ไตรลักษณ์ โดยบัญญัติและสภาวะ

สภาวะไตรลักษณ์ โดยองค์ธรรมได้แก่ อนิจจัง ๑ ทุกขัง ๑ อนัตตา ๑

ทำไมขันธ์ ๕ จึง เป็นอนิจจัง?

อุปฺปทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต เพราะมีแล้วกลับไม่มี คือ เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป็นอนิจจัง ได้แก่ แปรปรวนตลอดเวลา

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข?

อภิณฺหปฏิปีฬนา เพราะเบียดเบียนบีบคั้นอยู่บ่อยๆ ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข์

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นอนัตตา?

อวสตฺตนโต เพราะขันธ์ ๕ ไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวล

อวสวตฺตนากาโร อนตฺตนากาโร อนตฺตลกฺขณํ อาการคือ ความไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวลนั่นแหละ เป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่า เป็นอนัตตา ได้แก่ บังคับบัญชาไม่ได้

อนุปัสสนาทั้ง ๓

อนุปัสสนา ๓ อย่างนั้น คือ อนิจจานุปัสสนา ๑ ทุกขานุปัสสนา ๑ อนัตตานุปัสสนา ๑

อนิจจานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาที่พิจรณาเห็นรูปนามว่า ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น รูปนามก็ปรากฏว่ามีแต่ความเสื่อมไปสิ้นไป แล้วมีใจวางเฉย มีสติรู้อยู่ (เห็นความไม่เที่ยง จิตปล่อยวาง) เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์

ทุกขานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามว่า เป็นทุกข์ ทนอยู่ไมได้ ใจก็เกิดความสังเวช คือสลดใจรูปนาม เห็นรูปนามเป็นภัย คือ เป็นของน่ากลัว แล้วมีใจวางเฉย มีสติรู้อยู่ (เห็นความทุกข์ จิตปล่อยวาง) เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์

อนัตตานุปัสสนา ได้แก่ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามว่า บังคับบัญชาใดๆไม่ได้ แล้วมีใจวางเฉย มีสติรู้อยู่ (เห็นว่าบังคับให้เป็นไปตามที่ใจต้องการไม่ได้ จิตปล่อยวาง) เรียกว่า สุญญตวิโมกข์

คำว่า อนิมิตตวิโมกข์ แยกเป็น ๒ ศัพท์ คือ อนิมิตต+วิโมกข

อนิมิตต แปลว่า ไม่มีเครื่องหมาย

วิโมกข แปลว่า พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย

ต่อกันเข้าเป็น อนิมิตตวิโมกข์ โดยองค์ธรรมได้แก่ ทางไปสู่อริยมรรค (เมื่อจิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุเปกขาญาณ จึงเกิดขึ้นได้) ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ

หากยังไม่แจ้งในอริยสัจจ์ จิตจะวกกลับไปที่สภาวะอุทยัพพยญาณ(สุญญตา) สลับกลับไปมาแบบนี้ จนกว่าจะแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

คำว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ แยกออกเป็น ๒ ศัพท์ คือ อัปปณิหิต+วิโมกข

อัปปณิหิต แปลว่า ไม่มีที่ตั้ง

วิโมกข แปลว่า พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย

ต่อกันเข้าเป็น อัปปณิมิตหิตวิโมกข์ โดยองค์ธรรมได้แก่ ทางไปสู่อริยมรรค (เมื่อจิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุเปกขาญาณ จึงเกิดขึ้นได้) ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ

หากยังไม่แจ้งในอริยสัจจ์ จิตจะวกกลับไปที่สภาวะอุทยัพพยญาณ(สุญญตา) สลับกลับไปมาแบบนี้ จนกว่าจะแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

คำว่า สุญญตวิโมกข์ แยกเป็น ๒ ศัพท์ คือ สุญญต+วิโมกข

สุญญต แปลว่า ว่างเปล่า

วิโมกข แปลว่า พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย

ต่อกันเข้าเป็น สุญญตวิโมกข์ โดยองค์ธรรมได้แก่ ทางไปสู่อริยมรรค (เมื่อจิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุเปกขาญาณ จึงเกิดขึ้นได้) ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ

หากยังไม่แจ้งในอริยสัจจ์ จิตจะวกกลับไปที่สภาวะอุทยัพพยญาณ สลับกลับไปมาแบบนี้ จนกว่าจะแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

หมายเหตุ:-

คำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ” หมายถึง สภาวะตั้งแต่อุทยัพพยญาณถึงสังขารุเปกขาญาณ เกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยของสภาวะ ไม่ใช่เกิดจากความคิดพิจรณาใดๆที่พยายามจะทำให้เกิดขึ้น

สรุปความตามแนวแห่งการปฏิบัติ ดังนี้ คือ

เมื่อเห็น อนิจจัง ชื่อว่าได้เห็นทุกขังกับอนัตตา พร้อมกันไป

เมื่อเห็น ทุกขัง ชื่อว่าได้เห็น อนิจจังกับอนัตตา พร้อมกันไป

เมื่อเห็น อนัตตา ชื่อว่าได้เห็น อนิจจังกับทุกขัง พร้อมกันไป

เพราะอยู่ด้วยกัน แยกจากกันไม่ได้ เช่น ในขณะที่เห็นรูปนามว่าไม่เที่ยง เพราะสิ้นไป เสื่อมไป จัดเป็นอนิจจัง

ทำไมรูปนามเสื่อมไป สิ้นไป เพราะ ทนอยู่ไม่ได้ จัดเป็นทุกข์

ทำไมรูปนามจึงทนอยู่ไม่ได้ เพราะ บังคับไม่ได้ การที่รูปนามบังคับไม่ได้นี้ จัดเป็นอนัตตา

วิโมกข์ทั้ง ๓ นี้ จะมีได้ ก็เพราะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เมื่ออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดพร้อมกัน วิโมกข์ทั้ง ๓ ก็เกิดพร้อมกันได้ ต่างกันที่ว่า จะเห็นสภาวะตัวไหนชัดเจนมากที่สุด กล่าวตามปริยัติคือ ยกเป็นอธิบดีเสียอันหนึ่ง นอกนั้นเป็นสหชาติปัจจัย

หมายเหตุ:

รูปนาม หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน เมื่อรู้ชัดในสภาวะ จะแยกแยะรายละเอียดของสภาวะต่างๆให้เห็นเป็นรูปธรรมได้

ในชีวิตประจำวัน สภาวะภายนอก คือ เมื่อผัสสะเกิด สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ส่วนภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง ยอมรับไปตามนั้น แต่อย่าให้ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำออกไป เหตุมี ผลย่อมมี

ในแนวทางการปฏิบัติ สภาวะภายใน คือ รู้ชัดอยู่ในสุญญตาเนืองๆ ส่วนภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ที่ยังมีเหตุ เพราะยังมีผลให้ได้รับอยู่ เพียงแค่ดู แค่รู้ และยอมรับในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ แต่อย่านำไปสร้างเหตุ

ที่สำคัญที่สุด พึงรู้เรื่องของผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ว่าแท้จริงแล้วทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกชอบ, ชัง หรือเฉยๆ

เหตุมี ผลย่อมมี ที่ชอบหรือชังก็เพราะมีเหตุ ที่รู้สึกเฉยๆ เพราะไม่มีเหตุ

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกรูปทุกนาม ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบันขณะ ผลของเหตุที่ทำไว้ ส่งมาให้รับผลในรูปของผัสสะหรือเหตุหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

เหตุจากความไม่รู้ชัดในเรื่องผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้มีการกระทำออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นต่อผัสสะนั้นๆ ภพชาติจึงเกิดยืดยาวเพราะเหตุนี้ เหตุของความไม่รู้ชัดในเรื่องของเหตุและผล ตลอดจนผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

การกระทำภายนอกที่ทำลงไป ส่งผลต่อสภาวะภายใน ส่วนสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน ส่งผลต่อสภาวะภายนอก เพียงรู้ชัดภายใน ยอมรับภายนอก ไม่แก้ไข สภาวะจะจบลงไปโดยตัวสภาวะเอง

ไม่ใช่เรื่องง่ายและเรื่องยากที่จะรู้ชัดในเรื่องของสภาวะทั้งหมด ทุกรูปทุกนามสามารถทำได้เหมือนๆกัน ผลที่ได้รับ การรู้เห็นจะรู้เห็นเหมือนกันหมด ไม่แตกต่าง เพียงทำตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในสติปัฏฐาน ๔ คือ สมถะและวิปัสสนา

สมถกรรมฐาน คือ เหตุของการทำสมาธิให้เกิดขึ้น ได้แก่ อิทธิบาท ๔ สมาธิ ซึ่งมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ได้แก่ คำบริกรรมภาวนาต่างๆ ตลอดจนรูปนามที่นำมาใช้ในการกำหนดสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกายและจิต ล้วนเป็นบัญญัติ

การเจริญสมถะ เพื่อให้จิตได้ส้องเสพสภาวะของการเป็นสมาธิ ตลอดจนรู้ชัดในสภาวะต่างๆของสมาธิ และ เพื่ออาศัยกำลังของสมาธิเป็นเหตุปัจจัยในการเจริญวิปัสสนา

การเจริญวิปัสสนา เพื่อรู้ชัดอยู่ในรูปนาม เพื่อให้ได้ปัจจุบันธรรม เห็นรูปนาม เห็นพระไตรลักษณ์ ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ คือ การยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ ระหว่างสติกับสมาธิให้เกิดสภาวะสมดุลย์ หากสมาธิมากไป จิตไม่สามารถรู้ชัดภายในทั้งหมดและจิตจะคิดพิจรณาไม่ได้

การที่จิตรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นใน กาย เวทนา จิต ธรรม ได้นานมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

สภาวะที่เกิดขึ้นของวิปัสสนา คือ มีสติ สัมปชัญญะรู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ได้แก่ การดูตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นในกายและจิต มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ (รูปนาม)

ถ้ายังมีการกำหนด ยังไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริงของรูปนามที่มีอยู่จริงตามสภาวะที่เรียกว่า สภาวะปรมัตถ์

ส่วนวิริยะ, ศรัทธา, ปัญญา จะเกิดตามเหตุปัจจัยของตัวสภาวะที่เกิดขึ้น

สุญญตา,สุญญคาร

สุญญตากับสุญญคาร แตกต่างแค่ตัวหนังสือ แต่สภาวะเดียวกัน

สภาวะสุญญตา มีสภาวะรูปนามเป็นปรมัตถ์

สภาวะที่เกิดขึ้นที่สังเกตุเห็นได้ชัดของสภาวะปรมัตถ์ คือ ก่อนจิตเป็นสมาธิ ไม่ต้องใช้คำบัญญัติใดๆมาช่วยในการบริกรรมภาวนา แค่รู้ว่าหายใจ จิตจะเป็นสมาธิเอง นี่คือ สภาวะของรูปนามที่เป็นปรมัตถ์

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัด ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เหตุที่ทำให้รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น เนื่องจากกำลังของสมาธิ เหตุที่ทำให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดจากสัมปชัญญะ ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่สภาวะต่างๆกำลังเกิดขึ้น

รู้ชัดกายในกาย ได้แก่ มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกายก็จะรู้ เช่น ท้องพองยุบ เสียงชีพจรเต้นตามจุดต่างๆของร่างกาย กล้ามเนื้อสั่น แม้กระทั่งอาการอื่นๆจะรู้ชัด

รู้ชัดในเวทนาในเวทนา ได้แก่ เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้นก็จะรู้ เช่น ทุกขเวทนาที่เกิดกับกาย เช่น ปวด เมื่อย เหน็บชาฯลฯ

เมื่อมีสุขเวทนาเกิดขึ้น ก็จะรู้ เช่น ปีติสุข ในปฐมฌาน, ปีติ สุขในทุติยฌาน และสุขในตติยฌาน จิตวางเฉยก็จะรู้ เช่น อุเบกขา ในจตุตฌาน คือจะสามารถแยกแยะความแตกต่างของอุเบกขาในสภาวะของจตุตถฌานกับสังขารุเปกขาญาณได้

รู้ชัดจิตในจิต ได้แก่ เมื่อกิเลสเกิดขึ้นในจิต เกิดเอง เป็นเอง โดยปราศจากความรู้สึกนึกคิดใดๆก็จะรู้ เช่น
จิตมีราคะก็จะรู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะก็จะรู้จิตมีโทสะฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นอนุสัยที่นองเนื่องอยู่ในขันธสันดาน จะเกิดเอง หายเอง

รู้ชัดธรรมในธรรมหรือธรรมารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องไปนำความรู้ใดๆมาคิดพิจรณา จิตจะคิดพิจรณาเอง ตามสภาวะของจิตที่เป็นอยู่ รู้แค่ไหน จิตจะคิดพิจรณาตามความเป็นจริงของสภาวะแค่นั้น

สภาวะทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น โดยไม่ความเป็นเรา เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะแต่อย่างใด

คำว่า ไม่มีความเป็นเรา หมายถึง ไม่มีความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเข้าไปคิดพิจรณาสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นว่า สภาวะนั้นถูก, ผิด ใช่, ไม่ใช่, ชอบ, ชัง หรือเรียกว่านั่น เรียกว่านี่ จะไม่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น

สภาวะทั้งหมดนี้ เรียกตามปริยัติว่า รู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมก็ได้ หรือกายและจิตก็ได้ หรือรูปนามก็ได้ สุญญตาก็ได้ สุญญคารก็ได้ เพราะชื่อทั้งหมดที่นำมาเรียกนี้ เป็นสภาวะเดียวกัน

รู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กายสักแต่ว่ากาย เวทนาสักแต่ว่าเวทนา จิตสักแต่ว่าจิต ธรรมารมณ์สักแต่ว่าธรรมารมณ์ แยกออกจากกันไม่ปะปนกัน จึงเรียกย่ออีกทีว่า กายและจิต

รูปนาม ในสภาวะนี้ หมายถึง สภาวะรูปนามที่เป็นปรมัตถ์

สุญญตา หมายถึง บังคับบัญชาใดๆไม่ได้ คือ สภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ จะไปพยายามตั้งใจทำให้เกิดขึ้นมาไม่ได้

สุญญคาร หมายถึง เรือนว่างเปล่า คือ ปราศจากตัวตนหรือความรู้สึกนึกคิดของตัวเราที่มีอยู่ เช่น ชอบ, ชัง, เฉยๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ เรียกว่า ไม่มีตัวตนเพราะเหตุนี้

ทั้ง ๓ สภาวะนี้ เป็นสภาวะเดียวกันหมด แตกต่างแค่ชื่อเรียกตามบัญญัติ จึงเป็นที่มาของคำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ”

แม้กระทั่งคำว่า อธิศิล อธิจิต อธิปัญญา ก็หมายถึงสภาวะเหล่านี้ คือ ถ้าเห็นคำเรียกเหล่านี้ ย่อมหมายถึงสภาวะรูปนาม(ปรมัตถ์),สุญญตา,สุญญคาร

คำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ” หมายถึง สภาวะนี้เกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยของสภาวะ ไม่ใช่เกิดจากความคิดพิจรณาใดๆที่พยายามจะทำให้เกิดขึ้น

สภาวะสุญญตา, สุญญคาร หรือมีรูปนามที่เป็นปรมัตถ์เป็นอารมณ์นี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในสภาวะตั้งแต่อุทยัพพยญาณอย่างแก่ จนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณ

ส่วนสภาวะอื่นๆที่เกิดในระหว่างสภาวะอุทยัพพยญาณ จนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณนั้น เป็นเพียงสภาวะของจิตคิดพิจรณาที่เกิดขึ้นเอง จนกว่าจะเห็นไตรลักษณ์ แล้วจิตจะเกิดสภาวะปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุฯจึงเกิด

สภาวะสังขารุเปกขาญาณ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีความเป็นตัวตนอยู่ เข้าไปคิดพิจรณาให้เกิดขึ้นมาได้แต่อย่างใด เป็นสภาวะของจิตล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเรา ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่

ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ จะแยกแยะสภาวะความคิดที่เป็นนิวรณ์ กับความคิดที่เกิดขณะจิตเป็นสมาธิ ให้เห็นความแตกต่างของสภาวะความคิดทั้ง ๒ สภาวะ ได้ชัดเจน

เพราะความคิดที่เป็นนิวรณ์ จะมีความฟุ้งซ่านเข้าแทรก ส่วนความคิดที่เกิดขึ้นเองเป็นเองในจิตที่เป็นสมาธิ จะเป็นระเบียบ ไม่มีความฟุ้งซ่านแต่อย่างใด ขณะที่รู้ชัดในความคิด จะรู้ชัดในสภาวะธรรมอื่นๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย

โฆษณา

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: