นิพพานดิบ

นิพพานดิบและนิพพานสุก

ที่มาของนิพพานดิบและนิพพานสุก

“ดูกรอานนท์ อันว่าความสุขในพระนิพพานนั้นมี ๑ ประเภท คือ ดิบ ๑ สุก ๑ ได้ความว่า เมื่อยังเป็นคนมีชีวิตอยู่ได้เสวยสุขในพระนิพพาน นั้นได้ชื่อว่า พระนิพพานดิบ

เมื่อตายไปแล้วได้เสวยสุขในพระนิพพานนั้นชื่อว่า พระนิพพานสุก พระนิพพานมี ๒ ประเภทเท่านี้ นิพพานโลกีย์ นิพพานพรหม เป็นนิพพานหลง ไม่นับเข้าไปในที่นี้”

นำมาจาก http://www.dhammasavana.or.th/article.php?a=138

นิพพาน คือ ความดับภพ

ท่านพระสารีบุตรเถระ เคยเล่าถึงการเข้าผลาสมาบัติของท่าน ให้พระอานนท์เถระฟังว่า

“นี่แน่อาวุโสอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ในป่าอันธวัน ใกล้กรุงสาวัตถีนี้แหละ ณ ป่าอันธวันนั้น ผมได้เข้า(ผลาสมาบัติ) สมาธิ มีรูปแบบโดยอาการที่ผมมิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในดินว่าดิน

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในน้ำว่าน้ำ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในไฟว่าไฟ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในลมว่าลม

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในอากาสานัญจายตนะ ว่าอากาสานัญจายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในวิญญาณัญจายตนะ ว่าวิญญาณัญจายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในอากิญจัญญายตนะ ว่าอากิญจัญญายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในโลกนี้ว่าโลกนี้

มิได้เป็นผู้มีความหมายรู้ในโลกอื่นว่าโลกอื่น

แต่ก็เป็นผู้มีความหมายรู้”

พระอานนท์เถระถามว่า

“แต่แล้วท่านพระสารีบุตร ได้เป็นผู้มีความหมายรู้อย่างไร ในเวลานั้น?”

ท่านพระสารีบุตร เล่าต่อไปว่า

อาวุโส เกิดความหมายรู้เพียงอย่างหนึ่งแก่ผมว่า “ภวนิโรโธ นิพฺพานํ ภวนิโรโธ นิพฺพานํ– ความดับภพ คือ นิพพาน, ความดับภพ คือ นิพพาน” (และ) ความหมายรู้เพียงอีกอย่างหนึ่งก็ดับไป,

อาวุโส เปรียบเหมือนเมื่อไฟติดสะเก็ดไหม้อยู่ เกิดเปลวไฟเพียงวาบหนึ่ง (และ) เปลวไฟอีกวาบหนึ่งก็ดับไป แม้ฉันใด,

อาวุโส ความหมายรู้เพียงอย่างหนึ่ง เกิดแก่ผมว่า “ความดับภพ คือ นิพพาน, ความดับภพ คือ นิพพาน” (และ) ความหมายรู้อีกอย่างหนึ่งก็ดับไป ฉันนั้นแล

แต่ในเวลานั้น ผมมีความหมายรู้ว่า “ภวนิโรโธ นิพฺพานํ– ความดับภพ คือ นิพพาน”
อํ. ทสก. ๒๔/๑๑ และดู – มโนรถปูรณี, ตติยภาค, หน้า ๓๖๒

เราทุกคนผู้แบกอุปทานขันธ์ ๕ นั้น ท่านเรียกว่า “ภารหาโร – ผู้แบกภาระ หรือผู้นำไปซึ่งของหนัก”

ซึ่งต้องนำ ต้องแบกภาระหนัก ด้วยการบริหารอยู่เป็นนิตย์ มิได้หยุดพัก ตั้งแต่เกิดมาจนสิ้นชีวิตตามอายุขัย และภายหลังมรณะในชาติ ในภพนั้นๆ

แล้วไปเกิดในชาติ ในภพอื่นๆต่อไปอีก ก็ยึดถือขันธ์ ๕ แบกภาระต่อไปอีก ท่านจึงกล่าวว่า

“ภาราทานํ ทุกขํ โลเก– การถือ คือ แบกภาระหนักไว้ เป็นทุกข์ในโลก”

กล่าวคือ “นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา– ไม่มีทุกข์ทั้งหลายใดๆ เสมอด้วยเบญจขันธ์
ขุ. ธ, ๒๕/๔๒

ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภารหาโร จ ปุคฺคโล

ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก ภารนิกฺเขปนํ สุขํ.

นิกฺขิปิตฺวา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย

สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห นิจฺฉาโต ปริพฺพุโต.
สํ. ขนฺธ. ๑๗/๓๒-๓๓ สารตฺถปกาสินี, ทุติยภาค, น. ๓๒๑-๓๒๒

ขันธ์ ๕ เป็นภาระหนักแท้ และบุคคลผู้แบกภาระหนัก การแบกภาระหนัก (ขันธ์ ๕) ไว้ เป็นทุกข์ในโลก

การปลงภาระหนักเสียได้ เป็นความสุข ท่านผู้ปลงภาระหนักได้แล้ว ไม่แบกภาระ(ขันธ์) อื่นไว้อีก

ถอนตัณหาพร้อมด้วยอวิชชา อันเป็นรากเหง้าได้เสียแล้ว เป็นผู้ไม่หิว(ด้วยตัณหา) ปรินิพพานแล้ว

นิพพานดิบ ได้แก่ ดับภพชาติในปัจจุบันชาติ ๑ (ดับแบบหยาบ)

นิพพานสุก ได้แก่ ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ๑ (ดับแบบละเอียด)

ดับภพชาติในปัจจุบัน

ได้แก่ การดับที่ต้นเหตุ (ตนเอง) ที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ ณ ขณะปัจจุบันนั้นๆ คือ ดับเหตุที่ปัจจุบัน (ภพ ชาติ)

ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ได้แก่ ภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น หมั่นรู้ชัดภายในกายและจิต(สมถะและวิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔) สภาวะที่เกิดขึ้นภายในทั้งหมด ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น

เมื่อใดอินทรีย์สมดุลย์ สภาวะการรู้แจ้งในอริสัจ ๔ จะเกิดขึ้นเอง เมื่อแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน ทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส สีลัพตปรามาสจะถูกประหานเป็นสภาวะสมุทเฉจประหานหมดสิ้นไม่เหลือเชื้อ (นิพพานสุก)

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะนิพพานที่มีอยู่จริง เป็นเหตุให้รู้ชัดว่า ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น การกระทำที่เหลือทั้งหมดจึงมุ่งดับที่ต้นเหตุ ที่เป็นเหตุของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่ ดับที่ตนเอง

ที่สำคัญคือ สามารถนำสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง มาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และสามารถทำตามได้ ไม่ต้องใช้คำอุปมาอุปมัย หรือต้องนำสมมุติบัญญัติต่างๆมาเปรียบเทียบ

อุปปันนะ

อุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น มีหลายประเภท
เรื่อง อุปปันนะ หลายประเภทนี้ มีกล่าวไว้ที่อื่น เช่น ขุ. สุ. อ. (บาลี) ๑/๑/๔-๗

อุปปันนะ ๔

[๘๓๒] ถามว่า ด้วยคำกล่าว เป็นต้นว่า “กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิดขึ้น นั่นแล ก็ไม่เกิดขึ้น” ดังนี้นั้น เป็นการแสดงถึง การละอะไร?

ตอบว่า เป็นการแสดงถึง การละกิเลสทั้งหลายที่เป็น ภูมิลัทธะ (ตัวใหญ่) (ได้ภูมิพื้น-ภูมิพื้น คือ ฐานที่ตั้งแห่งความเป็นไป)

ถามว่า แต่ว่ากิเลสทั้งหลายที่ได้ภูมิพื้นเหล่านั้น เป็นอดีต หรืออนาคต หรือว่า เป็นปัจจุบัน

ตอบว่า กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น คือ ที่เขาเรียกว่า ภูมิลัทุปปันนะ (คือ บังเกิดขึ้นโดยภูมิพื้น) นั่นเอง

[๘๓๓] เพราะว่า สิ่งที่เป็น อุปปันนะ (คือ สิ่งเกิดขึ้น) มีหลายประเภท โดยเป็น

๑. วัตตมานะ กำลังเป็นไปอยู่

๒. ภูตาปคตะ เกิดแล้วจากไป

๓. โอกาสกตะ โอกาสอันกรรมทำให้

๔. ภูมิลัทธะ ได้ภูมิพื้น

ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น

๑. สิ่งที่กล่าวว่า มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปปาทะ (ความเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑ แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่กำลังเป็นไปอยู่

๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์ แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุภูตาปคตะ (คือ เสวยแล้วจากไป) ก็ดี

กุศลและอกุศล อันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปปทาขณะเป็นต้น โดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปคตะ (คือ เกิดแล้ว จากไป) ก็ดี

เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วจากไป

หมายเหตุ :-

การรู้ชัดภายในกายและจิต (กาย, เวทนา, จิต, ธรรม) รู้ขณะเริ่มเกิด-อุปปาทะ ๑ รู้ขณะที่กำลังเกิด-ฐีติ ๑ รู้ขณะดับ-ภังคะ ๑ (สภาวะที่กำลังเกิดขึ้น มีองค์ประกอบคือ สติ สัมปชัญญะ และสมาธิที่มีกำลังแนบแน่นในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ขณิกสมาธิ

ส่วนโอภาส จะเกิดขึ้นตามกำลังความแนบแน่นของสมาธิ เพราะเมื่อรู้สิ่งที่เป็นมรรค และสิ่งที่ไม่เป็นมรรค โอภาสจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นแต่อย่างใด)
วลัยพร

๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้ว ในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น

แม้เป็นอดีต ก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีโอกาสกรรมทำให้ เพราะ ห้ามวิบากอื่นแล้ว ทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง

และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาส อันกรรมทำให้แล้ว แม้เป็นวิบากที่ยังไม่เกิด เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (เหมือนกัน) เพราะ เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้ว ก็เกิดขึ้นโดยแน่นอน

หมายเหตุ :-

อดีตส่งผลมาปัจจุบัน สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลในอนาคต

เหตุของในอดีตที่ส่งผลมาปัจจุบัน ยังยอมรับไม่ได้ มีตอบโต้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาวะของเหตุนั้นยังไม่จบ

ส่วนผลของเหตุที่สร้างขึ้นที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้ได้รับในอนาคต คือสิ่งที่เกิดขึ้นณ ปัจจุบันขณะ

หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุจะย้อนวนกลับไปที่เหตุในอดีตอีก วนไปวนมา กลับไปกลับมาแบบนี้ จนกว่าสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง คือ การยอมรับ แก้ที่ตัวเอง ไม่โทษนอกตัว หยุดสร้างเหตุ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

คำพูดประโยคนี้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง แบบหยาบๆ คือ วางลงได้ชั่วขณะจากผัสสะที่มากระทบ เป็นการฝึกจิตของตัวเอง จากสภาวะการยึดติดในตัวตน เขา, เราที่ยังมีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก เมื่อมีการแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าผู้แนะนำได้ให้การแนะนำเช่นนั้น ผู้แนะนำจะเจอสภาวะกลับมาเป็นข้อสอบหรือสอบอารมณ์ของผู้แนะนำว่า ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน

หากยังปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่ให้คำแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง มักจะประสบความทุกข์เนืองๆเพราะเหตุนี้ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มักคิดว่าเป็นเรื่องของเหตุในอดีตที่ทำไว้ แท้จริงแล้ว เกิดจากการแนะนำผู้อื่น

สภาวะของผู้ปฏิบัติ มักจะวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆเพราะเหตุนี้ สภาวะจากเหตุที่ทำไว้ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ เหตุเก่ายังไม่ผ่าน สภาวะจากเหตุใหม่ที่สร้างขึ้นมาอีก เหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ ยืนยาวเพราะเหตุนี้

แม้กระทั่ง การให้คำแนะนำ โดยยกเรื่องราวในอดีตที่ตนเองได้เคยพบประสบเจอมา แล้วคิดว่าผ่านเหตุต่างเหล่านั้นมาได้

เหตุเพราะเกิดจากการกระทำเช่นนั้น ได้แก่ การนำเรื่องราวตรงนั้นมาชี้แนะแก่ผู้อื่น โดยไม่มุ่งเพ่งโทษที่ตนเอง และแก้ไขที่ตนเอง

แต่ยังมีการกล่าวโทษผู้อื่นหรือกล่าวโทษนอกตัวอยู่ ล้วนเป็นการสร้างเหตุของการเกิดในวัฏฏะทั้งสิ้น

เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลย่อมได้รับกลับคืนมา ย่อมประสบกับความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร

ซึ่งแทนที่จะกระทำเพื่อดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ กลับกลายเป็นการสร้างเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป สภาวะของผู้ปฏิบัติจึงดูเหมือนวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆ

สร้างเหตุภายนอกมากเท่าไหร่ ส่งผลกระทบต่อการรู้ชัดสภาวะภายในมากขึ้นเท่านั้น เป็นเหตุให้ มีแต่ส่งจิตออกนอก ไม่สามารถรู้ชัดภายในกายและจิตได้เนืองๆ การเห็นสภาวะต่างๆตามความเป็นจริง ย่อมมีแต่สภาวะสัญญามากกว่าปัญญา
วลัยพร

๔. กรรมเป็นอกุศล ที่ยังมิได้ฉุดถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดย ได้ภูมิพื้น

หมายเหตุ :-

การเห็นแจ้งสภาวะอริยสัจ ๔ สภาวะสักกายะทิฏฐิถูกประหานทันที สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายลง แต่ยังไม่หมด ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน สภาวะวิจิกิจฉากิเลส ยังมีเชื้ออยู่ ยังไม่หมดสิ้นไปทันที

จนกว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายไปหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ เป็นเหตุให้รู้ชัดภายในกายและจิต เพราะแยกแยะได้ว่า เป็นกิจที่ควรทำและควรจะทำยังไงต่อไป
วลัยพร

ในอุปปันนะ ซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือ วัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็นอุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค)ญาณแม้ไรๆ เพราะ มิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย(อริย)มรรค

โฆษณา

มกราคม 2012
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: