๗ ธค.๕๔ (ภูมิและภูมิลัทธะ)

๗ ธค.๕๔ (ภูมิและภูมิลัทธะ)

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

สองสามวันมานี่ ชอบฝันใกล้รุ่ง ฝันแต่ละครั้งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าตากันมาก่อน แต่อาจจะเคยมีวิบากร่วมกัน แล้วคงจะหมดสิ้นวิบากต่อกัน ไม่มีการเกิดขึ้นร่วมกันอีกต่อไปแล้ว

ฝันครั้งแรก ฝันว่าอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง มีความรู้สึกว่าชอบเขา (ไม่ขอเรียกว่ารัก เพราะไม่รู้จักสภาวะความรักที่มีการยึดติด) แต่ท้ายสุด ได้บอกกับเขาไปว่า เรานั้นได้ตายไปแล้ว ขอจงอย่าได้รอเราอีก

ฝันอีกครั้ง เป็นบ้านหลังใหม่ ผู้ชายคนนี้จำหน้าได้แม่นมาก เป็นผู้ชายไม่สูง ผอม ผิวขาว มีหนวดที่ริมฝีปาก มีครอบครัวแล้ว เขามีปัญหาทางครอบครัว มีลูกสาว ๑ คน เราเป็นคนดูแลลูกเขา ในฝัน เราชอบเขา และเขาก็ชอบเรา แต่จบลงที่ว่า เราเป็นฝ่ายเดินจากมา ไม่หันหลังกลับไปอีก

คือ เรื่องผู้ชายในฝัน ฝันครั้งก่อนๆ ยังมีการยึดติด มีความทุกข์กับการมีครอบครัว ฝันทีไร ในความฝันมีแต่ความทุกข์ทุกครั้ง เห็นจิตไม่ต้องการเกิดอีกต่อไป นั่นคือฝันครั้งก่อนๆ

ในฝันบางครั้ง มีจิตอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ที่เราจากมาไกล ยามที่ได้ยินเสียงถามมาว่า เมื่อไหร่จะกลับไปสักที จะรู้สึกใจหายและเศร้าใจทุกๆครั้ง แต่ฝันสองสามครั้งหลังนี่ จิตไม่มีเยื่อใยหรือเกิดการอาลัยอาวรณ์แต่อย่างใด

ถ้าคิดจะให้ค่า อาจจะให้ค่าได้ ๒ ทาง คือ หมายถึง ภพชาติในเรื่องของคู่วิบากร่วม จบลงไปทีละคน(ในฝัน) กับ เป็นการสอบอารมณ์เรื่องการยึดติดทางโลก ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆคือ แค่รู้ แล้วดูไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่า เมื่อสภาวะละเอียดมากขึ้น จะรู้คำตอบเอง เหตุของความเชื่อ เพราะผ่านสภาวะต่างๆมามากมาย สุดท้ายรู้คำตอบของสภาวะทั้งหมดเอง โดยไม่ต้องไปค้นหา แค่รู้ชัดภายในกายและจิตเท่านั้นเอง

ภูมิและภูมิลัทธะ

[๘๓๔] อนึ่ง ในเรื่องนี้ ควรทราบความแตกต่างกันของ ภูมิพื้น (ภูมิ) และ ได้ภูมิพื้น (ภูมิลัทธะ) ไว้ด้วย

เพราะว่า ขันธ์ ๕ ที่เป็นไปอยู่ในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เรียกว่า ภูมิ (คือภูมิพื้น)

เพราะ เหตุที่ภูมิพื้นนั้น ชื่อว่า ภูมิพื้น อันกิเลสนั้นได้แล้ว ท่านเรียกว่า ภูมิลัทธะ – กิเลสที่ได้ภูมิพื้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้

และภูมิพื้นนั้น มิใช่โดยทางอารมณ์ เพราะว่า กิเลสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะ ปรารภขันธ์ทั้งหลาย ทั้งปวง ที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง

และเพราะ ปรารภขันธ์ทั้งหลาย ของพระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่านกำหนดรู้แล้วบ้าง เช่น กิเลสทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่โสเรยยเศรษฐี(๑) และแก่นันทมาณพ(๒) เป็นต้น
๑. ดู-โสเรยฺยตฺเถรวตฺถุ ใน ธมฺมปทฏฐกถา (บาลี) ๒/๑๕๘-๑๖๕
๒. ดู-อุปฺปลวณฺณาเถรีวตฺถุ ใน ธมฺมปทฏฺกถา (บาลี) ๓/๑๔๖-๑๕๐

เพราะ ปรารภขันธ์ทั้งหลาย ของพระมหากัจจานะ และพระอุบลวัณณาเถรี เป็นต้น

และ ผิว่า กิเลส (ดังกล่าว) นั้น พึงมีชื่อเป็น ภูมิลัทธิ(คือ ได้ภูมิพื้น) ไซร้ ใครๆก็ละรากเหง้าของภพมิได้ เพราะ กิเลส(ดังกล่าว) นั้นมิได้

แต่(กิเลสที่เป็นไป) ภูมิลัทธะ ควรทราบโดยทางเป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) เพราะว่า ขันธ์ทั้งหลายที่มิได้กำหนดรู้ด้วยวิปัสสนา เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ จำเดิมแต่การเกิดขึ้น(ของขันธ์ทั้งหลาย) ในภพนั้นๆ หรือในสันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะ ก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย

พึงทราบเถิดว่า กิเลส(ที่แทรกซึมอยู่) นั้น คือ ภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น) โดยความหมายว่า ยังละไม่ได้ (ตัวใหญ่)

[๘๓๕] อนึ่ง ในบรรดาขันธ์ทั้งหลายนั้น กิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่โดยความหมายว่า ยังละไม่ได้ ในบรรดาขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด ของบุคคลใด ขันธ์ทั้งหลาย(ตามที่กิเลสแทรกซึมอยู่) เหล่านั้นนั่นแหละ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นของผู้อื่น หาเป็นวัตถุ(ที่เกิด) ไม่

อนึ่ง ขันธ์ที่เป็นอดีตทั้งหลายเท่านั้น ที่เป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลาย ที่แทรกซึมอยู่ เพราะ ยังละไม่ได้ในขันธ์ในอดีตทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้ หาเป็นวัตถุ(แห่งกิเลสทั้งหลาย) ไม่ นัยในขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอนาคตเป็นต้นก็เช่นนี้(และ) เป็นอย่างนั้น

ขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลายนั่นแหละ แลเป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่ เพราะ ยังละไม่ได้ในขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้ หาเป็นวัตถุไม่ ในขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจรก็มีนัย(ดังกล่าว) นี้

แต่ทว่า ในบรรดาอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระโสดาบันเป็นต้น กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนั้นๆ ในขันธ์ทั้งหลายของพระอริยบุคคลใดๆที่ละได้แล้ว ด้วยมรรคนั้นๆ

ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น และเหล่านั้นของอริยบุคคลท่านั้นๆ จะนับว่าเป็นภูมิพื้นหาได้ไม่ เพราะ ไม่เป็นวัตถุ(ที่เกิดขึ้น) ของกิเลส อันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายเหล่านั้น และเหล่านั้น ที่ท่านละได้แล้ว

แต่สำหรับปถุชน เพราะยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้ โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างหนึ่ง อย่างใดที่ทำไป จึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง วัฏฏะของปถุชนนั้น จึงเวียนวนไป เพราะ กรรมและกิเลส เป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าวนั้น

กิเลส อันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนี้ ของปถุชนนั้น มิควรกล่าวว่า

“แทรกซึมอยู่แต่ในรูปขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายอื่น มีเวทนาขันธ์เป็นต้นไม่ …..ฯลฯ …. หรือกล่าวว่า แทรกซึมอยู่แต่ในวิญญาณขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลาย อันมีรูปขันธ์เป็นต้นไม่” ดังนี้ เพราะเหตุไร?

เพราะ แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั่วทั้ง ๕ ขันธ์ โดยไม่แตกต่างกัน

[๕๘๖] มีอุมาอย่างไร?

อุปมาเหมือน รสดินเป็นต้น แทรกซึมอยู่ในต้นไม้

ความจริง เมื่อต้นไม้ใหญ่ยืนต้น ยึกพื้นดินตั้งอยู่ อาศัยรสดินและรสน้ำ เจริญด้วยราก ลำต้น กิ่ง ค่าคบ ใบอ่อน ใบแก่ ดอกและผลทั้งหลาย

เพราะ รสดินและรสน้ำ เป็นปัจจัย เติบโตเต็มท้ิงฟ้า สืบต่อเชื้อสายของต้นไม้ ด้วยการสืบต่อทางพืชพันธุ์ ตั้งอยู่ตลอดกาลจนสิ้นกัลป์ พูดไม่ได้ว่า

“รสดินเป็นต้นนั้น แทรกซึมอยู่แต่ในรากเท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในส่วนทั้งหลายอื่น มีลำต้นเป็นอาทิไม่ …. ฯลฯ” ดังนี้

เพราะเหตุไร?

เพราะ แทรกซึมอยู่ในส่วนทั้งหลาย มีรากเป็นต้น ทุกส่วนโดยไม่ต่างกันแล

แต่ทว่า มีบุรุษบางคน เบื่อหน่ายในดอกและผลเป็นต้น ของต้นไม้นั้นแหละ แล้วตอกหนามมีพิษ ชื่อว่า มัณฑูกะ เข้าไปทั้ง ๔ ด้าน ครั้นต้นไม้นั้น ถูกกระทบด้วยสัมผัสเป็นพิษนั้น รสดินและรสน้ำทั้งหลาย ก็ถึงความซึมซาบเข้าไปเป็นธรรมดา

เพราะ รสดินและรสน้ำทั้งหลาย หมดสิ้นไปแล้ว ไม่สามารถทำให้เกิดความสืบต่อ(เชื้อสายของต้นไม้) ต่อไปได้อีกฉันใด กุลบุตรผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของ(เบญจ) ขันธ์ ก็ฉันนั้นเช่นกัน เริ่มต้นทำมรรค ๔ ให้เกิดในสันดานตน เหมือนการที่บุรุษนั้น ประกอบยาพิษเข้าในต้นไม้ทั้ง ๔ ด้าน

ครั้นแล้ว ขันธสันดาน ที่ประเภทของกรรมทั้งปวง มีกายกรรมเป็นต้น เข้าถึงแต่เพียงความเป็นกิริยา เพราะ กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลาย สิ้นไปแล้ว โดยประการทั้งปวง มาถึงความไม่เกิดขึ้นในภพใหม่ เป็นธรรมดา ไม่สามารถทำให้สันดานในภพอื่นบ้าง เกิดต่อไปได้ เป็นผู้หาอุปาทานมิได้ ดับสิ้นไปทุกประการด้วย การดับวิญญาณดวงสุดท้าย เหมือนไฟ หาเชื้อมิได้ ดับไป

พึงทราบความแตกต่างกัน ของภูมิพื้น และ(กิเลสที่) ได้ภูมิพื้น โดยประการดังกล่าวนี้

โฆษณา

๖ ธค. ๕๕ (อุปปันนะ)

๖ ธค. ๕๕ (อุปปันนะ)

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓ ชม.

ที่สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อใดที่จิตจดจ่อรู้อยู่กับธรรม ความคิดที่เกิดขึ้นจะมีแต่เรื่องสภาวะต่างๆ ไม่ค่อยมีเรื่องทางโลกๆ ความคิดต่างๆจะไม่ค่อยมี แต่ถ้าจิตจดจ่อกับธรรมะต่างๆ สติจะไปขุดคุ้ยสัญญาต่างๆขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

หรือหลังจากจิตอยู่ในสมาธิจนเกิดความอิ่มตัว ข้อคิดธรรมะต่างๆจะเกิดขึ้นมากมาย หากสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ คือ แค่รู้ว่ามี แต่ไม่ไปยึดติดกับรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น สภาวะนี้จะกลายเป็นปัญญา มุ่งถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่

ถ้ามีการยึดติดในรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วนำรู้นั้นๆสร้างเหตุออกไปนอกตัว เป็นมโนกรรม วจีกรรมหรือกายกรรมก็ตาม เมื่อนั้นสิ่งที่รู้ที่คิดว่าเป็นปัญญา จะกลายเป็นสัญญาไปทันที ซึ่งล้วนก่อให้เกิดเหตุของการเกิดภพชาติทันทีที่กระทำลงไป

แทนที่จะละ กลับกลายเป็นยึดเข้าหาตัว ไม่ว่ารู้นั้นๆจะดีหรือไม่ดี จะใช่หรือไม่ใช่ จะถูกหรือผิดในความรู้สึกนึกคิดก็ตาม เพราะกิเลสยังมี สัญญาที่เกิดขึ้น ย่อมมีความวิปลาสอยู่ หาใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้น

มีเรื่องหนึ่งที่ติดขัดอยู่ เรื่องคำพูด เวลาที่มีคนมาถามสภาวะของเขาว่า “เขาผ่านญาณ ๑๖ หรือยัง?”

สภาวะเรื่องการผ่านญาณ ๑๖ กำลังอยู่ระหว่างการเรียบเรียง ยังไม่สมบูรณ์ การตอบไปตรงๆ ย่อมเป็นการทำลายความหวังของอีกฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้หมดกำลังใจในการปฏิบัติลงไป

หรือ ถ้าตอบแบบกลางๆ คำตอบย่อมไม่ชัดเจนแก่อีกฝ่าย หรือตอบแบบให้กำลังใจ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะอาจทำให้ผู้นั้นหลงสภาวะได้

เรื่องสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทั้ง ๓ สภาวะนี้ ล้วนสามารถหลอกตัวเองได้ ถ้าผู้นั้นมีความศรัทธาแรงกล้าทั้งเรื่องของพระรัตนตรัยและผลของการปฏิบัติที่เกิดจากการปฏิบัติผ่านๆมาของผู้นั้น

คือ เข้าใจในความรู้สึกของผู้ที่ถามมาทุกๆคน เข้าใจดีว่า เขาแต่ละคนนั้นต้องการอะไร จริงๆแล้ว เรื่องผ่านญาณ ๑๖ว่า ผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย

ที่สำคัญคือ เรื่องของการดับที่ต้นเหตุอันเป็นแดนเกิดทั้งปวงต่างหากที่ควรรู้ และควรต้องทำ เรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด

เพราะเมื่อรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมรู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕และเป็นเหตุให้รู้แจ้งในสภาวะของพระนิพพานที่แท้จริง ไม่ใช่พระนิพพานที่เป็นบัญญัติหรือต้องใช้การอุปมาอุปมัยนำมาเปรียบเทียบ ให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้าใจได้ สามารถทำตามได้ ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล

สภาวะอริยสัจ ๔ รู้ครั้งเดียวจบ สภาวะพระนิพพาน รู้ครั้งเดียวจบ ไม่มีสภาวะทั้งหยาบและละเอียด ส่วนสภาวะอุปทานขันธ์ ๕ จะมีสภาวะตั้งแต่หยาบจนละเอียด ไม่ใช่รู้ครั้งเดียวแล้วจบ

เฉกเช่นเดียวกับสภาวะไตรลักษณ์ ไม่ใช่รู้ครั้งเดียวแล้วละสักกายทิฏฐิได้ แต่สภาวะไตรลักษณ์ จะมีสภาวะตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด คือ ทั้งภายนอกและภายใน แยกแยะออกจากกันได้ชัดเจน ในเรื่องของเหตุการปล่อยวางของจิตแต่ละขณะ

…………………………………………………………..

อุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น มีหลายประเภท โดยเป็น
เรื่อง อุปปันนะ หลายประเภทนี้ มีกล่าวไว้ที่อื่น เช่น ขุ. สุ. อ. (บาลี) ๑/๑/๔-๗

๑. วัตตมานะ กำลังเป็นไปอยู่

๒. ภูตาปคตะ เกิดแล้วจากไป

๓. โอกาสกตะ โอกาสอันกรรมทำให้

๔. ภูมิลัทธะ ได้ภูมิพื้น

ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น

๑. สิ่งที่กล่าวว่า มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปปาทะ (ความเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑ แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ(ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่กำลังเป็นไปอยู่

๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์ แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุภูตาปคตะ(ตัวใหญ่) (คือ เสวยแล้วจากไป) ก็ดี

กุศลและอกุศล อันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปปทาขณะเป็นต้น โดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปคตะ(ตัวใหญ่) (คือ เกิดแล้ว จากไป) ก็ดี

เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ(ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วจากไป

หมายเหตุ :-

รู้ขณะเริ่มเกิด-อุปปาทะ ๑ รู้ขณะที่กำลังเกิด-ฐีติ ๑ รู้ขณะดับ-ภังคะ ๑
วลัยพร

๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้ว ในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น

แม้เป็นอดีต ก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีโอกาสกรรมทำให้ เพราะ ห้ามวิบากอื่นแล้ว ทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง

และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาส อันกรรมทำให้แล้ว แม้เป็นวิบากที่ยังไม่เกิด เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (ตัวใหญ่) (เหมือนกัน) เพราะ เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้ว ก็เกิดขึ้นโดยแน่นอน

หมายเหตุ :-

อดีตส่งผลมาปัจจุบัน สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลในอนาคต

เหตุของในอดีตที่ส่งผลมาปัจจุบัน ยังยอมรับไม่ได้ มีตอบโต้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาวะของเหตุนั้นยังไม่จบ ส่วนผลของเหตุที่สร้างขึ้นที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้ได้รับในอนาคต คือสิ่งที่เกิดขึ้นณ ปัจจุบันขณะ
หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุจะย้อนวนกลับไปที่เหตุในอดีตอีก วนไปวนมา กลับไปกลับมาแบบนี้ จนกว่าสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง คือ การยอมรับ แก้ที่ตัวเอง ไม่โทษนอกตัว หยุดสร้างเหตุ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

คำพูดประโยคนี้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง แบบหยาบๆ คือ วางลงได้ชั่วขณะจากผัสสะที่มากระทบ เป็นการฝึกจิตของตัวเอง จากสภาวะการยึดติดในตัวตน เขา, เราที่ยังมีอยู่ ไม่ใช่นำไปสอนหรือแนะนำผู้อื่น

เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก หากผู้แนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าผู้แนะนำได้ให้การแนะนำเช่นนั้น ผู้แนะนำจะเจอสภาวะกลับมาเป็นข้อสอบหรือสอบอารมณ์ของผู้แนะนำว่า ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน

หากยังปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่ให้คำแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง มักจะประสบความทุกข์เนืองๆเพราะเหตุนี้ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มักคิดว่าเป็นเรื่องของเหตุในอดีตที่ทำไว้ แท้จริงแล้ว เกิดจากการแนะนำผู้อื่น

สภาวะของผู้ปฏิบัติ มักจะวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆเพราะเหตุนี้ สภาวะจากเหตุที่ทำไว้ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ เหตุเก่ายังไม่ผ่าน สภาวะจากเหตุใหม่ที่สร้างขึ้นมาอีก เหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ ยืนยาวเพราะเหตุนี้

แม้กระทั่ง การให้คำแนะนำ โดยยกเรื่องราวในอดีตที่ตนเองได้เคยพบประสบเจอมา แล้วคิดว่าผ่านเหตุต่างเหล่านั้นมาได้
เหตุเพราะเกิดจากการกระทำเช่นนั้น ได้แก่ การนำเรื่องราวตรงนั้นมาชี้แนะแก่ผู้อื่น โดยไม่มุ่งเพ่งโทษที่ตนเอง และแก้ไขที่ตนเอง ยังมีการกล่าวโทษผู้อื่นหรือกล่าวโทษนอกตัวอยู่ ล้วนเป็นการสร้างเหตุของการเกิดในวัฏฏะทั้งสิ้น

เหตุมี ผลย่อมมี

เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลย่อมได้รับกลับคืนมา ย่อมประสบกับความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร
ซึ่งแทนที่จะกระทำเพื่อดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ กลับกลายเป็นการสร้างเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป สภาวะของผู้ปฏิบัติจึงดูเหมือนวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆ

สร้างเหตุภายนอกมากเท่าไหร่ ส่งผลกระทบต่อการรู้ชัดสภาวะภายในมากขึ้นเท่านั้น เป็นเหตุให้ มีแต่ส่งจิตออกนอก ไม่สามารถรู้ชัดภายในกายและจิตได้เนืองๆ การเห็นสภาวะต่างๆตามความเป็นจริง ย่อมมีแต่สภาวะสัญญามากกว่าปัญญา
วลัยพร

๔. กรรมเป็นอกุศล ที่ยังมิได้ฉุดถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ (ตัวใหญ่) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดย ได้ภูมิพื้น

หมายเหตุ :-

การเห็นแจ้งสภาวะอริยสัจ ๔ สภาวะสักกายะทิฏฐิถูกประหานทันที สภาวะทิฏฐิกิเลสจะถูกทำลายลง แต่ยังไม่หมด ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน สภาวะทิฏฐิกิเลส ยังมีเชื้ออยู่ ยังไม่หมดสิ้นไปทันที
จนกว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สภาวะสักกายทิฏฐิจะถูกทำลายไปหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ เป็นเหตุให้รู้ชัดภายในกายและจิต เพราะแยกแยะได้ว่า เป็นกิจที่ควรทำและควรจะทำยังไงต่อไป
วลัยพร

อีกประการหนึ่ง ยังมีอุปปันนะอื่น อีก ๔ อย่าง โดยเป็น
ดูเทียบเปรียบเทียบใน องฺ. เอกฺก. อ. (บาลี) ๑/๓๙๔/๔๔/-๔๔๒

๑. สมุทาจาระ คือ นิสัยเคยชิน

๒. อารัมมณาธิคหิตะ คือ ยึดมั่นในอารมณ์

๓. อวิกขัมภิตะ คือ มิได้ถูกกดข่มไว้

๔. อสูมหตะ คือ ยังถอนรากไม่ขาด

ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่กำลังเป็นไปอยู่นั่นแล เป็นสมุทาจารุปปันนะ คือ กิเลสที่เกิดขึ้นด้วยความเคยชิน

เมื่ออารมณ์ (คือ รูป) มาสู่คลองแห่งทวาร มีตาเป็นต้น กิเลสแม้จะยังไม่เกิดขึ้นในตอนต้น แต่เพราะ ยึดมั่นอารมณ์ไว้นั่นเอง ท่านกล่าวว่า “เป็นอุปปันนะด้วย ยึดมั่นอารมณ์ไว้” (ตัวใหญ่)

เพราะ ในตอนท้าย (กิเลส) ก็จะเกิดขึ้นโดยแน่นอน เหมือนอย่างกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระ ผู้กำลังเที่ยวเดินบิณฑบาตรอยู่ในหมู่บ้านกัลยาณคาม (หมู่บ้านเป็นที่เกิดของหญิงงาม) โดยได้เห็นรูปที่ไม่สมควร (แก่สมณะ)

กิเลสที่มิได้ถูกกดข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนา อำนาจใดอำนาจหนึ่ง แม้จะยังไม่ผุดขึ้นสู่สันตติของจิต ก็เรียกว่า เป็นอุปปันนะโดยมิได้ถูกข่มไว้ (ตัวใหญ่) เพราะ ไม่มีเหตุเป็นผู้ห้ามเกิดขึ้น

แต่แม้ว่า ถูกข่มไว้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า อุปปันนะที่ยังถอนรากไม่ขาด (ตัวใหญ่) โดยเหตุที่ยังไม่พ้นความเกิด เป็นธรรมดา เพราะเป็นกิเลสที่ยังไม่ถอนรากขาดด้วยอริยมรรค

เหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระเถระผู้ได้สมาบัติ ๘ กำลังเดินทาง (เหาะไป) โดยอากาศ ได้ยินเสียงเพลงขับร้องของมาตุคาม ซึ่งเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้มีดอก อยู่ในป่าใกล้ๆ ขับร้องด้วยเสียงไพเราะ

อนึ่ง อุปปันนะแม้ทั้ง ๓ อย่าง คือ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ พึงทราบว่า สงเคราะห์เข้ากับภูมิลัทธะ (อุปปันนะ) นั่นเอง

[๘๓๘] ในอุปปันนะ ซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือ วัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็นอุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค)ญาณแม้ไรๆ เพราะ มิใช่อุปปันนะที่ห่าด้วย(อริย)มรรค

แต่ อุปปันนะ กล่าวคือ ภูมิลัทธะ ๑ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสูมหตะ ๑ (๔อย่าง) นี้ใด เพราะ โลกียญาณและโลกุตรญาณนั้นๆเกิดขึ้น ทำให้ความเป็นอุปปันนะนั้นๆ ของอุปปันนะ(๔ อย่าง) นั้น พินาศไป

เพราะฉะนั้น อุปปันนะแม้ทั้งหมด (ทั้ง ๔ อย่าง ข้างหลังนี้) นั้น จึงเป็นอุปปันนะที่ต้องละ ฉะนี้แล

การเห็นแจ้งสภาวะอริยสัจ ๔ สภาวะสักกายะทิฏฐิถูกประหานทันที สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายลง แต่ยังไม่หมด ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในสภาวะของพระนิพพาน สภาวะวิจิกิจฉากิเลส ยังมีเชื้ออยู่ ยังไม่หมดสิ้นไปทันที
จนกว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สภาวะวิจิกิจฉากิเลสจะถูกทำลายไปหมดสิ้น

ความศรัทธา

สภาวะทิฏฐิกิเลส วิจิกิจฉากิเลส และสีลัพตปรามาส สภาวะเหล่านี้ สามารถถูกทำให้บิดเบือนได้ด้วยความเป็นผู้มีศรัทธามาก ไม่ว่าจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ก็ตาม เพราะเหตุที่ยังมีความยดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้แล้ว
ย่อมนำสิ่งที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นนี้ไปสร้างเหตุด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่

การสร้างเหตุภายนอก ที่เกิดจากความไม่รู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ เป็นอุปสรรคต่อ การรู้ชัดภายในกายและจิต เนื่องจากสมาธิที่เกิดขึ้นไม่แนบแน่น เป็นเหตุให้ไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ได้นาน
เป็นเหตุให้ เข้าใจสภาวะผิดเพี้ยนไปอีก จึงต้องหาผู้มาสนับสนุนในสภาวะที่ตนเองเป็นอยู่ว่า สภาวะนี้เป็นตามที่ตนเองคิดว่าใช่

การถูกสอบอารมณ์

เหตุมี ผลย่อมมี ในเรื่องการแนะนำผู้อื่นเช่นเดียวกัน ผู้ใดแนะนำผู้อื่นเช่นไร ผู้นั้นย่อมถูกสอบอารมณ์โดยตัวสภาวธรรมของคำแนะนำนั้นๆ ทุกข์มักเกิดขึ้นเนืองๆโดยไม่รู้สาเหตุเพราะเหตุนี้
แต่ส่วนมากมักโยนเหตุที่เกิดไปที่การสร้างเหตุในอดีตที่ผ่านมานานแล้ว ทั้งแท้จริงแล้ว ล้วนเกิดจากสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไป สภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นกับทุกๆคน คือสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัย ณ ปัจจุบัน ขณะแต่ละขณะ

แล้วจะวกกลับไปที่เหตุในอดีตที่เคยทำไว้ ซึ่งส่งผลให้ได้รับ ในรูปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากมีการแก้ไข หรือยังยอมรับไม่ได้ สภาวะนั้นยังไม่จบ เหตุนี้ เรื่องสภาวะของเหตุ(กรรม)และผล(วิบากกรรม) จึงมีสภาวะซับซ้อนเช่นนี้

อดีตส่งผลมาปัจจุบัน สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลในอนาคต

เหตุของในอดีตที่ส่งผลมาปัจจุบัน ยังยอมรับไม่ได้ มีตอบโต้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาวะของผลนั้นยังไม่จบ ส่วนผลของเหตุที่สร้างขึ้นที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้ได้รับในอนาคต คือสิ่งที่เกิดขึ้นณ ปัจจุบันขณะ
หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุจะย้อนวนกลับไปที่ผลในอดีตอีก วนไปวนมา กลับไปกลับมาแบบนี้ จนกว่าสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง คือ การยอมรับ แก้ที่ตัวเอง ไม่โทษนอกตัว หยุดสร้างเหตุ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามความรู้สึกนึกคิด
ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะนั้นๆ

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

คำพูดประโยคนี้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง แบบหยาบๆ คือ วางลงได้ชั่วขณะจากผัสสะที่มากระทบ เป็นการฝึกจิตของตัวเอง จากสภาวะการยึดติดในตัวตน เขา, เราที่ยังมีอยู่ ไม่ใช่นำไปสอนหรือแนะนำผู้อื่น

เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก หากผู้แนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าผู้แนะนำได้ให้การแนะนำเช่นนั้น ผู้แนะนำจะเจอสภาวะกลับมาเป็นข้อสอบหรือสอบอารมณ์ของผู้แนะนำว่า ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน

หากยังปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่ให้คำแนะนำผู้อื่นในเรื่องการปล่อยวาง มักจะประสบความทุกข์เนืองๆเพราะเหตุนี้ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มักคิดว่าเป็นเรื่องของเหตุในอดีตที่ทำไว้ แท้จริงแล้ว เกิดจากการแนะนำผู้อื่น

สภาวะของผู้ปฏิบัติ มักจะวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆเพราะเหตุนี้ สภาวะจากเหตุที่ทำไว้ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ เหตุเก่ายังไม่ผ่าน สภาวะจากเหตุใหม่ที่สร้างขึ้นมาอีก เหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ ยืนยาวเพราะเหตุนี้

แม้กระทั่ง การให้คำแนะนำ โดยยกเรื่องราวในอดีตที่ตนเองได้เคยพบประสบเจอมา แล้วคิดว่าผ่านเหตุต่างเหล่านั้นมาได้ เหตุเพราะเกิดจากการกระทำเช่นนั้น

ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ ย่อมการนำเรื่องราวตรงนั้นมาชี้แนะแก่ผู้อื่น ยังมีการกล่าวโทษผู้อื่นหรือกล่าวโทษนอกตัวอยู่ โดยไม่มุ่งกล่าวถึงว่า ต้องแก้ไขที่ตนเอง

การดับ ต้องดับที่ต้นเหตุ คือดับที่ตนเอง ไม่ใช่ไปดับเหตุนอกตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ยังมีต่อกันอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี

เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลย่อมได้รับกลับคืนมา ย่อมประสบกับความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร
ซึ่งแทนที่จะกระทำเพื่อดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏะ กลับกลายเป็นการสร้างเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป สภาวะของผู้ปฏิบัติจึงดูเหมือนวกวนไปมา เดิมๆซ้ำๆ

การหมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ยิ่งรู้ชัดภายในมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดในสภาวะของผัสสะต่างๆทั้งภายในและภายนอกมากขึ้นเท่านั้น ปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มีแต่ถ่ายถอนอุปทานในขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้เห็น ภัย เห็นโทษ เห็นทุกข์ของการเกิด เป็นเหตุให้จิตเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด มุ่งรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ กระทบปั๊บ กลับมารู้ชัดภายใน ดับเหตุที่ต้นเหตุ ส่วนเวลา ช้าหรือเร็ว อยู่ที่การทำต่อเนื่อง
รวมทั้งการสร้างเหตุภายนอกที่กำลังทำให้เกิดขึ้น

หยุดตอบโต้ หยุดแก้ไข มาตั้งมั่นรู้ชัดภายใน หยุดเหตุภายนอกมากเท่าไหร่ สภาวะจะขับเคลื่อนไปตามเหตุปัจจัยโดยตัวของสภาวะเอง

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในเรื่องของเหตุ(กรรม) และผล(วิบากกรรม)

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะสังขาร (การปรุงแต่งของจิต ตลอดจนอัตตาภาพร่างกายนี้ว่า เกิดจากมูลเหตุอันใด ทำไมสังขารหรือร่างกาย หรือที่เรียกว่าเปลือกนี้ แต่ละภพ แต่ละชาติ จึงมีความแตกต่างกัน)

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะของผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ว่าอะไรเป็นเหตุ

เป็นเหตุให้รู้แจ้ง ในสภาวะพระนิพพาน เป็นเหตุให้รู้วิธีดับที่ต้นเหตุที่เป็นแดนเกิดในวัฏสงสาร
(ย่อมรู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท)

เป็นเหตุให้รู้แจ้งใน สภาวะวิญญาณ, สัญญาและปัญญา ซึ่งเป็นเหตุให้ สามารถแยกแยะสภาวะสัญญากับปัญญาแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด

เหตุที่ยังเวียนว่ายในวัฏสงสาร เพราะยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำไป จึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง(ตามความเป็นจริงของสภาวะ ไม่ใช่ตามความรู้สึกนึกคิด)
วัฏฏะของผู้นั้น จึงเวียนวน เพราะกรรมและกิเลส เป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าวนั้น (กิเลสที่เป็นรากเหง้า)

“ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมงอกงามแก่บุคคลผู้เห็นแต่ส่วนที่น่าพอใจในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน อุปทานก็มีขึ้น เพราะปัจจัย คือ ตัณหา” ดังนี้ เป็นอาทิ
สํ. นิ. (ไทย) ๑๖/๕๒/๑๐๔

ในบางพระสูตรก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนายกธรรมทั้งสองข้อ เป็นมูลก็มี นี่เช่นอย่างไร เช่นว่า

“ภิกษุทั้งหลาย กายอันนี้ของคนเขลา ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ประกอบด้วยตัณหาเป็นไปแล้ว (คือ เกิดขึ้น) ด้วยเหตุฉะนี้ กายดังกล่าวนี้ด้วย นามรูปกายภายนอกด้วย ทั้งสองนั่นเป็นทวยะ (คือ เป็นคู่กันอย่างนี้ เพราะ อาศัยทวยธรรม คือ
อายตนะ ๖ นั้นแล ผัสสะก็เกิดขึ้น คนเขลาถูกธรรมมีผัสสะเป็นต้นอย่างไรเล่า กระทบเอาแล้ว ย่อมเสวยสุขและทุกข์” ดังนี้ เป็นอาทิ
สํ. นิ. (ไทย) ๑๖/๑๙/๓๒

มกราคม 2012
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: