สุญญตา,สุญญคาร

สุญญตากับสุญญคาร แตกต่างแค่ตัวหนังสือ แต่สภาวะเดียวกัน

สภาวะสุญญตา มีสภาวะรูปนามเป็นปรมัตถ์

สภาวะที่เกิดขึ้นที่สังเกตุเห็นได้ชัดของสภาวะปรมัตถ์ คือ ก่อนจิตเป็นสมาธิ ไม่ต้องใช้คำบัญญัติใดๆมาช่วยในการบริกรรมภาวนา แค่รู้ว่าหายใจ เรียกว่าสักแต่ว่ารู้ ไม่ใช่การตั้งใจทำให้เกิดขึ้น จิตจะเป็นสมาธิเอง นี่คือ สภาวะของรูปนามที่เป็นปรมัตถ์

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัด ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เหตุที่ทำให้รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น เนื่องจากกำลังของสมาธิ เหตุที่ทำให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดจากสัมปชัญญะ ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่สภาวะต่างๆกำลังเกิดขึ้น

รู้ชัดกายในกาย ได้แก่ มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกายก็จะรู้ เช่น ท้องพองยุบ เสียงชีพจรเต้นตามจุดต่างๆของร่างกาย กล้ามเนื้อสั่น แม้กระทั่งอาการอื่นๆจะรู้ชัด

รู้ชัดในเวทนาในเวทนา ได้แก่ เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้นก็จะรู้ เช่น ทุกขเวทนาที่เกิดกับกาย เช่น ปวด เมื่อย เหน็บชาฯลฯ

เมื่อมีสุขเวทนาเกิดขึ้น ก็จะรู้ เช่น ปีติสุข ในปฐมฌาน, ปีติ สุขในทุติยฌาน และสุขในตติยฌาน จิตวางเฉยก็จะรู้ เช่น อุเบกขา ในจตุตฌาน คือจะสามารถแยกแยะความแตกต่างของอุเบกขาในสภาวะของจตุตถฌานกับสังขารุเปกขาญาณได้

รู้ชัดจิตในจิต ได้แก่ เมื่อกิเลสเกิดขึ้นในจิต เกิดเอง เป็นเอง โดยปราศจากความรู้สึกนึกคิดใดๆก็จะรู้ เช่น จิตมีราคะก็จะรู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะก็จะรู้จิตมีโทสะฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นอนุสัยที่นองเนื่องอยู่ในขันธสันดาน จะเกิดเอง หายเอง

รู้ชัดธรรมในธรรมหรือธรรมารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องไปนำความรู้ใดๆมาคิดพิจรณา จิตจะคิดพิจรณาเอง ตามสภาวะของจิตที่เป็นอยู่ รู้แค่ไหน จิตจะคิดพิจรณาตามความเป็นจริงของสภาวะแค่นั้น

สภาวะทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น โดยไม่ความเป็นเรา เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะแต่อย่างใด

คำว่า ไม่มีความเป็นเรา หมายถึง ไม่มีความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเข้าไปคิดพิจรณาสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นว่า สภาวะนั้นถูก, ผิด ใช่, ไม่ใช่, ชอบ, ชัง หรือเรียกว่านั่น เรียกว่านี่ จะไม่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น

สภาวะทั้งหมดนี้ เรียกตามปริยัติว่า รู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมก็ได้ หรือกายและจิตก็ได้ หรือรูปนามก็ได้ สุญญตาก็ได้ สุญญคารก็ได้ เพราะชื่อทั้งหมดที่นำมาเรียกนี้ เป็นสภาวะเดียวกัน

รู้ชัดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กายสักแต่ว่ากาย เวทนาสักแต่ว่าเวทนา จิตสักแต่ว่าจิต ธรรมารมณ์สักแต่ว่าธรรมารมณ์ แยกออกจากกันไม่ปะปนกัน จึงเรียกย่ออีกทีว่า กายและจิต

รูปนาม ในสภาวะนี้ หมายถึง สภาวะรูปนามที่เป็นปรมัตถ์

สุญญตา หมายถึง บังคับบัญชาใดๆไม่ได้ คือ สภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ จะไปพยายามตั้งใจทำให้เกิดขึ้นมาไม่ได้

สุญญคาร หมายถึง เรือนว่างเปล่า คือ ปราศจากตัวตนหรือความรู้สึกนึกคิดของตัวเราที่มีอยู่ เช่น ชอบ, ชัง, เฉยๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ เรียกว่า ไม่มีตัวตนเพราะเหตุนี้

ทั้ง ๓ สภาวะนี้ เป็นสภาวะเดียวกันหมด แตกต่างแค่ชื่อเรียกตามบัญญัติ จึงเป็นที่มาของคำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ”

แม้กระทั่งคำว่า อธิศิล อธิจิต อธิปัญญา ก็หมายถึงสภาวะเหล่านี้ คือ ถ้าเห็นคำเรียกเหล่านี้ ย่อมหมายถึงสภาวะรูปนาม(ปรมัตถ์),สุญญตา,สุญญคาร

คำว่า “มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ” หมายถึง สภาวะนี้เกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยของสภาวะ ไม่ใช่เกิดจากความคิดพิจรณาใดๆที่พยายามจะทำให้เกิดขึ้น

สภาวะสุญญตา, สุญญคาร หรือมีรูปนามที่เป็นปรมัตถ์เป็นอารมณ์นี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในสภาวะตั้งแต่อุทยัพพยญาณอย่างแก่ จนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณ

ส่วนสภาวะอื่นๆที่เกิดในระหว่างสภาวะอุทยัพพยญาณ จนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณนั้น เป็นเพียงสภาวะของจิตคิดพิจรณาที่เกิดขึ้นเอง จนกว่าจะเห็นไตรลักษณ์ แล้วจิตจะเกิดสภาวะปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเอง สภาวะสังขารุฯจึงเกิด

สภาวะสังขารุเปกขาญาณ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีความเป็นตัวตนอยู่ เข้าไปคิดพิจรณาให้เกิดขึ้นมาได้แต่อย่างใด เป็นสภาวะของจิตล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเรา ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่

ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ จะแยกแยะสภาวะความคิดที่เป็นนิวรณ์ กับความคิดที่เกิดขณะจิตเป็นสมาธิ ให้เห็นความแตกต่างของสภาวะความคิดทั้ง ๒ สภาวะ ได้ชัดเจน

เพราะความคิดที่เป็นนิวรณ์ จะมีความฟุ้งซ่านเข้าแทรก ส่วนความคิดที่เกิดขึ้นเองเป็นเองในจิตที่เป็นสมาธิ จะเป็นระเบียบ ไม่มีความฟุ้งซ่านแต่อย่างใด ขณะที่รู้ชัดในความคิด จะรู้ชัดในสภาวะธรรมอื่นๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย

โฆษณา

๑-๓ พย.๕๔

๑ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓๐ นาที

สภาวธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องของรายละเอียดที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก ภายนอกได้แก่ ผลของเหตุที่ทำไว้ มาแสดงในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ภายในได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

พระธรรมคำสอน จึงถูกบิดเบือนไปจากสภาวะตามความเป็นจริง ก็เพราะเหตุของคนๆนั้นที่ทำไว้ ไม่ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ก็เพราะเหตุอีกน่ะแหละ ฉะนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ธรรมะที่เป็นสภาวะไม่มีเสื่อมสลาย แต่จะรู้หรือไม่อยู่ที่เหตุ

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม.

แก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เป็นไปเช่นนั้น ตามสภาวะที่มีอยู่และเป็นอยู่จริงของทุกรูปทุกนาม ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ มีแต่เหตุปัจจุบันที่ทุกรูปทุกนามที่ทำกันอยู่ ที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดต่อไป หรือไม่ต้องเกิดตลอดไป

บางครั้งยังอดไม่ได้ ต่อสิ่งที่ได้อ่าน ได้พบเจอมา ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านั้น สะท้อนกลับมาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ สะท้อนสภาวะในอดีตที่เคยพบเคยเจอมา เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน ต้องปล่อยวาง เหตุของเขา เขาทำกันเอง ต้องรับผลเอง

เราทำได้ดีที่สุดคือ ช่วยตามเหตุปัจจัย แผ่เมตตา ขอให้ทุกรูปทุกนามจงมีความสุข นอกเหนือจากนั้น ต้องปล่อยวางลงไป

โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ทุกอย่างล้วนเป็นสมมุติบัญญัติ เพราะไม่รู้ชัดในบัญญัติ จึงตกหลุมพรางกิเลสหลุมขนาดใหญ่ ชื่อเรียกสภาวะต่างๆล้วนเป็นกับดัก เป็นเหยื่อล่อ เป็นแค่ภาพลวงตา หลอกล่อกิเลสที่มีอยู่ในใจให้ออกมาเพ่นพ่าน

กิเลสแสดงตัวออกมา แต่มองไม่เห็น เนื่องจากยึดติดในคำเรียกแต่ไม่รู้ว่ายึดติด เหตุนี้ จึงเป็นเหตุของการสร้างเหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆด้วยความไม่รู้

ปถุชนกับอริยะ

ปถุชนกับอริยะไม่แตกต่างเลย ล้วนเป็นคำเรียกของสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น หากจะดู ให้ดูการกระทำ คนรู้แจ้งเห็นจริง จะมุ่งสอนแต่เรื่องเหตุของการเกิดและการดับที่ต้นเหตุของการเกิด เพราะการเกิดนั้นเป็นทุกข์ ทุกข์ตามความเป็นจริง

แค่ดู แค่รู้ แล้วทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นจะดับสิ้นลงไปตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้นเอง หากยังมีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่ ย่อมหมุนเวียนเกิดขึ้นมาใหม่ จนกว่าจะสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป นั่นแหละ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ดับสิ้นตรงนี้

ไม่ใช่คิดว่าได้อะไร และเป็นอะไร จะสามารถทำให้ดับสิ้นลงไปได้ หากไม่หยุดการกระทำ ซึ่งเกิดจากความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี แม้กระทั่งชอบ ชัง มันก็แค่ความรู้สึกนึกคิด ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสิ่งๆนั้น เหตุมี ผลย่อมมี

รอบ ๓ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๔๕ นาที

๒ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

ช่วงนี้เจอสภาวะเบื่อ เริ่มจับรายละเอียดสภาวะได้ชัดมากขึ้น จะค่อยๆเกิดขึ้น ไม่ใช่แบบก่อนๆที่เคยเจอมา คือเกิดแล้วถึงจะรู้ตัว ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่สภาวะเริ่มเกิด

ยอมรับว่าชอบที่สภาวะตัวเองเป็บแบบนี้ ค่อยๆย่างก้าวไปทีละสเตป ที่ละขั้นๆ เห็นรายละเอียดของสภาวะต่างๆชัดมากขึ้น ไม่ใช่แบบสภาวะครั้งก่อนๆที่ผ่านมา สภาวะก้าวกระโดแบบนั้นไม่ดีเลย รู้เร็ว ขาดความละเอียด

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ส่วนดีของการก้าวกระโดดคือ รู้ผลทันที แล้วค่อยมาเรียนรู้ถึงต้นเหตุ ดีไปคนละอย่าง ที่แน่ๆคือ การสร้างเหตุน้อยลง ผิดกับเมื่อก่อน ยังมีสร้างเหตุบ่อย ทั้งๆที่ผัสสะมีตลอดเหมือนเดิม จิตมีคิดพิจรณามากขึ้น ละเอียดขึ้น

ถูกใจเรา แต่ไม่ถูกใจเขา

การตอบคำถาม ช่วยให้เห็นช่องโหว่ของสิ่งที่ควรพูด บางครั้งถึงจะเป็นความจริงก็ไม่ควรพูด ถ้าไม่ถูกใจเขา จะกลายเป็นต้นเหตุของการเกิดของตัวเขา ในเมื่อเราเข้าใจแล้ว ย่อมหยุดตัวเองได้ การปรุงแต่งยืดยาวย่อมไม่มี

ผิดกับคนที่ยังไม่เข้าใจ ปรุงแต่งยังไม่พอ มีความพยาบาทเกิดขึ้นอีก การปฏิบัติของบุคลนั้นย่อมติดขัด ฉะนั้น การตอบคำถามของผู้ที่เข้ามาถามปัญหาเรื่องสภาวะ เป็นเหตุให้คำพูดที่กล่าวออกไปเป็นกลางมากขึ้น ไม่เบียดเบียนทั้งเขาและเรา

ใครจะให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างไรนั้น นั่นคือเหตุของเขา เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่าตามบัญญัติที่อยากมี อยากได้ อยากเป็น เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่เราเองก็มีให้ค่า แต่การให้ค่าของเรามีแต่อุดช่องโหว่ของกิเลส ไม่ผยองตน

ทุกคนที่เดินในเส้นทางนี้ หรือทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ต้องการกำลังใจ ไม่ใช่คำพูดที่บั่นทอนจิตใจ ถึงแม้คำพูดนั้นจะพูดตามความเป็นจริงก็ตาม ควรพูดเป็นกลางๆ ไม่ติติง แล้วแนะนำสิ่งที่เขาควรทำเพิ่ม แนะนำเพิ่มเติมลงไป

ส่วนเขาจะทำหรือไม่ นั่นก็เหตุของเขา รู้แต่เพียงว่า ทำตามเหตุแล้วเรารู้สึกสบายใจ ไม่ต้องไปคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องการปฏิบัติของผู้อื่น เพราะจะมีแต่เหตุไม่รู้จบ รู้แล้วจะมีแต่เมตตา ให้อภัยกับผู้ที่ยังรู้ไม่ชัด เพียงแนะนำเรื่องการปรับอินทรีย์และคอยชี้ช่องโหว่เกี่ยวกับการให้ค่า ผลที่ได้รับ คือ ทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นจากการให้ค่า

การปฏิบัติทั้งนอกและใน ซึ่งโดยสภาวะตามตัวสภาวะที่แท้จริงแล้วไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ การปฏิบัติมีเพียงการปรับอินทรีย์ให้สติกับสมาธิเกิดความสมดุลย์

ส่วนสภาวะทั้งนอกและใน แค่ดู แค่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอก มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเกิดขึ้น ให้ดู, รู้ ไปตามนั้น ยอมรับไปตามนั้น แต่อย่าให้ความรู้สึกเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุออกไปเท่านั้นเอง

สิ่งที่เห็นในตอนนี้ มีหนังสือการเกี่ยวกับสภาวะต่างๆในการปฏิบัติออกมามากมาย มีการให้ค่าของสภาวะว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งล้วนมีแต่กิเลสความอยากเป็นในบัญญัติของผู้เขียน ได้แต่มอง มองแล้วมองอีก นี่แหละบัญญัติเป็นเหตุ

ยังมีนะ อ่านแล้วจิตกระเพื่อมไปในทางไม่ชอบใจ แต่หายไปไวเหมือนกัน โดยไม่ต้องกำหนด เกิดเอง หายเอง เกิดเพราะยังมีห่วงคนอื่นๆที่อ่านแล้วเชื่อ หายเองเพราะเข้าใจเรื่องเหตุ เพราะสติยังไม่ทัน กิเลสจึงเกิด แต่ไม่ได้สร้างเหตุออกไป

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

จิตมีพิจรณาเรื่องโทษของการเกิด มีแต่ความเบื่อหน่าย

๓ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๕๐ นาที

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: