๔-๖ พย.๕๔

๔พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

รู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากเท่าไหร่ ตัวปัญญามักจะเกิดขึ้นเนืองๆ จิตจะมีลักษณะสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน เหมือนคนที่ได้นอนพักแบบเต็มอิ่ม พอมาทบทวนดูแล้ว ลักษณะอาการเหมือนกับคนที่ได้นอนแบบปกตินี่แหละ แต่นอนเต็มอิ่มจริงๆ

เวลาตื่นขึ้นมา จะรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ความคิดจะแจ่ม จะมีการวางแผนหรือคิดทบทวนในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ลักษณะเวลารู้ชัดอยู่ในรูปนามจะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เแตกต่างที่เรื่องคิดพิจรณา แยกได้ชัด เรื่องทำมาหากินกับถ่ายถอนอุปทาน

จิตคิดเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ยังสร้างเหตุของการเกิด คือผู้ที่ยังมีความประมาท เดิมรู้สึกมั่นใจอยู่แล้ว ยิ่งตอกย้ำให้ชัดๆว่า มันเป็นช่นนี้นี่เอง ไม่ได้ปฏิเสธการเกิด แต่จิตมันไม่เอาเอง กลัวความพลัดพราก ความกลัวที่อยู่ส่วนลึก

จิตขุดคุ้ยความกลัวขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกว่ากลัวอะไรมากมาย ส่วนมากกลัวความเจ็บทางร่างกายมากกว่า เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ใช่ ไม่อยากมีชีวิตซ้ำซาก มีแต่ความเบื่อหน่าย ทั้งๆที่ชีวิตไม่ได้มีเหตุให้รู้สึกเบื่อหน่าย แต่จิตเบื่อเอง

เห็นการเกิดเหมือนยาขม การเกิด ไม่แตกต่างจากคนป่วย เป็นโรคที่รักษาหายได้ยาก เพราะไม่ชอบกินยา ยามันขม การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน การสร้างเหตุของการไม่เกิด เหมือนกับการกินยาขม เพื่อรักษาโรคทางใจที่เป็นอยู่ จิตอาลัยกิเลส

หากไม่อาลัย คงตัดขาดจากกิเลสหมดไปนานแล้ว พญามารถึงอิ่มเอมตลอดเวลา เพราะมีแต่คนโหยหากิเลส เหตุเพราะความไม่รู้ที่มีอยู่ บดบังจิตให้มืดมิด ตัณหาท่วมท้น หลงติดทุกข์แล้วยึดว่าสุข หลงสุขในสุขจอมปลอม กินของเน่าเพราะไม่รู้

iรอบ ๒

เดิน ๒ ชม. ๒๐ นาที นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

ดำเนินตามพระพุทธเจ้าดีที่สุด

บทความเก่าๆที่เขียนไว้ ไม่อยากตามไปแก้ไข นึกถึงภาพเด็กที่เดินถ่ายอุจจาระเรี่ยราด สภาวะที่ผ่านๆมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เดินไป สำรอกกิเลสไปตลอดทาง สำรอกแต่ไม่รู้ว่าสำรอก เหตุนี้จึงไม่อยากไปแก้ไข เช็ดล้างไม่หวาดไม่ไหว เยอะมากๆ

ถ้าจะอ่านเรื่องการปฏิบัติหรือสิ่งที่ควรทำเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทางที่พ้นทุกข์จริงๆ อ่านบทความปัจจุบัน แต่ถ้าอยากอ่านกิเลสที่สำรอกเรี่ยราดทิ้งไว้ อ่านบทความเก่าๆ ซึ่งหลายๆคนล้วนไม่แตกต่าง แต่จะยอมรับตามความเป็นจริงหรือไม่เท่านั้นเอง

เหตุมี ผลย่อมมี ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ๒ สิ่งนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต เพียงแต่จะมองเห็นไหม หากเห็นชัด ภพชาติย่อมสั้นลง เพราะเหตุจูงใจหรือแรงผลักดันจากกิเลสภายในให้หลงสร้างเหตุของการเกิดน้อยลงไปเรื่อยๆ รู้ทันมากขึ้น

วางได้ไวมากเท่าไหร่ วางโดยไม่ต้องพยายามคิดที่จะวาง จิตเบาสบายมากขึ้นเท่านั้น ที่เคยแบกหนักๆมาแต่ไม่รู้ว่าแบก พอรู้แล้วว่าแบกอะไรไว้ จิตสลัดทิ้งออกไปเรื่อยๆ ทิ้งแล้วไม่เก็บมาแบกซ้ำซาก ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตเกิดความยุ่งยาก หลงยึดทุกข์ว่าเป็นสุข

แท้จริงแค่ภาพหลอกลวง นอนกอดความหลอกลวงมาเกือบตลอดชีวิต หลงยึดติดทั้งเปลือกนอกและเปลือกใน ถ้าไม่ผิดพลาดมาก่อน คงไม่รู้จักกับสภาวะต่างๆได้มากมายขนาดนี้ ผลของความผิดพลาดทั้งนั้น จึงมาเป็นในวันนี้ได้

รู้แล้ว จบ

พอรู้แล้ว จบทันที แต่เรียนต่อ ตราบใดที่ยังมีกิเลส นั่นคือยังไม่จบ ที่จบคือไม่ต้องมาแบกอะไรเอาไว้ให้หนัก การเดินทางย่อมเบาสบายมากขึ้น ทางโล่งสะดวกสบาย ไม่ยึดแล้วสบาย แค่ดู แค่รู้ ทำตามหน้าที่เหมือนทำมาหาเลี้ยงชีพ คือ ต้องกิน

ต้องมีงานทำ ถึงจะมีเงินใช้ ไม่มีเงิน จะเอาที่ไหนมาเลี้ยงชีพ การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ต้องไปทุ่มเทเหมือนงานประจำที่ทำ เหตุจากทำเพราะเลี้ยงชีพจริงๆ ไม่ใช่เลี้ยงกิเลส ค่าใช้จ่ายไม่มีมากมาย เลี้ยงกิเลสมีแต่เสียกับเสีย

แค่ทำตามสภาวะที่เป็นอยู่ ละความอยากไปเสียได้บ้าง เบาสบาย ความอยากทั้งหลายล้วยทำให้เกิดความทุกข์ อยากน้อย ทุกข์น้อย อยากมาก ทุกข์มาก รู้ทันความอยาก แค่ดู แค่รู้ ยอมรับว่ามี เห็นความสบายปรากฏชัด ไม่มาทุกข์แบบก่อนๆ

เดินตามทางที่พระพุทธเจ้าถ่ายทอดทิ้งไว้ สบายที่สุด ไม่ต้องไปแบกไปหาม ไปพยายามทำอะไรมากมาย ยิ่งรู้ชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งสบาย ทำตามเหตุ ตามสภาวะมีแต่ความสบาย เพราะทางยังไงก็คือทาง ไม่หนีหายไปไหน มองเห็นได้ชัดเจน

๕ พย.

รอบแรก เดิน ๑๐ นาที นั่ง ๓๐ นาที

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. ๔๐ นาที

กราบนมัสการ ขอบพระคุณในอานิสงส์ที่ใหญ่ยิ่งของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่รู้จักหรือไม่รู้จัก เมตตาแปลภาษาบาลี พร้อมทั้งมีภาษาไทยกำกับทิ้งไว้ในด้านปริยัติ เป็นเหตุให้ผู้ที่รู้โดยสภาวะ สามารถนำสภาวะมาเขียนให้เห็นเป็นรูปธรรมได้

เจตนาที่เขียนสภาวะ พร้อมทั้งตามด้วยปริยัติกำกับ เพื่อจะได้รู้ชัดในสภาวะต่างๆมากขึ้น อาจจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่เดินทางในเส้นทางนี้ ตลอดจนผู้ที่สนใจด้านศึกษาอยู่ การปฏิบัติทุกแนวทางล้วนไม่มีถูกหรือผิด ถูก,ผิดล้วนเป็นเพียงเห็นต่าง

แนวทางที่พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่ไว้ เรียกว่า สมถะและวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เป็นทางตรงสั้นที่สุด เพียงแต่เหตุของแต่ละคนที่ทำมา จึงทำให้มีแนวทางผิดแผกแตกต่างกันไป เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน

จิตพิจรณาสรุปสภาวะสุญญตา

๖พย.

วันหยุด หยุดแค่งานประจำ แต่การรู้ชัดอยู่ในกายและจิตไม่เคยหยุด เพียงเปลี่ยนสัปปายะท ทำเหมือนใช้ชีวิตปกติที่เป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปพยายามทำให้รู้ชัด เพราะเหตุนี้ จึงมีความเบากายเบาใจในเรื่องของเหตุ

แม้กระทั่งเรื่องคู่ครอง การมีครอบครัว มองเห็นแต่ส่วนดีของการใช้ชีวิตคู่ เหตุของการมีคู่ คนใกล้ตัวนี่แหละบททดสอบกิเลสได้ดีที่สุด สร้างเหตุมาแบบไหน คู่ที่ได้อยู่ร่วมกัน จะเป็นไปตามเหตุ นับวันสภาวะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เห็นกิเลสชัดดี

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: