คำทำนาย

พอดีช่วงนี้ กระแสคำทำนายค่อนข้างฮิต พออ่านหลายๆบทความ มองเห็นแต่เรื่องของเหตุและผล เพราะเมื่อยังไม่มีที่พึ่งเป็นของตนเอง ย่อมหวังผู้พึ่งผู้ที่คิดว่าจะช่วยตนเองได้ แล้วการช่วยแบบนั้น ต้องช่วยกันไปอีกนานเท่าไหร่ เหมือนการเลี้ยงลูกที่ไม่รู้จักโต ต้องคอยหุงหาอาหารให้กินตลอดชีวิต

เราไม่ได้คัดค้านเรื่องคำทำนาย เพราะตลอดชั่วชีวิตของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรียกว่าคำทำนาย เรามักจะเรียกว่านิมิตหรือความฝัน นี่คือเหตุที่ทำให้มายืนอยู่ที่ปัจจุบันนี้ได้ เพราะเพียงแค่รู้ ไม่ได้ไปยึดติดในสิ่งที่รู้หรือเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีคำทำนายหรือไม่มีคำทำนายก็ตาม

เหมือนชีวิต หากเอาชีวิตไปผูกติดกับคำทำนาย ชีวิตที่เกิดมา คงไร้รสชาติพิลึก คงเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกบังคับให้เดินด้วยมือที่มองไม่เห็น ชีวิตที่เกิดมา ล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งในอดีตที่ทำไว้และปัจจุบันที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากอวิชชาที่ยังมีอยู่

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค – ๘. สักกปัญหสูตร ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีน แห่งพระ นครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ฯ

ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ (เทพเจ้าแห่งสามโลก) ได้บังเกิดความขวนขวาย เพื่อจะเฝ้า พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงพระดำริว่า บัดนี้ พระผู้มีพระ ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรง เห็นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีนแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ

ครั้นแล้ว จึงตรัสเรียกพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า …. ….

ท้าวสักกะจอมเทพ อันพระผู้มีพระภาคทรงให้โอกาสแล้ว ได้ทูลถามปัญหาข้อแรกกะพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวก เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันใจไว้

อนึ่ง ชน เป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความ พยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามี ความปรารถนาอยู่ดังนี้ ก็ไฉน เขายังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่ ท้าวสักกะจอมเทพได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคด้วยประการ ฉะนี้ ฯ

พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ดูกรจอมเทพ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีความริษยาและ ความตระหนี่เป็นเครื่องผูกพันใจไว้

อนึ่ง ชนเป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความพยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็น ผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามีความปรารถนาอยู่ดังนี้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเป็น ผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่ พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ด้วยประการฉะนี้ ฯ ….

ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ในปัญหาพยากรณ์ข้อแรกดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไป ว่า …. ….

ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่สี่อย่างนี้ว่า ถ้าความตรัสรู้จักมีแก่เราในภายหน้า โดยธรรมไซร้ เราจักเป็นผู้รู้ทั่วถึงอยู่ นั่นแหละจักเป็นที่สุดของเรา ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็นปานนี้ ฯ

ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ห้าอย่างนี้ว่า หากเราจุติจากกายมนุษย์แล้ว ละอายุอันเป็นของ มนุษย์แล้ว จักกลับเป็นเทวดาอีกจักเป็นผู้สูงสุดในเทวโลก ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้ ฯ ….

ท้าวสักกะเปล่งอุทาน ได้ธรรมจักษุ ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเอาพระหัตถ์ตบปฐพี แล้วทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน บังเกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา และบังเกิด ขึ้นแก่เทวดาแปดหมื่นพวกอื่น

เวลาอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเห็นว่า พระองค์จะทรงสอนเรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่เรื่องการเชื่อแบบเลื่อนลอย ไม่มีที่มาที่ไป ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมมีอย่างแน่นอน

เฉกเช่นเดียวกับคำทำนาย ถึงแม้ไม่มีคำทำนาย ทุกสรรพสิ่งย่อมเสื่อมสิ้นไปตามเหตุปัจจัย จงอยู่อย่างผู้มีสติ จงรู้ชัดในผัสสะ จงรู้เหตุของการเกิดผัสสะ ว่าแท้จริงแล้วอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

ว่าแล้ว ก็ดู Step up 2 ช่อง ๗ เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรด ตามดูทุกภาค ชีวิตคนเราก็ไม่แตกต่างจากการเต้น ต่างคนต่างเต้นไปตามจังหวะชีวิตของตนเอง ดีกว่าไปนั่งหมกมุ่นกับคำทำนาย กะว่าจะเขียนเรื่องคำทำนาย คิดว่า ไม่มีอะไรประเสริฐที่สุดไปมากกว่าการให้ธรรมะเป็นธรรมทาน ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมะ ถ้าไม่ไปยึดติดแล้วสบาย

ไม่ว่าจะพูด จะคิด หรือรู้สึกใดๆ ดูที่จิต จงดูให้ทัน ยังมีไหมเรื่องการเพ่งโทษนอกตัว หรือมีการเปรียบเทียบ จิตเป็นเรื่องละเอียด ต้องมีสมาธิที่ตั้งมั่น จึงจะรู้ชัดเช่นนั้นได้ พูดมาก ขาดทุน พูดน้อยได้กำไร พูดพอประมาณ มนสิการไว้ในใจให้มากๆ เพราะมีแต่เรื่องเหตุและผล นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2011
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: