๒๔-๒๕ พย.๕๔(มีนิมิต ภูเขาไฟระเบิดกับหมู่เกาะ)

๒๔ พย.

รอบแรก เดิน ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ๑/๒ ชม.

มีสภาวะจิตสัปปะหงก ๒ ครั้ง ไม่ติดต่อกัน

มีนิมิตแปลก เป็นนิมิตภาพ ตอนแรกเห็นเป็นหลุมที่มีสีแดงอยู่ตรงกลาง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นนรก พอเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นว่ารอบๆสีแดงที่มองเห็น มีเป็นภาพขอบๆสีดำล้อมรอบอยู่ ต่อมาเห็นควันเป็นภาพแบบระเบิดนิวเคลียร์

จึงรู้ว่าเป็นภาพภูเขาไฟระเบิด ต่อมาเป็นภาพของเกาะที่มหาสมุทร แค่คาดเดาเองว่า จะมีภูเขาไฟระเบิดบนเกาะ เร็วๆนี้ แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน

พอดีdaring โทรมา เลยเล่าให้เขาฟัง เขาออกความเห็นว่า ภาพที่ว่าเป็นเกาะต่อมา ไม่ใช่ภาพน้ำท่วมจนเหลือแต่ต้นไม้เป็นหย่อมๆเหรอ

เราบอกว่า สีเหมือนน้ำทะเล ไม่ใช่สีน้ำท่วมแบบที่ท่วมทั่วๆไป เหมือนเวลามองภาพจากที่สูง มีเกาะสีเขียวๆกระจัดกระจาย มีทะเลคั่นอยู่ระหว่างกลางของหมู่เกาะ ที่รู้ว่าเป็นทะเล เพราะเห็นแม่น้ำนั้นมีสีน้ำเงินแบบน้ำทะเล ไม่ใช่สีแบบแม่น้ำ

เรื่องนิมิต ส่วนมากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพียงแค่รู้ เพราะเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ย่อมอยู่ได้ทุกๆสภาวะ

รอบ ๒ เดิน ๓ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

มีสภาวะจิตสัปปะหงก ๗ ครั้ง ไม่ติดต่อกัน โอภาสเกิดตลอด

สภาวะจิตนึกคิดพิจรณาที่เกิดตามสภาวะตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอาคิดเอา หรือนำสิ่งนอกตัวตลอดจนความรู้ต่างๆที่รู้ แต่เป็นสภาวะความรู้สึกนึกคิดของจิตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของจิต

ฉะนั้นเมื่อมีความคิดเกิดขึ้นในขณะจิตเป็นสมาธิ จิตนึกคิดอะไร รู้ไปตามนั้น ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องห้าม

สภาวะจิตนึกคิดพิจรณาที่เกิดขึ้นเองตามสภาวะ ขณะที่เป็นจิตเป็นสมาธินี้ ล้วนเกิดจาก จิตคิดพิจรณาถ่ายถอนอุปทานที่ยังมีอยู่ กับสิ่งต่างๆที่ยังมีการเกาะเกี่ยวอยู่ จนกว่าจิตจะพอใจ จนรู้ชัดในสภาวะที่ติดอยู่ จิตจะปล่อยวาง และหยุดคิดลงไปเอง สภาวะความว่างเกิดขึ้นชั่วคราว

ส่วนเรื่องที่คิดว่าติดขัดอยู่ หรือมีจิตเกาะเกี่ยวอยู่ จะหลุดจากสภาวะนั้นเอง เหตุเกิดจากจิตปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง โดยไม่ต้องยกเรื่องเหตุแลผลมาขบคิดพิจรณา เพื่อพยายามให้จิตเกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

กัลยาณมิตร

กัลยาณมิตร คือ สามารถพูดคุยตามความเป็นจริงได้ วิพากย์วิจารณ์ข้อคิดเห็นได้ ไม่มุ่งสนทนาเพื่อเอาชนะคะคานกัน แสดงแต่เรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่นำพระไตรปิฎกมาตัดแปะ แล้ววินิจฉัยลงไปว่าสิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด

เราเป็นคนไม่มีภูมิความรู้ในด้านปริยัติมาก่อน อาศัยผลของการปฏิบัติ ทำให้เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก และเป็นเหตุให้ได้พบกัลยาณมิตรที่มีความรู้ด้านปริยัติในระดับหนึ่ง เป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นคงไม่ง่อนแง่น

วันนี้ได้พูดคุยกันเรื่องเหตุที่มาวิปัสสนาในปัจจุบัน เราเล่าให้เขาฟังว่า แท้จริงแล้วมาจากท่านผู้แปลคัมภีร์วิสุทธิมรรคจากอินเดีย ที่นี้บางหัวข้อท่านได้แทรกเนื้อหาข้อคิดเห็นลงไป ผู้ที่มีเหตุ จึงนำข้อสอดแทรกอยู่ไปสร้าง

วิปัสสนาในปัจจุบันจึงมีเกิดขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ และรูปแบบที่เรียกว่าวิปัสสนาในแบบอื่นๆด้วย โดยการตีความหมายในพระไตรปิฎก ตามสิ่งที่คิดว่าตนเองนั้นรู้

ทีนี้ในข้อคิดเห็นที่ท่านกล่าวมา ท่านพูดทำนองว่าจะไปบอกว่าทางพม่าเป็นเหตุมันก็ไม่ใช่ ซึ่งเป็นเหตุให้เราเห็นข้อบกพร่องในงานเขียน ที่อาจทำให้คนตีความแบบผิดๆได้ ซึ่งจริงๆแล้ว บทความที่เขียนไว้ ยังไม่เสร็จ จึงมีทิ้งไว้แค่นั้น

งานเขียนบทความต่างๆที่เขียนไว้จึงไม่ต่อเนื่อง สภาวะจะทำให้รู้รายละเอียดที่มาที่ไปของแต่ละเหตุที่เกิดขึ้น บางครั้งสิ่งที่เขียนลงไปอาจทำให้มีเหตุเข้าใจผิดได้ว่า เป็นการกล่าวว่าเพราะแนวทางของพม่าเป็นเหตุ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจไขว้เขว

จริงๆแล้วไม่ใช่ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัย ใช่ว่าทุกๆคนจะทำตามแนวทางพม่าทั้งหมด ไม่งั้นจะมีรูปแบบของการปฏิบัติเกิดขึ้นหลากหลายได้ยังไง ถ้าเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดจากสิ่งภายนอกเป็นตัวทำให้เกิด

เพราะตัวผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งที่ปฏิบัติตามแนวทางของพม่า ซึ่งนำมาเรียกว่าการเจริญสติ เนื่องจากรู้จักสภาวะของสัมมาสติจากแนวทางปฏิบัตินี้ ไม่เคยเรียกแนวทางนี้ว่าวิปัสสนา ส่วนใครจะนิยมเรียกยังไงไม่คัดค้าน

เพียงแต่เขียนตามความเป็นจริงของสภาวะ ว่าแต่ละสภาวะนั้น แท้จริงแล้ว ใช่สภาวะวิปัสสนา ซึ่งในสมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธอค์ทรงถ่ายทอดทิ้งไว้หรือไม่ เรียกว่า เขียนตั้งแต่เหตุไปหาผล ไม่ใช่นำผลเขียนไปหาเหตุ

แต่การปฏิบัติในปัจจุบัน ส่วนมากนำเรื่องผลมาเป็นเหตุให้เกิดการติดขัดในการปฏิบัติภาวนา ทั้งนี้ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เป็นไป ใครเชื่อใคร สร้างเหตุมาแบบไหนเท่านั้นเอง
จึงไม่จำเป็นต้องไปโน้มน้าวให้ใครมาเชื่อ หรือแม้กระทั่งต้องคอยติดตามหรือคอยกระตุ้นให้ปฏิบัติ

ฉะนั้น การมีกัลยาณมิตร จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่กล้ายอมรับตามความเป็นจริง กล้าที่จะยอมรับการวิพากย์วิจารณ์จากผู้ที่สนทนาด้วย โดยไม่ต้องแอบซ่อนตัว
ไม่ต้องใช้พระไตรปิฎกตลอดจนคำสอนของอรรถกถาจารย์ต่างๆ ในการโน้วน้าวให้ผู้อื่นเชื่อถือ เพราะ ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ย่อมไม่มีวันเชื่อกันอย่างเด็ดขาด ต่อให้รู้จักกัน สนิทกันขนาดไหนก็ตาม

เหตุของการไม่รู้ชัดในสัจธรรม ย่อมพยายามชักชวนโน้มน้าวผู้อื่น การกระทำที่เกิดจากความศัรทธาแต่ขาดปัญญาในการรู้แจ้งในเรื่องของเหตุปัจจัย รู้โดยสัญญา แต่หลงคิดว่าเป็นปัญญา

เป็นเหตุให้สร้างเหตุตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด เหตุของการเกิดภพชาติ เวียนว่ายในวัฏสงสารจึงยาวนานเพราะเหตุนี้ เพราะไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงของทุกๆสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าสิ่งต่างๆล้วนเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

พุทธะกับเทวทัติ

เมื่อมีพุทธะ ต้องมีเทวทัติ สองสิ่งนี้เกิดขึ้นคู่ตลอดเวลา ไม่มีแค่เพียงพุทธะอย่างเดียว หรือมีเทวทัติอย่างเดียว ไม่แตกต่างจากคนทั่วๆไปที่มีสองด้านอยู่ในตัวเอง ทั้งด้านพุทธะและเทวทัติ เพียงแต่ว่า ใครสร้างเหตุมาแบบไหน และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน

สภาพแวดล้อม ตลอดจนยุคสมัยต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามเหตุปัจจัยนั้นๆ แต่สัจธรรมที่มีอยู่จริง อยู่เหนือกาลเวลา จะรู้ได้ ต้องเดินทางด้วยมรรคเท่านั้น ไปทางวิธีอื่นๆไปไม่ถึง

มรรคไม่ได้ทำให้สัจธรรมเกิดขึ้น สัจธรรมนั้นมีอยู่แล้วอยู่ชั่วนิรันดร์ มรรคเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดขึ้นเองแบบไม่มีที่มาที่ไป ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น หรือไม่มีก็ตาม สัจธรรมนี้ล้วนมีอยู่อย่างนั้น เพียงแต่พระพุทธองค์ทรงพบทางที่จะไปถึงสัจธรรมนั้นได้ แล้วทรงนำมาถ่ายทอดเป็นแนวทางทิ้งไว้

๒๕ พย.

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๖ ชม.

เช้านี้เจอสภาวะเบื่อหน่ายแต่เช้า ชีวิตมีแค่นี้เอง ไม่ว่าจะมีความสุขขนาดไหน มันก็แค่นี้เอง เวียนวนไปมาในแต่ละอิริยาบท ส่วนนอกเหนือจากอิริยาบท ล้วนเป็นการทดสอบ โดยเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

มองรอบๆตัว มองในตัว เห็นแต่ความเบื่อหน่าย ได้อ่านคำทำนายบางเรื่องอยู่ อ่านแล้วเข้าใจในคำทำนายนั้น

มีความรู้สึกพอใจเกิดขึ้น จากสภาวะรู้เห็นต่างๆที่เคยเป็นตั้งแต่จำความได้ เริ่มปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อยๆ มีนะกิเลส ความยินดี มันบอกไม่ถูก รู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เริ่มเกิดบ่อย และชัดมากขึ้น

เมื่อพุทธะปรากฏ เทวทัติย่อมปรากฏคู่กัน แต่สุดท้าย เทวทัติย่อมแพ้ภัยไปในที่สุด อะไรจะมาเหนือพุทธะไปได้ ไม่มีหรอก พุทธศาสนาจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ผู้คนจะหันมาปฏิบัติตามแนวทางที่แท้จริง ตามที่พระพุทธองค์ทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ จะมีผู้คนเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเป็นอริปัญญา ไม่ใช่จากการอ่านท่องจำตำรา แต่จะรู้แจ้งในสัจธรรมด้วยตนเอง

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เมื่อมีสิ่งดีปรากฏ สิ่งเสียย่อมปรากฏ สิ่งเสียคือ เหตุของแต่ละคนที่ทำมา ได้แก่ผัสสะหรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน จะมาเป็นบททดสอบทุกๆคน

ถ้าทุกคนมั่นคง ไม่ว่อกแว่ก เพียงทำตามคำสอนที่ออกมาจากพระโอษฐ์ที่เป็นทางตรง ทุกคนจะผ่านสิ่งต่างๆเหล่านั้นไปได้ แต่ทั้งนี้ ใครเชื่อใครขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา ต่อให้พบทางตรง หากไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ย่อมไม่มีทางเชื่อกันอย่างแน่นอน เหตุมี ผลย่อมมี

ยุคพระศรีอารย์ ไม่ได้เกิดขึ้นในปี พศ.๕๐๐๐ แต่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ตั้งแต่กึ่งพุทธกาลนี้เป็นต้นไป

โฆษณา

๒๓ พย.๕๔

๒๓ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๓ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔๐ นาที

เริ่มกลับมานั่งที่พื้น แต่ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง

จากหนัง (Stigmata)

พระวาจาาในอาหารมื้อสุดท้าย จะธำรงศาสนาอย่างไร หลังพระองค์สิ้นพระชนชีพ ไม่ใช่แค่โบสถ์และสิ่งก่อสร้างแค่ไม้และหิน ผมรักพระเยซู โดยไม่ต้องมีสถาบันเป็นสื่อกลาง มีแต่พระเจ้ากับมนุษย์ ไม่มีพระ ไม่มีศาสนจักร

ประโยคแรกในพระวรสารคือ อณาจักรแห่งพระเจ้า อยู่ในตัวท่าน และรอบตัวท่าน มิใช่สิ่งที่สร้างด้วยไม้และหิน จงผ่าไม้ออกแล้วจะพบเรา จงยกหินขึ้นแล้วจะเจอเรา

คนนำสารต้องเชื่อ ต้องมีความศัรทธา ต้องไม่มีความสงสัย

ศาสนาต้องมีความศรัทธา พุทธะอยู่ในตัวเรา ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นแค่เปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก จงเอาเปลือกออก คือ การยอมรับตามความเป็นจริงมีเกิดขึ้นในจิต จงเอาอัตตาตัวตนที่มีอยู่ออก แล้วจะพบความเป็นพุทธะ แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ที่เหตุ เหตุมี ผลย่อมมี

บางครั้ง มองบางสิ่งบางอย่างไม่ทัน เช่น คำสอนในศาสนาคริสต์ อันนี้เป็นแง่มุมมองของตัวเอง ซึ่งมองเห็นว่า การสอน ไม่แตกต่างกับคำบีญญัติที่มีใช้กันอยู่ทั่วไป แต่ไม่มีการแสดงสภาวะว่าควรทำยังไง จึงจะเห็นตามความเป็นจริงเช่นนั้นได้ มันเหมือนเพียงคำอุปมาอุปมัย ไม่แตกต่างกับตามเว็บบอร์ดหรือแม้กระทั่งที่นำบัญญัติมาสนทนากัน

แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า มีความเป็นตรรกะอยู่ในตัว คือ สามารถทำตามได้ ให้ผลได้ แสดงวุฒืภาวะของผู้ที่รู้แจ้งออกมาได้อย่างชัดเจน แสดงเหตุและผลได้ ไม่ใช่แค่การลูบคลำบัญญัติ แล้วนำมากล่าวบอกต่อๆกัน เหมือนกับการท่องบทความ

แต่ความเป็นจริงในที่สุด ไม่ว่าจะชื่อว่าศาสนา ที่เป็นเพียงนามสมมุติ สุดท้ายย่อมเสื่อสิ้นไปตามเหตุปัจจัย แต่สัจธรรมหรืออริยสัจ ๔ ไม่มีวันเสื่อมสิ้น เพราะอยู่เหนือกาลเวลา จะพบเห็นได้ด้วยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น แต่คำว่ามรรคมีองค์ ๘ ก็อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยในยุคนั้นสมัยนั้น ส่วนสภาวะไม่เคยเปลี่ยน

๒๒ พย.๕๔(จิตสัมผัส)

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

สภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ สิ่งที่เคยมีมาตั้งแต่จำความได้ เป็นสิ่งที่รู้ทางจิต เป็นการรู้ขณะนั้น ทั้งเรื่องของตัวเองและคนรอบๆตัวที่มาอยู่ใกล้เรา แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยรู้จักกันแต่ได้มาสนทนากับเรา จะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องไปเจาะจงเพื่อดู เริ่มมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเรื่องวิญญาณต่างๆที่ได้แผ่เมตตา กรวดน้ำมาให้ตลอด ได้ไปเข้าฝันน้องคนที่เคยอยู่ด้วยกัน และเรายังแนะนำกรรมฐานให้กับเขาอยู่

๕ พย.

วันนั้น เอาเงินค่าเช่าบ้านไปให้เขา ทั้งๆที่ไม่ต้องให้ก็ได้ เพราะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว เรารู้สึกถึงบุญคุณที่เขาให้ความช่วยเหลือมาตลอด ในยามที่ลำบาก เมื่อก่อนลำบากมาก เพราะความลำบาก มีเหตุให้เกิดความเพียรทำกรรมฐาน จึงผ่านมาได้

น้องเล่าให้ฟังว่า เมื่อ ๔ วันก่อน เขาฝันว่า เราพาคนเข้าไปอยู่ในบ้านหลายครอบครัว ไปจัดแจงให้ว่าใครอยู่ตรงไหน มีหลายชาติ หลายภาษา มีทั้งเด็ก หนุ่ม แก่ชรา หลายครอบครัวรวมๆกัน ส่งเสียงดัง ดีใจว่าได้มีที่อยู่กัน

น้องบอกว่า เขาโกรธมาก เพราะเขาไม่ชอบอยู่กับคนเยอะๆ แล้วนี่เราไปพาใครที่ไหนมาอยู่กันเยอะแยะไปหมด เขายังโกรธอยู่จนถึงวันที่เราเอาค่าเช่าบ้านไปให้ คือ ปกติเขาไม่เคยฝัน เขาเลยเชื่อว่า เราจะต้องไปพาคนมาอยู่ด้วยแน่นอน

มีเรื่องของน้องสาวเขาด้วย มีครอบครัวแล้ว เขาปรึกษาเราในเรื่องนี้ เราถามเขาว่า พร้อมที่จะเริ่มต้นเรียนรู้สภาวะที่แท้จริงแล้วหรือยัง มันคือบททดสอบสำหรับตัวเขา ถ้าเขาหยุดตัวเองไม่ได้ จะมีเหตุไม่รู้จบ

อธิบายให้เขาฟังในสิ่งที่เขาฝัน บอกกับเขาว่า จำได้ไหม ที่เราเคยเล่าให้เขาฟัง หลายปีแล้ว หลังจากที่กลับจากวัดหลวงพ่อจรัญ ไปเข้ากรรมฐาน ๙วัน แล้วมีวิญญาณมากมายมาขอบคุณเรา นั่นคือครั้งแรกที่จิตเราสามารถออกจากร่างเหมือนปกติ

เขาบอกว่า จำได้ เราบอกว่า นั่นแหละ คนเหล่านั้น เขามาอยู่บ้านหลังนี้กัน เพราะเราแผ่เมตตา กรวดน้ำให้ทั้ง ๓ ไตรภพมาตลอด ทั้งเอ่ยนามและไม่เอ่ยนาม ให้โดยไม่ได้หวังผล เพราะรู้ดีว่า วิญญาณจะรู้ว่าคนไหนให้ได้ เขาจะไปหาคนนั้น

คุยกันเรื่องค่าเช่าบ้านต่อ เราบอกว่า จะช่วยค่าเช่าบ้านเขาครึ่งหนึ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนมาอยู่กับเขา เขาบอกว่า เขารอพูดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เขาไม่อยากให้เราจ่าย เพราะไม่ได้อยู่ด้วย เขาจ่ายเองได้ ไม่ลำบากอะไร

ส่วนตู้ ข้าวของในบ้านทั้งหมด เราให้เขาเลือกว่าอยากได้อะไร ให้บอก เอาไว้ได้เลย เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ยกให้เขา เขาขอตู้สำหรับใส่หนังสือ ส่วนตู้ไม้สักเทียมตัวใหญ่ ๒ ชุดเขาไม่เอา โซฟาทั้งหมดเขาไม่เอา คือที่เหลือเขาไม่เอา

เราบอกว่า จะถามน้องๆที่บ้านก่อน มีใครจะเอาอะไรไหม ถ้าไม่เอา เราจะเอาไปถวายวัดให้หมด เพราะบ้านเราอยู่ไปอยู่ใหม่ เป็นเพียงคอนโด และคุณสามีเขาซื้อใหม่ทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องขนอะไรไป เอาไปแค่สิ่งที่จำเป็นบางอย่างเท่านั้นเอง

ต่อด้วยคุยเรื่องการปฏิบัติของเขา ถามเขาว่า เป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่า ตอนนี้เบื่อ ไม่อยากทำ เราบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก เพราะกำลังอยู่สบาย ไม่ทุกข์ การปฏิบัติไม่ได้ดั่งใจเลยไม่อยากปฏิบัติ แต่อีกใจอยากปฏิบัติ มันค้านกันอยู่

เขาบอกว่า ใช่ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เลยเหมือนต้องฝืนใจทำ ทำให้ไม่อยากทำ

เราบอกว่า ไม่ต้องไปฝืน ฝืนทำไม ทำตามสภาวะไป ไม่อยากทำ ไม่ต้องทำ ไปทำแบบนั้นมีแต่ทำด้วยกิเลส แล้วมานั่งทุกข์ ทำไปเพื่ออะไร ทุกอย่างมันมีเหตุ ไม่ว่าสภาวะใดๆเกิดขึ้นก็ตาม ให้แค่รู้ ยอมรับไป ขี้เกียจก็ยอมรับว่าขี้เกียจ
ไม่อยากทำก็ยอมรับว่าไม่อยากทำ ไม่ต้องไปฝืน ใช้ชีวิตปกติ ยังสวดมนต์ก่อนนอนไหม

เขาบอกว่า สวดทุกคืน ไม่เคยขาด

เราบอกว่า งั้นสวดเสร็จ นั่งสมาธิต่อเลย ไม่ต้องเดินจงกรม จิตไม่อยากทำ ไม่ต้องบังคับ คำว่านั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องทำแบบมีพิธีหรือรูปแบบอะไรนั่น อยากนั่งพิง หรือนั่งแบบไหนๆ นั่งไปเลย แค่นั่งเท่านั้นพอ แล้วรู้ที่กายเหมือนที่เคยทำ

เขาบอกว่า นั่งแบบนั้นแล้วหลับ

เราบอกว่า หลับก็ให้รู้ว่าหลับ อยากจะหลับก็ปล่อยให้หลับ มันไม่เที่ยง

เขาบอกว่า หลับให้รู้ว่าหลับ มันไม่รู้สึกตัวเวลาหลับ คือ หลับเลย

เราบอกว่า ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ให้รู้สึกตัว มันอยากจะหลับก็ปล่อยไปตามนั้น รู้ว่าเออวันนี้นั่งแล้วหลับ แค่นั้นพอ ทำต่อเนื่องไป นั่งแล้วหลับทุกวัน หลับไป วันไหนขยัน ค่อยเดินจงกรมก่อนนั่ง ปรับสติกับสมาธิให้สมดุลย์ ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น

ทำไปเรื่อยๆแบบนี้ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องไปพยายามทำ จิตรู้สึกนึกคิดอะไรยังไง ยอมรับไปตามนั้น ตำราสอบอารมณ์ต่างๆ เลิกอ่าน มีแต่หลุมพรางกิเลส สภาวะยั่วยุกิเลส ไม่ต้องไปอ่าน ดูของจริง คือในกายและจิตเรานี่แหละ อันนั้นมันของปลอม

เป็นสภาวะของผู้สอน ไม่ใช่ของเราเอง เราทำต้องดูตัวเอง ไม่ใช่ไปดูสภาวะของคนอื่นๆ เหตุสร้างมาไม่เหมือนกัน ข้อปลีกย่อย รายละเอียดที่พบเจอย่อมมีแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เขาบอกว่า จะทำทุกวัน ทำแบบนี้เขาทำได้ สวดมนต์ทำทุกวันอยู่แล้ว

เราบอกว่า เรื่องนั่ง ไม่ต้องกังวลว่านั่งน้อย นั่งมาก เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทำได้แค่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ทำต่อเนื่อง ทุกอย่างคือการเรียนรู้ตลอดเวลา แล้วจะเข้าใจมากขึ้น ยังคงมาบ้านนี้ ไม่ได้ทิ้งไปไหน

สิ่งสำคัญ คือการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิตเรานี่แหละ แล้วอย่าไปสร้างเหตุนอกตัว อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นๆ เห็นอะไรแค่รู้ รู้สึกอะไร แค่รู้ อย่ากระทำออกไป

เขาบอกว่า รู้สึกใจหาย มันรู้สึกตรงนี้ชัด

เราบอกว่า เข้าใจดี ไม่เป็นไร ฝึกไว้ วันหนึ่งยังไงเราต้องจากกันอยู่ดี ไม่จากเป็น ก็ต้องตายจากกัน ฝึกไว้ก่อนน่ะดีแล้ว เวลาจากกันจริงๆจะได้ไม่ต้องมีการอาลัยอาวรณ์หรือรู้สึกใจหายแบบนี้ พี่น่ะเจอมาหมดแล้ว เข้าใจดี

๘ พย.

เรื่องที่ ๒ คนที่เราทำงานร่วมกับเขา

เจอเหมือนกันหมด

น้องคนที่เจริญสติอยู่กับเรา คนที่เราทำงานร่วมทีมเดียวกับเขานี่แหละ แค่เราคอยแนะนำเขา เขาทำแบบที่เขาถนัด น้องเขาประเภทมองเห็นได้เดี๋ยวนั้น เรียกว่าเห็นโน่นเห็นนี่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่วงหน้า

แม้กระทั่งเรื่องของคนที่รู้จักและไม่รู้จัก

เขาเคยปรึกษาเรื่องคนอื่นๆมาถามเขา เราบอกว่า แค่รู้ แต่อย่าไปยุ่งเหตุของคนอื่น การแนะนำให้แนะนำเพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเอง ไม่งั้นจะกลายเป็นการสร้างเหตุให้ผู้อื่นงมงายไปโดยไม่ได้เจตนา

ถึงแม้ว่าเรื่องที่พูดไปจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม ยุ่งวิบากของผู้อื่น ผลกระทบจะสะท้อนกลับมาที่เราด้วย ถ้าพลังเราไม่พอ เราก็จะเสร็จไปด้วย ปล่อยไปตามเหตุ แค่ช่วยแผ่เมตตาให้พอ

สิ่งที่เขาเป็นอยู่ เคยเป็นและเคยรู้แบบนั้นมาก่อน จึงเข้าใจที่เขาพูด เข็ดจริงๆเรื่องชาวบ้าน เพราะไม่ว่าจะทำอะไรลงไป ผลส่งกลับมาหมด แค่แนะนำเท่าที่ควรแนะนำเท่านั้นพอ

น้ำท่วมแค่ภายนอก อย่าให้กิเลสท่วมใจจนมืดบอด

ได้คุยกันเรื่องจิต เขาบอกว่า เห็นจิตตัวเองได้เยอะมาก ทุกอย่างเป็นแค่สมมุติเท่านั้นเอง ชีวิตเขาเหมือนเริ่มต้นการเกิดใหม่ นับหนึ่งใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ทุกข์ อยู่เพราะยังมีเหตุ เพียงแต่ไม่ต้องทำเพราะคิดว่าทำเท่านั้นเอง เป็นอิสระ

เขาบอกว่า เขาจะอยู่อีกไม่นาน ละครชีวิตของเขาใกล้จบลงแล้ว เขามองเห็นทุกๆอย่าง

คุยกันเรื่องที่เราพักอยู่ เขาบอกว่า มันมีอะไรบางอย่าง ไม่ท่วมหรอก

ส่วนเรานั้น เราบอกกับทุกๆคนมาตั้งแต่แรกว่า เขตที่เราอยู่ไม่ท่วมหรอก แม้แต่ที่ทำงานที่ปากน้ำ ยามเคยถาม คนอื่นๆก็เคยถาม เราบอกว่าไม่ท่วมหรอกที่ทำงานรอดแน่นอน

คือมันมีอะไรบางอย่างสำหรับสิ่งที่เราสัมผัสได้

แต่ตอนนี้ยังไม่พูด เดี๋ยวจะกลายเป็นทำให้คนอื่นงมงาย เพราะทุกอย่างมันมีเหตุ นิมิตหรือที่เราชอบเรียกว่าฝัน ไม่เคยผิดพลาด

ส่วนเรื่องที่น้องเขารู้สึกว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ในเรื่องของเขา เราไม่ได้ห้ามอะไร มองเป็นเรื่องปกติของคนที่มองเห็นโน่นเห็นนี่ เราเพียงแต่บอกไปว่า รู้สึกอะไรยังไง รู้ไปตามนั้น อย่าไปยึดติด ถ้าสักวันสิ่งต่างๆเหล่านี้หายไป จะได้ไม่ทุกข์

๒๑ พย. คนที่ทำงาน

เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน คนที่เจริญสติด้วยการถักกล่องใส่ทิชชู

เจอกันตอนเย็น เขากำลังจะไปงานศพ เราบอกกับเขาว่า ไปที่งานอย่าไปกินอะไร น้ำ ถ้าไม่จำเป็นอย่ากิน จะมีคนมาขอส่วนบุญมาก ระวังจะไม่สบาย ถ้าพลังไม่พอ

เขาเล่าให้ฟังเมื่อเช้า เขาบอกว่า ตอนที่ฟังเราพูด ก็รู้สึกงงๆ เพราะปกติไปงานศพอื่นๆ ไม่เคยเห็นพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้สนใจอะไร เพราะตัวเขาเองมีสัมผัสด้านนี้เยอะ ทั้งมองเห็นด้วยตาเปล่าและสัมผัสทางจิต

พอเข้าเขตวัด เขาบอกว่าเห็นวิญญาณเต็มไปหมด เยอะมากๆ เห็นวัดที่อยู่เป็นเมืองเก่าๆ ตัวสามีเขาไปด้วย จากที่ไม่เคยมีสัมผัส เดี๋ยวนี้มีมากขึ้น สามีเขาบอกว่า เขาเห็นที่นั่นเป็นเมืองโบราณ วิญญาณเยอะมาก

ส่วนตัวขาเอง รู้สึกตึงที่หนังหัวมากๆ มีอาการคลื่นไส้อยากจะอ้วก เลยให้พี่สาวลงไปก่อน เขานั่งสงบสักพัก แล้วนำพระมาสรวมคอ สักพักอาการดีขึ้น จึงเดินเข้าไปงาน ไม่กินทั้งน้ำและอาหารที่นำมาให้

เราบอกว่า อย่าถามอะไรเลยว่ารู้ได้ยังไง มันจะรู้ขึ้นมาเองเดี๋ยวนั้น ตอบไม่ได้ว่าทำไม แล้วอาการหนังหัวตึง จนถึงขั้นอยากอ้วก ไม่มีอะไรหรอก เขามาดึงพลังที่มีอยู่ หนังหัวจะตึงไปหมด ใครให้ได้ เขาจะหาคนนั้น

เดี๋ยวนี้เขารู้เห็นอะไรชัดมากกว่าเมื่อก่อน เราบอกว่า เขาอยู่ใกล้เราตลอด สมาธิที่เขาได้รับไปทำให้สิ่งที่เขามีอยู่มีพลังมากขึ้น และมาหลังๆเขาสร้างเหตุนอกตัวน้อยลง สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนมีผลสะท้อนกลับคืนมาเป็นพลังให้กับเขา

แม้กระทั่งสามีเขา ที่ไม่เคยมีสัมผัสอะไรเลย กลับมากลายเป็นคนมีสัมผัส ก้เกิดจากสมาธิเขาถ่ายเทไปให้สามีเขานี่แหละ มันเป็นเรื่องของเหตุ ของเคยทำมา พอถูกกระตุ้น สัญญาที่เคยมีจะส่งผลทันที

แม้กระทั่งน้องเป็นประชาสัมพันธ์ จากไม่เคยสัมผัสอะไรได้ เดี๋ยวนี้สัมผัสได้มากขึ้น รู้เห็นมากขึ้น เป็นเหตุให้เขาสวดมนต์ทุกวัน จากที่ไม่เคยทำมาก่อน อีกอย่าง เขาเห็นว่า อะไรก็ตามที่เราบอกล่วงหน้า ทุกเรื่องเป็นความจริงหมด

เป็นเหตุให้เขาเกิดความศรัทธา เชื่อในสิ่งที่บอกมากขึ้น เขายุ่งกับเรื่องคนอื่นน้อยลง ไม่ร่วมวิพากย์วิจารย์ใคร เพราะเราพูดเรื่องเหตุที่ทำและผลที่ต้องได้รับให้เขาฟัง ทุกอย่างมันมีเหตุ ไม่ใช่มีเรื่องบังเอิญในโลก

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อวานนี้ มีบางเรื่องที่เราขบคิดอยู่ ว่าทำไม อะไร อย่างไร แล้วมีบางสิ่งบางอย่างให้เรารู้ เป็นเรื่องของเทวทัติในยุคกึ่งพุทธกาล คนที่ขัดขวางการปฏิบัติของผู้อื่น ขวางเส้นทางมรรคผลของผู้อื่น

โดยการนำคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือพระไตรปิฎกที่มีอยู่มาเป็นอาวุธ สิ่งที่เชื่อ ตลอดจนสิ่งที่นำมาถ่ายทอด มีแต่เหตุของการเวียนว่ายตายเกิด พยายามขัดขวางทางของผู้อื่น แปลงร่างได้หลายร่าง เหมือนเทวทัติสมัยพุทธกาล

แต่เนื้อหาที่เรารู้ แตกต่างแค่เปลือก ดูตามสภาวะเหมือนทุกอย่าง ไม่แตกต่างในสัมยพุทธกาลเลย มีแต่ก่อให้เกิดความแตกแยก ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ใครเชื่อใครล้วนมีเหตุ ไปกล่าวโทษกันไม่ได้ นี่แหละ อุบัติภัยของความไม่รู้ ดุจนรกที่มืดมิด

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: