น้ำท่วม ตอโผล่

มันแปลกดีนะ เป็นเรื่องของมุมมองในสถานการณ์น้ำท่วม หลายๆคนอาจจะงง เคยได้ยินแต่คำว่า “น้ำลดตอผุด” แล้วน้ำท่วม ตอจะโผล่ขึ้นมาได้ยังไง

“ตอ” ในที่นี้คือ กิเลสที่ท่วมใจ ท่วมตา จนมองอะไรไม่ออก แยกแยะสภาวะรอบๆตัวไม่ได้ หรือยังแยกไม่ได้เพราะกิเลสซ้อนกิเลสบดบังทัศนียภาพอีกที

๒ มาตรฐาน

เหตุของการมี ๒ มาตรฐาน ล้วนมีพื้นฐานจากความชอบและชัง ชอบใจใครก็ว่าฝ่ายนั้นถูก ไม่ชอบใจใคร ก็ว่าอีกฝ่ายไม่ถูก มีแต่กล่าวโทษนอกตัว โยนกันไปก็โยนกันมา ไม่มีที่จะยอมรับตามความเป็นจริง แล้วหันมาร่วมปรึกษาหารือว่าควรทำยังไง

ที่ว่า ๒ มาตรฐาน คือ เรื่องเงินบริจาคและของบริจาคช่วยเหลืออุทกภัย สื่ออกข่าวทำนองว่า มีกลุ่มสส. ถืออภิสิทธ์ นำข้าวของไปแปะชื่อเป็นของตัวเอง แล้วนำออกไปช่วยเหลือประชาชน ดูอย่างกรณีที่ดอนเมือง

พอดีได้เข้าไปดูคลิป ที่เขาใช้คำพูดทำนองว่า นำมาแฉ เรื่องของบริจาค เข้าไปอ่านและได้ดูข้อความ ตลอดจนคลิปต่างๆ ใจก็คิด นี่แหละหนาคน ถ้าไม่ชอบใจ จ้องหาช่องที่จะโจมตี ถ้าชอบใคร ก็ชื่นชมยกยอ

ของบริจาค

เรื่องเงินบริจาค ตลอดของบริจาคของศปภ. ไม่แตกต่างกับที่ช่อง ๓ ทำอยู่ตอนนี้เลย เหมือนกันทุกอย่าง แตกต่างแค่พื้นฐานของความชอบ,ชัง ที่มีต่อตัวบุคคล หรือกลุ่มคนเท่านั้นเอง

เหมือนจริงๆ

ที่ว่าเหมือน เหมือนตรงไหน เหมือนกันตรงที่ว่า การแปะป้ายภายนอกที่มองเห็น เป็นประกาศติดหราอยู่ว่ามาจากที่ไหน จากใครเป็นผู้นำมาส่งให้ถึงมือชาวบ้านอีกที เช่น ทางช่อง ๓ นำใส่ถุงโลโก้ช่อง ๓ ติดโชว์ ปรากาศให้รู้ว่ามาจากช่อง ๓

ไม่เห็นมีติดป้ายว่า เงินตรงนี้ ของในนี้ ใครให้มา ใครบริจาคมา ถ้าไม่คิดมาก อาจจะคิดหรือไม่คิดก็ได้ นั่นเหตุของช่อง ๓ คือ ไม่จำเป็นต้องปิดป้ายแปะประกาศก็ได้ว่ามาจากไหน แค่เห็น ตลอดข่าวที่นำเสนอก็รู้ว่า ช่อง ๓ นำมาช่วยอีกที

คือ ถ้าจะติดป้าย ควรจะเขียนว่า ของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือไม่ต้องเขียนอะไรเลยก็ได้ ง่ายที่สุด ไม่ต้องเสียเวลา คนมองได้หลายแง่ในการติดป้าย มองดีก็ว่าดี มองไม่ดีก็ว่าไม่ดี เหมือนเรื่องของสส.ที่นำของบริจาคไปช่วยชาวบ้าน

เขาติดป้ายแค่ที่รถ คือแผ่นป้ายใหญ่ๆว่าใครเป็นคนขนของเหล่านี้มาส่งให้ ที่ถุงไม่ได้มีชื่อแปะว่าเป็นของใคร รู้แค่ว่า เป็นของศปภ. แล้วสส.นำมาส่งต่อให้ชาวบ้านอีกที

กรณีนายกร้องไห้ ที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งแอบถ่าย ต้องใช้คำว่าแอบถ่าย แล้วนำมาเผยแผ่ ให้เห็นภาพนายกร้องไห้ นายกก็แค่ตำแหน่งที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง ก็แค่ร้องไห้ เรื่องปกติมากๆ

ผู้หญิงแท้ๆ ทำงานได้ขนาดนี้ ดีกว่าผู้ชายที่ดีแต่พูดจากระแนะกระแหนไปวัน ต้องเรียกว่ารายวัน ดีแต่พูดจาประชนประชัน ซึ่งเท่ากับประจานตัวเองกันว่าคิดอะไรกันอยู่ ผู้ชายนะนั่น ทั้งๆที่เป็นเพศที่ดู เรียกว่าดูนะ ดูเหมือนจะแข็งแรงกว่าผู้หญิง

ดูแล้วท่าจะแข็งแต่ปาก แทนที่จะแสดงผลงานให้เห็นว่าทำอะไรกันบ้าง ช่วงนี้เป็นการหาเสียงได้ด้วยการกระทำ ไม่ใช่ใช้แต่ปากกล่าวโจมตีเสียดสีผู้อื่น มีแต่โทษนอกตัว ถ้าทำได้เอง ทำไมไม่ทำสิ่งที่มีประโยชน์ ดูงานดูที่ผลของงาน ไม่ใช่การใช้ปากกล่าวประจาน

ก็แค่ละครฉากหนึ่ง

จากคลิปนายกแอบร้องไห้ จึงเป็นที่มาของ นายกร้องไห้ให้เห็นแบบไม่ต้องแอบถ่ายที่นครสวรรค์ บางครั้งไม่อาจจะแสดงความรู้สึกออกไปได้ แต่เมื่อถึงเวลา พร้อมที่จะแสดง ย่อมแสดงได้เอง ให้เห็นชัดๆ ไม่ต้องไปแอบถ่ายโดยที่เขาไม่ได้เต็มใจ

พอลงจากเวทีปราศรัย สภาวะลั่นล้ามาแทนที่ อาการเศร้าโศกหายไปไม่มีที่ใบหน้า นายกก็แค่ตำแหน่ง จะไปเอาอะไรกับคน คนทุกๆคนบนโลกใบนี้ไม่แตกต่างกันเลยในเรื่องของอารมณ์ เหตุต่างหากที่ทำให้แตกต่าง

ผู้ว่ากทม.

เพิ่งมารู้จักผู้ว่ากทม.ก็ตอนน้ำท่วมนี่แหละ ระยะทางพิสูจน์มา ความวุ่นวาย (งาน) พิสูจน์ผลงานของผู้นั้น มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หวังว่าผู้ว่ากทม.คงจะจำบทเรียนของการปากไว ไปอีกนาน ยิ่งพูดมาก ยิ่งยากนานเป็นวัวพันหลักกับปัญหา

แทนที่จะพูดปาวๆ มีแต่กล่าวโทษนอกตัว ว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่เขตการดูแลของตน ผู้ว่าน่าจะเข้าปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรีจะดีกว่า ยิ่งผู้ว่าพูดมากเท่าไหร่ เหมือนเอามีดกรีดประจานตัวเองเท่านั้นว่า ถ้าไม่มาหา ก็จะไม่ไปหาเหมือนกัน

มองอีกมุม ผู้ว่าก็แค่ตำแหน่ง ยังไงก็ไม่แตกต่างกับฐายกหรือคนอื่นๆ คือ มีสถานะเป็นคน ฉะนั้นเรื่องคำพูดที่มาจากอารมณ์ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้น ต่อสิ่งต่างๆที่ตัวเองกำลังถูกระทบ เป็นเรื่องธรรมดาๆจริงๆ

มองโลกให้เป็น มองทั้งแง่บวกและแง่ลบ มอง ๒ ด้าน มองด้านเดียวจะไม่เห็นตามความเป็นจริง มองสองด้าน ทำให้เห็นตามความเป็นจริงว่า มันก็แค่นั้นเอง ควรทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งของตนเอง ไม่ใช่วิ่งหากล่าวโทษแต่นอกตัวว่าไม่มีใครช่วย

มันก็แบบนี้แหละ กี่ยุค กี่สมัยมาแล้ว ทุกอย่างไม่เป็นไป เสื่อมไป สิ้นไป เพราะน้ำมือธรรมชาติ ก็จากน้ำมือของผู้ที่มีชะตากรรมร่วมกัน ถ้ายอมรับตามความเป็นจริงตรงนี้ได้ มันก็จบ หันมาช่วยเหลือตัวเอง ไม่ใช่คอยให้คนอื่นมาช่วย

ผลัดกันทำร้ายกัน

ด้วยความโกรธ ที่กลายเป็นเหตุให้เกิดการกระทำ จึงกลายเป็นความพยาบาทไปโดยไม่รู้ตัว ทุกรูปทุกนามเกิดมาแล้วจึงอยู่ร้อนนอนทุกข์เพราะเหตุนี้แหละ เหตุของความไม่รู้ เราได้แค่ดู ช่วยแผ่เมตตาให้ทุกคนจงมีความสุข

ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนขโมยของผู้อื่น ซึ่งไม่แตกต่างกัน มันเป้นเรื่องของเหตุที่เคยทำร่วมกันมาทั้งสิ้น เหตุมาก ย่อมรับผลกระทบน้อย เรียกว่ารับผลกระทบมากน้อยทั้งทางตรงและทางอ้อมไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เตรียมตัวพร้อม

ทุกวันนี้ เตรียมตัวพร้อมตลอดเวลา ซื้อข้าวทั้งข้าวเหนียว และข้าวเจ้า เตาถ่าน เตาแก๊ส เผื่อไฟฟ้าไม่มีใช้ พวกของแห้ง เช่น พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม น้ำตาลทราย ปลากระป๋อง

น้ำดื่ม ยังดีที่น้ำปะปามีใช้ ใช้ต้มดื่มได้ ถ้าน้ำปะปาไม่มี ก็มีน้ำดื่มเตรียมสำรองไว้ ถังใส่น้ำใช้ใบใหญ่ ๒ ใบ ที่ขาดไม่ได้ ถุงสำหรับถ่ายหนัก ถุงหูหิ้วธรรมดาๆนี่แหละ หนังยาง ถุงดำสำหรับใส่ขยะ คือเตรียมเฉพาะของเท่าที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ และเงินสดติดไว้จำนวนหนึ่ง มากไปเป็นอันตราย เอาติดตัวไว้เท่าที่จำเป็น ตึกที่อยู่ เป็นตึก ๑๗ ชั้น อยู่ชั้นที่ ๑๕ จึงไม่กังวลใดๆกับเรื่องน้ำท่วม เชื่อว่าอยู่ได้ทุกสถานการณ์ ไม่ใช่แค่น้ำท่วมอย่างเดียว

การดูแลตนเอง

การที่เคยเป็นนักเดินทาง นอนกลางดิน กินกลางทราย ทำให้รู้วิถีการใช้ชีวิตในยามประสบปัญหาเรื่องน้ำที่ไม่ค่อยมีใช้ อาหารมีน้อย ของแห้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเกลือ พริกแห้ง กระเทียม น้ำตาลไม่มีไม่เป็นไร ข้าวก็ต้มเป็นข้าวต้ม

น้ำไม่มีพอที่จะอาบ จะใช้แค่แปรงฟัน บ้วนปาก แล้วใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดเช็ดให้ทั่วตัวทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ไม่ได้นำไปซักมากมาย ก็ใช้น้ำที่บิดทิ้งไว้ ใช้ซักผ้าอีกที เมื่อไปเจอแหล่งน้ำ นั่นแหละถึงจะนำไปซักอีกที

เข้มแข็ง

ทุกๆครั้งที่เจอสิ่งที่เรียกว่าปัญหา ผลที่ตามมาคือรู้จักรับมือและอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า”ปัญหา” ได้ เพราะแท้จริงแล้ว ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นบททดสอบของแต่ละคน ที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ วางได้ก็เบาสบาย อยู่ได้ทุกสถานการณ์

๔-๖ พย.๕๔

๔พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

รู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากเท่าไหร่ ตัวปัญญามักจะเกิดขึ้นเนืองๆ จิตจะมีลักษณะสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน เหมือนคนที่ได้นอนพักแบบเต็มอิ่ม พอมาทบทวนดูแล้ว ลักษณะอาการเหมือนกับคนที่ได้นอนแบบปกตินี่แหละ แต่นอนเต็มอิ่มจริงๆ

เวลาตื่นขึ้นมา จะรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ความคิดจะแจ่ม จะมีการวางแผนหรือคิดทบทวนในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ลักษณะเวลารู้ชัดอยู่ในรูปนามจะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เแตกต่างที่เรื่องคิดพิจรณา แยกได้ชัด เรื่องทำมาหากินกับถ่ายถอนอุปทาน

จิตคิดเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ยังสร้างเหตุของการเกิด คือผู้ที่ยังมีความประมาท เดิมรู้สึกมั่นใจอยู่แล้ว ยิ่งตอกย้ำให้ชัดๆว่า มันเป็นช่นนี้นี่เอง ไม่ได้ปฏิเสธการเกิด แต่จิตมันไม่เอาเอง กลัวความพลัดพราก ความกลัวที่อยู่ส่วนลึก

จิตขุดคุ้ยความกลัวขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกว่ากลัวอะไรมากมาย ส่วนมากกลัวความเจ็บทางร่างกายมากกว่า เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ใช่ ไม่อยากมีชีวิตซ้ำซาก มีแต่ความเบื่อหน่าย ทั้งๆที่ชีวิตไม่ได้มีเหตุให้รู้สึกเบื่อหน่าย แต่จิตเบื่อเอง

เห็นการเกิดเหมือนยาขม การเกิด ไม่แตกต่างจากคนป่วย เป็นโรคที่รักษาหายได้ยาก เพราะไม่ชอบกินยา ยามันขม การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน การสร้างเหตุของการไม่เกิด เหมือนกับการกินยาขม เพื่อรักษาโรคทางใจที่เป็นอยู่ จิตอาลัยกิเลส

หากไม่อาลัย คงตัดขาดจากกิเลสหมดไปนานแล้ว พญามารถึงอิ่มเอมตลอดเวลา เพราะมีแต่คนโหยหากิเลส เหตุเพราะความไม่รู้ที่มีอยู่ บดบังจิตให้มืดมิด ตัณหาท่วมท้น หลงติดทุกข์แล้วยึดว่าสุข หลงสุขในสุขจอมปลอม กินของเน่าเพราะไม่รู้

iรอบ ๒

เดิน ๒ ชม. ๒๐ นาที นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

ดำเนินตามพระพุทธเจ้าดีที่สุด

บทความเก่าๆที่เขียนไว้ ไม่อยากตามไปแก้ไข นึกถึงภาพเด็กที่เดินถ่ายอุจจาระเรี่ยราด สภาวะที่ผ่านๆมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เดินไป สำรอกกิเลสไปตลอดทาง สำรอกแต่ไม่รู้ว่าสำรอก เหตุนี้จึงไม่อยากไปแก้ไข เช็ดล้างไม่หวาดไม่ไหว เยอะมากๆ

ถ้าจะอ่านเรื่องการปฏิบัติหรือสิ่งที่ควรทำเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทางที่พ้นทุกข์จริงๆ อ่านบทความปัจจุบัน แต่ถ้าอยากอ่านกิเลสที่สำรอกเรี่ยราดทิ้งไว้ อ่านบทความเก่าๆ ซึ่งหลายๆคนล้วนไม่แตกต่าง แต่จะยอมรับตามความเป็นจริงหรือไม่เท่านั้นเอง

เหตุมี ผลย่อมมี ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ๒ สิ่งนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต เพียงแต่จะมองเห็นไหม หากเห็นชัด ภพชาติย่อมสั้นลง เพราะเหตุจูงใจหรือแรงผลักดันจากกิเลสภายในให้หลงสร้างเหตุของการเกิดน้อยลงไปเรื่อยๆ รู้ทันมากขึ้น

วางได้ไวมากเท่าไหร่ วางโดยไม่ต้องพยายามคิดที่จะวาง จิตเบาสบายมากขึ้นเท่านั้น ที่เคยแบกหนักๆมาแต่ไม่รู้ว่าแบก พอรู้แล้วว่าแบกอะไรไว้ จิตสลัดทิ้งออกไปเรื่อยๆ ทิ้งแล้วไม่เก็บมาแบกซ้ำซาก ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตเกิดความยุ่งยาก หลงยึดทุกข์ว่าเป็นสุข

แท้จริงแค่ภาพหลอกลวง นอนกอดความหลอกลวงมาเกือบตลอดชีวิต หลงยึดติดทั้งเปลือกนอกและเปลือกใน ถ้าไม่ผิดพลาดมาก่อน คงไม่รู้จักกับสภาวะต่างๆได้มากมายขนาดนี้ ผลของความผิดพลาดทั้งนั้น จึงมาเป็นในวันนี้ได้

รู้แล้ว จบ

พอรู้แล้ว จบทันที แต่เรียนต่อ ตราบใดที่ยังมีกิเลส นั่นคือยังไม่จบ ที่จบคือไม่ต้องมาแบกอะไรเอาไว้ให้หนัก การเดินทางย่อมเบาสบายมากขึ้น ทางโล่งสะดวกสบาย ไม่ยึดแล้วสบาย แค่ดู แค่รู้ ทำตามหน้าที่เหมือนทำมาหาเลี้ยงชีพ คือ ต้องกิน

ต้องมีงานทำ ถึงจะมีเงินใช้ ไม่มีเงิน จะเอาที่ไหนมาเลี้ยงชีพ การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ต้องไปทุ่มเทเหมือนงานประจำที่ทำ เหตุจากทำเพราะเลี้ยงชีพจริงๆ ไม่ใช่เลี้ยงกิเลส ค่าใช้จ่ายไม่มีมากมาย เลี้ยงกิเลสมีแต่เสียกับเสีย

แค่ทำตามสภาวะที่เป็นอยู่ ละความอยากไปเสียได้บ้าง เบาสบาย ความอยากทั้งหลายล้วยทำให้เกิดความทุกข์ อยากน้อย ทุกข์น้อย อยากมาก ทุกข์มาก รู้ทันความอยาก แค่ดู แค่รู้ ยอมรับว่ามี เห็นความสบายปรากฏชัด ไม่มาทุกข์แบบก่อนๆ

เดินตามทางที่พระพุทธเจ้าถ่ายทอดทิ้งไว้ สบายที่สุด ไม่ต้องไปแบกไปหาม ไปพยายามทำอะไรมากมาย ยิ่งรู้ชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งสบาย ทำตามเหตุ ตามสภาวะมีแต่ความสบาย เพราะทางยังไงก็คือทาง ไม่หนีหายไปไหน มองเห็นได้ชัดเจน

๕ พย.

รอบแรก เดิน ๑๐ นาที นั่ง ๓๐ นาที

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. ๔๐ นาที

กราบนมัสการ ขอบพระคุณในอานิสงส์ที่ใหญ่ยิ่งของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่รู้จักหรือไม่รู้จัก เมตตาแปลภาษาบาลี พร้อมทั้งมีภาษาไทยกำกับทิ้งไว้ในด้านปริยัติ เป็นเหตุให้ผู้ที่รู้โดยสภาวะ สามารถนำสภาวะมาเขียนให้เห็นเป็นรูปธรรมได้

เจตนาที่เขียนสภาวะ พร้อมทั้งตามด้วยปริยัติกำกับ เพื่อจะได้รู้ชัดในสภาวะต่างๆมากขึ้น อาจจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่เดินทางในเส้นทางนี้ ตลอดจนผู้ที่สนใจด้านศึกษาอยู่ การปฏิบัติทุกแนวทางล้วนไม่มีถูกหรือผิด ถูก,ผิดล้วนเป็นเพียงเห็นต่าง

แนวทางที่พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่ไว้ เรียกว่า สมถะและวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เป็นทางตรงสั้นที่สุด เพียงแต่เหตุของแต่ละคนที่ทำมา จึงทำให้มีแนวทางผิดแผกแตกต่างกันไป เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน

จิตพิจรณาสรุปสภาวะสุญญตา

๖พย.

วันหยุด หยุดแค่งานประจำ แต่การรู้ชัดอยู่ในกายและจิตไม่เคยหยุด เพียงเปลี่ยนสัปปายะท ทำเหมือนใช้ชีวิตปกติที่เป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปพยายามทำให้รู้ชัด เพราะเหตุนี้ จึงมีความเบากายเบาใจในเรื่องของเหตุ

แม้กระทั่งเรื่องคู่ครอง การมีครอบครัว มองเห็นแต่ส่วนดีของการใช้ชีวิตคู่ เหตุของการมีคู่ คนใกล้ตัวนี่แหละบททดสอบกิเลสได้ดีที่สุด สร้างเหตุมาแบบไหน คู่ที่ได้อยู่ร่วมกัน จะเป็นไปตามเหตุ นับวันสภาวะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เห็นกิเลสชัดดี

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: