๑๓ – ๑๕ พย.๕๔

๑๓ พย.

ชีวิตปกติในวันหยุด พักในสมาธิเป็นระยะๆ

๑๔ พย.

เบื่อหนออออ

รอบแรกเดิน ๓๐ นาที นั่ง ๔ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

มองไปทางไหน เห็นแต่ผลของเหตุ และเหตุใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นของทุกสรรพสิ่ง

วันนี้ได้รู้ชัดเพิ่มอีกหนึ่งสภาวะที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ สภาวะของคำว่า”ธรรมเอกผุด” เมื่อก่อนเข้าใจว่าเป็นสภาวะของปีติ ซึ่งอรรถกถาจารย์ท่านก็ได้บันทึกไว้แบบนั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาจากพระไตรปิฎก นำมาไม่หมดทุกถ้อยความ เป็นไปตามปัจจัย

เมื่อถึงเวลาจะรู้ จะรู้เอง เป็นไปเองตามสภาวะ จิตจะคิดพิจรณาเอง ทบทวนแต่ละสภาวะอยู่อย่างนั้น เห็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยต่างๆของสภาวะ เป็นเหตุให้รู้ว่า สภาวะธรรมเอกผุดที่มีอยู่ในเรื่องฌานที่มีบันทึกไว้ในสติปัฏฐาน ๔

เป็นสภาวะของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ได้แก่ ตัวสัมปชัญญะนั่นเอง แต่ผู้ที่ไม่รู้ชัด ย่อมเข้าใจว่า สัมปชัญญะนี้หมายถึง ตัวปัญญาอย่างเดียว ซึ่งเป็นคนละสภาวะกัน ปัญญาทางโลกกับปัญญารู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้นคนละตัวกัน

ปัญญาของการรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพราะเมื่อสติกับสมาธิมีความสมดุลย์ ตัวสัมปชัญญะจึงจะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย จิตในจิต เวทนาในเวทนา ธรรมในธรรม

ไม่ใช่รู้ชัดในกาย เวทนา จิต ธรรม สภาวะนั้นเป็นสภาวะของสัมมาสติ ซึ่งเป็นผลของการเจริญสติ ที่ปัจจุบันนิยมนำมาเรียกว่า วิปัสสนา ผลของการเจริญสติ คือ เอาจิตรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทต่างๆ ไม่ว่าจะทางกายและจิต ผลคือ สมาธิ

เป็นเหตุให้ เกิดความรู้ตัวก่อนที่จะทำ(สติ) รู้สึกตัวขณะที่กำลังกระทำ(สัมปชัญญะ)และรู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ(สมาธิ)

ส่วนสภาวะสัมมาสมาธิ คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดในทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต ขณะที่จิตเป็นสมาธิ ส่วนจะรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความสมดุลย์ของสติกับสมาธิ
และรู้ชัดในกายและจิตได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ ซึ่งเป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งอารมณ์ของฌานในแต่ละฌาน

ซึ่งท้ายสุดจะสักแต่ว่ารู้ เพราะทุกสรรพสิ่งที่นำมาเรียกๆล้วนแต่เป็นเพียงสมมุติบัญญัติ เมื่อไม่ยึดติดกับบัญญัติต่างๆ จิตย่อมเห็นสภาวะตามความเป็นจริงคือ ไตรลักษณ์ แล้วสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

เหตุของการไม่รู้ชัดในสภาวะ

ไม่ว่าจะเป้นสภาวะภายนอกและภายใน เหตุของการไม่รู้ชัดในสภาวะ ล้วนเกิดจากการยึดติดสมมุติบัญญัติที่มีอยู่

ภายนอก

เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น(ผัสสะ) ย่อมมีกิเลสเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เช่น ชอบ, ชัง ผลคือ การกระทำลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ที่เกิดจากความไม่รู้ชัดในผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากอะไร

ภายใน

เมื่อมีสภาวะใดๆเกิดขึ้นภายใน มีการนำไปเทียบกับบัญญัติที่มีอยู่ แล้วโน้มน้าวคิดเอาเองตามความรู้หรือการยึดติดที่มีอยู่ เป็นเหตุให้เห็นแต่กิเลส แต่ไม่รู้ว่าคือกิเลส จึงเกิดการยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่รู้ว่าทุกสรรพสิ่งทั้งภายนอกและภายใน
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นมาใหม่

เหตุของการให้ค่า

เหตุของการยึดมั่นถือมั่นในรู้ที่คิดว่ารู้ ถูก,ผิด ตามความรู้สึกนึกคิดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่รู้เห็นทั้งภายนอกและภายนั้น จึงมีการกระทำลงไปตามความยึดมั่นถือมั่น ที่นิยมนำมาพูดๆว่า ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน บุคคล เขา,เราที่มีอยู่

จริงๆแล้วตัวตน บุคคล เขา,เรา ล้วนเป็นเพียงสมมุติบัญญัติ สภาวะที่แท้จริงคือ อุปทาน ที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะเหตุนี้ การเวียนว่ายในสงสารจึงเกิดต่อไป จนกว่าจะสักแต่ว่ารู้ ไม่เอาความรู้สึกนึกคิดกระทำออกไป

๑๕ พย.

เบื่อมากๆ ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิดเป็นแบบนี้นี่เอง

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๔ ชม.

ถ้าจะบอกว่า ข้าพเจ้านี้คือ นารีขี่ม้าขาว ซึ่งมีอยู่ในคำทำนาย หลายๆคนคงจะหัวเราะ แต่อยากจะบอกเช่นนั้นจริงๆ มันมีเหตุนะ ไม่เรื่องของความบังเอิญระหว่างเรื่องของข้าพเจ้า(นารีขี่ม้าขาว)กับนายกยิ่งลักษณ์ (ผู้ปกครองเป็นหญิง พึงระวัง)

จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคฑามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง

อะไรเอ่ยที่เป็นดวงดาวสร้างความหวัง ผู้คนที่ปฏิบัติ ย่อมมุ่งหวังความหลุดพ้น มุ่งหวังพระนิพพาน ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าพระนิพพานที่แท้จริงมีลักษณะอย่างไร ได้แต่ศึกษาจากตำรา ฟังเขาเล่าว่ามาอีกที นิพพานจึงมีหลากหลายรูปแบบ แล้วนิพพานที่แท้จริงคืออะไร

จะรู้คำตอบได้ ต้องทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ในสมถะ-วิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ แล้วจะไม่ให้พูดได้ยังไงว่า ข้าพเจ้านี่แหละคือ หนึ่งนารีขี่ม้าขาวได้ยังไง

ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

ข้อความนี้ตรงเผง คือ นายกยิ่งลักษณ์ สายน้ำเชี่ยวกรากที่กำลังเจอกันทั่วเป็นพยานหลักฐานได้ดี

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว หลังน้ำท่วม แผ่นดินถูกชะล้าง ทั้งแม่น้ำลำคลองต่างถูกชะล้างโดยกระแสน้ำที่พัดผ่านไป แม่น้ำลำคลองทั้งหมดจะสะอาด สารเคมีต่างๆถูกชะล้างออกไป หน้าดินถูกชะล้าง สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรต่างๆถูกชะล้าง เหมือนกลับหน้าดินขึ้นมาใหม่

ปีต่อไป ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรร์ของพืชพรรณธัญญาหารอย่างแน่นอน

เหตุมี ผลย่อมมี ทุกสรรพสิ่ง ล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ดูจิตเห็นกิเลส มากน้อยแค่ไหน ล้วนอยู่ที่เหตุที่เคยทำและเหตุที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ คำทำนายสักแต่ว่าคำทำนาย ที่พึ่งที่แท้จริงคือตัวเรา ได้แก่การมีสติ สัมปชัญญะ จะอยู่รอดแคล้วคลาดปลอดภัยในทุกๆสภาวะ อยู่เพราะยังมีเหตุปัจจัย ดับสิ้นไปเพราะหมดเหตุปัจจัย

จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

เขียนแบบนี้ มีเหตุแน่นอน คิดเสียว่าเป็นนิยายเล่าสู่กันฟัง

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

โฆษณา

สภาวะปัญญา, สัญญา, วิญญาณ

สภาวะที่จิตคิดพิจรณาขณะที่จิตเป็นสมาธิ อาจทำให้เข้าใจสภาวะผิดได้ว่านั่นคือตัวรู้ หรือความรู้ที่เกิดจากตัวปัญญา เป็นตัวปัญญาที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตจริงๆ

เหตุที่ทำให้เชื่อเช่นนั้น เพราะในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีความเป็นตัวเราหรือทิฏฐิที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

เพราะมีคิดๆไปเรื่อยๆไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ เนื่องจากจิตเป็นสมาธิอยู่ มีแต่เรื่องสภาวะธรรมต่างๆ บัญญัติต่างๆ เหตุต่างๆ จิตจะคิดพิจรณาอย่างนั้น

เมื่ออกมาจากสมาธิ หากสภาวะยังไม่ถึงในความรู้นั้นๆ ต่อให้จะพยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา หลังจากออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำไม่ได้ทั้งหมด

แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สภาวะของปัญญา เป็นตัวรู้ เป็นความรู้ที่ออกมาจากของจิต แต่เป็นเพียงสภาวะสัญญา ที่เกิดจากสภาวะจิตสำรอกออกมา เป็นในรูปของความรู้ต่างๆทั้งที่เคยได้อ่าน, ได้ฟังและที่ไม่เคยได้อ่านหรือได้ฟังจากที่ไหนๆมาก่อน เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้สะสมเป็นสัญญาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

สภาวะมานะกิเลสจะเนียนละเอียดว่าทิฏฐิกิเลส เหตุเพราะ เมื่อสภาวะสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปหมดสิ้น วิจิกิจฉาถูกทำลายไปหมด มานะกิเลสจะเกิดขึ้นในรูปของความรู้ต่างๆ

ที่กล่าวว่า มานะกิเลส คือ เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกับเขา นี่เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส
เมื่อสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปลงไป จะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวหรือเสมอกัน แต่สิ่งที่เห็น มีความแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

แท้จริงแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่มาพบเจอกัน ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน ล้วนมีเหตุปัจจัยร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีผลกระทบต่อจิตยามที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ส่วนสภาวะมานะกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ยึดถือสิ่งที่รู้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สัญญา นี่คือปัญญา นี่คือวิญญาณ

เหตุเพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ อยู่ ที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้น ไม่ยึดสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ยึดสิ่งที่รู้ชัดภายใน โดยไม่รู้ว่ายึด เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของสภาวะสัญญา และสภาวะของปัญญา

สัมปชัญญะเกิด

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดในผู้ใดก็ตาม สภาวะของผู้นั้น จิตจะมีแต่การคิดพิจรณาเนืองๆ บางครั้งมีตัวรู้หรือความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เป็นความรู้แปลกๆที่ไม่เคยร่ำเคยเรียนหรือเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใดมาก่อน สภาวะนี้เกิดจากวิปัสสนูปกิเลส

สภาวะสัญญา

หากไม่รู้ ไปยึดติดกับสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ ย่อมคิดว่า สิ่งๆนี้เป็นปัญญา โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสิ่งที่ผุดขึ้นมา หรือความรู้ต่างๆที่หลั่งไหลออกมามากมาย จนจำไม่ได้ ถึงขนาดต้องจด สภาวะนี้เป็นสภาวะของสัญญา ไม่ใช่สภาวะปัญญาที่แท้จริง

นี่เป็นอีกหนึ่งสภาวะที่เนียนละเอียดของสภาวะมานะกิเลสที่มีอยู่ในขันธสันดาน เนืองนองอยู่ สภาวะถูกกระตุ้นตามเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะปัญญาที่แท้จริง ย่อมให้ค่าว่าสิ่งที่ถูกรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวปัญญา

สภาวะปัญญา

สภาวะของปัญญญาที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเห็นแจ้งไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริง

ซึ่งมีเกิดขึ้นในชีวิตและมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหตุปัจจัยจาก การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

เมื่อเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะเห็นแต่โทษ, ภัย, ทุกข์ของการเกิด

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป จิตเกิดการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง

วิริยะ หรือความเพียรจะเกิดขึ้นเอง มิใช่เพียรเพราะความอยากหรือฝีนใจทำ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

แม้กระทั่งความศรัทธาและปัญญาล้วนไม่แตกต่างกัน เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ถ้ามีความพยายามแฝงอยู่ในการกระทำ เพื่อทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจึงพบวิจิกิจฉาเนืองๆ เพราะความอยากเป็นเหตุ

เมื่อใดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นทั้งภายนอกและภายในได้เมื่อไหร่

จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอก

เมื่อนั้นตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้นเองตามสภาวะ เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะได้ว่านี่ สัญญา นี่ปัญญา นี่วิญญาณ

 

 

สภาวะวิญญาณ

วิญญาณเป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เหตุเพราะมีความไม่รู้อยู่ หรืออวิชชาครอบงำอยู่

เป็นเหตุให้ไม่รู้ชัดในเหตุของผัสสะต่างๆ ว่าผัสสะนั้นๆเกิดจากอะไร และอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

ฉะนั้น เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน จึงมีอุปทานขันธ์ ๕ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะสักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลสที่มีอยู่

สภาวะสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้เป็นตัวปัญญา ซึ่งเกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถึงแม้ว่าความรู้ต่างๆจะเกิดขณะจิตเป็นสมาธิก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากกิเลสที่มีอยู่

สภาวะปัญญา มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด

อย่างหยาบ คือ ดับที่การกระทำ

อย่างละเอียด คือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นต้นเหตุของการกระทำ

ดับถึงที่สุดที่ไม่ต้องดับอีกต่อไป คือ ดับที่อนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

พระบาลีว่า “อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ”

มีปกติพิจรณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ ได้แก่ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ

สภาวะได้แก่

ภายใน รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต(รูปนาม) เนืองๆ

ภายนอก รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้แค่ดู แค่รู้ ภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น

แต่อย่านำความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น มาก่อให้เกิดการกระทำ

ความคิดห้ามไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้

รู้สึกได้ คิดได้ เพราะยังมีการยึดมั่นถือมั่น ยังมีกิเลสอยู่ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

เหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะยังมีเหตุปัจจัยกับสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น

 

 

 

 

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: