๑-๕ มค.๕๕

๑ มค.๕๕

เพิ่งกลับจากการตั้งดรงทานที่วัดตาลเอน รู้สึกเพลียมากๆ นอนหลับสนิททั้งคืน

๒ มค.๕๕

เหตุของความทุกข์ ได้แแก่ ความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นในจิตที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก เช่น ความห่วงใย ความรู้สึกเอาใจใส่ต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น(รู้สึกแคร์)

การให้คำแนะนำ ล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งทางโลกและทางธรรม(หากยังมีกิเลสเจือปนอยู่)

๓ มค.๕๕ (ที่มาของนิพพานดิบและนิพพานสุก)

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓๐ นาที

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒ ชม.

ความทรงจำ เหมือนภาพที่ประติดประต่อชัดมากขึ้นเรื่อยๆ การสื่อสารจากดินแดนที่ไกลแสนไกล พยามสื่อสารใหนรูปแบบต่างๆให้รับรู้ ส่งมายังผู้ที่ถูกฟ้าเลือก ชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตไว้แล้วตั้งแต่แรก

การระลึกรู้ได้แต่ละครั้ง น้ำตาจะไหลออกมาเอง ความโศร้า โศกาอาดรูที่เกิดขึ้นเองโดยตัวสภาวะ ชีวิตของมนุษย์ช่างน่าเศร้าจริงหนอ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่รู้ ว่าคือทุกข์

ยถา พุพฺพุฬกํ ยถา ปสฺเส มรีจิกํ เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ

มัจจุราช มองไม่เห็นบุคคลผู้กำหนดเห็นโลก(คือ เบญจขันธ์ หรือรูปนาม) เหมือนเห็นต่อมน้ำ และเหมือนเห็นพยับแดด
ธมฺมปทฏฺฐกถา ๖/๓๖

พระนิพพาน

ที่มาของนิพพานดิบและนิพพานสุก

นิพพาน คือ ความดับภพ

นิพพานดิบ ได้แก่ ดับภพชาติในปัจจุบันชาติ ๑ (ดับแบบหยาบ)

นิพพานสุก ได้แก่ ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ๑ (ดับแบบละเอียด)

ดับภพชาติในปัจจุบัน

ได้แก่ การดับที่ต้นเหตุ (ตนเอง) ที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ ณ ขณะปัจจุบันนั้นๆ คือ ดับเหตุที่ปัจจุบัน (ภพ ชาติ)

ดับภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ได้แก่ ภายนอก สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น หมั่นรู้ชัดภายในกายและจิต(สมถะและวิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔) สภาวะที่เกิดขึ้นภายในทั้งหมด ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น

เมื่อใดอินทรีย์สมดุลย์ สภาวะการรู้แจ้งในอริสัจ ๔ จะเกิดขึ้นเอง เมื่อแจ้งในสภาวะของพระนิพพาน ทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส สีลัพตปรามาสจะถูกประหานเป็นสภาวะสมุทเฉจประหานหมดสิ้นไม่เหลือเชื้อ (นิพพานสุก)

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะนิพพานที่มีอยู่จริง เป็นเหตุให้รู้ชัดว่า ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น การกระทำที่เหลือทั้งหมด จึงมุ่งดับที่ต้นเหตุ ที่เป็นเหตุของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่ ดับที่ตนเอง

ที่สำคัญคือ สามารถนำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และสามารถทำตามได้ ไม่ต้องใช้คำอุปมาอุปมัย หรือต้องนำสมมุติบัญญัติต่างๆมาเปรียบเทียบ

๔ มค. ๕๔

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔ ๑/๒ ชม.

๕ มค.๕๔

เดิน ๒ ชม. นั่ง ๔ ชม.

เป็นเรื่องที่แปลกอีกอย่างหนึ่งของสภาวะความคิด บางครั้งความคิดจะว่างเปล่า แม้จะพยายามขบคิดพิจรณาสภาวธรรมใดๆก็ตาม จิตจะมะลื่อทื่อ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก รู้สึกหนักๆ

แต่เวลาที่จิตคิดพิจรณา จิตจะมีความคิดพิจรณาขึ้นมาเอง แม้กระทั่งสภาวะอื่นๆที่เขียนลงไป จะเป็นไปตามจังหวะ ตามสภาวะของจิต ไม่ใช่เกิดจากไปพยายามคิดเพื่อจะนำมาเขียนแต่อย่างใด

โฆษณา

มกราคม 2012
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: