๗ – ๙ พย.๕๔

๗ พย.

เช้า ออกจากบ้านตั้งแต่ ๖ โมงเช้า นั่งรถสองแถวมาลงที่วิน แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่มายืนรอรถที่จะไปต่อ ความเคยชินจากการเดินตั้งแต่แยกลำสาลี ถึง เดอะมอลล์ เมื่อต้องเดินจากเดอะมอลล์ไปลำสาลี จึงเป็นเรื่องปกติ

ดูเวลา พอดีมีรถสองแถวผ่านมา เห็นว่าไปรถได้ จึงไป เพราะรถติดไฟแดง จึงไปถึงที่รอรถไวกว่าเดิม เรียกว่าไม่เจาะจงที่จะรอรถแบบก่อนๆ ปัญญามักจะเกิดเมื่อไม่คิดเจาะจงกับสภาวะที่เป็นอยู่ เกิดเอง เป็นเองตามสภาวะ

ผลของการเดิน ถึงจะไม่มาก เมื่อมานั่งรถต่อ สมาธิเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ชอบใจ

ระหว่างที่รอรถ ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน บ้านอยู่แถวสวนสยาม เดินลุยน้ำถึง ๖ ป้ายรถเมล์ เพื่อจะมาทำงาน ทั้งๆที่เขาสามารถหยุดได้ เนื่องจากบริษัทให้หยุดได้ เขาไม่หยุด เขาบอกว่าจะมาทั้งแบบนี้ จะดูให้ถึงที่สุด เพราะไม่ได้มีภาระหรือคนแก่ที่ต้องห่วง

เราเองก็บอกกับเขาว่า ถ้าที่นี่ท่วมแต่ยังเดินได้ ถึงไม่มีรถก็จะเดินลุยน้ำ แบบเขานี่แหละ แล้วค่อยต่อรถไปทำงาน จนกว่าจะเดินทางไม่ได้จริงๆ ถึงจะไปพักที่ปากน้ำ จนกว่าบริษัทจะประกาศหยุดทั้งบริษัท

ดีอย่างที่เขาเชื่อในเรื่องเหตุ เขาบอกว่าใครทำยังไง ย่อมได้อย่างนั้น เขาจึงคิดว่าทำให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องช่วยตัวเอง ไม่ใช่ไปเรียกร้องให้คนอื่นๆมาช่วย เรารู้สึกชอบใจในคำตอบของเขา นี่แหละเหตุสร้างมาไม่เหมือนกัน

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

สบาย

ตราบใดที่มีคำว่า”พยายาม” แทรกอยู่ในสภาวะ นั่นคือสภาวะของกิเลส”ความอยาก”ต่างๆนั่นเอง แค่ทำเพราะรู้ ไม่ใช่ทำเพราะอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆตามคำเรียกของบัญญัติ รู้ชัดในกายและจิตได้เนืองๆ จะรู้จักสภาวะชัดเจน

การปฏิบัติจึงเป็นไปตามเหตุ ความอยากต่างๆในบัญญัติหายไป จึงพบแต่ความสะดวกสบายในการปฏิบัติ สัปปายะกรรมจัดสรรให้ตามเหตุ ไม่ว่าจะสัปปายะแบบไหนๆ สภาวะแค่รู้มากขึ้น รู้ว่าอยู่ในอิริยาบทไหนจึงเป็นสัปปายะที่เหมาะกับสภาวะ

ทำตามสภาวะแล้วสบาย หยุดสร้างเหตุนอกตัวได้ สบาย หยุดกล่าวโทษผู้อื่นได้ สบาย มีชีวิตไม่ว่าจะแบบไหนๆ สบาย อยู่ได้ทุกสถานการณ์แบบสบายๆ ดีก็ให้ค่า ไม่ดีก็ให้ค่า ชอบเพราะถูกใจ ไม่ชอบเพราะไม่ถูกใจ ทั้งหมดล้วนมีเหตุปัจจัย

ตราบใดยังมีเหตุ ผลย่อมมมีมาในรูปของผัสสะเนืองๆ รู้ชัดในเหตุ ย่อมรู้ชัดในผัสสะ ยอมรับได้ สบายจริงๆ ฉะนั้น จึงมีแต่เมตตาต่อผู้อื่น มีแต่ให้อภัย เพราะเคยเป็นเช่นที่คนอื่นๆเป็นมาก่อน เป็นเหตุให้สำรวม ระวังการกระทำมากขึ้นเรื่อยๆ

ระวังเองโดยไม่ต้องคิดระวัง เส้นทางนี้ทุกคนต้องการกำลังใจ ไม่ใช่คำพูดที่ตัดรอน ไม่ใช่คำพูดที่แล้งน้ำใจ ไม่ใช่ถูกใจเรา แต่ไม่ถูกใจเขา ต้องไม่เบียดเบียนทั้งเขาและเรา ฉะนั้นจึงมีแต่คำว่า ” ไม่เป็นไร” เมื่อเข้าใจแล้วจึง”ไม่เป็นไร”

รอบ ๒ เดิน ๔๐ นาที นั่ง ๒๐ นาที

รอบ ๓ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

สุขทางโลก เหมือนสายลมพัดมากระทบถูกกายแล้วพัดผ่านไป

สุขที่เกิดขึ้น ขณะที่รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม สุขเช่นนี้จะรู้สึกถึงความอิ่มเอมใจที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยากที่จะบรรยายความสุขชนิดนี้ออกมาได้ “สุขจริงหนอ” เป็นเช่นนี้นี่เอง สักแต่ว่ารู้ แล้วมันก็ดับหายไปตามสภาวะเอง

๘ พย.

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ๑/๒ ชม.

๙ พย.

เบื่อออหนอออ

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๑ ๑ /๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๒๐ นาที

รอบ ๓

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: