๘- ๑๒ มค.๕๕

๘ มค.๕๕

ชีวิตที่บ้านกับชีวิตที่ทำงาน แตกต่างกันลิบลับ

หมายเหตุ:-

ตลกมากๆเวลามาอ่านย้อนหลัง โดยเฉพาะสภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ต้องบอกว่า ชีวิตที่ทำงานกับที่บ้านในเวลานี้ ช่างเหมือนกันจริงๆในเรื่องของการปฏิบัติ แตกต่างแค่เหตุเท่านั้นเอง นี่แหละชีวิต

๒๕ มค.๕๕

๙ มค.๕๕ (ตรวจสอบตัวเอง)

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

สภาวะต่างๆที่รู้ มีรายละเอียดชัดมากขึ้น แม้กระทั่งสัญญาต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย เห็นรายละเอียดมากขึ้น เมื่อปล่อยวางในสิ่งที่รู้ลงไปได้ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในบัญญัติต่างๆ

หนังสือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่เขียนโดยท่านพุทธโฆสเถระ เล่มนี้ ช่วยได้มากๆในแง่ของการเขียนเรื่องราวต่างๆออกมา ถ่ายทอดสัญญาต่างๆออกมาให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น

เมื่อเข้าใจ รู้ชัดในสภาวะสัญญามากเท่าไหร่ จิตใจปลอดโปร่งเบาสบายมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจึงเป็นไปแบบเรียบง่าย ต่อเนื่อง เพียงแต่สิ่งที่เขียน มีเขียนเป็นระยะๆ แล้วแต่สัญญาจะเกิด แค่รู้ไปกับสภาวะ เกิดอะไรก็แค่รู้ แค่รู้ได้มากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้รู้ชัดในกายและจิตมากขึ้นเท่านั้น เป็นเหตุให้สัญญาทำงานได้สะดวก

เรื่องของปัญญา ที่เคยคิดว่าสิ่งต่างๆที่รู้ออกมาจากจิต หรือเกิดจากจิตนั้น เหตุเกิดจากการยึดติดที่มีอยู่ จึงไม่รู้ชัดในสภาวะนั้นๆว่า แท้จริงแล้ว ก็แค่สัญญาที่สะสมอยู่ในจิต กำลังสมาธิแนบแน่นมากเท่าไหร่ มีสติสมดุลย์รู้อยู่มากเท่าไหร่ สติจะไปแงะๆแคะๆสัญญาต่างๆเหล่านั้นออกมาให้ได้รู้

เมื่อแค่ดู แค่รู้มากขึ้น เป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะสัญญามากขึ้น จิตปล่อยวางโดยสภาวะของจิตเองมากขึ้น สภาวะปัญญาจึงเกิดขึ้นตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว ต้องบอกตัวเองอีกครั้งว่า โง่อีกแล้วสิเรา แต่ดีที่ไม่นำสัญญาไปสร้างเหตุวิวาทะกับผู้อื่น คือ อาจจะมีบ้าง เป็นเรื่องปกติของกิเลสที่มีอยู่ แต่ยับยั้งชั่งใจได้ทัน ไม่สร้างเหตุต่อ

อ่านแล้วเกิดรู้สึกอาการฮาอย่างแรง ในเรื่องของสภาวะนิกันติ เกี่ยวกับอปุกิเลส ๑๐ ฮาตัวเอง ไม่ได้ไปฮาใครที่ไหน เมื่อเข้าใจและรู้ชัดในสภาวะสัญญา แล้วจะฮาอย่างแรง โง่กับกิเลสจริงๆ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วไปยึด ล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น

เรามักจะใช้คำว่า “ผ่านญาณ ๑๖” มากกว่าจะเขียนคำบัญญญัติอื่นๆ เช่น บรรลุธรรม โสดาบันฯลฯ สิ่งต่างๆหรือคำเรียกต่างๆที่ผู้นั้น แม้กระทั่งตัวเราคิดเองว่า “คิดว่าได้อะไรเป็นอะไร” ล้วนเกิดจากสภาวะอุปกิเลสทั้งสิ้น อะไรที่เกิดขึ้นแล้วยึด นั่นคือ สภาวะนิกันติทั้งสิ้น

เหตุที่ใช้คำว่า “ผ่านญาณ ๑๖” เพราะ สภาวะเหล่านี้ จะมีรายละเอียดของสภาวะที่ชัดเจน จะเห็นแบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด จดจำสภาวะได้แม่นยำ ยิ่งกว่าการท่องจำใดๆ แค่คิดมา ก็จะรู้ว่า สภาวะแค่รู้นั้น แค่รู้ได้แค่ไหน มีปรุงแต่งต่อไปหรือไม่

ไม่แตกต่างกับโลกธรรม ๘ หากเข้าใจสภาวะสัญญา ย่อมไม่สะดุ้งสะเทือนต่อโลกธรรม ๘ ตราบใดที่ยังไม่หมดเหตุ โลกธรรม ๘ ย่อมมีอยู่เช่นนั้น แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อจิตมากมายแบบก่อนๆ วางได้ไว จบได้ไว

๑๐ มค.๕๕ (ชีวิต)

รอบแรก เดิน ๗ ชม. นั่ง ๕๐ นาที

สภาวะเป็นเรื่องที่แปลก แรงจูงใจหรือเหตุของการปฏิบัติต่อเนื่อง แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน สภาวะของตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน นับวัน บัญญัติต่างๆในคำเรียกต่างๆ ไม่มีผลให้ใจเกิดความทะยานอยากใดๆเหลืออยู่เลย

มองอะไร ก็เห็นแต่ทุกข์ เห็นแต่โทษ เห็นแต่ภัยของการเกิด เห็นความประมาทในการสร้างเหตุที่ยังมีอยู่ ช่องโหว่ที่มองเห็น ทุกขณะมองเห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงนิ่งสงบรู้ชัดอยู่ภายใน ไม่ตอบโต้ ไม่แก้ไข ปล่อยวาง เพราะมีเกิดย่อมมีดับ ธรรมดา

แค่รู้ ดูจิตยามที่ผัสสะมากระทบเท่านั้นเอง มียินดี ยินร้าย โลภะ โทสะ โมหะมีมากน้อยแค่ไหน มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น เห็นความรู้สึกเหล่านั้นดำเนินช้าลง เหมือนภาพต่างๆที่เคลื่อนไหวช้าลงๆๆ จับรายละเอียดชัดกว่าเมื่อก่อน

ทุกๆสภาวะตอกย้ำ ไม่ว่าจะมนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่มองไม่เห็น มีแค่นี้เอง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย เดิมๆซ้ำๆ หมุนวนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนเกมส์ไล่จับ ไล่จับเงาของตัวเอง เงาของจิต ประสานให้เป็นหนึ่งเดียว

ทุกสิ่งล้วนมีเหตุและผลอยู่ในสภาวะนั้นๆ ตราบใดที่เหตุปัจจัยของสภาวะนั้นๆยังมีอยู่ ผลย่อมส่งผลอยู่ ถึงแม้ว่าไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย จนกว่า จะยอมที่จะเปลี่ยนแปลง และกำหนดชะตาชีวิตด้วยตนเอง

จะไปสนใจอะไรอีก ยิ่งสนใจ ยิ่งมองเห็นแต่เหตุ ถึงแม้ว่าจะสงบนิ่งรู้อยู่ภายใน ตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่ สภาวะก็ยังคงเป็นของตัวสภาวะอยู่อย่างนั้นนั่นเอง ต่อไปนี้ ทำตามเหตุ ทำตามปัจจัย นอกตัวปล่อยวางลงไปให้หมด วันนี้อาจจะทำได้ไม่มาก

ทำเดิมๆซ้ำๆเหมือนเดิม ค่อยๆปล่อยออกไป ปล่อยออกไปเรื่อยๆ เส้นด้ายเล็กๆที่ยังเหลืออยู่ ย่อมหมดสิ้นลงไปในที่สุด เพราะท้ายสุด ตกตายลงไป หากยังมีการเกิดอยู่อีก ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อยู่ดี การเริ่มต้นของสภาวะที่น่าเบื่อหน่าย

เมื่อยังมีโอกาสอยู่ จงอย่าปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เพียงเพราะยอมแพ้กับกิเลสที่ยังมีอยู่ เพียงมีสติไม่หวั่นไหว มีสมาธิจิตที่มั่นคง หนทางยังมองเห็น

๑๑ มค.๕๕

เดิน ๖ ชม. นั่ง ๑ ชม.

๑๒ มค. ๕๕(แก้ไข ไม่แก้ตัว)

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๔ ชม.

เรื่องต่างๆที่ผ่านมา ในสิ่งที่เรียกว่า ทำไม่ดีไว้กับผู้อื่น แม้กระทั่งทำกับตัวเองก็ตาม สิ่งต่างๆเหล่านั้น เมื่อมาเจริญสติ เคยคิดว่า มันไม่ดีเลย ถ้ากลับไปแก้ไขได้ อยากย้อนเวลากลับไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ อะไรที่กระทำไปแล้ว กลับไปแก้ไขไม่ได้

ที่แก้ได้ คือ เหตุที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นแต่ละปัจจุบันขณะๆ แก้ต้องแก้ที่ตัวเราเอง แก้ไขปรับเปลี่ยนตัวเอง อะไรที่ยังทำไม่ได้ละเอียด มีอะไร เป็นยังไง ยอมรับตามความเป็นจริง แต่ไม่คิดแก้ไขโดยใช้วิธีแก้ตัวกับผู้อื่น ต้องคอยอธิบายซ้ำซาก เวลาที่ผู้อื่นกล่าวเพ่งโทษมา

สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิตในปัจจุบันขณะ เราสามารถแก้ไขได้ แก้ไขก่อนที่จะทำให้เกิด ไม่ใช่กระทำไปแล้ว และคิดจะแก้ไขใหม่ อันนี้เป็นบทเรียน ทุกๆความผิดพลาดที่รู้ว่าผิดพลาด ยอมรับไป ตราบใดที่กิเลสยังมีเชื้อเหลืออยู่ ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นคู่กับความสำรวม ยิ่งผิดยิ่งสำรวม สังวร ระวังมากขึ้น

ยิ่งรู้ชัดภายในกายและจิตมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นรายละเอียดต่างๆภายในจิตชัดมากขึ้น เหมือนสิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น เห็นแต่ละขณะๆๆๆๆที่กำลังเริ่มจะเกิด กำลังเกิด เกิดอยู่ จางลงจนกระทั่งดับหายไปหมด จะจับทุกระยะๆของการเกิดได้ทันมากขึ้น

เมื่อรู้เท่าทัน การดับโดยตัวสภาวะเอง ก็เกิดทันมากขึ้น บางครั้งไม่ทันจะเกิดก็ดับทันที บางครั้งเพิ่งเกิด ไม่ทันดำเนินต่อ ก็ดับทันที บางครั้งมีจิตอีกตัวคอยกำกับสำทับสภาวะ สิ่งที่กำลังเกิดจึงดับลงไป สิ่งต่างๆเหล่านี้ เกิดจากผลของการรู้ชัดภายใน

ขอบคุณเหตุ

รู้สึกขอบคุณเหตุที่เคยทำมาในเรื่องของสมาธิ เป็นเหตุให้จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ เริ่มต้นจากการทำสมาธิ โดยไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เรียกว่าปฏิบัติ พระไตรปิฎกก็ไม่รู้จัก คำเรียกใดๆก็ไม่รู้จัก สภาวะใดๆก็ไม่รู้จัก คือเป็นผู้ที่ไม่รู้อะไร

กรรมติดจรวด

นับวัน แค่ดู แค่รู้มากกว่าแสดงความรู้สึกนึกคิดออกไป หรือแสดงข้อคิดเห็นใดๆออกไป ไม่ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ยิ่งเห็นว่ากรรมติดจรวด คือ เห็นชัดในสภาวะของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับทันตา ไม่ต้องรอให้ตกตายก่อน แบบที่เรียกว่ากฏแห่งกรรม เหมือนแรงเหวี่ยง ออกแรงไปเท่าไหร่ สะท้อนกลับมาทันที

ดูนอกตัว ย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง แค่ดู แค่รู้ สงบนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว รู้สึกยังไง รู้ไปตามนั้น ท้ายสุด ไม่ต้องไปทำอะไรจริงๆ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องเหนื่อยใจ ที่การกระทำใดๆลงไปเหมือนกับการแก้ตัว แค่รู้เท่านั้นเอง สภาวะแสดงให้เห็นชัด

มีแต่เรื่องของเหตุและผล เราว่าเขา เขาก็ว่าเรา เราทำกับผู้อื่นอย่างไร ผู้อื่นก็กระทำกลับมาที่เราเยี่ยงนั้น ตอกย้ำไปเท่าไหร่ ก็ส่งผลกลับมาเท่านั้น แค่นิ่งสงบ รู้ชัดภายในกายและจิตเนืองๆ

ส่งจิตออกนอก

คำว่า ส่งจิตออกนอกของเรา ไม่ได้หมายถึงการไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการกระทำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ตาม

แต่กล่าวโดยสภาวะคือ อะไรก็ตาม ที่ไม่ได้เป็นเหตุของการรู้ชัดภายในกายและจิต ล้วนเป็นการส่งจิตออกนอกทั้งหมด คือ ออกนอกกายและจิต

เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด วันหนึ่งๆเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดกี่ครั้งต่อวัน นับไม่ถ้วน นับไม่ได้เลย ถึงแม้จะเป็นการตายที่ปัจจุบันขณะ ตายในภพชาติปัจจุบัน แล้วที่เกิดแล้วตายในวัฏสงสารล่ะ ชีวิตน่าอนาถยิ่งนัก โทษของความไม่รู้

ไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ไม่รู้ในอุปทานขันธ์ ๕ ไม่รู้ในสัญญา ปัญญา มีแต่ความไม่รู้และไม่รู้ เพราะกิเลสที่นองเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ซึ่งเกิดขึ้นจากตัวเรานี่แหละที่สร้างขึ้นมาเอง จากความไม่รู้ที่มีอยู่ สะสมมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นฝังแน่นอยู่ในจิต

สักกายะทิฏฐิกับมานะกิเลส

สักกายะทิฏฐิ ได้แก่ การนำความรู้สึกนึกคิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในกายและจิตก็ตาม เมื่อใดมีความรู้สึกนึกคิดให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่าสิ่งนั้นถูก,ผิด,ใช่,ไม่ใช่ฯลฯนั่นคือ สภาวะของสักกายะทิฏฐิที่มีอยู่

การละสักกายะทิฏฐิ

ได้แก่ การมองสิ่งภายนอกและภายใน ยังมีความเป็นตัวตน คน สัตว์ เขา เราที่มีอยู่ แต่ไม่ไปยึดติดกับตัวตน เขา เรา คน สัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่จริง คือ รู้แค่เปลือก แต่ไม่เลยเปลือก ฉะนั้น สภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมสักแต่ว่า …

เป็นเหตุให้ เหตุที่จะมีต่อผัสสะนั้นๆ ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีผลให้เกิดทั้งมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม

มานะกิเลส

ยังมีการยึดมั่นใน ถือมั่นในตัวตนที่มีอยู่ เป็นกิเลสละเอียดกว่าทิฏฐิกิเลส แยกได้ยาก รู้ได้ยาก จนกว่าจะรู้ชัดในสภาวะทิฏฐิกิเลส จึงจะสามารถแยกแยะสภาวะมานะกิเลสได้ เพราะสภาวะมานะกิเลส มีความเนียนละเอียดมากๆ สามารถหลอกได้แม้กระทั่งจิตของตัวเอง คือ หลอกตัวเองให้หลงเชื่อได้ แบบเนียนมากๆ

โฆษณา

มกราคม 2012
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: