๑-๓ พย.๕๔

๑ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓๐ นาที

สภาวธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องของรายละเอียดที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก ภายนอกได้แก่ ผลของเหตุที่ทำไว้ มาแสดงในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ภายในได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

พระธรรมคำสอน จึงถูกบิดเบือนไปจากสภาวะตามความเป็นจริง ก็เพราะเหตุของคนๆนั้นที่ทำไว้ ไม่ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ก็เพราะเหตุอีกน่ะแหละ ฉะนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ธรรมะที่เป็นสภาวะไม่มีเสื่อมสลาย แต่จะรู้หรือไม่อยู่ที่เหตุ

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม.

แก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เป็นไปเช่นนั้น ตามสภาวะที่มีอยู่และเป็นอยู่จริงของทุกรูปทุกนาม ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ มีแต่เหตุปัจจุบันที่ทุกรูปทุกนามที่ทำกันอยู่ ที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดต่อไป หรือไม่ต้องเกิดตลอดไป

บางครั้งยังอดไม่ได้ ต่อสิ่งที่ได้อ่าน ได้พบเจอมา ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านั้น สะท้อนกลับมาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ สะท้อนสภาวะในอดีตที่เคยพบเคยเจอมา เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน ต้องปล่อยวาง เหตุของเขา เขาทำกันเอง ต้องรับผลเอง

เราทำได้ดีที่สุดคือ ช่วยตามเหตุปัจจัย แผ่เมตตา ขอให้ทุกรูปทุกนามจงมีความสุข นอกเหนือจากนั้น ต้องปล่อยวางลงไป

โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ทุกอย่างล้วนเป็นสมมุติบัญญัติ เพราะไม่รู้ชัดในบัญญัติ จึงตกหลุมพรางกิเลสหลุมขนาดใหญ่ ชื่อเรียกสภาวะต่างๆล้วนเป็นกับดัก เป็นเหยื่อล่อ เป็นแค่ภาพลวงตา หลอกล่อกิเลสที่มีอยู่ในใจให้ออกมาเพ่นพ่าน

กิเลสแสดงตัวออกมา แต่มองไม่เห็น เนื่องจากยึดติดในคำเรียกแต่ไม่รู้ว่ายึดติด เหตุนี้ จึงเป็นเหตุของการสร้างเหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆด้วยความไม่รู้

ปถุชนกับอริยะ

ปถุชนกับอริยะไม่แตกต่างเลย ล้วนเป็นคำเรียกของสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น หากจะดู ให้ดูการกระทำ คนรู้แจ้งเห็นจริง จะมุ่งสอนแต่เรื่องเหตุของการเกิดและการดับที่ต้นเหตุของการเกิด เพราะการเกิดนั้นเป็นทุกข์ ทุกข์ตามความเป็นจริง

แค่ดู แค่รู้ แล้วทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นจะดับสิ้นลงไปตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้นเอง หากยังมีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่ ย่อมหมุนเวียนเกิดขึ้นมาใหม่ จนกว่าจะสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป นั่นแหละ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ดับสิ้นตรงนี้

ไม่ใช่คิดว่าได้อะไร และเป็นอะไร จะสามารถทำให้ดับสิ้นลงไปได้ หากไม่หยุดการกระทำ ซึ่งเกิดจากความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี แม้กระทั่งชอบ ชัง มันก็แค่ความรู้สึกนึกคิด ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสิ่งๆนั้น เหตุมี ผลย่อมมี

รอบ ๓ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๔๕ นาที

๒ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

ช่วงนี้เจอสภาวะเบื่อ เริ่มจับรายละเอียดสภาวะได้ชัดมากขึ้น จะค่อยๆเกิดขึ้น ไม่ใช่แบบก่อนๆที่เคยเจอมา คือเกิดแล้วถึงจะรู้ตัว ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่สภาวะเริ่มเกิด

ยอมรับว่าชอบที่สภาวะตัวเองเป็บแบบนี้ ค่อยๆย่างก้าวไปทีละสเตป ที่ละขั้นๆ เห็นรายละเอียดของสภาวะต่างๆชัดมากขึ้น ไม่ใช่แบบสภาวะครั้งก่อนๆที่ผ่านมา สภาวะก้าวกระโดแบบนั้นไม่ดีเลย รู้เร็ว ขาดความละเอียด

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ส่วนดีของการก้าวกระโดดคือ รู้ผลทันที แล้วค่อยมาเรียนรู้ถึงต้นเหตุ ดีไปคนละอย่าง ที่แน่ๆคือ การสร้างเหตุน้อยลง ผิดกับเมื่อก่อน ยังมีสร้างเหตุบ่อย ทั้งๆที่ผัสสะมีตลอดเหมือนเดิม จิตมีคิดพิจรณามากขึ้น ละเอียดขึ้น

ถูกใจเรา แต่ไม่ถูกใจเขา

การตอบคำถาม ช่วยให้เห็นช่องโหว่ของสิ่งที่ควรพูด บางครั้งถึงจะเป็นความจริงก็ไม่ควรพูด ถ้าไม่ถูกใจเขา จะกลายเป็นต้นเหตุของการเกิดของตัวเขา ในเมื่อเราเข้าใจแล้ว ย่อมหยุดตัวเองได้ การปรุงแต่งยืดยาวย่อมไม่มี

ผิดกับคนที่ยังไม่เข้าใจ ปรุงแต่งยังไม่พอ มีความพยาบาทเกิดขึ้นอีก การปฏิบัติของบุคลนั้นย่อมติดขัด ฉะนั้น การตอบคำถามของผู้ที่เข้ามาถามปัญหาเรื่องสภาวะ เป็นเหตุให้คำพูดที่กล่าวออกไปเป็นกลางมากขึ้น ไม่เบียดเบียนทั้งเขาและเรา

ใครจะให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างไรนั้น นั่นคือเหตุของเขา เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่าตามบัญญัติที่อยากมี อยากได้ อยากเป็น เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่เราเองก็มีให้ค่า แต่การให้ค่าของเรามีแต่อุดช่องโหว่ของกิเลส ไม่ผยองตน

ทุกคนที่เดินในเส้นทางนี้ หรือทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ต้องการกำลังใจ ไม่ใช่คำพูดที่บั่นทอนจิตใจ ถึงแม้คำพูดนั้นจะพูดตามความเป็นจริงก็ตาม ควรพูดเป็นกลางๆ ไม่ติติง แล้วแนะนำสิ่งที่เขาควรทำเพิ่ม แนะนำเพิ่มเติมลงไป

ส่วนเขาจะทำหรือไม่ นั่นก็เหตุของเขา รู้แต่เพียงว่า ทำตามเหตุแล้วเรารู้สึกสบายใจ ไม่ต้องไปคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องการปฏิบัติของผู้อื่น เพราะจะมีแต่เหตุไม่รู้จบ รู้แล้วจะมีแต่เมตตา ให้อภัยกับผู้ที่ยังรู้ไม่ชัด เพียงแนะนำเรื่องการปรับอินทรีย์และคอยชี้ช่องโหว่เกี่ยวกับการให้ค่า ผลที่ได้รับ คือ ทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นจากการให้ค่า

การปฏิบัติทั้งนอกและใน ซึ่งโดยสภาวะตามตัวสภาวะที่แท้จริงแล้วไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ การปฏิบัติมีเพียงการปรับอินทรีย์ให้สติกับสมาธิเกิดความสมดุลย์

ส่วนสภาวะทั้งนอกและใน แค่ดู แค่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอก มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเกิดขึ้น ให้ดู, รู้ ไปตามนั้น ยอมรับไปตามนั้น แต่อย่าให้ความรู้สึกเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุออกไปเท่านั้นเอง

สิ่งที่เห็นในตอนนี้ มีหนังสือการเกี่ยวกับสภาวะต่างๆในการปฏิบัติออกมามากมาย มีการให้ค่าของสภาวะว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งล้วนมีแต่กิเลสความอยากเป็นในบัญญัติของผู้เขียน ได้แต่มอง มองแล้วมองอีก นี่แหละบัญญัติเป็นเหตุ

ยังมีนะ อ่านแล้วจิตกระเพื่อมไปในทางไม่ชอบใจ แต่หายไปไวเหมือนกัน โดยไม่ต้องกำหนด เกิดเอง หายเอง เกิดเพราะยังมีห่วงคนอื่นๆที่อ่านแล้วเชื่อ หายเองเพราะเข้าใจเรื่องเหตุ เพราะสติยังไม่ทัน กิเลสจึงเกิด แต่ไม่ได้สร้างเหตุออกไป

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

จิตมีพิจรณาเรื่องโทษของการเกิด มีแต่ความเบื่อหน่าย

๓ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๕๐ นาที

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: