คำทำนาย

พอดีช่วงนี้ กระแสคำทำนายค่อนข้างฮิต พออ่านหลายๆบทความ มองเห็นแต่เรื่องของเหตุและผล เพราะเมื่อยังไม่มีที่พึ่งเป็นของตนเอง ย่อมหวังผู้พึ่งผู้ที่คิดว่าจะช่วยตนเองได้ แล้วการช่วยแบบนั้น ต้องช่วยกันไปอีกนานเท่าไหร่ เหมือนการเลี้ยงลูกที่ไม่รู้จักโต ต้องคอยหุงหาอาหารให้กินตลอดชีวิต

เราไม่ได้คัดค้านเรื่องคำทำนาย เพราะตลอดชั่วชีวิตของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรียกว่าคำทำนาย เรามักจะเรียกว่านิมิตหรือความฝัน นี่คือเหตุที่ทำให้มายืนอยู่ที่ปัจจุบันนี้ได้ เพราะเพียงแค่รู้ ไม่ได้ไปยึดติดในสิ่งที่รู้หรือเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีคำทำนายหรือไม่มีคำทำนายก็ตาม

เหมือนชีวิต หากเอาชีวิตไปผูกติดกับคำทำนาย ชีวิตที่เกิดมา คงไร้รสชาติพิลึก คงเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกบังคับให้เดินด้วยมือที่มองไม่เห็น ชีวิตที่เกิดมา ล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งในอดีตที่ทำไว้และปัจจุบันที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากอวิชชาที่ยังมีอยู่

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค – ๘. สักกปัญหสูตร ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีน แห่งพระ นครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ฯ

ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ (เทพเจ้าแห่งสามโลก) ได้บังเกิดความขวนขวาย เพื่อจะเฝ้า พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงพระดำริว่า บัดนี้ พระผู้มีพระ ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรง เห็นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีนแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ

ครั้นแล้ว จึงตรัสเรียกพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า …. ….

ท้าวสักกะจอมเทพ อันพระผู้มีพระภาคทรงให้โอกาสแล้ว ได้ทูลถามปัญหาข้อแรกกะพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวก เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันใจไว้

อนึ่ง ชน เป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความ พยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามี ความปรารถนาอยู่ดังนี้ ก็ไฉน เขายังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่ ท้าวสักกะจอมเทพได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคด้วยประการ ฉะนี้ ฯ

พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ดูกรจอมเทพ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีความริษยาและ ความตระหนี่เป็นเครื่องผูกพันใจไว้

อนึ่ง ชนเป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความพยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็น ผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามีความปรารถนาอยู่ดังนี้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเป็น ผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่ พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ด้วยประการฉะนี้ ฯ ….

ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ในปัญหาพยากรณ์ข้อแรกดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไป ว่า …. ….

ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่สี่อย่างนี้ว่า ถ้าความตรัสรู้จักมีแก่เราในภายหน้า โดยธรรมไซร้ เราจักเป็นผู้รู้ทั่วถึงอยู่ นั่นแหละจักเป็นที่สุดของเรา ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็นปานนี้ ฯ

ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ห้าอย่างนี้ว่า หากเราจุติจากกายมนุษย์แล้ว ละอายุอันเป็นของ มนุษย์แล้ว จักกลับเป็นเทวดาอีกจักเป็นผู้สูงสุดในเทวโลก ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้ ฯ ….

ท้าวสักกะเปล่งอุทาน ได้ธรรมจักษุ ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเอาพระหัตถ์ตบปฐพี แล้วทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน บังเกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา และบังเกิด ขึ้นแก่เทวดาแปดหมื่นพวกอื่น

เวลาอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเห็นว่า พระองค์จะทรงสอนเรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่เรื่องการเชื่อแบบเลื่อนลอย ไม่มีที่มาที่ไป ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมมีอย่างแน่นอน

เฉกเช่นเดียวกับคำทำนาย ถึงแม้ไม่มีคำทำนาย ทุกสรรพสิ่งย่อมเสื่อมสิ้นไปตามเหตุปัจจัย จงอยู่อย่างผู้มีสติ จงรู้ชัดในผัสสะ จงรู้เหตุของการเกิดผัสสะ ว่าแท้จริงแล้วอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

ว่าแล้ว ก็ดู Step up 2 ช่อง ๗ เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรด ตามดูทุกภาค ชีวิตคนเราก็ไม่แตกต่างจากการเต้น ต่างคนต่างเต้นไปตามจังหวะชีวิตของตนเอง ดีกว่าไปนั่งหมกมุ่นกับคำทำนาย กะว่าจะเขียนเรื่องคำทำนาย คิดว่า ไม่มีอะไรประเสริฐที่สุดไปมากกว่าการให้ธรรมะเป็นธรรมทาน ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมะ ถ้าไม่ไปยึดติดแล้วสบาย

ไม่ว่าจะพูด จะคิด หรือรู้สึกใดๆ ดูที่จิต จงดูให้ทัน ยังมีไหมเรื่องการเพ่งโทษนอกตัว หรือมีการเปรียบเทียบ จิตเป็นเรื่องละเอียด ต้องมีสมาธิที่ตั้งมั่น จึงจะรู้ชัดเช่นนั้นได้ พูดมาก ขาดทุน พูดน้อยได้กำไร พูดพอประมาณ มนสิการไว้ในใจให้มากๆ เพราะมีแต่เรื่องเหตุและผล นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย

โฆษณา

เหตุของเหตุที่มาวิปัสสนาในปัจจุบัน ตอนที่ ๕

คัมภีร์วิสุทธมรรค

คัมภีร์วิสุทธมรรคฉบับภาษาบาลี เป็นผลงานรจนาจองพระพุทธโฆสาจารย์ นักปราชญ์ชาวอินเดีย ที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทุกประเทศให้การยอมรับเสมอเหมือนกันว่า เป็นคัมภีร์ที่สามารถยึดถือเป็นต้นแบบในการใช้ภาษา

และมีเนื้อหาสาระบริบูรณ์ถูกต้องทั้งในส่วนของปริยัติและปฏิบัติ โดยเฉพาะการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ได้กำหนดใช้คัมภีร์นี้ เป็นหลักสูตรการศึกษาเล่าเรียนสำหรับพระภิกษุสามเณรในชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยค สืบมาตราบเท่าปัจจุบันนี้

สำหรับคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยเล่มนี้ เป็นผลงานแปลและเรียบเรียงของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนในชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยค

รวมทั้งพระภิกษุสามเณร นักศึกษาพระอภิธรรม นักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน และพุทธศาสนิกชนผู้สนใจทั่วไป ให้การยอมรับเสมอเหมือนกันว่า สำนวนการแปลอ่านเข้าใจง่าย และได้รับความรู้ที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาหรือตามสภาวธรรม ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติทุกประการ

คัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาบาลี เป็นคัมภีร์ที่ท่านพระพุทธโฆสเถระ ชาวชมพูทวีป(อินเดีย) ได้รจนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๙๕๖ ที่ประเทศลังกา(ศรีลังกา)

โดยท่านได้ขอโอกาสจากที่ประชุมสงฆ์ในมหาวิหาร ณ กรุงอนุราธปุระ ประเทศลังกา เพื่อรจนาอรรถกถาพระ(ไตร)ปิฎก ซึ่งที่ประชุมได้ให้โอกาสตามที่ท่านประสงค์ทุกประการ

เมื่อคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาบาลี ที่ท่านพุทธโฆสเถระรจนานั้น ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมสงฆ์แห่งมหาวิหาร และแพร่หลายออกไปสู่ประเทศต่างๆที่นับถือพระพุทธศาสนา

โดยเฉพาะประเทศไทยแล้ว พระเถระผู้มีความรู้แตกฉานในภาษาบาลีได้ร่วมกันตรวจชำระ และจารลงในคัมภีร์ใบลานเป็นภาษาบาลี อักษรขอม เพื่อใช้เป็นหลักสูตร การศึกษาชั้นเปรียญ ๘-๙ ประโยค ที่คณะสงฆ์จัดขึ้นในสมัยนั้น

ต่อมมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารีมหาเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์ ลำดับรูปที่ ๑๔ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์ ได้ตรวจชำระและปริวรรตคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบั้บภาษาบาลี

อักษรขอมนั้น ตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาบาลี อัษรไทย พร้อมทั้งนิพนธ์ประวัติของท่านพระพุทธโฆสเถระตีพิมพ์ไว้ด้วย

โดยการตีพิมพ์ในครั้งนั้น แบ่งออกเป็น ๓ ภาค หรือ ๓ เล่มสมุดไทย เพื่อใช้เป็นหลักสูตรการศึกาาพระปริยัติ แผนกบลีชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยคเช่นเดียวกัน

สำหรับคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถระ) ได้แปลและเรียบเรียงไว้ในสมัยคณะสงฆ์และรัฐบาลสนับสนุน และอาราธนาท่าน ให้อยู่จำพรรษา ณ สันติปาลาราม ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕-๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ตั้งใจแปลและเรียบเรียงคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยดังกล่าว ด้วยจิตอันเป็นมหากุศลอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงผู้ที่มีพื้นความรู้ภาษาบาลีน้อย จะอ่านเข้าใจยากเป็นสำคัญ จึงนำความบางส่วนในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสามหาฎีกา มาเสริมความที่กล่าวไว้อย่างย่นย่อ ให้มีเนื้อหาสาระสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ดังนั้น เมื่อบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ใฝ่ศึกษา ได้อ่านคัมภีร์วิสุมธรรมคภาษาไทยฉบับบี้แล้ว ต่างกล่าวยอมรับด้วยความสนิทใจว่า สำนวนการแปลและเรียบเรียง อ่านเข้าใจง่ายที่สุดกว่าฉบับอื่นๆ

นิทานกถา

ปัญหาพยากรณ์

ก็แหละ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์ไว้ดังนี้

(๑) นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศิลแล้ว ทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
(ดูเทียบ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖-๒๗)

ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์นี้?

ได้ยินว่า มีเทวบุตรตนใดตนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซึ่งเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถีในเวลาอันเป็นส่วนแห่งราตรี เพื่อจะถอนความสงสัยของตน จึงได้กราบทูลถามปัญหานี้ว่า:-

ปรชาสัตว์ รกชัฏทั้งภายใน รกชัฏทั้งภายนอก รุงรังไปด้วยรกชัฏ ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์ ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
(ดูเทียบ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖-๒๗)

อธิบายปุจฉาปัญหา

ปุจฉาปัญหานั้น มีอรรถอธิบายโดยย่อ ดังนี้:-

คำว่า รกชัฏนี้ เป็นชื่อของตัณหา ซึ่งเป็นเพียงดังว่าข่าย เป็นความจริง ตัณหานั้น เป็นเสมือนหนึ่งชฎา กล่าวคือ แขนงสาขาแห่งสุมทุมพุ่มไม้ไผ่เป็นต้น

โดยอรรถว่า เกี่ยวประสานไว้ เพราะ บังเกิดขึ้นบ่อยๆในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูป เป็นต้น ด้วยสามารถเบื้องล่าง เบื้องบน เพราะเหตุนั้น จึงได้ชื่อว่า รกชัฏ

อนึ่ง ตัณหานี้ นั้นเรียกว่า เป็นรกชัฏทั้งภายใน รกชัฏทั้งภายนอก เพราะ บังเกิดขึ้นในบริขารของตน และบริขารของผู้อื่น ในอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก

ประชาสัตว์ รุงรังด้วยรกชัฏ อันเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้นั้น เหมือนอย่างว่า ไม้ไผ่เป็นต้น ย่อมรุงรังด้วยแขนงไม้ไผ่เป็นต้น ฉันใด

อันว่า ประชากร กล่าวคือ หมู่สัตว์นี้ แม้สิ้นทั้งมวล รุงรังแล้วด้วยรกชัฏคือ ตัณหานั้น อธิบายว่า อันรกชัฏ คือ ตัณหาที่รัดรึงแล้ว เกี่ยวประสานไว้แล้ว เหมือนอย่างนั้น

ก็เพราะเหตุที่หมู่สัตว์รุงรังอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคนั้นว่า ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์

คำว่า ข้าพระโคดม เทวบุตร ระบุพระนามของพระผู้มีพระภาค โดยพระโคตร

คำว่า ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ คือ เทวบุตรกราบทูลถามว่า ใครจะพึงถาง ใครจะเป็นผู้สามารถเพื่อจะถางรกชัฏอันรึงรัดไตรโลกธาตุ ซึ่งดำรงอยู่ ด้วยอาการอย่างนั้นได้

ก็แหละ พระผู้มีพระภาค ผู้มีญาณอันส่องไปมิได้ติดขัดในสรรพธรรมทั้งหลาย เป็นเทวดาของทวยเทพ เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย เป็นท้าวสักกะเลิศล้นกว่าท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมล่วงเลยพรหมทั้งหลาย

ทรงแกล้วกล้า เพราะทรงประกอบด้วยพระเวสารัชญาณ ๔ ทรงไว้ซึ่งพระทศพลญาณ มีพระญาณมิได้มีเครื่องขีดขั้น มีพระจักษุรอบด้าน ครั้นถูกเทวบุตรกราบทูลดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงตอบข้อความนั้นแก่เทวบุตร จึงได้ตรัส พุทธนิพนธคาถาพยากรณ์นี้ ความว่า:-

นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศิล แล้วทำสมาธิจิต และปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้

คำปรารภของผู้รจนาคัมภีร์

(๒) บัดนี้ ข้าพเจ้า(หมายเอาพระมหาพุทธโฆษาจารย์) จักบรรยายความแห่งพระพุทธนิพนธคาถาที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ ตรัสวิสัชนาไว้แล้วนี้ อันต่างด้วยคุณ มีศิล เป็นต้น ตามที่เป็นจริงต่อไป

โยคีบุคคลเหล่าใดในพระศาสนานี้ ได้รับการบรรพชา อันหาได้ด้วยากในพระศาสนาของพระชินเจ้าแล้ว แม้ถึงจะต้องการความบริสุทธิ์ เมื่อไม่รู้จักทางแห่งความบริสุทธิ์ อันเป็นทางตรง ทางเกษมซึ่งสงเคราะห์ด้วยศิลเป็นต้น ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะไม่บรรลุถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้ แม้ถึงจะเพียรพยายามอยู่ก็ตาม

ข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งมีอันไตร่ตรองถูกต้องดีแล้ว โดยอิงอาศัยเทศนานัยของพระเถระทั้งหลาชาวมหาวิหาร อันทำความปราโมชให้แก่โยคีบุคคลเหล่านั้น

เมื่อข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น โดยความเคารพ ขอสาธุชนทั้งหลาย ผู้ประสงค์ความบริสุทธิ์สิ้นทั้งมวล จงใคร่ครวญดูโดยความเคารพเทอญ

๒๖ พย.๕๔ (พระธรรมคำสอนจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง)

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๕ ชม.

สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อะไรๆที่เคยสงสัยมาตั้งแต่เด็กๆ ตลอดจนคำทำนายที่ถูกทำนายมาตั้งแต่ก่อนที่จะลืมตาดูโลก แม้กระทั่งคำทำนายจากผู้ที่ไม่เคยรู้จักได้ทำนายไว้ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน

๑. เป็นผู้มีบารมีมาเกิด จะเป็นบุคคลสำคัญในอนาคต

๒. แม้เกิดเป็นชาย เมื่อได้บวช จะเป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ ถ้ารับราชการ จะเป็นใหญ่ในราชการ เมื่อเกิดเป็นหญิง จะเป็นมังกรในหมู่คน เพราะเป็นผู้มีบารมีมาเกิด

๓. ต่อไปจะเป็นมังกรในหมู่คน

เคยหัวเราะกับคำทำนายเหล่านี้ เกิดจากคำว่า”ผู้มีบารมีมาเกิด” คือ มองว่า ถ้าเป็นผู้มีบารมีมาเกิด ทำไมจึงเกิดในครอบครัวคนจน ทำไมไม่เกิดเป็นพระราชาหรือไม่ก็เกิดเป็นลูกคนรวย

และก็คำว่า “มังกรในหมู่คน” จะไม่ให้ขำได้ยังไง คำว่า “มังกร” เขาหมายถึงผู้มีอำนาจวาสนาบารมี เรามันแค่ลูกชาวบ้านธรรมดา แถมเกิดมาจนอีกต่างหาก จะเป็นมังกรไปได้ยังไง

ทุกสิ่งเหมือนจะได้รับคำตอบที่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร แล้วทำไมโดยอุปนิสัยหลายๆอย่าง จึงไม่ค่อยจะเหมือนใคร สุดท้าย จบลงที่ รู้สักแต่ว่ารู้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

วัยเด็ก

ตั้งแต่เกิดชอบนอน ไม่ยอมตื่นมากินนม แม่ต้องคอยกระตุ้นให้ตื่นมากินนม เป็นคนชอบนอน นอนแล้วหลับสนิท จะตื่นต่อเมื่อฝันว่าเข้าห้องน้ำ การตื่นทุกครั้งคือ ฉี่รดที่นอนถึงจะตื่น อาการนี้หายไปเมื่อเรียนมัธยมปลาย เกิดจากไปนอนบ้านเพื่อน แล้วฉี่รดที่นอน ต้องแอบเอาที่นอนไปตาก คิดว่ารอดสายตา ที่ไหนได้ ถูกนำมาเป็นเรื่องล้อเลียนในหมู่เพื่อนๆ

เคยสอบตกตอนอยู่ ป.๑

ทุกๆเช้า แม่จะต้องหาวิธีปลุกให้ตื่นสารพัดวิธี เป็นเด็กไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบนอน นั่งตรงไหน หลับตรงนั้น ขนาดคุยๆอยู่ยังนั่งหลับได้ เวลาไปเรียนครูให้นั่งหน้าห้อง อยู่หลังห้อง หลับตลอด แต่แปลก ถึงจะหลับแต่กลับสอบได้ระดับดีๆ

เมื่อนั่งหน้าห้อง จึงโดนครูเอาชอล์คเขวี้ยงประจำ นั่งหน้าก็ยังหลับ เพื่อนเคยถามว่า หลับประสาอะไร ทำไมสอบได้ที่ดีๆ เราก็ตอบว่า ตรูก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าสิ่งที่ครูสอนในห้อง มันออกเป็นข้อสอบตลอด แค่นั่งฟังครู หลับบ้าง ตื่นบ้าง จำได้เอง

วันสอบไล่ แม่ไม่รู้เรื่อง

เช้าวันนั้น เหมือนทุกๆเช้า แม่ปลุกแล้ว ได้ยินเสียงขานรับ คิดว่าลูกคงตื่นแล้ว ก็ไม่ได้สนใจขึ้นไปดูบนบ้าน แล้วลืมลูกไปเลย กลับมาจากตลาด ถึงได้รู้ว่า ลูกยังนอนหลับอยู่ มารู้ทีหลังว่า ลูกสอบตก เพราะนอนไม่ตื่น

เมื่อโตขึ้น การนอนยังคงเป็นเหมือนเดิม นอนข้ามวันข้ามคืน ตื่นขึ้นมาอย่างมากแค่กินน้ำแล้วหลับต่อ บางวันหลับติดต่อหลายๆวัน แม้กระทั่งทำงานแล้ว ตอนที่ชีวิตยังปกติ อาการชอบนอนยังคงเป็นอยู่เหมือนเดิม

ถ้าเข้าเวรเที่ยงคืน ออกแปดโมงเช้า จะนอนตั้งแต่กลับถึงห้อง ข้าวปลาไม่กิน ตื่นมาอีกทีใกล้เวลาทำงาน ยิ่งวันหยุดไม่ต้องพูดถึง มีการตื่นขั้นเวลา หาข้าวกินเสร็จ แล้วนอนต่อ ยังคงนอนข้ามวันข้ามคืนเหมือนเดิม

เมื่อก่อนไม่รู้ว่าทำไมหลับได้หลับดีขนาดนั้น นั่งที่ไหนก็หลับ ยิ่งไปวัดไม่ต้องพูดถึง ฟังพระพูดไม่กี่คำ หลับสนิท เป็นเหตุให้ชอบฟังเทศน์ เพราะฟังแล้วหลับสบาย

เรียนหนังสือ ไม่เคยอ่านหนังสือสอบ แต่จะสอบได้ที่ ๑ ที่ ๒ ตลอด มาตอนโตกิเลสเยอะ สอบไม่ได้ที่ ๑ แต่ยังไงก็ยังจัดเป็นพวกเด็กเรียนเก่งพิเศษ เพราะไม่เคยอ่านหนังสือสอบ เป็นคนความจำแม่นในระยะสั้น ผ่านไปแล้ว ลืมหมด

เป็นคนที่ไม่ชอบสอนใคร อาจะเพราะชอบนอน เลยไม่ชอบความวุ่นวาย เห็นชีวิตของครู รู้สึกว่า งานสอนเป็นเรื่องที่วุ่นวาย

สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นอาการของจิตที่เป็นสมาธิที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด จึงเป็นคนที่เห็นโน่น เห็นนี่ รู้โน้นรู้นี่ตลอดเวลา แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่านั่นคือผลของสมาธิ

ความประทับใจที่ไม่เคยลืมในวัยเรียน

เป็นโรคภูมิแพ้ เดินไปไหน น้ำมูกสีเขียวๆจะย้อยแทบจะหยดตลอด เลยต้องนั่งกินข้าวคนเดียว มีแต่คนรังเกียจ หน้าตามีแต่ขี้หมูเลอะตามแก้มเพราะเอามือป้ายๆแล้วเช็ดกระโปรง

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เพราะหน้าตาเกรอะกรังด้วยขี้มูกตั้งแต่เล็ก จนกระทั่งโต น้ำมูกสีเขียวๆก็ไม่หาย เลยไม่มีแฟน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ การเรียนเลยสะดวกโยธิน ถึงแม้จะไม่อ่านหนังสือก่อนสอบเหมือนเดิมก็ตาม แต่จะอ่านแค่แป๊บเดียวก่อนเข้าห้องสอบ

ส่วนเพื่อนๆหลายๆคนเรียนไม่จบ บางคนท้องก่อนก็มี เราอยู่รอดปลอดภัยมาตลอดเพราะขี้มูกสีเขียวๆที่ทำท่าจะหยดมิหยดแหล่ ทำให้ผู้ชายเมิน แต่ก็ยังมีคนมาชอบไม่ใช่ไม่มี ไม่ได้ขี้เหร่นิ เพียงไม่เคยสนใจเพราะกลัวเรียนไม่จบเหมือนเพื่อนๆ

เรียนเก่งเพราะจะเอาชนะครู

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าไม่รู้จบ วิชาที่เกลียดคือ วิชาภาษาอังกฤษ แต่วิชาที่เรียนเก่งที่สุด ได้เกรด ๔ มาตลอดก็คือวิชาภาษาอังกฤษ

ที่เกลียด เพราะอย่างที่เล่ามา เรียนแล้วหลับประจำ ทีนี้ครูที่สอนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างเฮี๊ยบ ปากกาคออีแร้ง จริงๆแล้วมันคือปากกาคอแร้ง ที่เรียกว่าอีแร้ง เพราะเราต้องคอยื่นคอยาวคอยหยิบยืมเพื่อน และเพื่อนไม่ค่อยให้ เนื่องจากว่า เรายืมทีไร พังทุกที แม่ดุประจำเรื่องขอเงินซื้ออีแร้งนี่ แถมเสื้อเลอะแต่หมึก เพราะไปสะบัดๆเล่นใส่เพื่อน

วันนั้นเป็นวันที่ไม่เคยลืม เป็นวิชาเรียนภาคบ่าย เพิ่งกินข้าวมา มันก็ง่วง ไม่กินมันก้ง่วงอยู่แล้ว นี่อิ่มๆจะไปเหลือหรือ ครูวิชานี้เป็นครูผู้หญิง ตอนนั้นยังเรียนชั้นประถมอยู่ เวลาครูสอน เราจะโดนครูเอามือหยกบ้าง เหน็บบ้างเพราะนั่งหลับ

มาวันนั้น ครูคงโมโหจัด แบบหยิกก็แล้ว เหน็บเอาก็แล้ว ยังนั่งสัปปะหงก ครูเลยทุบที่หลังอย่างแรง ผลคือ เราอ้วกอาหารกลางวันที่เพิ่งกินเข้าไปเมื่อตอนเที่ยงออกมาหมด ตั้งแต่นั้นมารู้สึกแค้นครู ว่าทำไมต้องทำขนาดนั้น ไม่ได้ฟ้องแม่

ช่วงนั้นเกลียดครูมาก จะเอาชนะ และก็สามารถทำได้ เราเรียนภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเพื่อนๆทุกคนในชั้นเดียวกัน จนกระทั่งม.ปลาย จนอาจารย์ที่สอนแปลกใจ เพราะเด็กน้อยคนที่จะทำคะแนนสอบภาษาอังกฤษได้ดี และคะแนนไม่เคยตกต่ำ

อาจารย์ที่จบจากอเมริกาเรียกตัวเข้าไปคุย ก็ความที่เป็นเด็กเกเร โดนย้าจากห้องคิงส์ ไปเรียนห้องโหล่เปรต ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นห้องที่อาจารย์ทั้งหลายเอือมลระอา แล้วจะไม่ให้อาจารย์สงสัยได้ยังไงว่าโผล่มาได้ยังไง ทำคะแนนท็อปวิชานี้มาตลอด

อาจารย์ทดสอบภูมิความรู้ โดยให้อ่านออกเสียง เราก็พยายามอ่าน อาจารย์มองอย่างแปลกใจ ถามว่า ทำไมทำข้อสอบได้คะแนนดี แต่เวลาอ่านกลับไม่ชัดเจน

เราบอกว่า เราไม่ชอบการอ่าน ชอบพวกแกรมม่ามากกว่า เพราะเพียงจับจุดของTenseต่างๆได้ ว่าให้ดูที่รูปประโยคว่าประกอบด้วยอะไรที่เป็นจุดเด่นของTenseนั้นๆ และท่องจำศัพท์ทั้ง ๓ ช่อง ให้แม่นๆ แค่นี้ ไม่ว่าข้อสอบจะออกมารูปแบบไหนๆจะทำได้หมด แต่การอ่าน ต้องอาศัยการฝึกฝนในการออกเสียง การเน้นคำ เลยไม่ชอบ

เคยให้โดนทำข้อสอบใหม่ถึง ๒ ครั้ง เพราะอาจารย์ที่คุมเวลาสอบ คิดว่าลอกข้อสอบเข้าไปในห้องสอบ เหตุเพราะเขียนรูปประโยคและองค์ประกอบในการดูTense ต่างๆ เพื่อจะได้แยกการใช้ศัพท์ได้ถูก อาจารย์เลยคิดว่าลอกข้อสอบเข้ามาในห้อง

ซึ่งเรายืนยันว่า ไม่ได้นำมาจากข้างนอก แต่เอาออกมาจากสมองของเราเอง เราเป็นคนความจำแม่นแค่ระยะสั้นๆ ถ้าไม่จด จะลืมหมดทุกอย่าง จึงต้องจดลงที่กระดาษข้อสอบที่ให้มา อาจารย์ไม่เชื่อกาหัวกระดาษ

ทีนี้ครูประชุมกัน ให้เราทำข้อสอบใหม่อีกครั้ง แบบอาจารย์ยังไม่ให้ออกจากห้อง ให้สอบทำข้อสอบใหม่อีกครั้ง เราก็ทำเหมือนเดิม จดๆทุกอย่างลงไป อาจารย์ก็ยืนดูตรงนั้น คะแนนยังคงเหมือนเดิม คือ ๙๘ เต็ม ๑๐๐ ทำผิดไป ๒ ข้อ

เกลียดวิชาเลข

เป็นคนไม่ชอบคิดเลข ดูมันยุ่งยาก ต้องละเอียด สอบตกและต้องซ่อมตลอด

เกลียดวิชาชีววิทยา

เพราะต้องเข้าห้องแล็ป ต้องวาดภาพแล็ปส่งอาจารย์ สอบตกเพราะไม่มีแล็ปส่ง และที่ไม่ชอบที่สุด คือการจับสัตว์มาผ่าตัดเพื่อดูอวัยวะต่างๆภายในของสัตว์ เราไม่ยอมทำนะ ปล่อยให้เพื่อนๆทำ ยอมถูกว่า

เกลียดวิชาวาดเขียน

ไม่ชอบวาดภาพ เป็นคนไม่มีจินตนาการ

ชอบวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์

ตอนนั้นบ้าเรื่องประเทศอียิปต์ เพราะชอบเรื่องราวเล้นลับต่างๆ คะแนนที่ทำออกมาจึงได้ดี คือ สูงสุดในห้อง

วิชาภาษาไทย

ไม่ชอบและไม่เกลียดแต่ทำคะแนนได้ดี คือ เกรด ๔ ตลอด

ส่วนวิชาอื่นๆที่เหลือๆ อยู่ในระดับปานกลาง

การเรียน แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย แค่ท่องจำ ขยันทำการบ้าน โดยเฉพาะเวลาเรียนในห้อง ต้องตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอนในวิชานั้นๆ นั่นน่ะข้อสอบทั้งนั้นเลย มีแค่นี้เอง

โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ กล้วยสุดๆ เพียงจับจุดของTense ให้ได้ทั้งหมด ดูที่รูปประโยค tnenseแต่ละtense จะมีจุดเด่นไม่ซ้ำกัน ขัยนท่องศัพท์ จำกริยา ๓ช่องให้แม่น ทำแค่นี้แหละ ไม่ได้ ๔ ให้รู้ไป

ส่วนการเรียนพิเศษ บอกตามตรง ไม่นิยม เพราะนั่นคือวิชาหากินอีกทางหนึ่งของอาจารย์ในยุคนี้ พ่แม่ลยต้องหาเงินหนักมากกว่าเดิม เพื่อให้ลูกได้เรียนพิเศษ ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัย

ไม่แตกต่างกับพระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ ที่มีรูปแบบกระจัดกระจายหลายสำนัก หลายข้อคิดเห็นที่เกิดจากการความรู้ของผู้ที่ได้ศึกษามา และนำมาสอนต่อๆกัน เหมือนทำถูกใจแล้วบอกต่อ ไม่ถูกใจก็บอกต่อ

พระธรรมคำสอนที่แท้จริง จึงถูกทำให้ไขว้เขวและดูเป็นเรื่องยุ่งยากในการปฏิบัติไป ที่ล้วนเกิดจากการยึดติดในบัญญัติ แต่ไม่รู้โดยสภาวะ รู้โดยจากการฟังและการบอกเล่าของผู้อื่น นี่ก็มีเหตุนะ

แม้กระทั่งเรื่องคำสอนศาสนาคริสต์ ตลอดจนคำสอนของนิกายอื่นๆหรือศาสนาอื่นๆ เราเคยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมคำสอนเหล่านั้น ถ้าคนไม่รู้โดยสภาวะ มองแค่ตัวหนังสือ อาจจะเห็นว่าแตกต่างจากคำสอนในศาสนาพุทธ

แต่เมื่อรู้ชัดในสภาวะแล้ว พอไปอ่านคำสอนต่างๆในทุกๆนิกาย และทุกๆศาสนา คำสอนเหล่านั้น ไม่แตกต่างจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้เลย แตกต่างแค่เปลือก ภายในไม่แตกต่าง สิ่งที่ถูกรู้ก็ไม่แตกต่าง

มีกัลยาณมิตรเล่าให้ฟังว่า อย่าลืมว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่อินเดีย แล้วถูกเผยแผ่ไปทั่ว อีกอย่าง ประวัติพระเยซู เดิมชื่อ จีซัส ประสูติจากพระแม่มาเรีย ประวัติก่อนที่จะถูกเรียกว่าพระเยซูคริสต์ หายไปไหน

จึงไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมทุกๆนิกาย ทุกๆศาสนา ที่เกิดในวิถีแห่งการรู้แจ้ง เวลาเขียนออกมา สื่อสารต่างกันแค่เปลือก แต่จบลงที่เดียวกัน คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นภาคสภาวะ

แต่ถ้าให้พูดในแง่ของการปฏิบัติ ไม่ได้มีอคติกับศาสนาหรือนิกายอื่นๆ มองว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้เรื่อง สมถะและวิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในสุดในวิถีแห่งการรู้แจ้งในสัจธรรมที่มีอยู่จริง

ไม่ต้องใช้ถ้อยคำสำนวนให้ยุ่งยาก เพียงแค่รู้หลักที่แท้จริงและรู้ชัดในสภาวะที่แท้จริง แต่ทีนี้เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป ขนาดเกิดทันสมัยพุทธกาลแท้ๆ พระพระพุทธองค์ยังทรงปล่อยวางเลย เหตุมี ผลย่อมมี

ต่อไป ศาสนาพุทธจะกลับมาฟื้นฟูและรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง พระไตรปิฎกจะถูกสังคยานาขึ้นมาใหม่ ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ถูกสอดใส้จากการนำผลที่ได้รับ มาสร้างเป็นในรูปแบบเหตุในการปฏิบัติ เป็นเหตุให้คำสอนถูกทำให้ไขว้เขวหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม

จะมีเหตุการณ์มหันตภัยต่างๆที่เกิดขึ้นอีกมากมาย เหตุเพราะ จะมีผู้รู้แจ้งในสัจธรรมอีกมากมาย สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุทั้งสิ้นๆ เป็นบททดสอบของผู้รู้แจ้งในสัจธรรม เกิดจากเหตุที่ทำไว้ ส่งผลมาให้ได้รับในรูปแบบต่างๆ

ต่อไป จะมีผู้เจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิกันมากมาย จะมีผู้ทรงอภิญญาเกิดมากขึ้น พุทธศาสนาจะยืนยาวไปถึง ๕๐๐๐ ปีตามที่พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้

คิดเสียว่า กำลังอ่านนิยาย เพียงแต่นิยายเรื่องนี้ เนื้อหาเป็นเรื่องของการเรียนรู้ภายในกายและจิต ไม่ใช่เรื่องจากจินตนาการ

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: