษมุ่งติติงผู้อื่น อย่าเอาแต่กล่าวโทษนอกตัว รู้สึกนึกคิดได้ เพราะยังมีกิเลส มนสิการไว้ในใจพอ เหตุใหม่จะได้สั้นลง สุดท้ายจะเห็นตามความเป็นจริง เรานี้ช่างโง่แท้ กอดทุกข์มาไม่รู้นานเท่าไหร่ สัญญาวิปลาสเพราะยึดติด

แม้กระทั่งทำบุญก็ยึดติดในสัญญา การปฏิบัติก็ยึดติดในสัญญา มองแค่เปลือก รู้แค่เปลือก จึงได้แต่เปลือกที่มีสัญญาปกคลุม เป็นเหตุให้ไม่เห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกสรรสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ คงทนอยู่ไม่ได้ เสื่อมสิ้นไปตามเหตุปัจจัย

วันนี้มีสภาวะจิตสัปปหงกเกิด ๑ ครั้ง ทั้งๆที่อยู่ในท่ากำลังบิดขี้เกียจ เพราะรู้สึกเมื่อยมาก จิตคงปลงตกแล้วมั๊ง เลยสัปหงกให้เป็นรางวัล ๑ ครั้ง โอภาสสว่างมากๆ หายไปนานสภาวะนี้ แต่ไม่ติดใจแบบก่อน

นี่ยังมีกิเลสไม่ใช่ไม่มี สภาวะสมาธิเกิดตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งแบบไหน อิริยาบทไหน นั่งบนโซฟา แขนขวาท้าวศรีษะด้านขวา แขนซ้ายท้าวสะเอว ขาเหยียดยาว โอภาสเจิดจ้า นี่แหละอิริยาบทในการเป็นสมาธิ แล้วแต่สัปปายะขณะนั้น

ตามด้วยบิดขี้เกียจ สมาธิยังคงเกิด โอภาสไม่หาย ยังคงสว่างเหมือนเดิม สุขเกิด บิดขี้เกียจเสร็จ นั่งต่ออีก ๑ ชม. เป็นสมาธิที่เป็นธรรมชาติโดยสภาวะจริงๆ ไร้รูปแบบ ไร้ร่องรอย นี่แหละการเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ ที่เกิดขึ้นในฉันทสมาธิ

รอบ ๓ เดิน ๔๕ นาที นั่ง ๓๐ นาที

๑๘ พย.

มีเหตุให้เก็บปากเก็บคำมากขึ้น

เมื่อวานเจอเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ เป็นเหตุให้เก็บถ้อยคำกับผู้อื่นมากขึ้น ความลับไม่มีในโลก สิ่งอื่นที่ผู้อื่นทั่วไปอาจจะมองไม่เห็น ต่อให้พยายามปกปิดยังไง สักวันมีเหตุหลุดออกมาเอง

นี่เป็นเรื่องของคนที่รู้จักและสนิทกัน มาวันนี้ถึงได้รู้ว่า ภายนอกที่แสดงกับภายในของเขา เขามองเปรียบเทียบเรื่องงานที่เราทำและเขาทำ ตลอดจนเรื่องการปฏิบัติ ตอนนี้เราเป็นฝ่ายเงียบ ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความเป็นจริง เหตุมี ผลย่อมมี มีเท่านี้เอง

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒ ๑/๒ ชม.

รอบ ๓ เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓๐ นาที

แจ้งในอริสัจ ๔ ก็คือ แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕

ทุกข์ คือ ความบีบคั้น ความทนอยู่ไม่ได้ พูดง่ายๆคือ การไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นตามที่ใจต้องการ

ทุกข์เกิดจากอะไร เกิดจากตัณหาอุปทาน คือ การให้ค่า

ตัณหาอุปทานเกิดจากกอะไร เกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ คือตัวสัญญานี่แหละ ที่ยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ เป็นเหตุให้เมื่อเกิดผัสสะ อุปทานเกิดขึ้นทันทีเพราะเหตุนี้

ต้นเหตุของการเกิดอวิชชา (ความไม่รู้) คือ อุปทานขันธ์ ๕ (ไม่รู้ชัดในสภาวะของอุปทานขันธ์ ๕ ทั้งหมด) แล้วเกิดการสะสมๆๆๆๆๆจนกลายเป็นอนุสัย

สิ่งที่จิตสำรอกออกมาล้วนเป็นตัวสัญญา คือ ความรู้ต่างๆทั้งที่เคยเรียน เคยได้ยิน แม้กระทั่งไม่เคยเรียนหรือเคยได้ฟังมาก่อน เนื่องจากความไม่รู้ ก็โอปนยิโก น้อมเอาสัญญากลับเข้ามาไว้ที่ตัวอีก เหตุเกิดจากยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รู้ คิดว่าคือปัญญา

แล้วนำสัญญาตัวนี้ไปสร้างเหตุด้วยความไม่รู้ เหตุมี ผลย่อมมี ภพชาติเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ กิเลสต่างๆ สังโยชน์ต่างๆล้วนเกิดจากการสะสมของตัวสัญญา จนกว่าจะแจ้งอริยสัจ ๔ จึงจะแจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง

เมื่อแจ้งแล้ว จิตจะสำรอกสัญญาออกมาตลอด สติจะเป็นตัวแคะสัญญาต่างๆเหล่านี้ออกมาในรูปของความคิด ขณะเป็นสมาธิ จิตจะคิดๆๆๆๆๆ จะมีความคิดมากมาย ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญแต่อย่างใด บางครั้งตื่นตาตื่นใจในความคิดที่คิดว่าคือปัญญา

นี่แหละต้นเหตุของกิเลสตัวแม่ ไม่ใช่ตัวตัณหาอะไรเลย เจ้าตัวสัญญานี่แหละ เพราะไม่รู้ชัดในสภาวะสัญญา สังขารคือ เจ้าตัวปรุงแต่ง จึงเล่นได้ตามใจชอบ ตัวตัณหา กิเลสต่างๆเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

๑๓ – ๑๕ พย.๕๔

๑๓ พย.

ชีวิตปกติในวันหยุด พักในสมาธิเป็นระยะๆ

๑๔ พย.

เบื่อหนออออ

รอบแรกเดิน ๓๐ นาที นั่ง ๔ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

มองไปทางไหน เห็นแต่ผลของเหตุ และเหตุใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นของทุกสรรพสิ่ง

วันนี้ได้รู้ชัดเพิ่มอีกหนึ่งสภาวะที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ สภาวะของคำว่า”ธรรมเอกผุด” เมื่อก่อนเข้าใจว่าเป็นสภาวะของปีติ ซึ่งอรรถกถาจารย์ท่านก็ได้บันทึกไว้แบบนั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาจากพระไตรปิฎก นำมาไม่หมดทุกถ้อยความ เป็นไปตามปัจจัย

เมื่อถึงเวลาจะรู้ จะรู้เอง เป็นไปเองตามสภาวะ จิตจะคิดพิจรณาเอง ทบทวนแต่ละสภาวะอยู่อย่างนั้น เห็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยต่างๆของสภาวะ เป็นเหตุให้รู้ว่า สภาวะธรรมเอกผุดที่มีอยู่ในเรื่องฌานที่มีบันทึกไว้ในสติปัฏฐาน ๔

เป็นสภาวะของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ได้แก่ ตัวสัมปชัญญะนั่นเอง แต่ผู้ที่ไม่รู้ชัด ย่อมเข้าใจว่า สัมปชัญญะนี้หมายถึง ตัวปัญญาอย่างเดียว ซึ่งเป็นคนละสภาวะกัน ปัญญาทางโลกกับปัญญารู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้นคนละตัวกัน

ปัญญาของการรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพราะเมื่อสติกับสมาธิมีความสมดุลย์ ตัวสัมปชัญญะจึงจะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย จิตในจิต เวทนาในเวทนา ธรรมในธรรม

ไม่ใช่รู้ชัดในกาย เวทนา จิต ธรรม สภาวะนั้นเป็นสภาวะของสัมมาสติ ซึ่งเป็นผลของการเจริญสติ ที่ปัจจุบันนิยมนำมาเรียกว่า วิปัสสนา ผลของการเจริญสติ คือ เอาจิตรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทต่างๆ ไม่ว่าจะทางกายและจิต ผลคือ สมาธิ

เป็นเหตุให้ เกิดความรู้ตัวก่อนที่จะทำ(สติ) รู้สึกตัวขณะที่กำลังกระทำ(สัมปชัญญะ)และรู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ(สมาธิ)

ส่วนสภาวะสัมมาสมาธิ คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดในทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต ขณะที่จิตเป็นสมาธิ ส่วนจะรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความสมดุลย์ของสติกับสมาธิ
และรู้ชัดในกายและจิตได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ ซึ่งเป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งอารมณ์ของฌานในแต่ละฌาน

ซึ่งท้ายสุดจะสักแต่ว่ารู้ เพราะทุกสรรพสิ่งที่นำมาเรียกๆล้วนแต่เป็นเพียงสมมุติบัญญัติ เมื่อไม่ยึดติดกับบัญญัติต่างๆ จิตย่อมเห็นสภาวะตามความเป็นจริงคือ ไตรลักษณ์ แล้วสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

เหตุของการไม่รู้ชัดในสภาวะ

ไม่ว่าจะเป้นสภาวะภายนอกและภายใน เหตุของการไม่รู้ชัดในสภาวะ ล้วนเกิดจากการยึดติดสมมุติบัญญัติที่มีอยู่

ภายนอก

เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น(ผัสสะ) ย่อมมีกิเลสเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เช่น ชอบ, ชัง ผลคือ การกระทำลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ที่เกิดจากความไม่รู้ชัดในผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากอะไร

ภายใน

เมื่อมีสภาวะใดๆเกิดขึ้นภายใน มีการนำไปเทียบกับบัญญัติที่มีอยู่ แล้วโน้มน้าวคิดเอาเองตามความรู้หรือการยึดติดที่มีอยู่ เป็นเหตุให้เห็นแต่กิเลส แต่ไม่รู้ว่าคือกิเลส จึงเกิดการยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่รู้ว่าทุกสรรพสิ่งทั้งภายนอกและภายใน
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นมาใหม่

เหตุของการให้ค่า

เหตุของการยึดมั่นถือมั่นในรู้ที่คิดว่ารู้ ถูก,ผิด ตามความรู้สึกนึกคิดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่รู้เห็นทั้งภายนอกและภายนั้น จึงมีการกระทำลงไปตามความยึดมั่นถือมั่น ที่นิยมนำมาพูดๆว่า ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน บุคคล เขา,เราที่มีอยู่

จริงๆแล้วตัวตน บุคคล เขา,เรา ล้วนเป็นเพียงสมมุติบัญญัติ สภาวะที่แท้จริงคือ อุปทาน ที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะเหตุนี้ การเวียนว่ายในสงสารจึงเกิดต่อไป จนกว่าจะสักแต่ว่ารู้ ไม่เอาความรู้สึกนึกคิดกระทำออกไป

๑๕ พย.

เบื่อมากๆ ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิดเป็นแบบนี้นี่เอง

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๔ ชม.

ถ้าจะบอกว่า ข้าพเจ้านี้คือ นารีขี่ม้าขาว ซึ่งมีอยู่ในคำทำนาย หลายๆคนคงจะหัวเราะ แต่อยากจะบอกเช่นนั้นจริงๆ มันมีเหตุนะ ไม่เรื่องของความบังเอิญระหว่างเรื่องของข้าพเจ้า(นารีขี่ม้าขาว)กับนายกยิ่งลักษณ์ (ผู้ปกครองเป็นหญิง พึงระวัง)

จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคฑามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง

อะไรเอ่ยที่เป็นดวงดาวสร้างความหวัง ผู้คนที่ปฏิบัติ ย่อมมุ่งหวังความหลุดพ้น มุ่งหวังพระนิพพาน ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าพระนิพพานที่แท้จริงมีลักษณะอย่างไร ได้แต่ศึกษาจากตำรา ฟังเขาเล่าว่ามาอีกที นิพพานจึงมีหลากหลายรูปแบบ แล้วนิพพานที่แท้จริงคืออะไร

จะรู้คำตอบได้ ต้องทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ในสมถะ-วิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ แล้วจะไม่ให้พูดได้ยังไงว่า ข้าพเจ้านี่แหละคือ หนึ่งนารีขี่ม้าขาวได้ยังไง

ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

ข้อความนี้ตรงเผง คือ นายกยิ่งลักษณ์ สายน้ำเชี่ยวกรากที่กำลังเจอกันทั่วเป็นพยานหลักฐานได้ดี

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว หลังน้ำท่วม แผ่นดินถูกชะล้าง ทั้งแม่น้ำลำคลองต่างถูกชะล้างโดยกระแสน้ำที่พัดผ่านไป แม่น้ำลำคลองทั้งหมดจะสะอาด สารเคมีต่างๆถูกชะล้างออกไป หน้าดินถูกชะล้าง สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรต่างๆถูกชะล้าง เหมือนกลับหน้าดินขึ้นมาใหม่

ปีต่อไป ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรร์ของพืชพรรณธัญญาหารอย่างแน่นอน

เหตุมี ผลย่อมมี ทุกสรรพสิ่ง ล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ดูจิตเห็นกิเลส มากน้อยแค่ไหน ล้วนอยู่ที่เหตุที่เคยทำและเหตุที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ คำทำนายสักแต่ว่าคำทำนาย ที่พึ่งที่แท้จริงคือตัวเรา ได้แก่การมีสติ สัมปชัญญะ จะอยู่รอดแคล้วคลาดปลอดภัยในทุกๆสภาวะ อยู่เพราะยังมีเหตุปัจจัย ดับสิ้นไปเพราะหมดเหตุปัจจัย

จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

เขียนแบบนี้ มีเหตุแน่นอน คิดเสียว่าเป็นนิยายเล่าสู่กันฟัง

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: