๒๙ ธค.๕๔

วันนี้วุ่นวายทั้งวัน สมาธิกำลังต่อเนื่อง เอาแล้ว มีคนเข้ามาหา เป็นวันยังงี้ตลอด มีจุกจิกหงุดหงิดในใจ ขนาดพักเที่ยง ยังมาเคาะประตู นี่แหละหนา บททดสอบจริงๆ จริงๆแล้ว ไม่ต้องมาทดสอบให้เสียเวลาหรอก ตอนนี้รู้ตัวดีว่าเป็นยังไง

ที่เขียนๆไปทั้งหมด มันก็แค่สภาวะ ตั้งแต่แรกเจอ เขียนจนมาถึงปัจจุบัน อย่างน้อย อาจจะมีประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจดูตัวเอง จะได้รู้ว่า ผู้ที่ปฏิบัติทุกๆคนน่ะ สภาวะไม่แตกต่างกันหรอก เจอเหมือนกันหมด แตกต่างแค่ตัวทดสอบกิเลสเท่านั้นเอง

ตัวทดสอบ มาในรูปของเปลือกที่แตกต่างไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคนที่ทำไว้ ทั้งที่กำลังทำให้เกิดขึ้นมาใหม่ เกิดอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งในสภาวะนิพพาน อย่าได้หวังที่จะรู้เลยว่า ผัสสะต่างๆหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตน่ะ เกิดจากอะไรเป็นมูลเหตุ ถ้ารู้แล้ว จะมีแต่ดับๆๆๆๆ แล้วก็ดับ ไม่หลงทาง เพื่อจะก่อหรือสร้างภพชาติขึ้นมาใหม่

ภพชาติ มีที่เกิดในปัจจุบัน เกิดอยู่ตลอดเวลา ทุกๆความคิดที่ล่วงละเมิดออกไปทางมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม ภพคือเหตุที่ทำไป นรก สวรรค์ ชาติ คือผลที่ได้รับ สุข ทุกข์ โศกะ ปริเทวะฯลฯ ที่เกิดขึ้น นี่เรียกว่า ภพชาติปัจจุบัน

ส่วนภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เป็นเหตุให้ ไม่รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่จริง เป็นเหตุให้ ไม่รู้ว่าผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึก ยินดี ยินร้าย และอุเบกขานั้น เกิดจากอะไรเป็นมูลเหตุ เมื่อไม่รู้ก็หลงสร้างภพชาติขึ้นมาใหม่ เป็นบ่วงเป็นห่วงโซ่ต่อๆไป

ถ้ารู้แจ้งในสภาวะพระนิพพานแล้ว ปริยัติหรือพระไตรปิฏก อ่านแล้วจะเข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่มีติดขัดแต่อย่างใด เพราะเมื่อรู้แล้ว จะรู้ตรงกันหมดทุกๆสภาวะ ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่สักประการเดียว การกระทำจะไปทางเดียวกัน โดยไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยาก เพราะ สภาวะพระนิพพานที่แท้จริง ไม่ใช่เกิดจากการท่องจำ แต่เป็นผลที่รู้จากการปฏิบัติ

ท่านพระสารีบุตรเถระ เคยเล่าถึงการเข้าผลาสมาบัติของท่าน ให้พรพอานนท์เถระฟังว่า

“นี่แน่อาวุโสอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ในป่าอันธวัน ใกล้กรุงสาวัตถีนี้แหละ ณ ป่าอันธวันนั้น ผมได้เข้า(ผลาสมาบัติ) สมาธิ มีรูปแบบโดยอาการที่ผมมิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในดินว่าดิน

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในน้ำว่าน้ำ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในไฟว่าไฟ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในลมว่าลม

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในอากาสานัญจายตนะ ว่าอากาสานัญจายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในวิญญาณัญจายตนะ ว่าวิญญาณัญจายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในอากิญจัญญายตนะ ว่าอากิญจัญญายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในโลกนี้ว่าโลกนี้

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในโลกอื่นว่าโลกอื่น

แต่ก็เป็นผู้มีความหมายรู้”

พระอานนท์เถระถามว่า

“แต่แล้วท่านพระสารีบุตร ได้เป็นผู้มีความหมายรู้อย่างไร ในเวลานั้น?”

ท่านพระสารีบุตร เล่าต่อไปว่า

อาวุโส เกิดความหมายรู้เพียงอย่างหนึ่งแก่ผมว่า “ภวนิโรโธ นิพฺพานํ (ตัวใหญ่ นิพฯ) ภวนิโรโธ นิพฺพานํ (ตัวใหญ่ นิพฯ) – ความดับภพ คือ นิพพาน, ความดับภพ คือ นิพพาน” (และ) ความหมายรู้เพียงอีกอย่างหนึ่งก็ดับไป,

อาวุโส เปรียบเหมือนเมื่อไฟติดสะเก็ดไหม้อยู่ เกิดเปลวไฟเพียงวาบหนึ่ง (และ) เปลวไฟอีกวาบหนึ่งก็ดับไป แม้ฉันใด,

อาวุโส ความหมายรู้เพียงอย่างหนึ่ง เกิดแก่ผมว่า “ความดับภพ คือ นิพพาน, ความดับภพ คือ นิพพาน” (และ) ความหมายรู้อีกอย่างหนึ่งก็ดับไป ฉันนั้นแล

แต่ในเวลานั้น ผมมีความหมายรู้ว่า “ภวนิโรโธ นิพฺพานํ (ตัวใหญ่นิพฯ) – ความดับภพ คือ นิพพาน”
อํ. ทสก. ๒๔/๑๑ และดู – มโนรถปูรณี, ตติยภาค, หน้า ๓๖๒

เราทุกคนผู้แบกอุปทานขันธ์ ๕ นั้น ท่านเรียกว่า “ภารหาโร (ตัวใหญ่) – ผู้แบกภาระ หรือผู้นำไปซึ่งของหนัก”

ซึ่งต้องนำ ต้องแบกภาระหนัก ด้วยการบริหารอยู่เป็นนิตย์ มิได้หยุดพัก ตั้งแต่เกิดมาจนสิ้นชีวิตตามอายุขัย และภายหลังมรณะในชาติ ในภพนั้นๆ

แล้วไปเกิดในชาติ ในภพอื่นๆต่อไปอีก ก็ยึดถือขันธ์ ๕ แบกภาระต่อไปอีก ท่านจึงกล่าวว่า

“ภาราทานํ ทุกขํ โลเก (ตัวใหญ่) – การถือ คือ แบกภาระหนักไว้ เป็นทุกข์ในโลก”

กล่าวคือ “นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา (ตัวใหญ่) – ไม่มีทุกข์ทั้งหลายใดๆ เสมอด้วยเบญจขันธ์
ขุ. ธ, ๒๕/๔๒

ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภารหาโร จ ปุคฺคโล

ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก ภารนิกฺเขปนํ สุขํ.

นิกฺขิปิตฺวา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย

สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห นิจฺฉาโต ปริพฺพุโต.
สํ. ขนฺธ. ๑๗/๓๒-๓๓ สารตฺถปกาสินี, ทุติยภาค, น. ๓๒๑-๓๒๒

ขันธ์ ๕ เป็นภาระหนักแท้ และบุคคลผู้แบกภาระหนัก การแบกภาระหนัก (ขันธ์ ๕) ไว้ เป็นทุกข์ในโลก การปลงภาระหนักเสียได้ เป็นความสุข ท่านผู้ปลงภาระหนักได้แล้ว ไม่แบกภาระ(ขันธ์) อื่นไว้อีก ถอนตัณหาพร้อมด้วยอวิชชา อันเป็นรากเหง้าได้เสียแล้ว เป็นผู้ไม่หิว(ด้วยตัณหา) ปรินิพพานแล้ว

รุกฺขมูลคหนํ ปสกฺกิย นิพฺพานํ หทยสฺมํ โอปิย ฌาย โคตม มา จ ปมโท. กี เต ปีฬิกา กริสฺสติ?
สํ. สคาถ. ๑๕/๒๙๔ และ ขุ. เถร. ๒๖/๒๘๖

ข้าแต่ท่านผู้เฒ่าโคตมะ ท่านจงเข้าไปยังป่ารกชัฏ ณ โคนต้นไม้ วางพระนิพพานไว้ ณ ดวงหทัย กำหนดพิจรณากัมมัฏฐาน และอย่ามีประมาท การเจรจาพร่ำเพรื่อ จักทำประโยชน์อะไรแก่ท่านได้?

โฆษณา

๒๘ ธค.๕๔

สดชื่น

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๔ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๒๕ นาที

เช้านี้ระหว่างยืนรอรถ เห็นพระธุดงค์แบกกรดมาแต่ไกล พอเข้ามาใกล้ จึงนิมนต์ท่าน ท่านพูดเสียงเบามาก ได้ทำบุญกับท่านไปคนละ ๑๐๐ บาท เผื่อเป็นปัจจัยในยามฉุกเฉินที่ท่านสามารถนำไปใช้ได้ ตอนท่านให้พร ท่านถอดรองเท้าแตะที่ใส่อยู่ แล้วยืนบนรองเท้าแตะ

ทำให้รู้ว่า ท่านศึกษาพระวินัยมาพอสมควร เหตุเพราะ เราใส่รองเท้าอยู่ เป็นรองเท้าหุ้มข้อ ถอดลำบาก เลยไม่ได้ถอดออก ท่านยืนบนพื้นเสมอกับเรา ท่านเลยต้องยืนบนรองเท้าแทน อันนี้เรามาพูดหลังจากท่านไปแล้ว ตอนแรกแค่มองดูเฉยๆ และถึงแม้ท่าจะไม่ถอดรองเท้า เราก็ไม่ได้มีความคิดเพ่งโทษใดๆกับท่าน จิตเราตั้งใจจะถวายปัจจัยเท่านั้นเอง

ช่วงบ่าย หลังเพิ่งออกมาจากสมาธิ มีคนมาสนทนาเรื่องสภาวะ ในข้อสงสัยที่เขามีอยู่ในตัวเรา และเรื่องสภาวะอื่นๆ เขาคนนี้ คือผู้ที่เรียนและศึกษาด้านอภิธรรม ส่วนเรื่องการปฏิบัติของเขา ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เขาถามเรื่องส่วนตัวของเรา ที่ยังมีข้องใจอยู่ เขาบอกว่า ชีวิตคู่ ไม่เป็นอิสระไม่ใช่เหรอ เป็นการขัดขวางการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเราถึงต้องมีคู่ ทั้งๆที่อยู่คนเดียวมาตลอด ไปไหนก็สะดวก

เราอธิบายเรื่องสภาวะให้เขาฟัง โดยยกเรื่องราวการบันทึกของพระรูปหนึ่งขึ้นมา เรื่องกามราคะหรือความกำหนัดในกาม ว่า การสอบอารมณ์ ไม่ต้องไปหาครูอาจารย์ที่ไหนๆมาสอบ ตัวเรานี่แหละสอบอารมณ์ตัวเองได้ แต่ต้องเจอขณะที่ไม่รู้ตัว ไม่ใช่ไปตั้งใจทำเพื่อจะดู หรือเพื่อจะรู้

การสอบอารมณืที่แท้จริง ให้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในชีวิต ผัสสะที่เกิดเองตามธรรมชาติ ตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ไปตั้งใจทำให้เกิดขึ้น เพราะนั่นคือ ยังมีความเป็นตัวตน หรือความยึดติดในตัวตนที่มีอยู่ สภาวะที่จงใจสร้างหรือจงใจทำให้เกิดขึ้น จึงไม่ใช่ สภาวะตามความเป็นจริง

เช่น การดูรูปโป๊ หรือดูหนังเอ็กซ์ เพื่อตรวจสอบสภาวะกามราคะที่มีอยู่ ทำแบบนั้น เรียกว่า จงใจทำหรือจงใจสร้างเพื่อให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การเกิดขึ้นเองของตัวสภาวะ ดังนั้นสิ่งที่รู้ จึงไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริง แต่เป็นจิตหลอกลวงตัวเอง เพราะตัวกามราคะและตัวปฏิฆะ จะมีสภาวะทั้งหยาบ และแบบละเอียด

แบบหยาบ ได้แก่ ผัสสะที่เกิดจากภายนอกเป็นเหตุปัจจัย ได้แก่ ตากระทบรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ แต่ต้องเกิดขณะที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่เกิดจากความจงใจ หรือแม้กระทั่งมีความพยายามทำหรือสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อตรวจสอบตัวเอง

แบบละเอียด คือ แม้ขณะนั่งสมาธิอยู่ จิตสามารถรู้ชัดในสภาวะความกำหนัดในกาม หรือแม้กระทั่งตัวปฏิฆะได้ เพราะนี่คือ สภาวะอนุสัยกิเลสที่ยังมีอยู่ ต้องมีสติ สัมปชัญญะและมีจิตที่ตั้งมั่นจริงๆ(สมาธิ) จึงจะรู้ชัดภายในจิตของจิตได้

แม้กระทั่งคนโสด ที่ไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็ตาม เวลาเกิดสภาวะขณะจิตเป็นสมาธิก็จะรู้ มันเกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้เกิดจากผัสสะภายนอกเป็นเหตุปัจจัยแต่อย่างใด

เรื่องคู่ครองหรือสามีของเราก็มีเหตุ ทุกอย่างเป็นไปตามสภาวะ ไม่ใช่เรามีเพราะความอยากรู้หรืออยากเป็นอะไรๆ ช่วงนั้นชีวิตวุ่นวายมากๆ ทั้งเรื่องครอบคัรวชาวบ้าน ทั้งเรื่องของตัวเราเอง นี่มันมีเหตุนะ ไม่ใช่จู่ๆจะเกิดขึ้นมาเอง หรือว่าจากความอยากรู้ในเรื่องของกิเลสที่เหลืออยู่

เรื่องคู่ครองผู้อื่น คือ คู่ครองของผู้ที่ขอคำแนะนำในเรื่องการปฏิบัติ แล้วภรรยาเขาเข้าใจผิด เพราะสามีเขาเป็นผู้มีความศรัทธามาก มากจนขนาดถึงขั้นจะเลิกกับภรรยา เพื่อจะออกบวช เพราะคิดว่า ชีวิตคู่ที่ไม่เข้าใจเรื่องสภาวะ จะเป็นตัวถ่วง หรือเป็นเหตุให้ติดขัดในการปฏิบัติ เรียกว่าจะทำตามพระพุทธเจ้า ที่ทรงทิ้งครอบคัรวไปออกบวช

เราต้องปรับพื้นฐานเรื่องสภาวะต่างๆให้สามีเขาฟัง จึงมีการสนทนากันบ่อยๆ ครั้งละนานๆ เพราะเขาเป็นผู้มีความสงสัยมาก เราได้อธิบายเรื่องสภาวะของพระพุทธเจ้ากับของเขาว่าแตกต่างกันอย่างไร ไม่ใช่จะต้องทำเลียนแบบพระพุทธเจ้าไปทั้งหมด นั่นเป็นเหตุของพระองค์ ที่ทรงเห็นทุกข์ โทษ ของการเกิด จึงทรงออกบวช และค้นหาหนทางด้วยตัวพระองค์เอง

ส่วนสภาวะของตัวเขา เป็นเรื่องของความเป็นผู้มีศัรทธามาก ไม่ใช่เกิดจากการรู้ชัดด้วยตนเอง การออกบวชใช่ว่าจะเป็นเหตุให้รู้แจ้งทุกคนไม่ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัย ชีวิตครอบครัวก็สามารถรู้แจ้งได้ ถ้าทำอย่างถูกต้อง โดยการนำแนวทางที่พระผู้มีพระภาคถ่ายทอดทิ้งไว้ให้ มาปฏิบัติตาม ไม่ใช่การคิดทิ้งครอบครัว

ช่วงนั้นโดนหนักมาก ในการปล่อยข่าวของภรรยาเขา ทำนองว่าเราเป็นมือที่ ๓ ของครอบครัวเขา มันมีเหตุจริงๆ เราเจอสามีเรา มันก็มีเหตุทำให้ เราย้ายออกมาจากที่อยู่เดิม มาอยู่ที่กรุงเทพฯ

ส่วนการสอบสภาวะหรือด้านการแนะนำให้กับสามีของเขานั้น เจอกันเดือนละครั้ง แค่สั้นๆ เพราะเราจะต้องแวะไปเก็บของที่บ้านเก่า ภรรยาเขาก็ถามว่า เราหายไปไหน เราบอกว่า เรามีครอบครัวแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติด้วยกัน นี่แหละนะเหตุ
ความระแวงเขาจึงลดลง เพราะเห็นว่าเรามีครอบครัวแล้ว

ส่วนตัวสามีเขา การปฏิบัติก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ สร้างเหตุนอกตัวน้อยลง ยอมรับตามความเป็นจริงมากขึ้น ดูจิตตัวเองได้ทันมากขึ้น และไม่คิดจะทอดทิ้งครอบครัวเพื่อไปบวชอีก นี่แหละคือความก้าวหน้าของผู้ปฏิบัติ ให้ดูที่การสร้างเหตุนอกตัว

แม้กระทั่งเรื่องการพูดคุยกับผู้อื่น สามีเขาจะมีคำถามทุกๆครั้งที่ได้สนทนากัน เราถามกลับไปว่า คุณรู้ได้ยังไงว่า นั่นคือ ความปรารถนาดี ที่เป็นสภาวะที่แท้จริง ไม่ใช่เกิดจากการยึดติดในสิ่งที่คิดว่าดี ทุกอย่างล้วนเป็นเหตุ

เรื่องนอกตัว คุยแค่พอประมาณ หากผู้ใดมีเหตุที่ต้องให้เชื่อกัน พูดนิดเดียวเขาก็เชื่อ ถ้าไม่ได้สร้างเหตุให้มาเชื่อกัน คุยกันไม่นานก็ทิ้งกันไป ไม่มาเชื่อกันหรอก คุณทำเพราะความอยาก แต่ไม่รู้ว่าอยาก อยากในสิ่งที่คิดว่าเป็นกุศล

โดยเนื้อแท้ อาจจะกลายเป็นอกุศลไปก็ได้ หากพูดแล้วไม่ถูกใจเขา แต่มันถูกใจผู้พูด เพียงแต่เขาไม่พูดหรือแสดงออกมาเท่านั้นเอง ต้องรู้จักจิตตัวเองให้ถ่องแท้ก่อน ต้องรู้จักกิเลสให้ชัดเจน จึงจะอ่านสภาวะของคนอื่นๆออก
ถ้ารู้ชัดได้ตรงนั้น ก็สามมารถเลือกที่จะสนทนาต่อหรือเลือกที่จะหยุดก็ได้

คำว่าเหรียญมีสองด้านหรือพุทธะกับมาร ที่เคยเปรียบเทียบให้ฟัง ล้วนเป็นเรื่องของโลกธรรม ๘ ทุกสภาวะมาสอนให้เรียนรู้ ให้ปล่อยวางในเรื่องนอกตัว ไม่ใช่คิดสร้างเหตุโดยยึดติดว่าดี,เสีย, ถูก, ผิด,ใช่ ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องของ
การยึดติดที่มีอยู่ แล้วนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบ คนละเรื่องกันเลย

ตราบใดที่ยังไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง กุศลก็กลายเป็นอกุศลได้ สิ่งที่คิดว่าดี, ไม่ดี ฯลฯ เพราะยังมีอุปทานอยู่ อาจจะดีหรือไม่ดีต่อผู้อื่นก็ได้ สิ่งเหล่านี้เหมือนดาบสองคม มันมีผลต่อการปฏิบัติและชีวิตของตัวเอง ไม่ทำเลยจะดีกว่า เพราะเป็นตัวปิดกั้นสภาวะ ทำให้ไม่เห็นตามความเป็นจริง

เพราะอะไรล่ะ เหตุเพราะความมีตัวตนของเรามันไปข้องเกี่ยวอยู่ จึงทำให้บดบังสภาวะ หากมุ่งหวังที่จะไม่เกิดอีกต่อไป จงดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง ยังไม่ต้องไปหวังดีต่อผู้อื่น ไม่สร้างเหตุภายนอกมากเท่าไหร่
ยิ่งเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น

หากไม่รักตัวเอง ยังอยากจะทำอยู่ ก็ทำได้ อันนี้แล้วแต่เหตุ ไปห้ามกันไม่ได้หรอก เพียงแต่พูดในสิ่งที่ควรทำให้ฟัง ที่เหลือแล้วแต่จะคิด เพราะนั่นคือเหตุที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่อีก สร้างเพื่อดับหรือสร้างเพื่อเกิด นิ่งคือดับ ขยับเมื่อไหร่ เกิดทันที

ส่วนเรื่องสามีของเรา ก็เล่าให้ฟังว่ามันเป็นเหตุระหว่างเราทั้งสองคน สามีเพียงแค่อยากรู้ว่า การมีอะไรกับผู้หญิงแท้ๆ กับการช่วยตัวเอง แตกต่างกันตรงไหน (เรื่องนี้พูดคุยกันตรงๆ ถึงแม้คนนี้เขาจะเป็นโสด เรื่องสภาวะต้องยอมรับกันได้)

สุดท้าย สามีก็ได้ข้อสรุปว่า มีความแตกต่างตรงการปรุงแต่ง เพื่อให้ถูกใจอีกฝ่าย นอกนั้น การช่วยตัวเองจะสดวกกว่า เพราะรู้จังหวะและความต้องการของตัวเอง ใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องเหนื่อย ผลออกมา ค่าเท่ากัน

เราบอกว่า เมื่อคุณหวังที่จะยึดฝ่ายหนึ่งไว้ คุณต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้อีกฝ่ายติดใจ สุดท้าย คุณเองเป็นฝ่ายเหนื่อยใจในการกระทำนั้นๆ เพราะต้องทำ ไม่ใช่ทำเพราะความเต็มใจ เป็นการพยายามผูกมัดอีกฝ่ายด้วยวิธีผิดๆ

สามีเป็นพวกมีสมาธิเยอะมาก นั่งแป๊บเดียว ดิ่งนานหลายชั่วโมง บางวันเป็นครึ่งวัน ครึ่งคืน คือนานมาก นานกว่าคนที่จงใจพยายามทำให้เกิดขึ้น ของเขาไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย แค่นั่งบนโซฟา ฟังเทศน์ แป๊บเดียวเอง ดับสนิท

เราแค่บอกว่า ไม่เป็นไร ทำตามสภาวะไป ไม่อยากเดินก็ไม่ต้องเดิน ชอบนั่ง นั่งไป แต่ขออย่างหนึ่ง เวลากลับบ้าน ต้องเดินเข้ามาอยู่แล้ว ใส่สติลงไปหน่อย อย่าเดินสักแต่ว่าเดิน เดินให้รู้เท้าขณะที่เดินอยู่ด้วย

ทุกวันนี้ เขาจะรู้จิตเวลาเป็นสมาธิ เกิดตอนไหน มีลักาณะอย่างไร เขาจะรู้ชัดและแยกแยะสภาวะขณะนั้นๆได้ แม้กระทั่งเดิน จิตเขาเกิดสมาธิเนืองๆ

เวลานอน เขาไม่นอนพื้น นอนบนโซฟาคนละตัว การนอนของเขา คือทำสมาธิแล้วปล่อยไปเลย เรียกว่า จิตเขาดิ่งอยู่ในสมาธิทั้งคืน จะรู้ตัวตอนเช้า เวลาที่เราปลุกเขา ก่อนมาทำงาน เขาออกจากบ้านสายกว่าเรา

ชีวิตคู่ ไม่ได้เป็นตัวขัดขวางการปฏิบัติ แต่เหตุที่เราทำมาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ต่างหาก ที่เป็นตัวขัดขาวงการปฏิบัติของตัวเอง และเป้นตัวปิดกั้นสภาวะไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง ชีวิตคู่ของเราเต็มไปด้วยความเป็นอิสระ

เขาใช้ชีวิตเป็นปกติแบบที่เคยทำ ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร ตัวเราก็เช่นเดียวกัน มีแรกๆที่เรายอมรับไม่ค่อยได้กับสภาวะที่ต้องเรียนรู้ใหม่ แต่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติ ดีเสียอีก เพราะได้เห็นผัสสะต่างๆชัดเจนดี

ที่สำคัญ เมื่อรู้ได้อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องไปวิ่งหานอกตัว ไปตามสำนักปฏิบัติต่างๆ ไปวิ่งหาครูอาจารย์ต่างๆ เลิกวิ่งหามานานแล้ว การไปตามวัดสำหรับเราในตอนนี้ เป็นเพียงแค่เปลี่ยนบรรยากาศเท่านั้นเอง ไปพบปะผู้ที่เรายังให้คำแนะนำอยู่

ส่วนตัวผู้ถาม เราบอกกับเขาว่า สภาวะของเขาไม่แตกต่างจากสามีเราหรอก คุณยังวิ่งหาภายนอก เพราะยังมีความสงสัยอยู่ อันนี้เป็นเรื่องปกตินะ การหาภายนอกเปลืองทั้งปัจจัยและเวลา แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ยังอยากวิ่งอยู่ก็วิ่งไป เมื่อถึงเวลา หยุดวิ่งเอง

เขาถามเรื่องคู่ของเราในอดีตชาติ ว่าในเมื่อรู้ล่วงหน้ามาก่อน ทำไมไม่มุ่งหาทีเดียว เราบอกว่า ทุกเรื่องราวในชีวิต ล้วนมีเหตุปัจจัย เมื่อก่อนเลยละเมิดบุพการีทางมโนกรรม โดนหมด อะไรที่นึกคิด ถึงแม้จะจากความไม่รุ้ โดนให้เรียนรู้หมด

ส่วนเรื่องในอดีตชาติ สามีเรา เขามีภรรยามาก ส่วนตัวเรานั้น ไม่ได้ปฏิบัติแค่ชาตินี้ แต่ทำมาแล้วหลายชาติ หนังสือเรื่องการปฏิบัติ เราเขียนไว้เยะมากๆ ฉะนั้น สิ่งที่รู้ออกมาจากจิต ขณะที่จิตเป็นสมาธิ นี่แหละ เกิดจากตัวสตินี่ที่แคะสัญญาต่างๆ
เหล่านั้นออกมา

เพราะขณะที่จิตเป็นสมาธิจะปราศจากนิวรณ์และกิเลสต่างๆ จึงไม่มีความมีตัวตนที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะแต่อย่างใด สำคัญเวลาที่ออกมาจากสมาธินี่สิ รู้แล้วยึดหรือเปล่า ถ้ามียึดสภาวะปัญญาที่เกิดขึ้น จะเป็นสัญญาไปทันที

เขาเองก็เช่นกัน สร้างเหตุทางด้านปัญญามา จึงเป็นคนชอบเรียน ชอบศึกษา สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในวันหน้า เพราะตัวเขาเองเป็นพวกมีพื้นฐานด้านสมาธิเยอะอยู่แล้ว คุณไม่ต้องไปพยายามทำอะไร อยากเดินก็เดิน อยากนั่งก็นั่ง
อย่าไปยึดติดกับสภาวะ เพราะจะทำให้ทุกข์ ทุกอย่างล้วนมีเหตุ เมื่อถึงเวลา ทั้งปัญญาและสมาธิจะทำงานร่วมกันได้ เมื่อคุณปรับความสมดุลย์ของสติและสมาธิเท่านั้นเอง

เขาบอกว่า อาจารย์ที่สอนก็พูดแบบนี้ คุณเรียนๆไปเถอะ สิ่งเหล่านี้จะถูกสะสมเป็นสัญญา ไปทุกภพทุกชาติ แล้วกลายเป็นตัวปัญญาเมื่อจิตปราศจากกิเลส โสดามีสภาวะตั้งแต่หยาบจนละเอียด นิพพานไม่ใช่ว่ารู้แล้วจบ เพราะรู้แล้วอยู่ที่การกระทำ

เราบอกว่าใช่ หากแจ้งในสภาวะนิพพานจริงๆ จะรู้ว่าควรทำยังไงต่อไป สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ จะรู้เอง แต่ก็ยังมีสัญญาวิปลาศอยู่ เพราะยังมีมานะกิเลสอยู่

เขาบอกว่าใช่ อาจารย์ที่สอนก็บอกว่ามันเป็นแบบนั้น ผู้ที่รู้แจ้งจริงๆ เขาจะรู้เองว่า ควรทำยังไงต่อ อยู่ที่การกระทำคือ การปฏิบัติ ไม่ใช่บอกว่ารู้แล้วจบแล้ว สิ้นภพจบชาติแล้ว นั่นแค่รู้ในตำรา

เราบอกว่า เหตุที่บอกว่า สิ้นภพจบชาติแล้ว คือ รู้ว่าควรทำยังไงต่อ เหตุเก่าชดใช้(ในรูปของผัสสะที่เกิดขึ้น หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต) เหตุใหม่มุ่งดับ (ยอมรับ ไม่ตอบโต้ ไม่แก้ไขนอกตัว) ไม่ก่อให้เกิดเป็นห่วงโซ่ขึ้นมาอีก คือ ตัดขาดออก ไม่ใช่ยังกอดเอาไว้

๒๗ ธค.๕๔ (ความรักแท้จริงสมมุติ)

เช้านี้สดชื่น

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๕ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒๐ นาที

ขอบคุณความเห็นแจ้ง

ยิ่งกว่าตายแล้วเกิดใหม่ เกิดใหม่ในโลกสมมุติ ล้วนเป็นการเวียนว่ายในวัฏสงสาร เปลี่ยนเปลือกที่ห่อหุ้ม เป็นที่อาศัยพักพิงของจิตชั่วคราว เปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ ไม่ว่าจะภพภูิไหนๆ กามภพหรืออรูปภพ ล้วนเปลี่ยนแค่สมมุติ ตามเหตุ

เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ หลายสมัย หลายยุค หลายกาลเวลา จนนับไม่ถ้วน เพราะไม่สามารถไประลึกได้ทั้งหมด เอาแค่ปัจจุบันชาติ ชีวิตตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่สามารถระลึกย้อนหลังได้จนหมด

ชีวิตที่ผ่านๆมา สิ่งที่พบเจอ ไม่ว่าจะความทุกข์ หรือความสุขก็ตาม เป็นเพียงภาพมายา ความหลอกลวงของกิเลส หลอกให้ลุ่มหลงเวลาสุข หลอกให้ดิ้นรนเหมือนหนูติดบ่วงหาทางออกจากสิ่งที่คิดว่าทุกข์ เวลาสุขดึงเข้าหา ทุกข์ผลักไส

ความรัก

แม้กระทั่ง สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ล้วนเป็นเพียงสมมุติ เป็นอีกกับดักของบ่วงกิเลสที่ผูกมัดสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกัน ผูกโดยตัณหาความทะยานอยาก โดยโลภะ โทสะ โมหะที่มีอยู่ จากอนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน
เหตุจากอุปทานในขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ความรักที่แท้จริงนั้น มีแต่คำสมมุติทางโลกๆที่ใช้เรียกสภาวะบ่วงนั้นๆว่า ความรัก ไม่ว่าจะรักพ่อแม่ ลูก ญาติพี่น้อง สามี ภรรยา ตลอดจนคนรู้จักและไม่เคยรู้จัก ล้วนสามารถมีความรักต่อกันได้
เหตุเพราะ มีเหตุปัจจัยที่ต้องมาผูกมัดอยู่ในบ่วงร่วมกัน

ความรักในสมมุติมีแต่การยึดติด มีแต่การเรียกร้อง เพื่อที่จะเอาเข้าหาตัวเอง มากกว่าที่คิดจะให้ เหตุเพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงกิเลสที่มาในรูปของสมมุติที่เรียกว่า ความรัก

ความรักที่แท้จริง มีแต่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกๆสรรพสิ่ง ให้ความเคารพ ให้การบูชาตามฐานะของสมมุติที่มีอยู่ แต่ไม่ยึดติดในฐานะนั้นๆ จากก็ไม่ทุกข์ พบก็ไม่สุข มีแต่ความอิ่มเอมในการที่คิดจะให้ ให้การแบ่งปัน เอื้ออารีต่อผู้อื่น

ผู้ที่เป็นทุกข์ เหตุเกิดจากความยึดติดที่มีอยู่ ยึดมาก ทุกข์มาก ยึดน้อย ทุกข์น้อย ปล่อยการยึดได้ไวมากเท่าไหร่ ทุกข์น้อยลงมากขึ้นเท่านั้น สุขในสมมุติย่อมพบได้อย่างง่ายดาย สุขที่เกิดจากการปล่อย ไม่ใช่ยึดเอาไว้

พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้ที่รู้กาล รู้ว่าควรจะให้ธรรมะเช่นไรกับผู้นั้น ให้ตามเหตุปัจจัย ทรงเลือกผู้ที่สมควรให้มากที่สุดก่อน เพราะเป็นผู้ที่ให้ได้ง่ายที่สุด เนื่องจากเหตุปัจจัยที่มีร่วมกัน ทำให้เชื่อกันได้ง่ายที่สุด ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องติดตาม

ผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใด ไม่ว่าอยู่ในสภาวะแบบไหนๆ ต่อให้โลกถล่มทะลายลงตรงหน้า ล้วนอยู่อย่างเป็นสุข ไม่ไปทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก เพราะเป็นผู้มีสติรู้อยู่ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย จิตไม่ยึดติด

รู้น้อย ยังมียึดทั้งภายนอกและภายใน แต่ปล่อยวางได้ไว รู้ละเอียดสุขุมลึก ไม่มีการยึดติดใดๆทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น ผู้ที่รู้แล้วในระดับหนึ่ง จะขวนขวายรู้ชัดอยู่แต่ภายในเนืองๆ ส่วนภายนอก สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าดู

ภายนอกว่างเปล่า ภายในรู้ชัด

ทุกๆสภาวะ ล้วนมีเหตุปัจจัย แม้กระทั่งคำว่า “ภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น หมั่นรู้ชัดภายในกายและจิตเนืองๆ”

ในแนวทางปฏิบัติ

ดูก่อนโมฆราช ….

ภายนอก ข้องเกี่ยวมากเท่าไหร่ ล้วนมีแต่เหตุของการเกิดในวัฏสงสาร

ภายใน ข้องเกี่ยวมากเท่าไหร่ ล้วนมีแต่การมุ่งสละออก ออกจากการเวียนว่ายในวัฏสงสาร แล้วจะไปวุ่นวายกับภายนอกทำไม ที่ยังวุ่นวาย เพราะยังมีเหตุ ที่ไม่วุ่นวาย เพราะไม่สร้างเหตุเพิ่ม

มกราคม 2012
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: