๑๓ – ๑๖ มค.๕๕ (ส่งจิตออกนอก)

๑๓ มค.๕๕

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔ ชม.

ขณะนั่งรถดินทางกลับบ้าน จิตเป็นสมาธินานมากขึ้น (๒ชม.) ทำให้เห็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ใช้ทุกๆวินาทีให้เกิดประโยชน์ ไม่ปล่อยลมหายใจทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตมากขึ้น สมาธิมีแนบแน่นมากขึ้นแต่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

๑๔ มค.๕๕

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒๐ นาที

รอบ ๓ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๓๐ นาที

๑๕ มค.๕๕

ทำงานบ้านไปด้วย พักในสมาธิเป็นระยะๆ ๓ ชม. และ ๑ ชม.

๑๖ มค. ๕๕ (ส่งจิตออกนอก)

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

มีคนหลายๆคนที่ปฏิบัติอยู่ รวมทั้งที่หยุดปฏิบัติไปก็มี ส่วนมากเข้ามาเล่าสภาวะให้ฟัง พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า เขาผ่านญาณ ๑๖หรือยัง?

เมื่อก่อน ถ้าใครมาถามแบบนี้ จะตอบไปทันที เพราะสิ่งต่างๆที่นำมาเล่าให้เราฟังนั้น มีแต่บัญญัติทั้งสิ้น คือปริยัติเป็นเหตุ ส่วนมากจะรู้ปริยัติกัน มีแต่เล่าสภาวะเก่า เรื่องที่ตนเองสงสัยอยู่

ไม่มีคนไหนจะพูดเลยว่า เมื่อคิดว่าตนเองผ่านญาณ ๑๖ ได้ ตอนนี้ปฏิบัติแบบไหน สภาวะเป็นยังไง เมื่อเจอทุกข์,สุขแล้วทำยังไง การสร้างเหตุของการที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปทำยังไง เรื่องนี้แหละสำคัญมากยิ่งกว่าการผ่านญาณ ๑๖

ดูเจ้าของร้านเกมส์เป็นตัวอย่าง คนที่เรายังให้คำแนะนำอยู่ เขาเผ็นผู้มีความศรัทธามาก เพราผลของการปฏิบัติ เป็นเหตุให้เขาปล่อยวางสิ่งต่างๆได้มากขึ้น ชีวิตครอบครัวนับวันมีความสุขมากขึ้น เป็นที่ปรึกษาของภรรยาและลูกๆ

เขาบอกว่า ถึงแม้จะไม่ได้รู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง รู้จากการฟังสิ่งต่างๆที่เราคอยอธิบายข้อข้องใจ ตลอดจนข้อสงสัยในสภาวะต่างๆที่เขาติดขัดอยู่ เขามีความเชื่อมั่นมาก เหตุเพราะ เขาทำตามแล้ววัดผลได้ทันที ไม่ต้องให้ใครมาสอบอารมณ์

ไม่ต้องวิ่งหาครูอาจารย์ไหนๆ เขารู้คำตอบสภาวะต่างๆด้วยตัวเอง เพียงแต่การที่เขาถาม ถามด้วยความเคยชิน ทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่า คำตอบนั้นคืออะไร

วันก่อนเขาถามว่า ถ้ารู้แล้ว ไม่คิดถ่ายทอด ศาสนาจะไม่เสื่อมหายไปหมดหรือ?

เราบอกว่า สิ่งที่รู้นี้ มีอยู่แล้ว อยู่เหนือกาลเวลา มีมาก่อนที่จะเกิดโลกใบนี้ขึ้นมา มีก่อนที่จะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น เพียงแต่พระพุทธองค์ทรงรู้ก่อน แล้วนำมาบอกว่า สิ่งที่ทรงรู้นั้น คนอื่นๆก็สามารถจะรู้ได้ ไม่แตกต่างกับที่พระองค์ทรงรู้

พระองค์ทรงวางแนวทางหรือเขียนแผนที่ทิ้งไว้ให้ สุดแต่ว่า ใครสร้างเหตุมายังไง แล้วตีความแผนตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ การปฏิบัติจึงมีหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับการตีความในสิ่งที่พระองค์ถ่ายทอดทิ้งไว้ ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยของคนๆนั้น

ฉะนั้นจึงไม่ต้องไปสนใจว่าศาสนาจะเสื่อมหายไปหรือไม่ ศาสนาเป็นแค่บัญญัติ ตามยุคตามสมัย ทุุกๆสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น ไม่ใช่เพราะเราเป็นเหตุปัจจัย เราแค่มีเหตุปัจจัยร่วมในยุคนั้น สมัยนั้นเท่านั้นเอง

ก่อนที่คิดเป็นห่วงใครๆ จงห่วงตัวเองให้มากๆ จะแบกสิ่งนอกตัวไปให้หนักทำไม ทิ้งไปก่อน จงอย่าได้ใส่ใจ แม้ไม่มีเราบนโลกใบนี้ ทุกๆสิ่งย่อมเสื่อมหายไปสิ้นตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรคงทนถาวร การเวียนว่ายในวัฏสงสารเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่า

เราบอกว่า เข้าใจหรือยัง ที่ไม่ชอบสอนใครๆเพราะอะไร เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส ยังเป็นอาจารย์สอนใครๆไม่ได้หรอก คนที่จะเป็นอาจารย์สอนด้านนี้ได้ ต้องสิ้นกิเลสแล้วเท่านั้น ผัสสะต่างๆจะไม่สามารถทำอะไรกับจิตที่ปราศจากกิเลสได้เลย

เรารู้รสชาติของความทุกข์ได้ดี จำติดใจไม่มีวันลืม การแนะนำคน ขอเป็นเพียงพี่เลี้ยงแบบนี้ดีกว่า ทำตามเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน ที่มาเชื่อกัน ไม่ต้องไปตาม คอยตรวจสอบ คอยดูแล ทำแบบนั้นมันเหนื่อย น่าเบื่อหน่าย ปล่อยไปเลย

เจอมาหมดแล้วสภาวะแบบนั้น ความเป็นห่วงผู้ที่ปฏิบัติ คอยให้คำแนะนำเขา บางทีกลับโดนเขาย้อนด้วยถ้อยคำที่ถูกใจเขา แต่ไม่ถูกใจเรา บางครั้งความห่วงใยมากไป กลายเป็นความฟุ้งซ่าน เพราะห่วงผู้ปฏิบัติมากไป กว่าจะปล่อยวางได้

นี่ .. เจอมาหมดแล้ว แม้กระทั่งการที่คอยตามดูผู้ที่ให้คำแนะนำอยู่ คอยชี้ทางให้กับเขา มีผลกระทบต่อผู้ที่มีเหตุร่วมในทางที่ไม่ชอบใจเรา นี่เหตุอีกแล้ว เหตุที่ไม่จบ เมื่อไม่ชอบเรา คำพูดกระทบกระเทียบย่อมเกิด เราไม่แก้ไข ไม่ตอบโต้ ไม่อธิบาย

ฉะนั้น แม้สิ่งที่ทำอยู่ ไม่ได้มุ่งหมายถึงคนอื่นๆ มุ่งแค่ผู้ที่เราให้คำแนะนำก็ตาม หากเป็นเหตุส่งผลกระทบต่อผู้อื่น จะเริ่มหยุดที่ตัวเองมากขึ้น มองตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ มีมากไปบนโลกใบนี้ ที่มีสภาวะเช่นนี้ เป็นเหตุให้ปล่อยวางได้ไว

สิ่งที่เขียนๆไป ถือว่าได้บอกแล้ว ที่เหลือต้องทำกันเอง หากยังส่งจิตออกนอก คือ ออกนอกฐานกายและจิต ซึ่งจะมีแต่เป็นเหตุให้การรู้ชัดภายในกายข้องขัดบ่อยๆ การปฏิบัติย่อมเจออุปสรรคเนืองๆ

ส่วนเรื่องการส่งจิตออกนอกแบบภาษาชาวบ้าน เช่น ยังมีการสนใจเรื่องชาวบ้าน ถึงแม้จะเป็นผู้ที่เรายังให้คำแนะนำอยู่ก็ตาม ในเมื่อยังมีกิเลสอยู่ ยอมรับได้เต็มๆ เป็นเรื่องธรรมดาๆมากๆ ทั้งๆที่เป็นการติดตามพฤติกรรมของคนที่เราห่วงก็ตาม

สุดท้าย มองตามเหตุปัจจัย ในเมื่อพูดแล้ว บอกแล้ว แถมบางทียังโดนย้อนกลับมาอีก เลิกเลย ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ตอนนี้ไม่ต้องไปคอยตามดู อยากทำอะไร ปล่อยเลย ใครอยากแวะเวียนข้างทางตามสบาย

สำหรับเรานั้น ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังคงเดินทางต่อไป ไม่เคยหยุดแม้แต่สักวินาทีเดียว รู้ชัดในกายและจิตได้นานเท่าไหร่ สัญญาต่างๆสักแต่วาสัญญา มองตามเหตุปัจจัย ไม่มาทุกข์เพราะยึด แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าทุกข์เพราะยึด ตอนนี้รู้แล้วสบาย

นับวันการเดินทางเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ยุ่งนอกตัวน้อยลง สนทนาเฉพาะผู้ที่ทำต่อเนื่อง ผู้ที่เชื่อเราจริงๆ ไม่ต้องคอยดู คอยติดตามพฤติกรรม เมื่อมีเหตุนอกตัวน้อยลง เป็นเหตุให้เผชิญกับผัสสะต่างๆได้สะดวกสบาย

มีแต่บททดสอบเดิมๆซ้ำๆ เพราะไม่ได้สร้างเหตุใหม่ขึ้นมาอีก ไม่ให้คำแนะนำกับใครๆด้วยใจที่อยากพูด อยากสอนใครๆอีก เพราะรู้แล้วว่า การทำสิ่งใดลงไป สิ่งนั้นย้อนกลับมาทดสอบตัวเราเอง มาแบบไม่มีการให้เตรียมตัวล่วงหน้า

ผลของการปฏิบัติ ทำให้ไม่ขัดข้อง ไม่ยึดติดกับสิ่งนอกตัว ไม่ว่าเรื่องงาน ครอบครัว ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะรู้จักกับคำว่า “พอ” อยู่ในสถานะพึงมีพึงได้ตามสถานะ ไม่มีใจทะยานอยาก อยากมี อยากได้ หรืออยากเป็นอะไรๆอีกต่อไป

หลงบัญญัติมาตั้งนาน ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ พอหลุดมาได้ รู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย หลุมพรางของกิลเสมีตลอดเส้นทางนี้ นับตั้งแต่ที่เริ่มปฏิบัติ นั่นคือเตรียมตัวได้เลย ไม่ต้องญาณ ๑๖อะไรหรอก นั่นก็แค่บัญญัติที่มีไว้ให้รู้ ไม่ใช่ให้ยึด

โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ล้วนไม่แตกต่างกับสภาวะอื่น ล้วนเป็นบัญญัติที่เกิดจากสัญญา ยึดเมื่อไหร่ คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร กลายเป็นกิเลสทันที ถ้าไม่ยึด สภาวะจะดำเนินต่อไป หยุดสร้างเหตุนอกตัว หยุดกระจายสิ่งที่คิดว่าเมตตา

จงหันกลับมาเมตตาตัวเองให้มากๆ ช่วยตัวเองให้ได้ก่อน มีแต่กิเลสที่เกิดจากใจทะยานอยากทั้งนั้น ทำไปแล้ว ผลส่งกลับมา ทุกข์แล้ว สุขแล้ว แต่ไม่รู้ว่า สุขหรือทุกข์นั้นมีอะไรเป็นเหตุให้เกิดขึ้น ทุกข์ให้กำหนดรู้ สุขก็เช่นเดียวกัน

เหตุของการเวียนวนคือความไม่รู้นี่แหละ มีแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ เปลี่ยนแค่ฉาก แค่ตัวละคร แต่สภาวะเดียวกัน รู้ได้ไว จบได้ไว ไม่รู้ หลงสร้างต่อไป

โฆษณา

๘- ๑๒ มค.๕๕

๘ มค.๕๕

ชีวิตที่บ้านกับชีวิตที่ทำงาน แตกต่างกันลิบลับ

หมายเหตุ:-

ตลกมากๆเวลามาอ่านย้อนหลัง โดยเฉพาะสภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ต้องบอกว่า ชีวิตที่ทำงานกับที่บ้านในเวลานี้ ช่างเหมือนกันจริงๆในเรื่องของการปฏิบัติ แตกต่างแค่เหตุเท่านั้นเอง นี่แหละชีวิต

๒๕ มค.๕๕

๙ มค.๕๕ (ตรวจสอบตัวเอง)

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

สภาวะต่างๆที่รู้ มีรายละเอียดชัดมากขึ้น แม้กระทั่งสัญญาต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย เห็นรายละเอียดมากขึ้น เมื่อปล่อยวางในสิ่งที่รู้ลงไปได้ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในบัญญัติต่างๆ

หนังสือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่เขียนโดยท่านพุทธโฆสเถระ เล่มนี้ ช่วยได้มากๆในแง่ของการเขียนเรื่องราวต่างๆออกมา ถ่ายทอดสัญญาต่างๆออกมาให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น

เมื่อเข้าใจ รู้ชัดในสภาวะสัญญามากเท่าไหร่ จิตใจปลอดโปร่งเบาสบายมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจึงเป็นไปแบบเรียบง่าย ต่อเนื่อง เพียงแต่สิ่งที่เขียน มีเขียนเป็นระยะๆ แล้วแต่สัญญาจะเกิด แค่รู้ไปกับสภาวะ เกิดอะไรก็แค่รู้ แค่รู้ได้มากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้รู้ชัดในกายและจิตมากขึ้นเท่านั้น เป็นเหตุให้สัญญาทำงานได้สะดวก

เรื่องของปัญญา ที่เคยคิดว่าสิ่งต่างๆที่รู้ออกมาจากจิต หรือเกิดจากจิตนั้น เหตุเกิดจากการยึดติดที่มีอยู่ จึงไม่รู้ชัดในสภาวะนั้นๆว่า แท้จริงแล้ว ก็แค่สัญญาที่สะสมอยู่ในจิต กำลังสมาธิแนบแน่นมากเท่าไหร่ มีสติสมดุลย์รู้อยู่มากเท่าไหร่ สติจะไปแงะๆแคะๆสัญญาต่างๆเหล่านั้นออกมาให้ได้รู้

เมื่อแค่ดู แค่รู้มากขึ้น เป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะสัญญามากขึ้น จิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเองมากขึ้น สภาวะปัญญาจึงเกิดขึ้นตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว ต้องบอกตัวเองอีกครั้งว่า โง่อีกแล้วสิเรา แต่ดีที่ไม่นำสัญญาไปสร้างเหตุวิวาทะกับผู้อื่น คือ อาจจะมีบ้าง เป็นเรื่องปกติของกิเลสที่มีอยู่ แต่ยับยั้งชั่งใจได้ทัน ไม่สร้างเหตุต่อ

อ่านแล้วเกิดรู้สึกอาการฮาอย่างแรง ในเรื่องของสภาวะนิกันติ เกี่ยวกับอปุกิเลส ๑๐ ฮาตัวเอง ไม่ได้ไปฮาใครที่ไหน เมื่อเข้าใจและรู้ชัดในสภาวะสัญญา แล้วจะฮาอย่างแรง โง่กับกิเลสจริงๆ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วไปยึด ล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น

เรามักจะใช้คำว่า “ผ่านญาณ ๑๖” มากกว่าจะเขียนคำบัญญญัติอื่นๆ เช่น บรรลุธรรม โสดาบันฯลฯ สิ่งต่างๆหรือคำเรียกต่างๆที่ผู้นั้น แม้กระทั่งตัวเราคิดเองว่า “คิดว่าได้อะไรเป็นอะไร” ล้วนเกิดจากสภาวะอุปกิเลสทั้งสิ้น อะไรที่เกิดขึ้นแล้วยึด นั่นคือ สภาวะนิกันติทั้งสิ้น

เหตุที่ใช้คำว่า “ผ่านญาณ ๑๖” เพราะ สภาวะเหล่านี้ จะมีรายละเอียดของสภาวะที่ชัดเจน จะเห็นแบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด จดจำสภาวะได้แม่นยำ ยิ่งกว่าการท่องจำใดๆ แค่คิดมา ก็จะรู้ว่า สภาวะแค่รู้นั้น แค่รู้ได้แค่ไหน มีปรุงแต่งต่อไปหรือไม่

ไม่แตกต่างกับโลกธรรม ๘ หากเข้าใจสภาวะสัญญา ย่อมไม่สะดุ้งสะเทือนต่อโลกธรรม ๘ ตราบใดที่ยังไม่หมดเหตุ โลกธรรม ๘ ย่อมมีอยู่เช่นนั้น แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อจิตมากมายแบบก่อนๆ วางได้ไว จบได้ไว

๑๐ มค.๕๕ (ชีวิต)

รอบแรก เดิน ๗ ชม. นั่ง ๕๐ นาที

สภาวะเป็นเรื่องที่แปลก แรงจูงใจหรือเหตุของการปฏิบัติต่อเนื่อง แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน สภาวะของตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน นับวัน บัญญัติต่างๆในคำเรียกต่างๆ ไม่มีผลให้ใจเกิดความทะยานอยากใดๆเหลืออยู่เลย

มองอะไร ก็เห็นแต่ทุกข์ เห็นแต่โทษ เห็นแต่ภัยของการเกิด เห็นความประมาทในการสร้างเหตุที่ยังมีอยู่ ช่องโหว่ที่มองเห็น ทุกขณะมองเห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงนิ่งสงบรู้ชัดอยู่ภายใน ไม่ตอบโต้ ไม่แก้ไข ปล่อยวาง เพราะมีเกิดย่อมมีดับ ธรรมดา

แค่รู้ ดูจิตยามที่ผัสสะมากระทบเท่านั้นเอง มียินดี ยินร้าย โลภะ โทสะ โมหะมีมากน้อยแค่ไหน มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น เห็นความรู้สึกเหล่านั้นดำเนินช้าลง เหมือนภาพต่างๆที่เคลื่อนไหวช้าลงๆๆ จับรายละเอียดชัดกว่าเมื่อก่อน

ทุกๆสภาวะตอกย้ำ ไม่ว่าจะมนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่มองไม่เห็น มีแค่นี้เอง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย เดิมๆซ้ำๆ หมุนวนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนเกมส์ไล่จับ ไล่จับเงาของตัวเอง เงาของจิต ประสานให้เป็นหนึ่งเดียว

ทุกสิ่งล้วนมีเหตุและผลอยู่ในสภาวะนั้นๆ ตราบใดที่เหตุปัจจัยของสภาวะนั้นๆยังมีอยู่ ผลย่อมส่งผลอยู่ ถึงแม้ว่าไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย จนกว่า จะยอมที่จะเปลี่ยนแปลง และกำหนดชะตาชีวิตด้วยตนเอง

จะไปสนใจอะไรอีก ยิ่งสนใจ ยิ่งมองเห็นแต่เหตุ ถึงแม้ว่าจะสงบนิ่งรู้อยู่ภายใน ตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่ สภาวะก็ยังคงเป็นของตัวสภาวะอยู่อย่างนั้นนั่นเอง ต่อไปนี้ ทำตามเหตุ ทำตามปัจจัย นอกตัวปล่อยวางลงไปให้หมด วันนี้อาจจะทำได้ไม่มาก

ทำเดิมๆซ้ำๆเหมือนเดิม ค่อยๆปล่อยออกไป ปล่อยออกไปเรื่อยๆ เส้นด้ายเล็กๆที่ยังเหลืออยู่ ย่อมหมดสิ้นลงไปในที่สุด เพราะท้ายสุด ตกตายลงไป หากยังมีการเกิดอยู่อีก ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อยู่ดี การเริ่มต้นของสภาวะที่น่าเบื่อหน่าย

เมื่อยังมีโอกาสอยู่ จงอย่าปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เพียงเพราะยอมแพ้กับกิเลสที่ยังมีอยู่ เพียงมีสติไม่หวั่นไหว มีสมาธิจิตที่มั่นคง หนทางยังมองเห็น

๑๑ มค.๕๕

เดิน ๖ ชม. นั่ง ๑ ชม.

๑๒ มค. ๕๕(แก้ไข ไม่แก้ตัว)

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๔ ชม.

เรื่องต่างๆที่ผ่านมา ในสิ่งที่เรียกว่า ทำไม่ดีไว้กับผู้อื่น แม้กระทั่งทำกับตัวเองก็ตาม สิ่งต่างๆเหล่านั้น เมื่อมาเจริญสติ เคยคิดว่า มันไม่ดีเลย ถ้ากลับไปแก้ไขได้ อยากย้อนเวลากลับไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ อะไรที่กระทำไปแล้ว กลับไปแก้ไขไม่ได้

ที่แก้ได้ คือ เหตุที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นแต่ละปัจจุบันขณะๆ แก้ต้องแก้ที่ตัวเราเอง แก้ไขปรับเปลี่ยนตัวเอง อะไรที่ยังทำไม่ได้ละเอียด มีอะไร เป็นยังไง ยอมรับตามความเป็นจริง แต่ไม่คิดแก้ไขโดยใช้วิธีแก้ตัวกับผู้อื่น ต้องคอยอธิบายซ้ำซาก เวลาที่ผู้อื่นกล่าวเพ่งโทษมา

สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิตในปัจจุบันขณะ เราสามารถแก้ไขได้ แก้ไขก่อนที่จะทำให้เกิด ไม่ใช่กระทำไปแล้ว และคิดจะแก้ไขใหม่ อันนี้เป็นบทเรียน ทุกๆความผิดพลาดที่รู้ว่าผิดพลาด ยอมรับไป ตราบใดที่กิเลสยังมีเชื้อเหลืออยู่ ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นคู่กับความสำรวม ยิ่งผิดยิ่งสำรวม สังวร ระวังมากขึ้น

ยิ่งรู้ชัดภายในกายและจิตมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นรายละเอียดต่างๆภายในจิตชัดมากขึ้น เหมือนสิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น เห็นแต่ละขณะๆๆๆๆที่กำลังเริ่มจะเกิด กำลังเกิด เกิดอยู่ จางลงจนกระทั่งดับหายไปหมด จะจับทุกระยะๆของการเกิดได้ทันมากขึ้น

เมื่อรู้เท่าทัน การดับโดยตัวสภาวะเอง ก็เกิดทันมากขึ้น บางครั้งไม่ทันจะเกิดก็ดับทันที บางครั้งเพิ่งเกิด ไม่ทันดำเนินต่อ ก็ดับทันที บางครั้งมีจิตอีกตัวคอยกำกับสำทับสภาวะ สิ่งที่กำลังเกิดจึงดับลงไป สิ่งต่างๆเหล่านี้ เกิดจากผลของการรู้ชัดภายใน

ขอบคุณเหตุ

รู้สึกขอบคุณเหตุที่เคยทำมาในเรื่องของสมาธิ เป็นเหตุให้จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ เริ่มต้นจากการทำสมาธิ โดยไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เรียกว่าปฏิบัติ พระไตรปิฎกก็ไม่รู้จัก คำเรียกใดๆก็ไม่รู้จัก สภาวะใดๆก็ไม่รู้จัก คือเป็นผู้ที่ไม่รู้อะไร

กรรมติดจรวด

นับวัน แค่ดู แค่รู้มากกว่าแสดงความรู้สึกนึกคิดออกไป หรือแสดงข้อคิดเห็นใดๆออกไป ไม่ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ยิ่งเห็นว่ากรรมติดจรวด คือ เห็นชัดในสภาวะของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับทันตา ไม่ต้องรอให้ตกตายก่อน แบบที่เรียกว่ากฏแห่งกรรม เหมือนแรงเหวี่ยง ออกแรงไปเท่าไหร่ สะท้อนกลับมาทันที

ดูนอกตัว ย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง แค่ดู แค่รู้ สงบนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว รู้สึกยังไง รู้ไปตามนั้น ท้ายสุด ไม่ต้องไปทำอะไรจริงๆ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องเหนื่อยใจ ที่การกระทำใดๆลงไปเหมือนกับการแก้ตัว แค่รู้เท่านั้นเอง สภาวะแสดงให้เห็นชัด

มีแต่เรื่องของเหตุและผล เราว่าเขา เขาก็ว่าเรา เราทำกับผู้อื่นอย่างไร ผู้อื่นก็กระทำกลับมาที่เราเยี่ยงนั้น ตอกย้ำไปเท่าไหร่ ก็ส่งผลกลับมาเท่านั้น แค่นิ่งสงบ รู้ชัดภายในกายและจิตเนืองๆ

ส่งจิตออกนอก

คำว่า ส่งจิตออกนอกของเรา ไม่ได้หมายถึงการไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการกระทำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ตาม

แต่กล่าวโดยสภาวะคือ อะไรก็ตาม ที่ไม่ได้เป็นเหตุของการรู้ชัดภายในกายและจิต ล้วนเป็นการส่งจิตออกนอกทั้งหมด คือ ออกนอกกายและจิต

เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด วันหนึ่งๆเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดกี่ครั้งต่อวัน นับไม่ถ้วน นับไม่ได้เลย ถึงแม้จะเป็นการตายที่ปัจจุบันขณะ ตายในภพชาติปัจจุบัน แล้วที่เกิดแล้วตายในวัฏสงสารล่ะ ชีวิตน่าอนาถยิ่งนัก โทษของความไม่รู้

ไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ไม่รู้ในอุปทานขันธ์ ๕ ไม่รู้ในสัญญา ปัญญา มีแต่ความไม่รู้และไม่รู้ เพราะกิเลสที่นองเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ซึ่งเกิดขึ้นจากตัวเรานี่แหละที่สร้างขึ้นมาเอง จากความไม่รู้ที่มีอยู่ สะสมมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นฝังแน่นอยู่ในจิต

สักกายะทิฏฐิกับมานะกิเลส

สักกายะทิฏฐิ ได้แก่ การนำความรู้สึกนึกคิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในกายและจิตก็ตาม เมื่อใดมีความรู้สึกนึกคิดให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่าสิ่งนั้นถูก,ผิด,ใช่,ไม่ใช่ฯลฯนั่นคือ สภาวะของสักกายะทิฏฐิที่มีอยู่

การละสักกายะทิฏฐิ

ได้แก่ การมองสิ่งภายนอกและภายใน ยังมีความเป็นตัวตน คน สัตว์ เขา เราที่มีอยู่ แต่ไม่ไปยึดติดกับตัวตน เขา เรา คน สัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่จริง คือ รู้แค่เปลือก แต่ไม่เลยเปลือก ฉะนั้น สภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมสักแต่ว่า …

เป็นเหตุให้ เหตุที่จะมีต่อผัสสะนั้นๆ ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีผลให้เกิดทั้งมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม

มานะกิเลส

ยังมีการยึดมั่นใน ถือมั่นในตัวตนที่มีอยู่ เป็นกิเลสละเอียดกว่าทิฏฐิกิเลส แยกได้ยาก รู้ได้ยาก จนกว่าจะรู้ชัดในสภาวะทิฏฐิกิเลส จึงจะสามารถแยกแยะสภาวะมานะกิเลสได้ เพราะสภาวะมานะกิเลส มีความเนียนละเอียดมากๆ สามารถหลอกได้แม้กระทั่งจิตของตัวเอง คือ หลอกตัวเองให้หลงเชื่อได้ แบบเนียนมากๆ

๗ ธค.๕๔ (ภูมิและภูมิลัทธะ)

๗ ธค.๕๔ (ภูมิและภูมิลัทธะ)

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

สองสามวันมานี่ ชอบฝันใกล้รุ่ง ฝันแต่ละครั้งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าตากันมาก่อน แต่อาจจะเคยมีวิบากร่วมกัน แล้วคงจะหมดสิ้นวิบากต่อกัน ไม่มีการเกิดขึ้นร่วมกันอีกต่อไปแล้ว

ฝันครั้งแรก ฝันว่าอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง มีความรู้สึกว่าชอบเขา (ไม่ขอเรียกว่ารัก เพราะไม่รู้จักสภาวะความรักที่มีการยึดติด) แต่ท้ายสุด ได้บอกกับเขาไปว่า เรานั้นได้ตายไปแล้ว ขอจงอย่าได้รอเราอีก

ฝันอีกครั้ง เป็นบ้านหลังใหม่ ผู้ชายคนนี้จำหน้าได้แม่นมาก เป็นผู้ชายไม่สูง ผอม ผิวขาว มีหนวดที่ริมฝีปาก มีครอบครัวแล้ว เขามีปัญหาทางครอบครัว มีลูกสาว ๑ คน เราเป็นคนดูแลลูกเขา ในฝัน เราชอบเขา และเขาก็ชอบเรา แต่จบลงที่ว่า เราเป็นฝ่ายเดินจากมา ไม่หันหลังกลับไปอีก

คือ เรื่องผู้ชายในฝัน ฝันครั้งก่อนๆ ยังมีการยึดติด มีความทุกข์กับการมีครอบครัว ฝันทีไร ในความฝันมีแต่ความทุกข์ทุกครั้ง เห็นจิตไม่ต้องการเกิดอีกต่อไป นั่นคือฝันครั้งก่อนๆ

ในฝันบางครั้ง มีจิตอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ที่เราจากมาไกล ยามที่ได้ยินเสียงถามมาว่า เมื่อไหร่จะกลับไปสักที จะรู้สึกใจหายและเศร้าใจทุกๆครั้ง แต่ฝันสองสามครั้งหลังนี่ จิตไม่มีเยื่อใยหรือเกิดการอาลัยอาวรณ์แต่อย่างใด

ถ้าคิดจะให้ค่า อาจจะให้ค่าได้ ๒ ทาง คือ หมายถึง ภพชาติในเรื่องของคู่วิบากร่วม จบลงไปทีละคน(ในฝัน) กับ เป็นการสอบอารมณ์เรื่องการยึดติดทางโลก ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆคือ แค่รู้ แล้วดูไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่า เมื่อสภาวะละเอียดมากขึ้น จะรู้คำตอบเอง เหตุของความเชื่อ เพราะผ่านสภาวะต่างๆมามากมาย สุดท้ายรู้คำตอบของสภาวะทั้งหมดเอง โดยไม่ต้องไปค้นหา แค่รู้ชัดภายในกายและจิตเท่านั้นเอง

ภูมิและภูมิลัทธะ

[๘๓๔] อนึ่ง ในเรื่องนี้ ควรทราบความแตกต่างกันของ ภูมิพื้น (ภูมิ) และ ได้ภูมิพื้น (ภูมิลัทธะ) ไว้ด้วย

เพราะว่า ขันธ์ ๕ ที่เป็นไปอยู่ในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เรียกว่า ภูมิ (คือภูมิพื้น)

เพราะ เหตุที่ภูมิพื้นนั้น ชื่อว่า ภูมิพื้น อันกิเลสนั้นได้แล้ว ท่านเรียกว่า ภูมิลัทธะ – กิเลสที่ได้ภูมิพื้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้

และภูมิพื้นนั้น มิใช่โดยทางอารมณ์ เพราะว่า กิเลสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะ ปรารภขันธ์ทั้งหลาย ทั้งปวง ที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง

และเพราะ ปรารภขันธ์ทั้งหลาย ของพระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่านกำหนดรู้แล้วบ้าง เช่น กิเลสทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่โสเรยยเศรษฐี(๑) และแก่นันทมาณพ(๒) เป็นต้น
๑. ดู-โสเรยฺยตฺเถรวตฺถุ ใน ธมฺมปทฏฐกถา (บาลี) ๒/๑๕๘-๑๖๕
๒. ดู-อุปฺปลวณฺณาเถรีวตฺถุ ใน ธมฺมปทฏฺกถา (บาลี) ๓/๑๔๖-๑๕๐

เพราะ ปรารภขันธ์ทั้งหลาย ของพระมหากัจจานะ และพระอุบลวัณณาเถรี เป็นต้น

และ ผิว่า กิเลส (ดังกล่าว) นั้น พึงมีชื่อเป็น ภูมิลัทธิ(คือ ได้ภูมิพื้น) ไซร้ ใครๆก็ละรากเหง้าของภพมิได้ เพราะ กิเลส(ดังกล่าว) นั้นมิได้

แต่(กิเลสที่เป็นไป) ภูมิลัทธะ ควรทราบโดยทางเป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) เพราะว่า ขันธ์ทั้งหลายที่มิได้กำหนดรู้ด้วยวิปัสสนา เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ จำเดิมแต่การเกิดขึ้น(ของขันธ์ทั้งหลาย) ในภพนั้นๆ หรือในสันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะ ก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย

พึงทราบเถิดว่า กิเลส(ที่แทรกซึมอยู่) นั้น คือ ภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น) โดยความหมายว่า ยังละไม่ได้ (ตัวใหญ่)

[๘๓๕] อนึ่ง ในบรรดาขันธ์ทั้งหลายนั้น กิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่โดยความหมายว่า ยังละไม่ได้ ในบรรดาขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด ของบุคคลใด ขันธ์ทั้งหลาย(ตามที่กิเลสแทรกซึมอยู่) เหล่านั้นนั่นแหละ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นของผู้อื่น หาเป็นวัตถุ(ที่เกิด) ไม่

อนึ่ง ขันธ์ที่เป็นอดีตทั้งหลายเท่านั้น ที่เป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลาย ที่แทรกซึมอยู่ เพราะ ยังละไม่ได้ในขันธ์ในอดีตทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้ หาเป็นวัตถุ(แห่งกิเลสทั้งหลาย) ไม่ นัยในขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอนาคตเป็นต้นก็เช่นนี้(และ) เป็นอย่างนั้น

ขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลายนั่นแหละ แลเป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่ เพราะ ยังละไม่ได้ในขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้ หาเป็นวัตถุไม่ ในขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจรก็มีนัย(ดังกล่าว) นี้

แต่ทว่า ในบรรดาอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระโสดาบันเป็นต้น กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนั้นๆ ในขันธ์ทั้งหลายของพระอริยบุคคลใดๆที่ละได้แล้ว ด้วยมรรคนั้นๆ

ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น และเหล่านั้นของอริยบุคคลท่านั้นๆ จะนับว่าเป็นภูมิพื้นหาได้ไม่ เพราะ ไม่เป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) ของกิเลส อันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายเหล่านั้น และเหล่านั้น ที่ท่านละได้แล้ว

แต่สำหรับปถุชน เพราะยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้ โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างหนึ่ง อย่างใดที่ทำไป จึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง วัฏฏะของปถุชนนั้น จึงเวียนวนไป เพราะ กรรมและกิเลส เป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าวนั้น

กิเลส อันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนี้ ของปถุชนนั้น มิควรกล่าวว่า

“แทรกซึมอยู่แต่ในรูปขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายอื่น มีเวทนาขันธ์เป็นต้นไม่ …..ฯลฯ …. หรือกล่าวว่า แทรกซึมอยู่แต่ในวิญญาณขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลาย อันมีรูปขันธ์เป็นต้นไม่” ดังนี้ เพราะเหตุไร?

เพราะ แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั่วทั้ง ๕ ขันธ์ โดยไม่แตกต่างกัน

[๕๘๖] มีอุมาอย่างไร?

อุปมาเหมือน รสดินเป็นต้น แทรกซึมอยู่ในต้นไม้

ความจริง เมื่อต้นไม้ใหญ่ยืนต้น ยึกพื้นดินตั้งอยู่ อาศัยรสดินและรสน้ำ เจริญด้วยราก ลำต้น กิ่ง ค่าคบ ใบอ่อน ใบแก่ ดอกและผลทั้งหลาย

เพราะ รสดินและรสน้ำ เป็นปัจจัย เติบโตเต็มท้ิงฟ้า สืบต่อเชื้อสายของต้นไม้ ด้วยการสืบต่อทางพืชพันธุ์ ตั้งอยู่ตลอดกาลจนสิ้นกัลป์ พูดไม่ได้ว่า

“รสดินเป็นต้นนั้น แทรกซึมอยู่แต่ในรากเท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในส่วนทั้งหลายอื่น มีลำต้นเป็นอาทิไม่ …. ฯลฯ” ดังนี้

เพราะเหตุไร?

เพราะ แทรกซึมอยู่ในส่วนทั้งหลาย มีรากเป็นต้น ทุกส่วนโดยไม่ต่างกันแล

แต่ทว่า มีบุรุษบางคน เบื่อหน่ายในดอกและผลเป็นต้น ของต้นไม้นั้นแหละ แล้วตอกหนามมีพิษ ชื่อว่า มัณฑูกะ เข้าไปทั้ง ๔ ด้าน ครั้นต้นไม้นั้น ถูกกระทบด้วยสัมผัสเป็นพิษนั้น รสดินและรสน้ำทั้งหลาย ก็ถึงความซึมซาบเข้าไปเป็นธรรมดา

เพราะ รสดินและรสน้ำทั้งหลาย หมดสิ้นไปแล้ว ไม่สามารถทำให้เกิดความสืบต่อ(เชื้อสายของต้นไม้) ต่อไปได้อีกฉันใด กุลบุตรผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของ(เบญจ) ขันธ์ ก็ฉันนั้นเช่นกัน เริ่มต้นทำมรรค ๔ ให้เกิดในสันดานตน เหมือนการที่บุรุษนั้น ประกอบยาพิษเข้าในต้นไม้ทั้ง ๔ ด้าน

ครั้นแล้ว ขันธสันดาน ที่ประเภทของกรรมทั้งปวง มีกายกรรมเป็นต้น เข้าถึงแต่เพียงความเป็นกิริยา เพราะ กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลาย สิ้นไปแล้ว โดยประการทั้งปวง มาถึงความไม่เกิดขึ้นในภพใหม่ เป็นธรรมดา ไม่สามารถทำให้สันดานในภพอื่นบ้าง เกิดต่อไปได้ เป็นผู้หาอุปาทานมิได้ ดับสิ้นไปทุกประการด้วย การดับวิญญาณดวงสุดท้าย เหมือนไฟ หาเชื้อมิได้ ดับไป

พึงทราบความแตกต่างกัน ของภูมิพื้น และ(กิเลสที่) ได้ภูมิพื้น โดยประการดังกล่าวนี้

๖ ธค. ๕๕ (อุปปันนะ)

๖ ธค. ๕๕ (อุปปันนะ)

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓ ชม.

ที่สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อใดที่จิตจดจ่อรู้อยู่กับธรรม ความคิดที่เกิดขึ้นจะมีแต่เรื่องสภาวะต่างๆ ไม่ค่อยมีเรื่องทางโลกๆ ความคิดต่างๆจะไม่ค่อยมี แต่ถ้าจิตจดจ่อกับธรรมะต่างๆ สติจะไปขุดคุ้ยสัญญาต่างๆขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

หรือหลังจากจิตอยู่ในสมาธิจนเกิดความอิ่มตัว ข้อคิดธรรมะต่างๆจะเกิดขึ้นมากมาย หากสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ คือ แค่รู้ว่ามี แต่ไม่ไปยึดติดกับรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น สภาวะนี้จะกลายเป็นปัญญา มุ่งถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่

ถ้ามีการยึดติดในรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วนำรู้นั้นๆสร้างเหตุออกไปนอกตัว เป็นมโนกรรม วจีกรรมหรือกายกรรมก็ตาม เมื่อนั้นสิ่งที่รู้ที่คิดว่าเป็นปัญญา จะกลายเป็นสัญญาไปทันที ซึ่งล้วนก่อให้เกิดเหตุของการเกิดภพชาติทันทีที่กระทำลงไป

แทนที่จะละ กลับกลายเป็นยึดเข้าหาตัว ไม่ว่ารู้นั้นๆจะดีหรือไม่ดี จะใช่หรือไม่ใช่ จะถูกหรือผิดในความรู้สึกนึกคิดก็ตาม เพราะกิเลสยังมี สัญญาที่เกิดขึ้น ย่อมมีความวิปลาสอยู่ หาใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้น

มีเรื่องหนึ่งที่ติดขัดอยู่ เรื่องคำพูด เวลาที่มีคนมาถามสภาวะของเขาว่า “เขาผ่านญาณ ๑๖ หรือยัง?”

สภาวะเรื่องการผ่านญาณ ๑๖ กำลังอยู่ระหว่างการเรียบเรียง ยังไม่สมบูรณ์ การตอบไปตรงๆ ย่อมเป็นการทำลายความหวังของอีกฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้หมดกำลังใจในการปฏิบัติลงไป

หรือ ถ้าตอบแบบกลางๆ คำตอบย่อมไม่ชัดเจนแก่อีกฝ่าย หรือตอบแบบให้กำลังใจ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะอาจทำให้ผู้นั้นหลงสภาวะได้

เรื่องสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทั้ง ๓ สภาวะนี้ ล้วนสามารถหลอกตัวเองได้ ถ้าผู้นั้นมีความศรัทธาแรงกล้าทั้งเรื่องของพระรัตนตรัยและผลของการปฏิบัติที่เกิดจากการปฏิบัติผ่านๆมาของผู้นั้น

คือ เข้าใจในความรู้สึกของผู้ที่ถามมาทุกๆคน เข้าใจดีว่า เขาแต่ละคนนั้นต้องการอะไร จริงๆแล้ว เรื่องผ่านญาณ ๑๖ว่า ผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย

ที่สำคัญคือ เรื่องของการดับที่ต้นเหตุอันเป็นแดนเกิดทั้งปวงต่างหากที่ควรรู้ และควรต้องทำ เรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด

เพราะเมื่อรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมรู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕และเป็นเหตุให้รู้แจ้งในสภาวะของพระนิพพานที่แท้จริง ไม่ใช่พระนิพพานที่เป็นบัญญัติหรือต้องใช้การอุปมาอุปมัยนำมาเปรียบเทียบ ให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้าใจได้ สามารถทำตามได้ ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล

สภาวะอริยสัจ ๔ รู้ครั้งเดียวจบ สภาวะพระนิพพาน รู้ครั้งเดียวจบ ไม่มีสภาวะทั้งหยาบและละเอียด ส่วนสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ จะมีสภาวะตั้งแต่หยาบจนละเอียด ไม่ใช่รู้ครั้งเดียวแล้วจบ

เฉกเช่นเดียวกับสภาวะไตรลักษณ์ ไม่ใช่รู้ครั้งเดียวแล้วละสักกายทิฏฐิได้ แต่สภาวะไตรลักษณ์ จะมีสภาวะตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด คือ ทั้งภายนอกและภายใน แยกแยะออกจากกันได้ชัดเจน ในเรื่องของเหตุการปล่อยวางของจิตแต่ละขณะ

…………………………………………………………..

อุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น มีหลายประเภท โดยเป็น
เรื่อง อุปปันนะ หลายประเภทนี้ มีกล่าวไว้ที่อื่น เช่น ขุ. สุ. อ. (บาลี) ๑/๑/๔-๗

๑. วัตตมานะ กำลังเป็นไปอยู่

๒. ภูตาปคตะ เกิดแล้วจากไป

๓. โอกาสกตะ โอกาสอันกรรมทำให้

๔. ภูมิลัทธะ ได้ภูมิพื้น

ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น

๑. สิ่งที่กล่าวว่า มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปปาทะ (ความเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑ แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ(ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่กำลังเป็นไปอยู่

๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์ แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุภูตาปคตะ(ตัวใหญ่) (คือ เสวยแล้วจากไป) ก็ดี

กุศลและอกุศล อันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปปทาขณะเป็นต้น โดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปคตะ(ตัวใหญ่) (คือ เกิดแล้ว จากไป) ก็ดี

เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ(ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วจากไป

หมายเหตุ :-

รู้ขณะเริ่มเกิด-อุปปาทะ ๑ รู้ขณะที่กำลังเกิด-ฐีติ ๑ รู้ขณะดับ-ภังคะ ๑
วลัยพร

๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้ว ในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น

แม้เป็นอดีต ก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีโอกาสกรรมทำให้ เพราะ ห้ามวิบากอื่นแล้ว ทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง

และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาส อันกรรมทำให้แล้ว แม้เป็นวิบากที่ยังไม่เกิด เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (ตัวใหญ่) (เหมือนกัน) เพราะ เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้ว ก็เกิดขึ้นโดยแน่นอน

หมายเหตุ :-

อดีตส่งผลมาปัจจุบัน สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลในอนาคต

เหตุของในอดีตที่ส่งผลมาปัจจุบัน ยังยอมรับไม่ได้ มีตอบโต้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาวะของเหตุนั้นยังไม่จบ ส่วนผลของเหตุที่สร้างขึ้นที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้ได้รับในอนาคต คือสิ่งที่เกิดขึ้นณ ปัจจุบันขณะ
หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุจะย้อนวนกลับไปที่เหตุในอดีตอีก วนไปวนมา กลับไปกลับมาแบบนี้ จนกว่าสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง คือ การยอมรับ แก้ที่ตัวเอง ไม่โทษนอกตัว หยุดสร้างเหตุ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

คำพูดประโยคนี้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง แบบหยาบๆ คือ วางลงได้ชั่วขณะจากผัสสะที่มากระทบ เป็นการฝึกจิตของตัวเอง จากสภาวะการยึดติดในตัวตน เขา, เราที่ยังมีอยู่ ไม่ใช่นำไปสอนหรือแนะนำผู้อื่น

เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก หากผู้แนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าผู้แนะนำได้ให้การแนะนำเช่นนั้น ผู้แนะนำจะเจอสภาวะกลับมาเป็นข้อสอบหรือสอบอารมณ์ของผู้แนะนำว่า ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน

หากยังปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่ให้คำแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง มักจะประสบความทุกข์เนืองๆเพราะเหตุนี้ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มักคิดว่าเป็นเรื่องของเหตุในอดีตที่ทำไว้ แท้จริงแล้ว เกิดจากการแนะนำผู้อื่น

สภาวะของผู้ปฏิบัติ มักจะวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆเพราะเหตุนี้ สภาวะจากเหตุที่ทำไว้ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ เหตุเก่ายังไม่ผ่าน สภาวะจากเหตุใหม่ที่สร้างขึ้นมาอีก เหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ ยืนยาวเพราะเหตุนี้

แม้กระทั่ง การให้คำแนะนำ โดยยกเรื่องราวในอดีตที่ตนเองได้เคยพบประสบเจอมา แล้วคิดว่าผ่านเหตุต่างเหล่านั้นมาได้
เหตุเพราะเกิดจากการกระทำเช่นนั้น ได้แก่ การนำเรื่องราวตรงนั้นมาชี้แนะแก่ผู้อื่น โดยไม่มุ่งเพ่งโทษที่ตนเอง และแก้ไขที่ตนเอง ยังมีการกล่าวโทษผู้อื่นหรือกล่าวโทษนอกตัวอยู่ ล้วนเป็นการสร้างเหตุของการเกิดในวัฏฏะทั้งสิ้น

เหตุมี ผลย่อมมี

เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลย่อมได้รับกลับคืนมา ย่อมประสบกับความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร
ซึ่งแทนที่จะกระทำเพื่อดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ กลับกลายเป็นการสร้างเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป สภาวะของผู้ปฏิบัติจึงดูเหมือนวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆ

สร้างเหตุภายนอกมากเท่าไหร่ ส่งผลกระทบต่อการรู้ชัดสภาวะภายในมากขึ้นเท่านั้น เป็นเหตุให้ มีแต่ส่งจิตออกนอก ไม่สามารถรู้ชัดภายในกายและจิตได้เนืองๆ การเห็นสภาวะต่างๆตามความเป็นจริง ย่อมมีแต่สภาวะสัญญามากกว่าปัญญา
วลัยพร

๔. กรรมเป็นอกุศล ที่ยังมิได้ฉุดถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ (ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดย ได้ภูมิพื้น

หมายเหตุ :-

การเห็นแจ้งสภาวะอริยสัจ ๔ สภาวะสักกายะทิฏฐิถูกประหานทันที สภาวะทิฏฐิกิเลสจะถูกทำลายลง แต่ยังไม่หมด ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน สภาวะทิฏฐิกิเลส ยังมีเชื้ออยู่ ยังไม่หมดสิ้นไปทันที
จนกว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สภาวะสักกายทิฏฐิจะถูกทำลายไปหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ เป็นเหตุให้รู้ชัดภายในกายและจิต เพราะแยกแยะได้ว่า เป็นกิจที่ควรทำและควรจะทำยังไงต่อไป
วลัยพร

อีกประการหนึ่ง ยังมีอุปปันนะอื่น อีก ๔ อย่าง โดยเป็น
ดูเทียบเปรียบเทียบใน องฺ. เอกฺก. อ. (บาลี) ๑/๓๙๔/๔๔/-๔๔๒

๑. สมุทาจาระ คือ นิสัยเคยชิน

๒. อารัมมณาธิคหิตะ คือ ยึดมั่นในอารมณ์

๓. อวิกขัมภิตะ คือ มิได้ถูกกดข่มไว้

๔. อสูมหตะ คือ ยังถอนรากไม่ขาด

ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่กำลังเป็นไปอยู่นั่นแล เป็นสมุทาจารุปปันนะ คือ กิเลสที่เกิดขึ้นด้วยความเคยชิน

เมื่ออารมณ์ (คือ รูป) มาสู่คลองแห่งทวาร มีตาเป็นต้น กิเลสแม้จะยังไม่เกิดขึ้นในตอนต้น แต่เพราะ ยึดมั่นอารมณ์ไว้นั่นเอง ท่านกล่าวว่า “เป็นอุปปันนะด้วย ยึดมั่นอารมณ์ไว้” (ตัวใหญ่)

เพราะ ในตอนท้าย (กิเลส) ก็จะเกิดขึ้นโดยแน่นอน เหมือนอย่างกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระ ผู้กำลังเที่ยวเดินบิณฑบาตรอยู่ในหมู่บ้านกัลยาณคาม (หมู่บ้านเป็นที่เกิดของหญิงงาม) โดยได้เห็นรูปที่ไม่สมควร (แก่สมณะ)

กิเลสที่มิได้ถูกกดข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนา อำนาจใดอำนาจหนึ่ง แม้จะยังไม่ผุดขึ้นสู่สันตติของจิต ก็เรียกว่า เป็นอุปปันนะโดยมิได้ถูกข่มไว้ (ตัวใหญ่) เพราะ ไม่มีเหตุเป็นผู้ห้ามเกิดขึ้น

แต่แม้ว่า ถูกข่มไว้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า อุปปันนะที่ยังถอนรากไม่ขาด (ตัวใหญ่) โดยเหตุที่ยังไม่พ้นความเกิด เป็นธรรมดา เพราะเป็นกิเลสที่ยังไม่ถอนรากขาดด้วยอริยมรรค

เหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระเถระผู้ได้สมาบัติ ๘ กำลังเดินทาง (เหาะไป) โดยอากาศ ได้ยินเสียงเพลงขับร้องของมาตุคาม ซึ่งเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้มีดอก อยู่ในป่าใกล้ๆ ขับร้องด้วยเสียงไพเราะ

อนึ่ง อุปปันนะแม้ทั้ง ๓ อย่าง คือ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ พึงทราบว่า สงเคราะห์เข้ากับภูมิลัทธะ (อุปปันนะ) นั่นเอง

[๘๓๘] ในอุปปันนะ ซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือ วัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็นอุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค)ญาณแม้ไรๆ เพราะ มิใช่อุปปันนะที่ห่าด้วย(อริย)มรรค

แต่ อุปปันนะ กล่าวคือ ภูมิลัทธะ ๑ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสูมหตะ ๑ (๔อย่าง) นี้ใด เพราะ โลกียญาณและโลกุตรญาณนั้นๆเกิดขึ้น ทำให้ความเป็นอุปปันนะนั้นๆ ของอุปปันนะ(๔ อย่าง) นั้น พินาศไป

เพราะฉะนั้น อุปปันนะแม้ทั้งหมด (ทั้ง ๔ อย่าง ข้างหลังนี้) นั้น จึงเป็นอุปปันนะที่ต้องละ ฉะนี้แล

การเห็นแจ้งสภาวะอริยสัจ ๔ สภาวะสักกายะทิฏฐิถูกประหานทันที สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายลง แต่ยังไม่หมด ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน สภาวะวิจิกิจฉากิเลส ยังมีเชื้ออยู่ ยังไม่หมดสิ้นไปทันที
จนกว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายไปหมดสิ้น

ความศรัทธา

สภาวะทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส และสีลัพตปรามาส สภาวะเหล่านี้ สามารถถูกทำให้บิดเบือนได้ด้วยความเป็นผู้มีศรัทธามาก ไม่ว่าจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ก็ตาม เพราะเหตุที่ยังมีความยดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้แล้ว
ย่อมนำสิ่งที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นนี้ไปสร้างเหตุด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่

การสร้างเหตุภายนอก ที่เกิดจากความไม่รู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ เป็นอุปสรรคต่อ การรู้ชัดภายในกายและจิต เนื่องจากสมาธิที่เกิดขึ้นไม่แนบแน่น เป็นเหตุให้ไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ได้นาน
เป็นเหตุให้ เข้าใจสภาวะผิดเพี้ยนไปอีก จึงต้องหาผู้มาสนับสนุนในสภาวะที่ตนเองเป็นอยู่ว่า สภาวะนี้เป็นตามที่ตนเองคิดว่าใช่

การถูกสอบอารมณ์

เหตุมี ผลย่อมมี ในเรื่องการแนะนำผู้อื่นเช่นเดียวกัน ผู้ใดแนะนำผู้อื่นเช่นไร ผู้นั้นย่อมถูกสอบอารมณ์โดยตัวสภาวธรรมของคำแนะนำนั้นๆ ทุกข์มักเกิดขึ้นเนืองๆโดยไม่รู้สาเหตุเพราะเหตุนี้
แต่ส่วนมากมักโยนเหตุที่เกิดไปที่การสร้างเหตุในอดีตที่ผ่านมานานแล้ว ทั้งแท้จริงแล้ว ล้วนเกิดจากสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไป สภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นกับทุกๆคน คือสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัย ณ ปัจจุบัน ขณะแต่ละขณะ

แล้วจะวกกลับไปที่เหตุในอดีตที่เคยทำไว้ ซึ่งส่งผลให้ได้รับ ในรูปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากมีการแก้ไข หรือยังยอมรับไม่ได้ สภาวะนั้นยังไม่จบ เหตุนี้ เรื่องสภาวะของเหตุ(กรรม)และผล(วิบากกรรม) จึงมีสภาวะซับซ้อนเช่นนี้

อดีตส่งผลมาปัจจุบัน สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลในอนาคต

เหตุของในอดีตที่ส่งผลมาปัจจุบัน ยังยอมรับไม่ได้ มีตอบโต้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาวะของผลนั้นยังไม่จบ ส่วนผลของเหตุที่สร้างขึ้นที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้ได้รับในอนาคต คือสิ่งที่เกิดขึ้นณ ปัจจุบันขณะ
หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุจะย้อนวนกลับไปที่ผลในอดีตอีก วนไปวนมา กลับไปกลับมาแบบนี้ จนกว่าสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง คือ การยอมรับ แก้ที่ตัวเอง ไม่โทษนอกตัว หยุดสร้างเหตุ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามความรู้สึกนึกคิด
ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะนั้นๆ

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

คำพูดประโยคนี้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง แบบหยาบๆ คือ วางลงได้ชั่วขณะจากผัสสะที่มากระทบ เป็นการฝึกจิตของตัวเอง จากสภาวะการยึดติดในตัวตน เขา, เราที่ยังมีอยู่ ไม่ใช่นำไปสอนหรือแนะนำผู้อื่น

เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก หากผู้แนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าผู้แนะนำได้ให้การแนะนำเช่นนั้น ผู้แนะนำจะเจอสภาวะกลับมาเป็นข้อสอบหรือสอบอารมณ์ของผู้แนะนำว่า ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน

หากยังปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่ให้คำแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง มักจะประสบความทุกข์เนืองๆเพราะเหตุนี้ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มักคิดว่าเป็นเรื่องของเหตุในอดีตที่ทำไว้ แท้จริงแล้ว เกิดจากการแนะนำผู้อื่น

สภาวะของผู้ปฏิบัติ มักจะวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆเพราะเหตุนี้ สภาวะจากเหตุที่ทำไว้ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ เหตุเก่ายังไม่ผ่าน สภาวะจากเหตุใหม่ที่สร้างขึ้นมาอีก เหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ ยืนยาวเพราะเหตุนี้

แม้กระทั่ง การให้คำแนะนำ โดยยกเรื่องราวในอดีตที่ตนเองได้เคยพบประสบเจอมา แล้วคิดว่าผ่านเหตุต่างเหล่านั้นมาได้ เหตุเพราะเกิดจากการกระทำเช่นนั้น

ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ ย่อมการนำเรื่องราวตรงนั้นมาชี้แนะแก่ผู้อื่น ยังมีการกล่าวโทษผู้อื่นหรือกล่าวโทษนอกตัวอยู่ โดยไม่มุ่งกล่าวถึงว่า ต้องแก้ไขที่ตนเอง

การดับ ต้องดับที่ต้นเหตุ คือดับที่ตนเอง ไม่ใช่ไปดับเหตุนอกตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ยังมีต่อกันอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี

เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลย่อมได้รับกลับคืนมา ย่อมประสบกับความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร
ซึ่งแทนที่จะกระทำเพื่อดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ กลับกลายเป็นการสร้างเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป สภาวะของผู้ปฏิบัติจึงดูเหมือนวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆ

การหมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ยิ่งรู้ชัดภายในมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดในสภาวะของผัสสะต่างๆทั้งภายในและภายนอกมากขึ้นเท่านั้น ปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มีแต่ถ่ายถอนอุปทานในขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้เห็น ภัย เห็นโทษ เห็นทุกข์ของการเกิด เป็นเหตุให้จิตเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด มุ่งรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ กระทบปั๊บ กลับมารู้ชัดภายใน ดับเหตุที่ต้นเหตุ ส่วนเวลา ช้าหรือเร็ว อยู่ที่การทำต่อเนื่อง
รวมทั้งการสร้างเหตุภายนอกที่กำลังทำให้เกิดขึ้น

หยุดตอบโต้ หยุดแก้ไข มาตั้งมั่นรู้ชัดภายใน หยุดเหตุภายนอกมากเท่าไหร่ สภาวะจะขับเคลื่อนไปตามเหตุปัจจัยโดยตัวของสภาวะเอง

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในเรื่องของเหตุ(กรรม) และผล(วิบากกรรม)

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะสังขาร (การปรุงแต่งของจิต ตลอดจนอัตตาภาพร่างกายนี้ว่า เกิดจากมูลเหตุอันใด ทำไมสังขารหรือร่างกาย หรือที่เรียกว่าเปลือกนี้ แต่ละภพ แต่ละชาติ จึงมีความแตกต่างกัน)

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะของผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ว่าอะไรเป็นเหตุ

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะพระนิพพาน เป็นเหตุให้รู้วิธีดับที่ต้นเหตุที่เป็นแดนเกิดในวัฏสงสาร
(ย่อมรู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท)

เป็นเหตุให้รู้แจ้งใน สภาวะวิญญาณ, สัญญาและปัญญา ซึ่งเป็นเหตุให้ สามารถแยกแยะสภาวะสัญญากับปัญญาแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด

เหตุที่ยังเวียนว่ายในวัฏสงสาร เพราะยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำไป จึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง(ตามความเป็นจริงของสภาวะ ไม่ใช่ตามความรู้สึกนึกคิด)
วัฏฏะของผู้นั้น จึงเวียนวน เพราะกรรมและกิเลส เป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าวนั้น (กิเลสที่เป็นรากเหง้า)

“ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมงอกงามแก่บุคคลผู้เห็นแต่ส่วนที่น่าพอใจในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน อุปทานก็มีขึ้น เพราะปัจจัย คือ ตัณหา” ดังนี้ เป็นอาทิ
สํ. นิ. (ไทย) ๑๖/๕๒/๑๐๔

ในบางพระสูตรก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนายกธรรมทั้งสองข้อ เป็นมูลก็มี นี่เช่นอย่างไร เช่นว่า

“ภิกษุทั้งหลาย กายอันนี้ของคนเขลา ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ประกอบด้วยตัณหาเป็นไปแล้ว (คือ เกิดขึ้น) ด้วยเหตุฉะนี้ กายดังกล่าวนี้ด้วย นามรูปกายภายนอกด้วย ทั้งสองนั่นเป็นทวยะ (คือ เป็นคู่กันอย่างนี้ เพราะ อาศัยทวยธรรม คือ
อายตนะ ๖ นั้นแล ผัสสะก็เกิดขึ้น คนเขลาถูกธรรมมีผัสสะเป็นต้นอย่างไรเล่า กระทบเอาแล้ว ย่อมเสวยสุขและทุกข์” ดังนี้ เป็นอาทิ
สํ. นิ. (ไทย) ๑๖/๑๙/๓๒

๑-๕ มค.๕๕

๑ มค.๕๕

เพิ่งกลับจากการตั้งดรงทานที่วัดตาลเอน รู้สึกเพลียมากๆ นอนหลับสนิททั้งคืน

๒ มค.๕๕

เหตุของความทุกข์ ได้แแก่ ความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นในจิตที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก เช่น ความห่วงใย ความรู้สึกเอาใจใส่ต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น(รู้สึกแคร์)

การให้คำแนะนำ ล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งทางโลกและทางธรรม(หากยังมีกิเลสเจือปนอยู่)

๓ มค.๕๕ (ที่มาของนิพพานดิบและนิพพานสุก)

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓๐ นาที

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒ ชม.

ความทรงจำ เหมือนภาพที่ประติดประต่อชัดมากขึ้นเรื่อยๆ การสื่อสารจากดินแดนที่ไกลแสนไกล พยามสื่อสารใหนรูปแบบต่างๆให้รับรู้ ส่งมายังผู้ที่ถูกฟ้าเลือก ชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตไว้แล้วตั้งแต่แรก

การระลึกรู้ได้แต่ละครั้ง น้ำตาจะไหลออกมาเอง ความโศร้า โศกาอาดรูที่เกิดขึ้นเองโดยตัวสภาวะ ชีวิตของมนุษย์ช่างน่าเศร้าจริงหนอ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่รู้ ว่าคือทุกข์

ยถา พุพฺพุฬกํ ยถา ปสฺเส มรีจิกํ เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ

มัจจุราช มองไม่เห็นบุคคลผู้กำหนดเห็นโลก(คือ เบญจขันธ์ หรือรูปนาม) เหมือนเห็นต่อมน้ำ และเหมือนเห็นพยับแดด
ธมฺมปทฏฺฐกถา ๖/๓๖

พระนิพพาน

ที่มาของนิพพานดิบและนิพพานสุก

นิพพาน คือ ความดับภพ

นิพพานดิบ ได้แก่ ดับภพชาติในปัจจุบันชาติ ๑ (ดับแบบหยาบ)

นิพพานสุก ได้แก่ ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ๑ (ดับแบบละเอียด)

ดับภพชาติในปัจจุบัน

ได้แก่ การดับที่ต้นเหตุ (ตนเอง) ที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ ณ ขณะปัจจุบันนั้นๆ คือ ดับเหตุที่ปัจจุบัน (ภพ ชาติ)

ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ได้แก่ ภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น หมั่นรู้ชัดภายในกายและจิต(สมถะและวิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔) สภาวะที่เกิดขึ้นภายในทั้งหมด ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น

เมื่อใดอินทรีย์สมดุลย์ สภาวะการรู้แจ้งในอริสัจ ๔ จะเกิดขึ้นเอง เมื่อแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน ทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส สีลัพตปรามาสจะถูกประหานเป็นสภาวะสมุทเฉจประหานหมดสิ้นไม่เหลือเชื้อ (นิพพานสุก)

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะนิพพานที่มีอยู่จริง เป็นเหตุให้รู้ชัดว่า ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น การกระทำที่เหลือทั้งหมด จึงมุ่งดับที่ต้นเหตุ ที่เป็นเหตุของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่ ดับที่ตนเอง

ที่สำคัญคือ สามารถนำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และสามารถทำตามได้ ไม่ต้องใช้คำอุปมาอุปมัย หรือต้องนำสมมุติบัญญัติต่างๆมาเปรียบเทียบ

๔ มค. ๕๔

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔ ๑/๒ ชม.

๕ มค.๕๔

เดิน ๒ ชม. นั่ง ๔ ชม.

เป็นเรื่องที่แปลกอีกอย่างหนึ่งของสภาวะความคิด บางครั้งความคิดจะว่างเปล่า แม้จะพยายามขบคิดพิจรณาสภาวธรรมใดๆก็ตาม จิตจะมะลื่อทื่อ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก รู้สึกหนักๆ

แต่เวลาที่จิตคิดพิจรณา จิตจะมีความคิดพิจรณาขึ้นมาเอง แม้กระทั่งสภาวะอื่นๆที่เขียนลงไป จะเป็นไปตามจังหวะ ตามสภาวะของจิต ไม่ใช่เกิดจากไปพยายามคิดเพื่อจะนำมาเขียนแต่อย่างใด

๓๐-๓๑ ธค.๕๔

This slideshow requires JavaScript.

๓๐ ธค.๕๔

ทำงานบ้าน สลับกับพักในสมาธิเป็นระยะๆ

๓๑ ธค.

ตั้งโรงทานน้ำปานะที่วัดตาลเอน อ.บางปะหัน จ.อยุธยา

นิพพานสุก

นิพพาน คือ ความดับภพ

นิพพานสุก ได้แก่ ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ๑ (ดับแบบละเอียด)

ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ได้แก่ ภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น หมั่นรู้ชัดภายในกายและจิต(สมถะและวิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔) สภาวะที่เกิดขึ้นภายในทั้งหมด ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น

เมื่อใดอินทรีย์สมดุลย์ สภาวะการรู้แจ้งในอริสัจ ๔ จะเกิดขึ้นเอง เมื่อแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน ทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส สีลัพตปรามาสจะถูกประหานเป็นสภาวะสมุทเฉจประหานหมดสิ้นไม่เหลือเชื้อ (นิพพานสุก)

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะนิพพานที่มีอยู่จริง เป็นเหตุให้รู้ชัดว่า ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น

การกระทำที่เหลือทั้งหมด จึงมุ่งดับที่ต้นเหตุ ที่เป็นเหตุของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่ ดับที่ตนเอง

ที่สำคัญคือ สามารถนำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และสามารถทำตามได้ ไม่ต้องใช้คำอุปมาอุปมัย หรือต้องนำสมมุติบัญญัติต่างๆมาเปรียบเทียบ แต่ทั้งหมดนี้ แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนที่ทำมา และเหตุที่สร้างขึ้นมาใหม่

อีกประการหนึ่ง ยังมีอุปปันนะอื่น อีก ๔ อย่าง โดยเป็น
ดูเทียบเปรียบเทียบใน องฺ. เอกฺก. อ. (บาลี) ๑/๓๙๔/๔๔/-๔๔๒

๑. สมุทาจาระ คือ นิสัยเคยชิน

๒. อารัมมณาธิคหิตะ คือ ยึดมั่นในอารมณ์

๓. อวิกขัมภิตะ คือ มิได้ถูกกดข่มไว้

๔. อสูมหตะ คือ ยังถอนรากไม่ขาด

ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่กำลังเป็นไปอยู่นั่นแล เป็นสมุทาจารุปปันนะ คือ กิเลสที่เกิดขึ้นด้วยความเคยชิน

เมื่ออารมณ์ (คือ รูป) มาสู่คลองแห่งทวาร มีตาเป็นต้น กิเลสแม้จะยังไม่เกิดขึ้นในตอนต้น แต่เพราะ ยึดมั่นอารมณ์ไว้นั่นเอง ท่านกล่าวว่า “เป็นอุปปันนะด้วย ยึดมั่นอารมณ์ไว้”

เพราะ ในตอนท้าย (กิเลส) ก็จะเกิดขึ้นโดยแน่นอน เหมือนอย่างกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระ ผู้กำลังเที่ยวเดินบิณฑบาตรอยู่ในหมู่บ้านกัลยาณคาม (หมู่บ้านเป็นที่เกิดของหญิงงาม) โดยได้เห็นรูปที่ไม่สมควร (แก่สมณะ)

กิเลสที่มิได้ถูกกดข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนา อำนาจใดอำนาจหนึ่ง แม้จะยังไม่ผุดขึ้นสู่สันตติของจิต ก็เรียกว่า เป็นอุปปันนะโดยมิได้ถูกข่มไว้ เพราะ ไม่มีเหตุเป็นผู้ห้ามเกิดขึ้น

แต่แม้ว่า ถูกข่มไว้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า อุปปันนะที่ยังถอนรากไม่ขาด โดยเหตุที่ยังไม่พ้นความเกิด เป็นธรรมดา เพราะเป็นกิเลสที่ยังไม่ถอนรากขาดด้วยอริยมรรค

เหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระเถระผู้ได้สมาบัติ ๘ กำลังเดินทาง (เหาะไป) โดยอากาศ ได้ยินเสียงเพลงขับร้องของมาตุคาม ซึ่งเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้มีดอก อยู่ในป่าใกล้ๆ ขับร้องด้วยเสียงไพเราะ

อนึ่ง อุปปันนะแม้ทั้ง ๓ อย่าง คือ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ พึงทราบว่า สงเคราะห์เข้ากับภูมิลัทธะ (อุปปันนะ) นั่นเอง

[๘๓๘] ในอุปปันนะ ซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือ วัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็นอุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค)ญาณแม้ไรๆ เพราะ มิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย(อริย)มรรค

แต่ อุปปันนะ กล่าวคือ ภูมิลัทธะ ๑ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสูมหตะ ๑ (๔อย่าง) นี้ใด เพราะ โลกียญาณและโลกุตรญาณนั้นๆเกิดขึ้น ทำให้ความเป็นอุปปันนะนั้นๆ ของอุปปันนะ(๔ อย่าง) นั้น พินาศไป

เพราะฉะนั้น อุปปันนะแม้ทั้งหมด (ทั้ง ๔ อย่าง ข้างหลังนี้) นั้น จึงเป็นอุปปันนะที่ต้องละ ฉะนี้แล

การเห็นแจ้งสภาวะอริยสัจ ๔ สภาวะสักกายะทิฏฐิถูกประหานทันที ส่วนสภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายลง แต่ยังไม่หมด ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน สภาวะวิจิกิจฉากิเลส ยังมีเชื้ออยู่ ยังไม่หมดสิ้นไปทันที

จนกว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายไปหมดสิ้น

ความศรัทธา

สภาวะทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส และสีลัพตปรามาส สภาวะเหล่านี้ สามารถถูกทำให้บิดเบือนได้ด้วยความเป็นผู้มีศรัทธามาก ไม่ว่าจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ก็ตาม เพราะเหตุที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้แล้ว
ย่อมนำสิ่งที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นนี้ไปสร้างเหตุด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่

การสร้างเหตุภายนอก ที่เกิดจากความไม่รู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ เป็นอุปสรรคต่อ การรู้ชัดภายในกายและจิต เนื่องจากสมาธิที่เกิดขึ้นไม่แนบแน่น เป็นเหตุให้ไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ได้นาน

แม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรู้ชัดภายในกายและจิต หากยังมีการยึดติด หรือแม้กระทั่ง เกิดความยินดี ยินร้ายในสภาวะที่เกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้เป็นอุปสรรคในการดำเนินต่อเนื่องของสภาวะต่างๆ

จิตต้องเกิดสภาวะการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง (สังขารุฯ-อุเบกขา) เมื่อนั้นสภาวะจึงจะสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

การถูกสอบอารมณ์

เหตุมี ผลย่อมมี ในเรื่องการแนะนำผู้อื่นเช่นเดียวกัน ผู้ใดแนะนำผู้อื่นเช่นไร ผู้นั้นย่อมถูกสอบอารมณ์โดยตัวสภาวธรรมของคำแนะนำนั้นๆ ทุกข์มักเกิดขึ้นเนืองๆโดยไม่รู้สาเหตุเพราะเหตุนี้

แต่ส่วนมากมักโยนเหตุที่เกิดไปที่การสร้างเหตุในอดีตที่ผ่านมานานแล้ว ทั้งแท้จริงแล้ว ล้วนเกิดจากสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไป สภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นกับทุกๆคน คือสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัย ณ ปัจจุบัน ขณะแต่ละขณะ

แล้วจะวกกลับไปที่เหตุในอดีตที่เคยทำไว้ ซึ่งส่งผลให้ได้รับ ในรูปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากมีการแก้ไข หรือยังยอมรับไม่ได้ สภาวะนั้นยังไม่จบ เหตุนี้ เรื่องสภาวะของเหตุ(กรรม)และผล(วิบากกรรม) จึงมีสภาวะซับซ้อนเช่นนี้

อดีตส่งผลมาปัจจุบัน สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลในอนาคต

เหตุของในอดีตที่ส่งผลมาปัจจุบัน ยังยอมรับไม่ได้ มีตอบโต้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาวะของผลนั้นยังไม่จบ

ส่วนผลของเหตุที่สร้างขึ้นที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้ได้รับในอนาคต คือสิ่งที่เกิดขึ้นณ ปัจจุบันขณะ

หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุจะย้อนวนกลับไปที่ผลในอดีตอีก วนไปวนมา กลับไปกลับมาแบบนี้ จนกว่าสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง

คือ การยอมรับ แก้ที่ตัวเอง ไม่โทษนอกตัว หยุดสร้างเหตุ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะนั้นๆ

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

คำพูดประโยคนี้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง แบบหยาบๆ คือ วางลงได้ชั่วขณะจากผัสสะที่มากระทบ เป็นการฝึกจิตของตัวเอง จากสภาวะการยึดติดในตัวตน เขา, เราที่ยังมีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก หากผู้แนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าผู้แนะนำได้ให้การแนะนำเช่นนั้น ผู้แนะนำจะเจอสภาวะกลับมาเป็นข้อสอบหรือสอบอารมณ์ของผู้แนะนำว่า ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน

หากยังปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่ให้คำแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง มักจะประสบความทุกข์เนืองๆเพราะเหตุนี้ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มักคิดว่าเป็นเรื่องของเหตุในอดีตที่ทำไว้ แท้จริงแล้ว เกิดจากการแนะนำผู้อื่น

สภาวะของผู้ปฏิบัติ มักจะวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆเพราะเหตุนี้ สภาวะจากเหตุที่ทำไว้ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ เหตุเก่ายังไม่ผ่าน สภาวะจากเหตุใหม่ที่สร้างขึ้นมาอีก เหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ ยืนยาวเพราะเหตุนี้

แม้กระทั่ง การให้คำแนะนำ โดยยกเรื่องราวในอดีตที่ตนเองได้เคยพบประสบเจอมา แล้วคิดว่าผ่านเหตุต่างเหล่านั้นมาได้ เหตุเพราะเกิดจากการกระทำเช่นนั้น

ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ ย่อมการนำเรื่องราวตรงนั้นมาชี้แนะแก่ผู้อื่น ยังมีการกล่าวโทษผู้อื่นหรือกล่าวโทษนอกตัวอยู่ โดยไม่มุ่งกล่าวถึงว่า ต้องแก้ไขที่ตนเอง

การดับ ต้องดับที่ต้นเหตุ คือดับที่ตนเอง ไม่ใช่ไปดับเหตุนอกตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ยังมีต่อกันอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี

เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลย่อมได้รับกลับคืนมา ย่อมประสบกับความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร

ซึ่งแทนที่จะกระทำเพื่อดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ กลับกลายเป็นการสร้างเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป สภาวะของผู้ปฏิบัติจึงดูเหมือนวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆ

การหมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ยิ่งรู้ชัดภายในมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดในสภาวะของผัสสะต่างๆทั้งภายในและภายนอกมากขึ้นเท่านั้น ปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มีแต่ถ่ายถอนอุปทานในขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้เห็น ภัย เห็นโทษ เห็นทุกข์ของการเกิด เป็นเหตุให้จิตเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด มุ่งรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ กระทบปั๊บ กลับมารู้ชัดภายใน ดับเหตุที่ต้นเหตุ ส่วนเวลา ช้าหรือเร็ว อยู่ที่การทำต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างเหตุภายนอกที่กำลังทำให้เกิดขึ้น

หยุดตอบโต้ หยุดแก้ไข มาตั้งมั่นรู้ชัดภายใน หยุดเหตุภายนอกมากเท่าไหร่ สภาวะจะขับเคลื่อนไปตามเหตุปัจจัยโดยตัวของสภาวะเอง

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ ย่อมรู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ย่อมรู้แจ้งในสภาวะของผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ว่าอะไรเป็นเหตุ ย่อมรู้แจ้งในสภาวะพระนิพพาน ย่อมรู้วิธีดับที่ต้นเหตุที่เป็นแดนเกิดในวัฏสงสาร
(ย่อมรู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท)

เพราะยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำไป จึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง(ตามความเป็นจริงของสภาวะ ไม่ใช่ตามความรู้สึกนึกคิด) วัฏฏะของผู้นั้น จึงเวียนวน เพราะกรรมและกิเลส เป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าวนั้น (กิเลสที่เป็นรากเหง้า)

“ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมงอกงามแก่บุคคลผู้เห็นแต่ส่วนที่น่าพอใจในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน อุปทานก็มีขึ้น เพราะปัจจัย คือ ตัณหา” ดังนี้ เป็นอาทิ
สํ. นิ. (ไทย) ๑๖/๕๒/๑๐๔

ในบางพระสูตรก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนายกธรรมทั้งสองข้อ เป็นมูลก็มี นี่เช่นอย่างไร เช่นว่า

“ภิกษุทั้งหลาย กายอันนี้ของคนเขลา ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ประกอบด้วยตัณหาเป็นไปแล้ว (คือ เกิดขึ้น) ด้วยเหตุฉะนี้

กายดังกล่าวนี้ด้วย นามรูปกายภายนอกด้วย ทั้งสองนั่นเป็นทวยะ (คือ เป็นคู่กันอย่างนี้ เพราะ อาศัยทวยธรรม คือ อายตนะ ๖ นั้นแล ผัสสะก็เกิดขึ้น คนเขลาถูกธรรมมีผัสสะเป็นต้นอย่างไรเล่า กระทบเอาแล้ว ย่อมเสวยสุขและทุกข์” ดังนี้ เป็นอาทิ
สํ. นิ. (ไทย) ๑๖/๑๙/๓๒

คำถามเรื่องญาณ ๑๖ (ตอบคำถาม)

สวัสดีครับ ..ขอเรียนถามเรื่องสภาวธรรมครับ

ก่อนที่ผมจะมาส่งอีเมล์มาถาม เพราะผมสงสัยในความรู้ใหม่ที่ได้จากอาจารย์ท่านหนึ่งในเร็วๆนี้ว่า การที่กระดูกเป็นพระธาตุนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นพระอรหันต์ ผู้ที่นั่งสมาธิได้ฌานสี่ก็เป็นเหมือนกัน ก็เลยใช้ google หาว่าจะมีข้อมูลในอินเตอร์เน็ตไหมก็ได้คำตอบจากเวปนี้ http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:zRgJpDEEXKUJ:walailoo2010.wordpress.com/2011/05/30/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2/+%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%8C%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%8A&cd=13&hl=th&ct=clnk&gl=th หลังจากที่อ่านก็รู้สึกว่ามีความเป็นได้สูง และลองอ่านเนื้อหาอื่นๆในเวปนี้ดูรู้สึกมีอะไรที่เป็นประโยชน์น่าสนใจมาก จนมาอ่านเรื่องญาณ 16 คือสภาวะของผู้ที่ผ่านญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก ซึ่งทุกๆคนที่ผ่านสภาวะญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก จะต้องเจอทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด สภาวะที่เจอนี้ อาจทำให้ทุกข์สุดๆ ทุกข์เพราะความไม่รู้ เนื่องจากยังมีการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยังมีการยึดติดในสิ่งที่คิดว่ามีได้แก่ สมาธิและการรู้เห็นอันวิเศษต่างๆที่หายไปจนหมดสิ้น ผมจึงขอเรียนถามเรื่องสภาวธรรมซึ่งมีครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้วผมปฏิบัติสายคุณแม่สิริ พองหนอหยุบหนอ มีช่วงหนึ่งไปทำงานที่ชลบุรีมีความทุกข์เรื่องคนในที่ทำงานมากๆจึงใช้สิ่งได้ฝึกปฏิบัติมาพยายามอดทนอยู่กับเป็นเวลาสามเดือน วันหนึ่งจิตผมรวมลงไปในกายขณะยืนคิดพิจารณาเรื่องความทุกข์ของตน แล้วในใจก็ผุดขึ้นมาว่า”ทุกข์ไปยึดมันทำไม” แล้วน้อมจิตไปรู้ที่กลางอก มีความรู้สึกเหมือนลงวูปแวกลงไปในกายจนเห็นตัวจิตตัวเป็นจุดเล็กๆอยู่ในที่กั้น เหมือนอะไรมาครอบไว้ ภายนอกเหมือนมีกระแสพลังงานอะไรสักอย่างหนึ่งวิ่งวนอยู่รอบๆ แล้วจิตที่เป็นจุดเล็กๆ ก็มาอยู่ที่ปากทางด้านล่าง รู้สึกลังเลนิดนึ่งก่อนออกจากที่กั้น อย่างไรก็ตามจิตก็ออกมา แล้วจิตนั้นก็ดับพรึบเหมือนกับจิตไปรวมกับกระแสแพร่ออกไปไกลมากๆ จากนั้นก็มารู้สึกที่กาย มีความรู้ขึ้นว่า อ๋อนิพพานก็คือที่ๆไม่มีขันธ์ ก็เริ่มตรวจสอบตนเองว่าละอะไรไปบ้าง ก็เช็คเรื่องศีลห้าก็รักษามาก่อนหน้านี้นานแล้ว เรื่องสักกายทิฏฐิ ได้รู้ได้เห็นแบบนี้ก็เข้าใจ และไม่สงสัยในคุณพระรัตนตรัย หลังจากนั้นจิตดีมากๆ สติเร็วมาก รู้เร็วกว่าสังขารขันธ์ที่กำลังจะปรุงความคิดขึ้นมา เช่นความคิดที่จะไปว่าคนอื่นเค้าก็สามารถเห็นก่อนและดับได้ทันแล้วเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ มีอิ่มเอิบในใจมาก จิตดีมากๆ อยู่ 3-4 วันโดยไม่ต้องนั่นสมาธิ แล้วค่อยจางไปเป็นเหมือนคนปกติจากนั้นอีก 20 วัน หลังจากนั่นสักพักก็กลับมาเริ่มปฏิบัติใหม่ แต่ปรากฎว่าเหมือนคนหัดปฎิบัติเริ่มใหม่เลย นั่งสมาธิได้สัก 5-10 นาทีก็ไม่เอาแล้ว ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเราเป็นอะไร? ได้มาอ่านในเวปนี้ ก็เลยอ่ะใจขึ้นมาใหม่ เพราะเคยถามพระอาจารย์สายวัดป่าที่นับถือว่าใช่การเข้ากระแสธรรม หรือไม่ ท่านตอบว่า “มันเป็นกำลังของจิต..กำลังของสมาธิเฉยๆ” และอาจารย์ท่านหนึ่งก็บอกเป็นแค่ปัญญาไม่ผ่านญาณ จึงขอเรียนถามว่าเป็นสภาวธรรมอะไรครับ ผ่านญาณ 16 รึป่าวครับ

คำถามที่ถามไปครั้งแรก ข้อถามใหม่นะคะ

เป็นสิ่งที่ดีค่ะ ที่คิดว่าละกิเลสได้ ขอถามคำถามนะคะ

๑. การปฏิบัติเพื่อดับเหตุของการเกิดในภพชาติปัจจุบันนั้น มีวิธีการทำอย่างไร?

๒. การปฏิบัติเพื่อดับเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารนั้น มีวิธีการทำอย่างไร?

————————————————————————————

สวัสดีครับ

ผมนึกว่าตอบมาแล้วโดยเทียบเคียงจากพระธรรมที่ส่งอีเมล์มาให้ผมแล้ว งันก็สนทนาต่อนะครับ ผมก็ยังมีความรู้สึกว่าเป็นคนธรรมดา

ไม่เหมือนตอนที่ผ่านสภาวะธรรมนั้นใหม่ๆที่สติมันรู้เร็วมาก และในตอนนี้เพียงแต่ว่ารู้วิธีดับทุกข์ตามที่พุทธองค์ท่านสอนและได้ผลมากขึ้นกว่าเดิมที่ปฏิบัติใหม่ๆ แต่ถ้ากำหนดให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมก็จะเกิดปีติอิ่มเอิบที่ใจได้เร็วมาก

1.วิธีการปฏิบัติเพื่อตัดหรือดับภพชาติปัจจุบันนั้น

พยายามละตัณหาทั้งสาม มีสติให้ต่อเนื่องครับ เมื่ออะไรมากระทบก็พยามยามมีสติรู้เท่าทันอะไรๆที่ผ่านอายตนะเข้ามา บางที่ก็ไม่ทันนะครับ หลงไปคิดปรุงแต่ก็รู้จะที่ใจหากเกิดอาการขึ้นมาที่เรียกว่าธรรมารมณ์ เช่นถ้าคิดโกรธก็จะรู้สึกที่ใจร้อนระอุขึ้นมา ก็ใช้มรรคดับต้นเหตุ

เมื่อเห็นแล้วว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งมีตัณหาทั้งสามเป็นตัวตั้ง ก็มีสติรู้ดูอยู่เฉยๆ

ความคิดโกรธมันก็ดับความร้อนระอุในใจก็เบาและจางหายไป แต่ถ้ากิเลสมันแรงดื้อต้องใช้คำบริกรรมช่วย แล้วพยายามอย่าไปคิดเรื่องเดิมซ้ำเพิ่มกำลังให้กิเลสอีก

จะทำอะไรก็พยายามพิจารณาว่าจะสร้างทุกข์มาให้ภายหลังไหม คิดแล้วว่าโอเคก็ทำครับ

2. วิธีปฏิบัติเพื่อสร้างเหตุของการไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกต่อไป

ก็ต้องดับอวิชชาต้นตอสำคัญให้ได้อย่างถาวร ซึ่งมีวิธีปฏิบัติคือเดินจงกลม นั่งสมาธิ พิจารณากาย แยกธาตุแยกขันธ์ อริยสัจสี่ ในวงสติปัฏฐานสี่ ให้เกิดมหาสติมหาปัญญาเป็นเครื่องมือในการดับกิเลสให้สิ้นซาก

พิจารณาในขั้นละเอียดให้เห็นต้นตอที่แท้จริงในปฏิจจสมุปบาท ให้เห็นว่าเป็นเหตุเป็นผลในปัจจัยการกันอย่างไร จะได้หายสงสัยเมื่อรู้แล้วจะได้ปล่อยวางได้ครับ

ทั้งนี้ตอบตามหลักที่ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติซึ่งผมยังไม่เต็มร้อยเพราะมีภาระกิจการงานอยู่ครับ

ขอถามคำถามต่อค่ะ

๑. การที่รู้ว่าผ่านหรือไม่ผ่านญาณ ๑๖ รู้โดยผู้อื่นกล่าวสนับสนุนสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

กับการที่รู้ว่าผ่านหรือไม่ผ่านญาณ ๑๖ รู้โดยผลจากการปฏิบัติของตนเอง โดยไม่ต้องให้ใครกล่าวสนับสนุนว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

ไม่ทราบว่า ควรจะเชื่อใคร เชื่อตัวเอง หรือเชื่อผู้อื่น?

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า คำกล่าวของผู้อื่นถูกต้อง และการให้คำตอบของผู้อื่น มีผลต่อความรู้สึกอย่างไรบ้าง?

๓. การที่รู้ว่าผ่านญาณ ๑๖ หรือไม่ผ่านญาณ ๑๖ มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน? และมีผลต่อการปฏิบัติหรือไม่และอย่างไร?

ตอบครับ : แค่รับรู้ไว้ เพราะมันเป็นนามธรรมเป็นสภาวะรับรู้ได้ด้วยใจ คนอื่นจะว่าเป็นแต่ผมไม่เป็นมันจะมีค่าอะไร หรือผมว่าไม่เป็นแต่คนอื่นว่าเป็น มันก็ไม่มีค่าอะไร

เพราะผมก็คือตัวผม ใจก็คือใจผม มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ที่ต้องถาม เพราะจะได้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกับตนเอง จึงต้องถามคนที่ผ่านมาก่อนเหมือนไปภูกระดึงต้องผ่านอะไรมาบ้าง เห็นอะไรบ้าง

ถ้าไปมาจริงมันต้องรู้เหมือนๆกัน

๓. การที่รู้ว่าผ่านญาณ ๑๖ หรือไม่ผ่านญาณ ๑๖ มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน? และมีผลต่อการปฏิบัติหรือไม่และอย่างไร?

๑-๒. ตอบครับ : แค่รับรู้ไว้ เพราะมันเป็นนามธรรมเป็นสภาวะรับรู้ได้ด้วยใจ คนอื่นจะว่าเป็นแต่ผมไม่เป็นมันจะมีค่าอะไร หรือผมว่าไม่เป็นแต่คนอื่นว่าเป็น มันก็ไม่มีค่าอะไร

เพราะผมก็คือตัวผม ใจก็คือใจผม มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ที่ต้องถาม เพราะจะได้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกับตนเอง จึงต้องถามคนที่ผ่านมาก่อนเหมือนไปภูกระดึงต้องผ่านอะไรมาบ้าง เห็นอะไรบ้าง ถ้าไปมาจริงมันต้องรู้เหมือนๆกัน

๓. ตอบครับ: มีครับเพราะจะได้เป็นประจักพยานด้วยตนเอง พระธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมีจริงๆ และพระสงฆ์ที่เห็นตามแล้วนำมาถ่ายทอดปฏิบัติถูกแล้ว ตรงแล้ว ผลได้แล้วมีจริงๆ

อย่างผมถ้าไม่มันใช่ก็จะได้รู้ว่าที่เห็นก็เพียงแค่สภาวะอันหนึ่ง ขนาดไม่ใช่ยังขนาดนี้ถ้าเป็นของจริงจะขนาดไหน ต้องดีกว่านี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า ก็ต้องพยายามเร่งปฏิบัติต่อไปให้ถึงของจริง

หรือถ้าเป็นการเข้ากระแสของจริง ก็คล้ายๆกัน นี่เป็นเพียงขั้นที่หนึ่งนะยังดีขนาดนี้ ยิ่งเราละกิเลสขั้นละเอียดมากกว่านี้ ไปขั้นที่สอง ที่สาม จนสุดท้ายที่สุดแห่งกองทุกข์แล้วจะบรมสุขขนาดไหน ก็ต้องเร่งปฏิบัติต่อไปให้พ้นทุกข์ต่อไป

ขอบคุณครับ

ถามค่ะ แล้วคุณเอาสิ่งใดเป็นเครื่องตัดสินว่า คนไหนผ่านหรือไม่ผ่าน และที่ว่ารู้แล้วต้องรู้เหมือนๆกัน รู้นั้นคืออะไรหรือคะ?

อาจจะมีคำถามมาเรื่อยๆ อย่าแปลกใจนะคะ คุณตอบมาตามสภาวะของตัวคุณเอง แล้วคุณจะรู้คำตอบด้วยตัวเองว่า สิ่งที่คุณคิดอยู่นั้น ใช่หรือไม่ใช่ และอย่างไร

คำตอบที่แท้จริง ที่เขียนไว้คือ

เป็นเรื่องของสมาธิและจิตค่ะ แล้วสิ่งที่คุณรู้นั้น เป็นเพียงสภาวะของสัญญาค่ะ

ส่วนที่คุณสงสัยว่าเป็นอะไร ก็คุณขาดการทำต่อเนื่องไป ๒๐ วัน เป็นเรื่องปกติของสภาวะแรกเริ่ม จะเหมือนคนปฏิบัติใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ที่ถามคำถามไปหลายคำถาม เพียงต้องการให้ผู้ถามตอบในสิ่งที่เขานั้นคิดอยู่เท่านั้นเอง

นิพพานดิบ

นิพพานดิบและนิพพานสุก

ที่มาของนิพพานดิบและนิพพานสุก

“ดูกรอานนท์ อันว่าความสุขในพระนิพพานนั้นมี ๑ ประเภท คือ ดิบ ๑ สุก ๑ ได้ความว่า เมื่อยังเป็นคนมีชีวิตอยู่ได้เสวยสุขในพระนิพพาน นั้นได้ชื่อว่า พระนิพพานดิบ

เมื่อตายไปแล้วได้เสวยสุขในพระนิพพานนั้นชื่อว่า พระนิพพานสุก พระนิพพานมี ๒ ประเภทเท่านี้ นิพพานโลกีย์ นิพพานพรหม เป็นนิพพานหลง ไม่นับเข้าไปในที่นี้”

นำมาจาก http://www.dhammasavana.or.th/article.php?a=138

นิพพาน คือ ความดับภพ

ท่านพระสารีบุตรเถระ เคยเล่าถึงการเข้าผลาสมาบัติของท่าน ให้พระอานนท์เถระฟังว่า

“นี่แน่อาวุโสอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ในป่าอันธวัน ใกล้กรุงสาวัตถีนี้แหละ ณ ป่าอันธวันนั้น ผมได้เข้า(ผลาสมาบัติ) สมาธิ มีรูปแบบโดยอาการที่ผมมิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในดินว่าดิน

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในน้ำว่าน้ำ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในไฟว่าไฟ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในลมว่าลม

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในอากาสานัญจายตนะ ว่าอากาสานัญจายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในวิญญาณัญจายตนะ ว่าวิญญาณัญจายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในอากิญจัญญายตนะ ว่าอากิญจัญญายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในโลกนี้ว่าโลกนี้

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในโลกอื่นว่าโลกอื่น

แต่ก็เป็นผู้มีความหมายรู้”

พระอานนท์เถระถามว่า

“แต่แล้วท่านพระสารีบุตร ได้เป็นผู้มีความหมายรู้อย่างไร ในเวลานั้น?”

ท่านพระสารีบุตร เล่าต่อไปว่า

อาวุโส เกิดความหมายรู้เพียงอย่างหนึ่งแก่ผมว่า “ภวนิโรโธ นิพฺพานํ ภวนิโรโธ นิพฺพานํ– ความดับภพ คือ นิพพาน, ความดับภพ คือ นิพพาน” (และ) ความหมายรู้เพียงอีกอย่างหนึ่งก็ดับไป,

อาวุโส เปรียบเหมือนเมื่อไฟติดสะเก็ดไหม้อยู่ เกิดเปลวไฟเพียงวาบหนึ่ง (และ) เปลวไฟอีกวาบหนึ่งก็ดับไป แม้ฉันใด,

อาวุโส ความหมายรู้เพียงอย่างหนึ่ง เกิดแก่ผมว่า “ความดับภพ คือ นิพพาน, ความดับภพ คือ นิพพาน” (และ) ความหมายรู้อีกอย่างหนึ่งก็ดับไป ฉันนั้นแล

แต่ในเวลานั้น ผมมีความหมายรู้ว่า “ภวนิโรโธ นิพฺพานํ– ความดับภพ คือ นิพพาน”
อํ. ทสก. ๒๔/๑๑ และดู – มโนรถปูรณี, ตติยภาค, หน้า ๓๖๒

เราทุกคนผู้แบกอุปทานขันธ์ ๕ นั้น ท่านเรียกว่า “ภารหาโร – ผู้แบกภาระ หรือผู้นำไปซึ่งของหนัก”

ซึ่งต้องนำ ต้องแบกภาระหนัก ด้วยการบริหารอยู่เป็นนิตย์ มิได้หยุดพัก ตั้งแต่เกิดมาจนสิ้นชีวิตตามอายุขัย และภายหลังมรณะในชาติ ในภพนั้นๆ

แล้วไปเกิดในชาติ ในภพอื่นๆต่อไปอีก ก็ยึดถือขันธ์ ๕ แบกภาระต่อไปอีก ท่านจึงกล่าวว่า

“ภาราทานํ ทุกขํ โลเก– การถือ คือ แบกภาระหนักไว้ เป็นทุกข์ในโลก”

กล่าวคือ “นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา– ไม่มีทุกข์ทั้งหลายใดๆ เสมอด้วยเบญจขันธ์
ขุ. ธ, ๒๕/๔๒

ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภารหาโร จ ปุคฺคโล

ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก ภารนิกฺเขปนํ สุขํ.

นิกฺขิปิตฺวา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย

สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห นิจฺฉาโต ปริพฺพุโต.
สํ. ขนฺธ. ๑๗/๓๒-๓๓ สารตฺถปกาสินี, ทุติยภาค, น. ๓๒๑-๓๒๒

ขันธ์ ๕ เป็นภาระหนักแท้ และบุคคลผู้แบกภาระหนัก การแบกภาระหนัก (ขันธ์ ๕) ไว้ เป็นทุกข์ในโลก

การปลงภาระหนักเสียได้ เป็นความสุข ท่านผู้ปลงภาระหนักได้แล้ว ไม่แบกภาระ(ขันธ์) อื่นไว้อีก

ถอนตัณหาพร้อมด้วยอวิชชา อันเป็นรากเหง้าได้เสียแล้ว เป็นผู้ไม่หิว(ด้วยตัณหา) ปรินิพพานแล้ว

นิพพานดิบ ได้แก่ ดับภพชาติในปัจจุบันชาติ ๑ (ดับแบบหยาบ)

นิพพานสุก ได้แก่ ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ๑ (ดับแบบละเอียด)

ดับภพชาติในปัจจุบัน

ได้แก่ การดับที่ต้นเหตุ (ตนเอง) ที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ ณ ขณะปัจจุบันนั้นๆ คือ ดับเหตุที่ปัจจุบัน (ภพ ชาติ)

ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ได้แก่ ภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น หมั่นรู้ชัดภายในกายและจิต(สมถะและวิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔) สภาวะที่เกิดขึ้นภายในทั้งหมด ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น

เมื่อใดอินทรีย์สมดุลย์ สภาวะการรู้แจ้งในอริสัจ ๔ จะเกิดขึ้นเอง เมื่อแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน ทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส สีลัพตปรามาสจะถูกประหานเป็นสภาวะสมุทเฉจประหานหมดสิ้นไม่เหลือเชื้อ (นิพพานสุก)

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะนิพพานที่มีอยู่จริง เป็นเหตุให้รู้ชัดว่า ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น การกระทำที่เหลือทั้งหมดจึงมุ่งดับที่ต้นเหตุ ที่เป็นเหตุของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่ ดับที่ตนเอง

ที่สำคัญคือ สามารถนำสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง มาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และสามารถทำตามได้ ไม่ต้องใช้คำอุปมาอุปมัย หรือต้องนำสมมุติบัญญัติต่างๆมาเปรียบเทียบ

อุปปันนะ

อุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น มีหลายประเภท
เรื่อง อุปปันนะ หลายประเภทนี้ มีกล่าวไว้ที่อื่น เช่น ขุ. สุ. อ. (บาลี) ๑/๑/๔-๗

อุปปันนะ ๔

[๘๓๒] ถามว่า ด้วยคำกล่าว เป็นต้นว่า “กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิดขึ้น นั่นแล ก็ไม่เกิดขึ้น” ดังนี้นั้น เป็นการแสดงถึง การละอะไร?

ตอบว่า เป็นการแสดงถึง การละกิเลสทั้งหลายที่เป็น ภูมิลัทธะ (ตัวใหญ่) (ได้ภูมิพื้น-ภูมิพื้น คือ ฐานที่ตั้งแห่งความเป็นไป)

ถามว่า แต่ว่ากิเลสทั้งหลายที่ได้ภูมิพื้นเหล่านั้น เป็นอดีต หรืออนาคต หรือว่า เป็นปัจจุบัน

ตอบว่า กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น คือ ที่เขาเรียกว่า ภูมิลัทุปปันนะ (คือ บังเกิดขึ้นโดยภูมิพื้น) นั่นเอง

[๘๓๓] เพราะว่า สิ่งที่เป็น อุปปันนะ (คือ สิ่งเกิดขึ้น) มีหลายประเภท โดยเป็น

๑. วัตตมานะ กำลังเป็นไปอยู่

๒. ภูตาปคตะ เกิดแล้วจากไป

๓. โอกาสกตะ โอกาสอันกรรมทำให้

๔. ภูมิลัทธะ ได้ภูมิพื้น

ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น

๑. สิ่งที่กล่าวว่า มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปปาทะ (ความเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑ แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่กำลังเป็นไปอยู่

๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์ แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุภูตาปคตะ (คือ เสวยแล้วจากไป) ก็ดี

กุศลและอกุศล อันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปปทาขณะเป็นต้น โดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปคตะ (คือ เกิดแล้ว จากไป) ก็ดี

เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วจากไป

หมายเหตุ :-

การรู้ชัดภายในกายและจิต (กาย, เวทนา, จิต, ธรรม) รู้ขณะเริ่มเกิด-อุปปาทะ ๑ รู้ขณะที่กำลังเกิด-ฐีติ ๑ รู้ขณะดับ-ภังคะ ๑ (สภาวะที่กำลังเกิดขึ้น มีองค์ประกอบคือ สติ สัมปชัญญะ และสมาธิที่มีกำลังแนบแน่นในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ขณิกสมาธิ

ส่วนโอภาส จะเกิดขึ้นตามกำลังความแนบแน่นของสมาธิ เพราะเมื่อรู้สิ่งที่เป็นมรรค และสิ่งที่ไม่เป็นมรรค โอภาสจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นแต่อย่างใด)
วลัยพร

๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้ว ในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น

แม้เป็นอดีต ก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีโอกาสกรรมทำให้ เพราะ ห้ามวิบากอื่นแล้ว ทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง

และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาส อันกรรมทำให้แล้ว แม้เป็นวิบากที่ยังไม่เกิด เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (เหมือนกัน) เพราะ เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้ว ก็เกิดขึ้นโดยแน่นอน

หมายเหตุ :-

อดีตส่งผลมาปัจจุบัน สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลในอนาคต

เหตุของในอดีตที่ส่งผลมาปัจจุบัน ยังยอมรับไม่ได้ มีตอบโต้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาวะของเหตุนั้นยังไม่จบ

ส่วนผลของเหตุที่สร้างขึ้นที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้ได้รับในอนาคต คือสิ่งที่เกิดขึ้นณ ปัจจุบันขณะ

หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุจะย้อนวนกลับไปที่เหตุในอดีตอีก วนไปวนมา กลับไปกลับมาแบบนี้ จนกว่าสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง คือ การยอมรับ แก้ที่ตัวเอง ไม่โทษนอกตัว หยุดสร้างเหตุ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

คำพูดประโยคนี้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง แบบหยาบๆ คือ วางลงได้ชั่วขณะจากผัสสะที่มากระทบ เป็นการฝึกจิตของตัวเอง จากสภาวะการยึดติดในตัวตน เขา, เราที่ยังมีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก เมื่อมีการแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าผู้แนะนำได้ให้การแนะนำเช่นนั้น ผู้แนะนำจะเจอสภาวะกลับมาเป็นข้อสอบหรือสอบอารมณ์ของผู้แนะนำว่า ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน

หากยังปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่ให้คำแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง มักจะประสบความทุกข์เนืองๆเพราะเหตุนี้ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มักคิดว่าเป็นเรื่องของเหตุในอดีตที่ทำไว้ แท้จริงแล้ว เกิดจากการแนะนำผู้อื่น

สภาวะของผู้ปฏิบัติ มักจะวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆเพราะเหตุนี้ สภาวะจากเหตุที่ทำไว้ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ เหตุเก่ายังไม่ผ่าน สภาวะจากเหตุใหม่ที่สร้างขึ้นมาอีก เหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ ยืนยาวเพราะเหตุนี้

แม้กระทั่ง การให้คำแนะนำ โดยยกเรื่องราวในอดีตที่ตนเองได้เคยพบประสบเจอมา แล้วคิดว่าผ่านเหตุต่างเหล่านั้นมาได้

เหตุเพราะเกิดจากการกระทำเช่นนั้น ได้แก่ การนำเรื่องราวตรงนั้นมาชี้แนะแก่ผู้อื่น โดยไม่มุ่งเพ่งโทษที่ตนเอง และแก้ไขที่ตนเอง

แต่ยังมีการกล่าวโทษผู้อื่นหรือกล่าวโทษนอกตัวอยู่ ล้วนเป็นการสร้างเหตุของการเกิดในวัฏฏะทั้งสิ้น

เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลย่อมได้รับกลับคืนมา ย่อมประสบกับความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร

ซึ่งแทนที่จะกระทำเพื่อดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ กลับกลายเป็นการสร้างเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป สภาวะของผู้ปฏิบัติจึงดูเหมือนวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆ

สร้างเหตุภายนอกมากเท่าไหร่ ส่งผลกระทบต่อการรู้ชัดสภาวะภายในมากขึ้นเท่านั้น เป็นเหตุให้ มีแต่ส่งจิตออกนอก ไม่สามารถรู้ชัดภายในกายและจิตได้เนืองๆ การเห็นสภาวะต่างๆตามความเป็นจริง ย่อมมีแต่สภาวะสัญญามากกว่าปัญญา
วลัยพร

๔. กรรมเป็นอกุศล ที่ยังมิได้ฉุดถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดย ได้ภูมิพื้น

หมายเหตุ :-

การเห็นแจ้งสภาวะอริยสัจ ๔ สภาวะสักกายะทิฏฐิถูกประหานทันที สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายลง แต่ยังไม่หมด ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน สภาวะวิจิกิจฉากิเลส ยังมีเชื้ออยู่ ยังไม่หมดสิ้นไปทันที

จนกว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายไปหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ เป็นเหตุให้รู้ชัดภายในกายและจิต เพราะแยกแยะได้ว่า เป็นกิจที่ควรทำและควรจะทำยังไงต่อไป
วลัยพร

ในอุปปันนะ ซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือ วัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็นอุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค)ญาณแม้ไรๆ เพราะ มิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย(อริย)มรรค

วิปัสสนาญาณ (ตอนที่ ๙)

เหตุมี ผลย่อมมี

เมื่อมีวิปัสสนา วิปัสสนาญาณจึงมีเกิดขึ้น

ทุกสรรพสิ่งล้วนมีที่มาและที่ไป วิปัสสนาในปัจจุบันก็เช่นกัน เหตุนี้จึงมี วิปัสสนาและวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นในปัจจุบัน

บัญญัติ – ปรมัตถ์

ท่านวิปัสสนาจารย์ได้อธิบายไว้ว่า “ในการเจริญวิปัสสนานั้น ชั้นต้นๆ เมื่อสติกำหนด พองหนอ – ยุบหนอ ฯลฯ และเมื่อเดินจงกรมก็ให้กำหนดซ้ายย่างหนอ – ขวาย่างหนอ ฯลฯ เป็นต้น

คนทั้งหลายก็อาจสงสัยในวิธีการว่า การกำหนดอย่างนี้เป็นการกำหนดบัญญัติ เมื่อกำหนดบัญญัติอยู่ จะจัดเป็นการเจริญวิปัสสนาได้อย่างไร?

ความจริง ความสงสัยอย่างนี้ก็ถูกต้อง แต่ว่า ไม่ถูกหมดทีเดียว คือว่า ในชั้นแรกนั้น จะต้องให้โยคีผู้ปฏิบัติทำการกำหนดอารณ์บัญญัติไปก่อน มิฉะนั้น จิตจะไม่มีที่กำหนด เพราะ ปรมัตถสภาวะเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก

ต่อเมื่อ ปัญญาภาวนาแก่กล้าขึ้น อารมณ์บัญญัติเหล่านี้หายไป เหลือแต่ปรมัตถสภาวะล้วนๆ ในที่นี้ จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ญาณที่ ๑ ถึง ญาณที่ ๔ อย่างอ่อน โดยคีบุคคลต้องกำหนดอารมณ์บัญญัติทั้งสิ้น ยังไม่เข้าถึงปรมัตถสภาวะ

แต่พอเจริญวิปัสสนามาเรื่อยๆ ปัญญาภาวนาจะแก่กล้า จนเข้าถึง อุทยพยญาณอย่างแก่ อารมณ์บัญญัติจะหายไปตามลำดับ อารมณ์ปรมัตถ์ ก็จะปรากฏขึ้นแทน และเมื่อถึง ญาณที่ ๕ คือ ภังคญาณแล้ว ก็จะมีอารมณ์ปรมัตถ์ล้วนๆ”

“อาจมีความสงสัยต่อไปว่า เห็นปรมัตถ์นั้น เห็นตอนไหน?

จะเห็นได้ในขณะที่กำหนดพอง-ยุบ นั่ง-ถูก ไม่มี คือหายไปหมด และการกำหนดอยู่ว่า “รู้หนอๆ” นั่นแหละ เป็นสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ทีเดียว เพราะไม่มีอะไร คือ หายไปหมด อันเป็นลักษณะของภังคญาณ
วิปัสสนาทีปนีฎีกา, หน้า ๖๑-๖๕

เรื่องนี้ ท่านอาจารย์ธรรมปาละ พระเถระชาวลังกา ก็ได้กล่าวไว้ว่า ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา ฎีกาวิสุทธิมัคค์ว่า

“นนุ จ ตชฺชาปญฺญตฺติวเสน สภาวธมฺโม คณฺหายตีติ? สจฺจํ คณฺหายตีติ. ปุพฺเพภาเค ภาวนาย ปน วฑฺฒมานย ปณฺณตฺตึ สมติกฺกมิตฺวา สภาเวเยว จิตฺตํ ติฏฺฐตีติ – (ตัวใหญ่ทั้งหมด)

ถามว่า ท่านถือเอาปรมัตถธรรม ด้วยบัญญัติที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ มิใช่หรือ?

ตอบว่า ใช่ แต่ถือเอาเฉพาะตอนต้นๆเท่านั้น ครั้นเจริญวิปัสสนาภาวนาไปนานๆเข้า จิตก็จะผ่านพ้นบัญญัติไปตั้งอยู่ในปรมัตถสภาวะล้วนๆ ดังนี้
วิปัสสนาทีปนีฎีกา, หน้า ๖๖

หนังสือ วิปัสสนานิยม ธนิต อยู่โพธิ์ ป.ธ.๙ เรียบเรียง

 

ตอนที่ ๑๐

http://walaiblog.blogspot.com/2012/01/blog-post_18.html

 

ตอนที่ ๑๑

http://walaiblog.blogspot.com/2012/02/blog-post_09.html

 

ตอนที่ ๑๒

http://walaiblog.blogspot.com/2012/02/blog-post_07.html

 

ตอนที่ ๑๓

http://walaiblog.blogspot.com/2012/02/blog-post_2855.html

Previous Older Entries

มกราคม 2012
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: