รู้ชัดสภาวะเบื่อ

เห็นรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก

สภาวะเบื่อจะมีรายละดับ จากเบื่อน้อย จนกระทั่งเบื่อมาก จะมองเห็นว่า สังขารนี้น่าเบื่อหน่าย ไม่มีแก่นสารสาระอะไรเลย ข้าวปลาอาหารจะไม่อยากกิน แต่ต้องกินเพื่อหล่อเลี้ยงสังขาร เห็นความน่าเบื่อหน่ายของการเกิด เห็นโทษของการเกิด เห็นภัยของการเกิด เพราะสุดท้ายชีวิตมันมีแค่นี้เอง เดิมๆซ้ำๆ

โลกนี้เปรียบเหมือนโรงละครโรงใหญ่ ทุกคนต่างเล่นละครไปตามบทบาทของตัวเอง ที่เกิดจากเหตุของแต่ละคนทำไว้ ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าเล่นบทต่างๆเหล่านี้ซ้ำซากมานานแค่ไหนแล้ว

เมื่อรู้ชัดในสภาวะบทบาทของการเล่นละคร นับวันเห็นสภาวะต่างๆนี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิด กำลังเกิด จนกระทั่งดับหายไป สุดท้าย มันมีแค่นี้เอง ลืมตา หลับตา สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างลืมตากับหลับตา ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

จิตมีกลไกซับซ้อนซ่อนลึกอยู่ภายในตลอด ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะไหน จิตจะมีวิธีรักษาจิตเองไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น ในยามที่รู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว จิตจะพักในสมาธิครั้งๆหนึ่งนานมากๆ พักไปจนกว่าจิตจะพอใจ

ถ้าอาการเบื่อเกิดน้อย จิตจะพักน้อย ถ้าเกิดมากจนมองอะไรว่างเปล่าไปหมด มองเห็นอัตภาพร่างกายหรือเปลือกที่อาศัยอยู่นี้ ไร้สาระ ไร้แก่นสาร อยู่สักแต่ว่าอยู่
ข้าวปลาอาหารไม่อยากกิน เหมือนหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวไปตามกลไกของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อเกิดสภาวะเช่นนี้ จิตจะพักในสมาธิเองโดยอัตโนมัติ เกิดเอง เป็นเอง หายเอง โดยไม่ทำให้ไปทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนไม่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ ทุกข์มากๆ พอรู้แล้ว รู้สักแต่ว่ารู้ว่าสภาวะนี้ๆ สภาวะนั้นๆเกิดอีกแล้ว รู้แล้วจบ
จิตทำงานเองอัตโนมัติ ตามครรลองของสภาวะโดยตัวของจิตเอง นี่แหละความเป็นอิสระของจิตที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส ไม่ว่าจะมาในรูปแบบสภาวะใดๆก็ตาม

ฉะนั้น เรื่องกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ขณะที่จิตพักอยู่นั้น มีกำลังมากมายขนาดไหน เรียกว่า ดับสนิทตลอด แต่จะรู้สึกตัวเมื่อถึงเวลาที่จะรู้ ซึ่งเกิดเอง รู้เองโดยจิตเอง ไม่ใช่เราไปเจาะจงทำให้เกิดขึ้นมาอย่างใด

พักจนจิตรู้สึกอิ่ม จิตจะคลายตัวออกมาจากสมาธิเอง ถ้ายังมีเชื้ออยู่ จิตจะกลับไปพักต่อ จนกว่าจะไม่เอาแล้วจริงๆ ต่อให้จะทำให้เกิดสมาธิแบบใดๆก็ไม่เกิด เหตุเพราะจิตพอแล้ว ไม่เอาอีก แล้วสภาวะเบื่อจะหายไปเอง จิตกลับมาปกติดังเดิม

ไม่เหมือนทางโลก มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ กินแล้ว กินอีก เฝ้าแต่กิน ที่กินเข้าไป มีแต่กิเลส กินจนพุงกางกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็มอิ่ม หิวกระหายตลอดเวลา ไม่เคยรู้จักกับสภาวะของ “ความพอใจ”

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ทุกๆคนเหมือนกันหมด แตกต่างกันตรงที่รูปแบบของเหตุเท่านั้นเอง กิเลสน่ะเหมือนกันหมด ส่วนจะมากหรือน้อย จะรู้จักคำว่า”พอ” มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกิเลสที่มีอยู่ ทั้งกิเลสแบบหยาบ จนกระทั่งที่เป็นอนุสัยเป็นตัวคอยกระตุ้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำต่างๆออกไป ภพชาติยืดยาวเพราะเหตุนี้

ไม่มีรูปแบบ

การปฏิบัติ เมื่อมาถึงจุดๆนี้ สภาวะจะเป็นธรรมชาติมากๆ ไร้รูปแบบ เดิน สักแต่ว่าเดิน นั่งสักแต่ว่านั่ง อิริยาบทต่างๆล้วนสักแต่ว่า ไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์อะไร ไม่มีรูปแบบที่เป็นรูปธรรมที่มองเห็นชัด ที่เรียกว่านี่คือการเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ

คนภายนอกจะมองไม่ออกเลยว่า นี่คือ การปฏิบัติ มองไม่ออกจริงๆ เพราะสภาวะที่เห็นภายนอกดูปกติมากๆ เหมือนกับการใช้ชีวิตในประจำวันโดยทั่วๆไป ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ทำงานต่างๆ

รู้ชัดในจิต

เมื่อรู้ชัดในจิต รู้จักจิตดี จะจับอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆของสภาวะต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในจิตได้ชัดมากขึ้น แม้กระทั่งสมาธิที่กำลังเกิดขึ้นเอง เป็นเองโดยจิตเอง ไม่ใช่เจาะจงพยายามทำให้จิตเป็นสมาธิ

เหตุนี้ การปฏิบัติจึงมองดูเหมือนไม่ได้ปฏิบัติ เพราะสิ่งภายนอกที่ทำอยู่ ไม่มีสิ่งใดแสดงให้มองเห็นว่ากำลังปฏิบัติอยู่

เช่น ขณะกำลังทำงานบ้าน จะรู้ชัดในกายและจิตเอง เกิดเอง เป็นเอง จะรู้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องกำหนดบริกรรมภาวนาใดๆ ไม่ต้องกำหนดรู้ จะสักแต่ว่ารู้ รู้ไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่า จิตพร้อม เพราะสมาธิจะเกิดเอง จะรู้ชัดในสภาวะ ถึงจะนั่งลง

การนั่ง ไม่ได้มีรูปแบบ คนภายนอกถึงมองไม่ออก นั่งง่ายๆ พิงตู้มั่ง โซฟามั่ง พื้นมั่ง ฯลฯ คือ สักแต่ว่ารู้ว่านั่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่รูปแบบที่ถูกสร้างขึ้นในการนั่งสมาธิที่มีเกิดขึ้นในปัจจุบันทำๆและมองเห็นกันอยู่
ซึ่งเรียกกันว่า กำลังนั่งสมาธิหรือกำลังทำสมาธิ

แต่การนั่งแบบนี้ คนภายนอกจะมองไม่ออก เหมือนการทำงาน เหมือนการใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆปกติมากๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละคน คนภายนอกจึงมองไม่ออกเพราะเหตุนี้ เรียกว่า อิสระ ไร้รูปแบบ ไร้ร่องรอยให้คาดเดา

ฉะนั้น เมื่อมีคนมารบกวนขณะที่นั่งสมาธิอยู่ เพราะเขาไม่รู้ว่าทำสมาธิอยู่ ทั้งเขาและเรา จึงไม่มีวิบากต่อกัน เพราะจิตไม่มีขุ่นมัว จิตเป็นปกติ ผิดกับจิตที่ขุ่นมัวไปด้วยกิเลสชอบ,ชังที่มีต่อผัสสะที่เกิดขึ้น นั่นส่งผลให้เป็นวิบากต่อกัน

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: