๑๖ กพ.๕๕ (จิ.เจ.รุ.นิ.)

นั่ง ๓๐ นาที

เวลาจิตเป็นสมาธิ สภาวะสุขเกิดตลอด ซึ่งมีผลต่อความยินดี เวลาเกิดความยินดีหรือพอใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก จิตจะไม่ฟู ไม่รู้สึกยินดีมากเกินไป คือ มี แต่ไม่นาน เพราะสุขในสมาธิแรงกว่าสุขทางโลก

ความยินร้าย ช่วงนี้เห็นผัสสะตัวนี้ชัดมาก คือเกิดแล้วดับ ถ้าภาษาชาวบ้านต้องเรียกว่ารู้สึกแรงมาก เหมือนโดนกระแทกเต็มๆ เช่น ความไม่พอใจ เหตุเกิดจากสภาวะหงุดหงิดที่มีอยู่เป็นพื้นฐาน เดี๋ยวนี้จับความรู้สึกส่วนลึกนี้ได้ชัด ไม่ต้องมีผัสสะเกิด ก็เห็นและรู้อยู่ว่ามันมีแรงขับเคลื่อนอยู่ภายใน ประเภทมีหัวเชื้ออยู่ แค่แตะเบาๆติดทันทีประมาณนั้น

จะรู้สึกหงุดหงิดแบบไม่มีสาเหตุ ไม่เกี่ยวอะไรกับใคร มันเกิดเอง เป็นเอง รู้เองอยู่ข้างใน จุกจิกอยู่ข้างใน จึงเป็นเหตุให้เวลาเกิดผัสสะ แค่ไม่พอใจเล็กน้อย จะกลายเป็นแรงพุ่งออกมาให้เห็นชัด ไม่ได้กำหนดอะไร แค่รู้ว่าเกิด แล้วมันก็ดับไปเอง

รู้สึกไม่ชอบใจสภาวะนี้ ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ เหมือนใช้พลังมาก แตกต่างจากสุขในสมาธิ นั่นก็มากไป ทำให้กลายเป็นขี้เกียจ ไม่มีความพอดีเลย รู้สึกเหมือนกำลังโดนบททดสอบยากขึ้นยิ่งกว่าก่อนๆ สภาวะละเอียดมากขึ้น เห็นอาการของจิตชัด

เหงา

มีหลายๆคนชอบถามว่า เหงาบ้างไหม ตอบได้เลยว่า ไม่เคยเหงา สักนิดเดียวก็ไม่มี จะเอาเวลาที่ไหนมาเหงา ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้นเห็นชัดเจนขนาดนั้น มีแต่ความเบื่อหน่าย เห็นแต่เหตุตลอดเวลา จิตมีแต่คิดพิจรณา

นับว่าดี ยังได้พักจิตในสมาธิเป็นระยะๆ สุขจากสมาธิมัเกิดขึ้นเนืองๆในช่วงนี้ ช่วยให้จิตมีกำลัง เวลาเจอผัสสะต่างๆ ยังพอรู้ทัน ดับที่ต้นเหตุได้ไวกว่าเมื่อก่อน เห็นสภาวะผัสสะต่างๆเกิดแล้วดับ มากกว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปแบบสภาวะก่อนๆ

ความตาย

วิบัติ คือ ความตายเป็นที่สุดแห่งสมบัติ คือ ชีวิต

วันและคืนล่วงไป ชีวิตพลอยดับไปด้วย อายุของสัตว์ค่อยสิ้นไป ดังน้ำแห่งแม่น้ำ ค่อยแห้งไป

ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความตาย เป็นเที่ยงแท้แน่นอน

ผู้ที่เคยผ่านสภาวะแห่งความตายมาแล้ว ได้ลิ้มรสชาติกาลนั้นๆมาแล้ว ย่อมแจ้งชัดในสภาวะก่อนตกตาย หากไม่มีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง จิตระลึกสิ่งใดได้ ย่อมเกาะติดอยู่กับสิ่งนั้น สุคติหรือทุคติภูมิจึงบังเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

สำหรับผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่งแล้ว จิตมักเป็นสมาธิเนืองๆ มีความรู้สึกตัวเนืองๆ เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นและรู้ชัดอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ เนืองๆ โดยปราศจากการพยายามกระทำเพื่อให้เกิดขึ้น เหตุเพราะ สักแต่ว่ารู้ จิตก็เป็นสมาธิโดยอัตโนมัติ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะสุคติหรือทุคติ ล้วนสักว่าเป็นเพียงเครื่องหมายแห่งนิมิตของสภาวะสัญญาเท่านั้นเอง

ธมฺมารา ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตย

ธมฺมํ อนุสฺสรํภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ

“ภิกษุ มีธรรมคือ สมถะและวิปัสสนาเป็นที่มา ยินดียิ่งในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา คิดถึงอยู่บ่อยๆ นึกถึงอยู่บ่อยๆ กระทำไว้ในใจบ่อยๆ อนุสรณ์ถึงอยู่บ่อยๆ

ซึ่งสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมไม่เสื่อมจากโพธิปักขยธรรม ๓๗ ประการ และไม่เสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ คือ มรร๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

จิ. เจ. รุ. นิ.

จิ. ย่อมาจาก จิต

เจ. ย่อมาจาก เจตสิก

รุ. ย่อมาจาก รูปในอุปทานขันธ์ ๕

นิ. ย่อมาจาก นิพพาน

ทั้งหมดนี้ คำสั้นๆ แต่สภาวะไม่สั้นเลย ทุกๆสภาวะมีรายละเอียดข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไป ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องนิพพาน เป็นเรื่องที่พูดให้ใครๆฟัง ยากที่ใครจะเชื่อ นอกจากสร้างเหตุร่วมกันมาเท่านั้น ถึงจะเชื่อกัน

แต่ยากที่สุดคือ การทำใจยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความไม่ชอบใจ(ยินร้าย/ทุกข์/หลง) ความชอบใจ (ยินดี/สุข/โลภะ/หลง)มันยากจริงๆนะ คือเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ดี

ทุกข์มากๆกว่าจะทำใจให้ยอมรับ

และกว่าจะทำใจได้

จนกระทั่งยอมรับได้ โดยไม่ต้องทำใจอีกต่อไป

รู้ทั้งหมดของสภาวะภายนอก จบลงได้ เหตุเพราะรู้ชัดในสภาวะนิพพานเพียงสภาวะเดียวจริงๆ นั่นคือเหตุของตัดภพชาติในปัจจุบันให้สั้นลง

เมื่อรู้แล้ว เป็นเหตุให้การสำรวม สังวร ระวังอายตนะมากขึ้น เพราะรู้ชัดในเรื่องของเหตุ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น หรือผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

ส่วนการตัดภพชาติในการเวียนว่ายในวัฏสงสารไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป การปฏิบัติไม่ว่าจะทำด้วยความอยากหรือด้วยเหตุใดๆก็ตาม เพียงมีจิตที่ตั้งมั่น(สมาธิ) มีสติ สัมปชัญญะ(ความรู้สึกตัว)

เป็นเหตุให้รู้ชัดภายในกายในกาย ได้แก่ อะไรเกิดขึ้นเกี่ยวกับกาย ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดอยู่อย่างนั้นได้

รู้ชัดภายในเวทนาในเวทนา ได้แก่ ทุกขเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นกับกาย ขณะที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดอยู่อย่างนั้นได้

รู้ชัดภายในจิตในจิต ได้แก่ ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นกับจิต เช่น กิเลสต่างๆ ไม่ว่าจะมีผัสสะหรือไม่มีผัสสะเกิดขึ้นก็ตาม ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดอยู่อย่างนั้นได้

รู้ชัดภายในธรรมในธรรม ได้แก่ ธรรมารมณ์/ความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจิตจะคิดพิจรณาเองหรือเกิดจากสติไปขุดคุ้ยสัญญาต่างๆขึ้นมาก็ตาม ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดอยู่อย่างนั้นได้

ขณะจิตเป็นสมาธิ (สัมมาสมาธิ) การจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้(สัมมาทิฏฐิ) หรือเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔/มหาสติปัฏฐาน ๔ (แล้วแต่จะเรียก) ต้องอาศัยการปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิกับสติให้เกิดความสมดุลย์

ในการปรับอินทรีย์ อิริยาบทหลักๆ ต้องอาศัยอิริยาบทเดินแล้วต่อด้วยนั่งเป็นหลัก

เวลานั่ง หมั่นสังเกตุเวลาจิตเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวมากน้อยแค่ไหน ค่อยๆปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย กิเลสใดๆเกิดขึ้น(ความทะยานอยาก/ได้ดั่งใจ/ไม่ได้ดั่งใจ) ยอมรับไป

พอถึงจุดๆหนึ่งแล้ว สภาวะเป็น สัมมาทิฏฐิ ((สุญญตา/ปราศจากทิฏฐิ/ความคิดเห็นของตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น)เต็มตัว

เป็นเหตุให้ไม่ต้องมีการปรับอินทรีย์อีกต่อไป เพราะสมาธิที่มีความรู้สึกตัว (สัมมาสมาธิ) สภาวะนี้ เกิดแล้วเกิดถาวร เป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไปปรับไปเปลี่ยน เพิ่มหรือลดเพื่ออะไรอีกต่อไป

สภาวะในการปฏิบัติ จึงสะดวกสบาย เพราะรู้ชัดในสัปปายะที่เหมาะแก่สภาวะของตัวเอง ที่เหลือเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ

กายสักแต่ว่ากาย

เวทนาสักแต่ว่าเวทนา

ธรรมสักแต่ว่าธรรม

เหตุจากรู้ชัดในสภาวะสัญญาชัดมากขึ้น เป็นเหตุให้แยกสภาวะระหว่างสัญญากับปัญญาออกจากกันได้ คือ มีเหตุเพียงยึดกับไม่ยึด

เมื่อมีการยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่คิดว่ารู้จะกลายเป็นสัญญาไปทัน มีแต่เหตุและก็การสร้างเหตุ เพราะมีการยึดในสิ่งที่คิดว่ารู้(สัญญา) เป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏฎะไม่รู้จบ

เมื่อไม่ยึดในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่คิดว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ เป็นเหตุให้เห็นรายละเอียดต่างๆของสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

เกิดขึ้นก็เพราะเหตุ ดับไปก็เพราะเหตุ เห็นแต่เหตุและก็เหตุ เป็นเหตุให้ จิตเกิดความเบื่อหน่าย เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัยนานาประการในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร

รู้ว่าการเกิดแต่ละครั้ง(ยังมีหลุดสร้างเหตุ/ภพชาติปัจจุบัน) นั่นคือความประมาทที่มีอยู่ (สติยังไม่ทัน)

ต้องทุกข์ รู้ชัดในทุกข์นั้นอย่างชัดเจนถึงจะรู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์ของการเกิดแต่ละครั้งเป็นแบบนี้นี่เอง เห็นได้แบบนี้ จิตจะเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เป็นเหตุให้เกิดความเพียรเอง โดยไม่ต้องพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้น

โฆษณา

๑๑ – ๑๕ กพ.๕๕ (จิตตั้งมั่นออโต้มากขึ้น)

๑๑ กพ.๕๕

ยืนรีดผ้า๑ ชม. รีดผ้าเสร็จ เดินสลับกับยืนเย็บผ้าต่อ นั่ง ๑ ๑/๒

พักเที่ยง

บ่าย รีดผ้า ล้างชาม ทำความสะอาดห้อง เหนื่อยๆมากๆ สมาธิเกิดพรึ่บพรั่บ ใช้เวลา ๑ ชม.

นั่งนวดหลัง ๕ นาที ใช้อิริยาบทนอนต่อ แรกๆ รู้กายได้ตลอด ชีพจรตามจุดต่างๆของร่างกาย เต้นดังมาก

ตะแคงซ้าย ดังมาก ตะแคงขวา ดังมาก นอนหงาย เอามือประสานที่พุง เสียงชีพจรดังมาก เสียงหัวใจเต้น

แค่รู้ว่า มีเสียงต่างๆดัง เพ่งไปที่จุดกลางหว่างคิ้ว เพื่อทำสมาธิส่วนลึกให้เกิด

รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ท้องเคลื่อนไหว ชีพจรยังดังอยู่ เริ่มตึงๆที่ใบหน้า ใจเริ่มนิ่ง สุดท้ายดับสนิท รู้สึกตัวอีกที ผ่านไป ๓ ชม.

 

๑๔ กพ.๕๕

นั่ง ๓๐ นาที สุขเกิดตลอด

ความต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญ สะสมหน่วยกิตไปเรื่อยๆ ใช้ทุกลมหายใจเข้าออกให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทุกๆอิริยาบทหมั่นรู้ลงไปทุกครั้งที่มีโอกาส มาถึงจุดๆนี้แล้ว แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งสภาวะที่ผ่านๆมา ล้วนเกิดจากเหตุ

ทุกๆเรื่องราวคือการเรียนรู้ เป็นเหตุให้อยู่ได้ทุกๆสภาวะ อาจมีหวั่นไหวบ้างเป็นเรื่องปกติของกิเลสที่มีอยู่ แต่ท้ายสุด สภาวะย่อมจบลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่ต้องไปคิดแก้ไขอะไร ขอเพียงยอมรับตามความเป็นจริง ทำความเพียรต่อเนื่อง อย่าหยุด

เวลานอน

จิตเป็นออโต้ในการเป็นสมาธิเองมากขึ้น คือ พอล้มต้วลงนอน จิตเป็นสมาธิทันที โดยไม่ต้องดูลมหายใจ หรือแม้กระทั่งไปรู้อะไรๆในกาย หรือแม้แต่จะพยายามทำจิตให้ตั้งมั่น คือ ไม่ต้องทำอะไรเลย จิตตั้งมั่นเองโดยอัตโนมัติ

เวลาสมาธิคลายตัวก็รู้ เกิดขึ้นใหม่อีกก็รู้ มีความแนบแน่นมากน้อยแค่ไหนก็รู้ ตัวสัมปชัญญะ/ความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังเป็นสมาธิอยู่ แม้กระทั่งในอิริยาบทอื่นๆ เดี๋ยวนี้ตั้งมั่นอยู่ได้นาน รู้ชัดอยูได้นานมากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงเช้าขณะนั่งรถ จะรู้สึกตัวชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง แนบแน่นเป็นระยะๆ หลังจากนั้นแผ่เมตตา กรวดน้ำทุกๆครั้งก่อนเข้าทำงาน จิตสดชื่น

ช่วงเย็น เริ่มรู้สึกตัวเป็นระยะๆ แต่กำลังสมาธิยังคงมากกว่าสติ แต่ถือว่าดีขึ้นในเรื่องของความรู้สึกตัว หลังจากนั้น แผ่เมตตา กรวดน้ำ ถือว่านี่คือกุศล เพราะจิตสงบจากกิเลสต่างๆชั่วคราว

เวลานอน จิตเป็นสมาธิเองก่อนนอนทุกคืน จะรู้สึกตัวประมาณ ๑-๒ ชม. ก่อนที่จะไม่รู้สึกตัว

ตอนตื่นนอนใหม่ๆ ยังมีง่วง ยังไม่ได้ฝึกตอกย้ำจิต แผ่เมตตา กรวดน้ำ ตอนตื่นนอน ตั้งใจไว้ว่า …. ขอไม่พูดดีกว่า ให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของสภาวะ พูดไปแล้ว ทำไม่ได้ จะเสียสัจจะโดยใช่เหตุ การไม่ต้องรักษาอะไรๆนั่นแหละดีที่สุด
เพราะรู้ดีว่า ทุกอย่างล้วนมีเหตุ

การที่ฝึกตอกย้ำสภาวะความรู้สึกตัวลงไปบ่อยๆ จิตจะมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกตัวจะมีเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามเหตุปัจจัยเอง ทำโดยไม่ต้องทำเพราะความอยากจะทำเพื่อให้เกิดขึ้น

แต่ทำเพราะรู้ว่า สร้างเหตุอย่างไร จึงจะเกิดผลเช่นนั้น จิตจึงไม่ต้องทุกข์เพราะความไม่ได้ดั่งใจ จากความทะยานอยากที่เกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่ เป็นต้นเหตุ

๑๕ กพ.๕๕ (เบื่อหน่าย)

นั่ง ๓๐ นาที สุขเกิดตลอด

ชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย ผัสสะเกิดตลอดเวลา ได้แต่ดู มีแค่นี้เองชีวิต มีแต่เหตุและก็เหตุ

หนังสือทั้งเล่ม มีเนื้อหาที่สำคัญจริงๆแค่นิดเดียว ที่เหลือมีแต่น้ำๆคือมีแต่คำบรรยาย นี่แหละหนา ถึงบอกว่าแล้วแต่เหตุที่ทำมา ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง มีอยู่ ๒ สภาวะเท่านั้น

๑. เมื่อผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น ดูไปตามความจริงที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน (โยนิโสมนสิการ) ยอมรับไปตามนั้น แต่อย่าสร้างการกระทำออกไป เพราะเหตุจากความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น

๒. หมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ (สมถะ/สมาธิ-วิปัสสนา/สติ+สัมปชัญญะ= สัมมาทิฏฐิ) ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ซึ่งเป็นผลเกิดจากการปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิกับสติให้
เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้สภาวะสัมปชัญญะ(ความรู้สึกตัว) เกิดขึ้น

ทำเพียงแค่นี้ ทำให้ต่อเนื่อง แล้วสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง ส่วนเรื่องญาณ ๑๖ เป็นแค่เพียงอาการของจิต หรือสภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีความรู้สึกตัวขณะจิตเป็นสมาธิ

ถ้าสมาธิมีกำลังมาก แนบแน่นมาก จิตย่อมรู้ชัดอยู่ภายในได้นาน ถ้าตั้งมั่นได้น้อย ย่อมรู้ชัดอยู่ภายในได้น้อย นอกนั้นไม่ได้มีอะไร มีแค่ระงับการสร้างเหตุภายนอกที่จะเกิดขึ้นใหม่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเตรียมผ้าก่อนซัก

ก่อนจะนำผ้าไปซัก ควรแยกผ้าสีกับผ้าขาวออกจากกัน แยกชุดชั้นใน แยกกางเกงกับเสื้อ แยกไว้เป็นกองๆ ส่วนผู้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าขนหนู กางเกงยีนส์ ถุงเท้า กองรวมไว้ด้วยกัน

เสื้อ

ควรกลับด้านในออก ก่อนที่จะนำไปซัก อย่างน้อยๆช่วยป้องกันเส้นใยผ้าอื่นๆมาเกาะติด และช่วยให้เนื้อผ้าไม่เป็นขุย เวลาใช้เรื่องซักผ้า

ให้ปลิ้นกระเป๋าเสื้อ เพราะจะมีเศษเส้นใยผ้าตกค้าง ให้ดึงออกให้หมด บางครั้งเป็นเศษชายผ้าลุ่ยๆ ให้ใช้กรรไกรเล็มทิ้งไปให้หมด บางคนลืมกระดาษทิชชูใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อก็มี เมื่อไม่ได้ปลิ้นกระเป๋าเสื้อ เศษทิชชูจะเป็นปัญหาต่อเสื้อผ้าตัวอื่นๆ

เหตุที่ต้องทำเช่นนี้

ให้สังเกตุที่กระเป๋าเสื้อ ถ้าไม่ได้ทำความสะอาดแบบนี้ กระเป๋าเสื้อจะมีรอยดำๆปรากฏให้เห็นที่ก้นกระเป๋า เมื่อซักบ่อยๆโดยไม่นำเศษสิ่งเหล่านี้ออก เส้นใยเหล่านี้แหละจะออกมาปนกับน้ำที่ซักเสื้อรวมกัน เศษเส้นใยเหล่านี้จะกระจายไปตามเสื้อยืด ทำให้เสื้อยืดเสียได้ เพราะเศษใยเหล่านี้ฝังติดในเสื้อ

กางเกง

ควรกลับด้านในออก ก่อนที่จะนำไปซัก อย่างน้อยๆช่วยป้องกันเส้นใยผ้าอื่นๆมาเกาะติด และช่วยให้เนื้อผ้าไม่เป็นขุย เวลาใช้เรื่องซักผ้า

ควรปลิ้นกระเป๋ากางเกงทั้งหมด เพราะที่ก้นกระเป๋า จะมีเศษเส้นใยต่างๆฝังแน่นอยู่ รูดออกให้หมด บางทีเป็นเส้นขุยๆ ให้ใช้กรรไกรตัดขอบให้เรียบ อย่าใช้วิธีดึง จะทำให้เส้นด้ายรันได้

จำพวกผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าขนหนู กางเกงยีนส์ ถุงเท้า นำมาซักรวมกันได้ บางคนอาจจสงสัยว่า ถุงเท้าที่ใส่แล้ว จะนำมาซักรวมกับผ้าเหล่านี้ได้ยังไง ไม่มีกลิ่นเหม็นเหรอ

อีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าถุงเท้าไม่มีกลิ่น ควรจะนำไปซักรวมกันแบบนั้นหรือ

ก็แล้วแต่นะ บางคนอาจจะถือ ที่บ้านไม่ถือ เพราะพวกผ้าปู ปลอกหมอน ผ้าขนหนู กางเกงยีนส์ ถุงเท้า จะซักรวมกกัน ที่ไม่มีกลิ่น เพราะแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มด้วยกัน ถึงไม่แช่ก็ไม่มีกลิ่น ประหยัดทั้งเวลา น้ำยาในการซักผ้า

ที่บ้าน darling จะใส่ถุงเท้าซ้อนกัน ๒ คู่ อาทิตย์หนึ่งเท่ากับ ๒๔ ชิ้น ส่วนตัวเองใช้วันละคู่ เท่ากับ ๑๒ ชิ้น ๒ คนใช้รวมกันเท่ากัน ๓๖ ชิ้น จะให้มานั่งซักมือเนี่ยนะ เมื่อยตายเลย เปลืองทั้งน้ำยา ทั้งน้ำปะปา เสียเวลานั่งขยี้ ใส่เครื่องไปเลยพร้อมๆกับผ้าปู ปลอกหมอน กางเกงยีนส์ ผ้าขนหนู(ผ้าสี)

๑๒-๑๓ กพ.๕๕ ( โยนิโสมนสิการ)

ทำงานบ้าน พักในสมาธิเป็นระยะๆ ช่วงเย็นพักไปหลายชม.

เมื่อรู้ชัดรายละเอียดของสภาวะต่างๆมากขึ้น เป็นเหตุให้รู้สึกสบายใจแบบบอกไม่ถูก สภาวะที่พระผู้มีพระภาคถ่ายทอดไว้ ส่วนมากเป็นสภาวะเดียวกัน เพียงแต่บัญญัติหรือภาษาที่ใช้สื่อสภาวะ มีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป

เช่น คำว่า “โยนิโสมนสิการ” สภาวะได้แก่ การดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น (โยนิ/เหตุ+มนสิการ/ทำไว้ในใจ = เหตุ/ผัสสะ ทำไว้ในใจ/แค่ดู)

๑๓ กพ.๕๕ (ฝันบอกเหตุ)

นั่ง ๓๐ นาที สุขเกิดตลอด

ระหว่างเดินทาง จิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวได้ดีกว่าเมื่อก่อน ส่วนตอนเย็น ยังไม่ค่อยรู้สึกตัว

เคยเขียนเรื่องความฝัน เกี่ยวกับบันได ว่ามีเสียงบอกว่า ยังเข้าไปไม่ได้ ตอนนั้นเคยคิดว่าใกล้จะถึงกลาวตาย เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา มันเป็นเรื่องแปลก เมื่อคืนวันก่อน ฝันอีกครั้ง สถานที่เดิม เป็นรพ.กับวัด

เห็นน้องสาวคนเล็กที่มีชีวิตอยู่กับน้องชายคนที่ ๒ ที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาพากันไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ ในฝันชื่อวัดประทุม ยังเรียกชื่อน้องชายผิด คนนี้ชื่ออำนาจ แต่เรียกว่าอำนวย ซึ่งตายไปแล้วเหมือนกัน อันนี้เป็นนิมิตที่ดีสำหรับน้องชาย ว่าเขาไปในที่ๆดี หน้าตาดูเด็กจนจำแทบไม่ได้ ที่แผ่เมตตา กรวดน้ำและคอยบอกกรรมฐานให้กับเขา ส่งผลไวจริงๆ

ส่วนเรื่องบันได ที่เคยฝันถึงในครั้งก่อน มาครั้งนี้ฝันอีก ฝันว่า ครั้งนี้ได้เดินขึ้นบันได เหมือนขึ้นตกหลายชั้น เลี้ยวไปเลี้ยวมา มีคนเดินร่วมกับเราหลายคน แต่พอมาถึงอีกชั้นหนึ่ง คนเหล่านั้นไปต่อไม่ได้ ทางขาดหายไป มีเรามองเห็นทางเดินอยู่คนเดียว เราบอกกับเขาว่าเดินมาสิ มีทางจริงๆนะ แต่ไม่มีใครกล้าเดินตาม กลัวตกจากตึก เลยเป็นเราเดินไปคนเดียว

ถ้าให้ตีความ เราตีความว่า เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ สภาวะก้าวหน้ามากขึ้น เพราะคราวที่แล้วเขาไม่ให้เดินไปบนบันไดที่มองเห็น บอกแค่ว่ายังไม่ถึงเวลา มาครั้งนี้ เดินผ่านขึ้นบันไดได้แบบสบายๆ ไม่มีใครมาคอยห้ามไว้แบบครั้งที่แล้ว แต่ยังเดินไปไม่ถึงที่สุด

ผัสสะ

[๔๕๙] วินิจฉัยในบทเหล่านั้น สภาวธรรมใดย่อมถูกต้อง เหตุนั้น สภาวธรรมนั้น จึงชื่อว่า ผัสสะ (ผู้ถูกต้อง)

ผัสสะนี้นั้น มีการถูกต้องเป็นลักษณะ
มีการทำให้กระทบกันเป็นกิจ
มีความร่วมเข้ากัน (แห่งจิตกับอารมณ์) เป็นผล
มีอารมณ์ที่มาปรากฏ (แห่งจิต) เป็นเหตุใกล้

จริงอยู่ ผัสสะนี้ แม้เป็นอรูปธรรม ก็ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ด้วยอาการ (ดุจ) ถูกต้อง (จึงว่าการถูกต้อง เป็นลักษณะ)
อนึ่ง ผัสสะนั้น แม้ไม่ติดอยู่ (ที่ไหน) สักแห่ง ก็ยังจิตและอารมณ์ให้กระทบกันได้ ดังรูปกระทบจักษุและเสียงกระทบหูฉะนั้น (จึงว่า มีการทำให้กระทบกันเป็นกิจ)
ชื่อว่า มีความร่วมกัน เข้าเป็นผล เพราะ ปรากฏด้วยอำนาจเหตุของตน (ตัวใหญ่)

กล่าวคือ ติกสันนิบาต (ความร่วมกันเข้าแห่งธรรม ๓ คือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ)
ชื่อว่า มีอารมณ์ที่มาปรากฏ เป็นเหตุใกล้ เพราะ เกิดขึ้นในอารมณ์ที่สมันนาหาร (การประมวลความคิด) อันควรแก่ผัสสะนั้นและอินทรีย์ด้วย (ช่วยกัน) แต่งให้โดยไม่มีระหว่างทีเดียว

๑๐-๑๑ กพ.๕๕

๑๐ กพ.๕๕ (ตอกย้ำให้ชัดๆ)

นั่ง ๓๐ นาที

สภาวะมีแต่ตอกย้ำให้ชัดๆ ให้เห็นแต่เหตุ ชีวิตมีแค่นี้เอง ตราบใดที่ยังต้องเลี้ยงสังขารหรือร่างกายนี้ ก็ต้องทำงาน นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่ผัสสะที่เกิดขึ้นตลอดเวลา มีแต่การชดใช้ๆๆๆๆ ได้แต่นิ่งสงบยอมรับตลอด การเกิดมีแค่นี้เอง

เหตุจากความยินดี ยินร้าย ถูกใจ ไม่ถูกใจ ชอบ ชัง ทั้งๆที่สภาวะเดียวกันแท้ๆ แตกต่างเพียงตัวหนังสือ นี่แหละบัญญัติ เมื่อยังไม่เห็นตามความเป็นจริง เหตุใหม่จึงเกิดขึ้นเนืองๆ เพียงแค่ความยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้นในจิตเท่านั้นเอง

ถ้าไม่อยากทุกข์ใจอีกต่อไป จงอย่าสร้างเหตุของการเกิด ให้มีขึ้นมาใหม่อีกเลย

๑๑ กพ.๕๕ (ทำข้อสอบ/แล้วแต่เหตุ)

นั่ง ๓๐ นาที

สลับกันอีก จากที่ช่วงระหว่างนั่งรถเดินทาง ช่วงเช้าเคยหลับ ช่วงเย็นจะป็นสมาธิรู้สึกตัวได้เป็นระยะๆ ตอนนี้กลายเป็น ช่วงเช้าจิตเป็นสมาธิดี รู้สึกตัวตลอด ส่วนช่วงเย็น จะรู้สึกจิตเป็นสมาธิแค่ช่วงแรกๆ หลังจากนั้นหลับยาวตั้งแต่ปากน้ำ รู้สึกตัวบ้างสั้นๆ ส่วนมากหลับยาว

ได้อ่านบทความหลายๆบทความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ซึ่งมีผู้คนมักจะบอกว่า ท่านนี้ ท่านนั้นเป็นนี่ ท่านนั้นเป็นนั่น แต่ที่เราไม่เข้าใจก็คือ ทำไมคำสอนของท่านเหล่านั้น ไม่มีการสอนให้ดับที่ต้นเหตุโดยตรง ที่เป็นเหตุของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร

บ้างมีแต่อภิธรรม บ้างมีแต่คำสอนที่มีอยู่ในบทเรียนนักธรรม บ้างก็เป็นนักเขียนทั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ บ้างมีแต่เรื่องอิทธิฤทธิ์ปฏิหารย์ บ้างมีแต่ยกย่องเชิดชูอาจารย์ของตนด้วยความศรัทธมาก คือ ไม่ได้มีจิตคิดละเมิดท่านเหล่านั้น ที่สำคัญเป็นถึงอาจารย์สอนผู้อื่น มีผู้คนนับถือและศรัทธามากมาย

ก็เข้าใจดีในเรื่องของเหตุ แต่มองว่า ทำไมท่านเหล่านั้น ไม่บอกไปตรงๆในการสร้างเหตุของการที่ไม่ต้องเวียนว่ายในวัฏสงสาร ก็ในเมื่อมีคนเชื่ออยู่แล้ว นี่แหละหนาเหตุจริงๆ

ทำข้อสอบ

สภาวะที่จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ก่อนที่จะถูกสอบอารมณ์โดยสภาวะ คือ สมาธิจะผิดปกติ จากที่เคยมีมากๆ จะมีแค่แผ่วๆเบาๆ ไม่แนบแน่นเหมือนทุกๆครั้ง ทีนี้แหละ ไม่ว่าจะอารมณ์ไหนๆเห็นได้ชัดมากๆ เวลาผัสสะเกิดแต่ละครั้งเหมือนโดนกระแทก

เรียกว่า โดนสอบอารมณ์แบบเต็มๆ เป็นเหตุให้รู้ว่า กำลังสติที่มีอยู่รับมือกับผัสสะนั้นๆมีมากน้อยแค่ไหน ดูความฟุ้ง ดูความยึดติดที่เกิดขึ้น ถ้าหายได้ไว ดับได้ไวโดยตัวของจิตเอง นั่นแหละคือคำตอบสภาวะที่แท้จริง ไม่ใช่การได้อะไรเป็นอะไร

การได้อะไรเป็นอะไร ล้วนเป็นเพียงบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ของแต่ละคนที่จะต้องในเส้นทางนี้ เรียกว่า หลุมพรางหรือเงาสะท้อนของความอยากที่ซ่อนอยู่ในจิต แสดงตัวออกมาเองตามสภาวะ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลย เพราะสติยังไม่ทัน

การปฏิบัติที่แท้จริง ล้วนมีแต่การสร้างเหตุที่ดับต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ไม่ใช่การได้อะไรเป็นอะไร เมื่อยังไม่รู้ชัดในสภาวะ ย่อมคิดว่าปฏิบัติที่ได้ผล คือการได้อะไรเป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ ที่มีการถ่ายทอดสืบต่อหรือบอกต่อๆกันมา

อิทธิบาท ๔ สมาธิ

อิทธิบาท ๔

พุทธพจน์ และ พระสูตร

อิทธิบาท ๔ คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณเครื่องสำเร็จประสงค์, ทางแห่งความสำเร็จ, หรือบาทฐานแห่งอิทธิหรือความสำเร็จด้วยดี อันมี ๔ ประกอบด้วย

๑. ฉันทะ ความพอใจ ความรักใคร่ ความยินดีในสิ่งนั้น เป็นความหมายในทางกุศล ที่หมายถึง ความรักงาน ความรักในกิจที่ทำ

๒. วิริยะ ความพากเพียร ความพยายามในสิ่งนั้น

๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ ความฝักใฝ่ ความสนใจในสิ่งนั้น

๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องการพิจารณาหาเหตุหาผลในสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องสัมพันธ์กัน และแต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน เป็นเหตุเป็นผลเกื้อหนุนกัน กล่าวคือ เมื่อมี ฉันทะ ความยินดีความรักในกิจหรืองานที่กระทำา ย่อมทำให้เกิด วิริยะ ความเพียรความพยายามในกิจหรืองานนั้น เมื่อมีความเพียรเกิดขึ้น จึงย่อมต้องเกิด จิตตะ ความฝักใฝ่ ความสนใจหรือเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้น เมื่อฝีกใฝ่ใส่ใจย่อม วิมังสา สอดส่องหรือพิจารณาในสิ่งนั้นอย่างหาเหตุหาผลหรือกอปด้วยปัญญานั่นเอง อิทธิบาทจึงเป็นคุณอันวิเศษที่เกื้อหนุนให้ประสบความสำเร็จในกิจหรืองานต่างๆ พระองค์ท่านจึงตรัสว่า เป็นบาทฐานเครื่องแห่งความสำเร็จ อันมีเหล่าเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้ เป็นเครื่องหนุนหรือองค์ประกอบในการทำให้เจริญขึ้นในอิทธิบาท ๔

จักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

อิทธิบาท ๔ จึงเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย

พระไตรปิฎก

เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ หัวข้อที่ ๕๐๘

ได้อรรถกถาธิบายไว้ดังนี้

คำว่า อิทธิ ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึงซึ่งธรรมเหล่านั้น

คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น

คำว่า เจริญอิทธิบาท ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท

ปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒

ปุพพสูตร

(พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๙)

วิธีเจริญอิทธิบาท ๔

วิธีเจริญอิทธิบาท ๔

[๑๑๓๖] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนแต่

ตรัสรู้ ครั้งเราเป็นพระโพธิสัตว์ ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ของการเจริญอิทธิบาท.

[๑๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ ว่า

ฉันทะ ของเรา จักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปไปในภายนอก

และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น

เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น

กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น

เธอมีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตใจให้สว่างอยู่.

[๑๑๓๘] ภิกษุย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ว่า

วิริยะ ของเรา จักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปไปในภายนอก

และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น

เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น

กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น

เธอมีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตใจให้สว่างอยู่.

[๑๑๓๙] ภิกษุย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ว่า

จิต ของเรา จักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปไปในภายนอก

และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น

เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น

กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น

เธอมีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตใจให้สว่างอยู่.

[๑๑๔๐] ภิกษุย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ว่า

วิมังสา ของเรา จักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปไปในภายนอก

และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น

เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น

กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น

เธอมีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่.

[๑๑๔๑] ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง…..ฯลฯ.

[๑๑๔๖] ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้ ย่อมกระทำให้แจ้ง

ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.

จบ สูตรที่ ๑

(พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)

วิภังคสูตร

วิธีเจริญอิทธิบาท ๔

[๑๑๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มาก แล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ก็อิทธิบาท ๔ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มาก แล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย ฉันทสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ว่า ฉันทะของเราจักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น เธอมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิต ให้สว่างอยู่ ย่อม เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิ … จิตตสมาธิ … วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ว่า วิมังสา ของเราจักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น เธอมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่. [๑๑๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ฉันทะที่ย่อหย่อนเกินไปเป็นไฉน? ฉันทะที่ประกอบ ด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า ฉันทะที่ย่อหย่อนเกินไป.

[๑๑๘๑] ก็ฉันทะที่ต้องประคองเกินไปเป็นไฉน? ฉันทะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า ฉันทะที่ต้องประคองเกินไป.

[๑๑๘๒] ก็ฉันทะที่หดหู่ในภายในเป็นไฉน? ฉันทะที่ประกอบด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า ฉันทะที่หดหู่ในภายใน.

[๑๑๘๓] ก็ฉันทะที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอกเป็นไฉน? ฉันทะที่ฟุ้งซ่านไป พล่านไป ปรารภกามคุณ ๕ ในภายนอก นี้เรียกว่า ฉันทะที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก.

[๑๑๘๔] ภิกษุมีความสำคัญในเบื้องหลัง และเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น อย่างไร? ความสำคัญในเบื้องหลังและ เบื้องหน้า อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยึดไว้ดีแล้ว กระทำไว้ในใจดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา ภิกษุชื่อว่า มีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น อย่างนี้แล.

[๑๑๘๕] ก็ภิกษุมีความสำคัญอยู่ว่า เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น อย่างไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณากายนี้ เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องล่างแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ภิกษุชื่อว่า มีความสำคัญอยู่ว่า เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น อย่างนี้แล.

[๑๑๘๖] ก็ภิกษุมีความสำคัญอยู่ว่า กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น อย่างไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบ ด้วยฉันทสมาธิ และปธานสังขารในกลางวัน ด้วยอาการเหล่าใด ด้วยเพศเหล่าใด ด้วยนิมิตเหล่าใด เธอย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขารในกลางคืน ด้วยอาการเหล่านั้น ด้วย เพศเหล่านั้น ด้วยนิมิตเหล่านั้น อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขารในกลางคืน ด้วยอาการเหล่าใด ด้วยเพศเหล่าใด ด้วยนิมิตเหล่าใด เธอ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขารในกลางวัน ด้วยอาการเหล่านั้น ด้วยเพศเหล่านั้น ด้วยนิมิตเหล่านั้น ภิกษุมีความสำคัญอยู่ว่า กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น อย่างนี้แล.

[๑๑๘๗] ก็ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างไร? อาโลกสัญญา (ความสำคัญในแสงสว่าง) อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยึดไว้ดีแล้ว ความสำคัญว่า กลางวัน ตั้งมั่นดีแล้ว ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่อย่างนี้แล.

[๑๑๘๘] ก็วิริยะที่ย่อหย่อนเกินไปเป็นไฉน? วิริยะที่ประกอบด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่าวิริยะที่ย่อหย่อนเกินไป.

[๑๑๘๙] ก็วิริยะที่ต้องประคองเกินไปเป็นไฉน? วิริยะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า วิริยะที่ต้องประคองเกินไป.

[๑๑๙๐] ก็วิริยะที่หดหู่ในภายในเป็นไฉน? วิริยะที่ประกอบด้วยถีนมิทธะ สัมปยุต ด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า วิริยะหดหู่ในภายใน.

[๑๑๙๑] ก็วิริยะที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอกเป็นไฉน? วิริยะที่ฟุ้งซ่านไป พล่านไป ปรารภกามคุณ ๕ ในภายนอก นี้เรียกว่าวิริยะที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก ฯลฯ

[๑๑๙๒] ก็ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างไร อาโลกสัญญา อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยึดไว้ดีแล้ว ความสำคัญว่า กลางวัน ตั้งมั่นดีแล้ว ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างนี้แล.

[๑๑๙๓] ก็จิตที่ย่อหย่อนเกินไปเป็นไฉน? จิตที่ประกอบด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า จิตที่ย่อหย่อนเกินไป.

[๑๑๙๔] ก็จิตที่ต้องประคองเกินไปเป็นไฉน? จิตที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ สัมปยุต ด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า จิตที่ต้องประคองเกินไป.

[๑๑๙๕] ก็จิตที่หดหู่ในภายในเป็นไฉน? จิตที่ประกอบด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วย ถีนมิทธะ นี้เรียกว่า จิตที่หดหู่ในภายใน.

[๑๑๙๖] ก็จิตที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอกเป็นไฉน? จิตที่ฟุ้งซ่านไป พล่านไป ปรารภ กามคุณ ๕ ในภายนอก นี้เรียกว่า จิตที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก ฯลฯ

[๑๑๙๗] ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างนี้แล.

[๑๑๙๘] ก็วิมังสาที่ย่อหย่อนเกินไปเป็นไฉน? วิมังสาที่ประกอบด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า วิมังสาที่ย่อหย่อนเกินไป.

[๑๑๙๙] ก็วิมังสาที่ต้องประคองเกินไปเป็นไฉน? วิมังสาที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า วิมังสาที่ต้องประคองเกินไป.

[๑๒๐๐] ก็วิมังสาที่หดหู่ในภายในเป็นไฉน? วิมังสาที่ประกอบด้วยถีนมิทธะ สัมป- *ยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า วิมังสาที่หดหู่ในภายใน.

[๑๒๐๑] ก็วิมังสาที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอกเป็นไฉน? วิมังสาที่ฟุ้งซ่านไป พล่านไป ปรารภกามคุณ ๕ ในภายนอก นี้เรียกว่า วิมังสาที่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก ฯลฯ [๑๒๐๒] ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผล มาก มีอานิสงส์มาก.

[๑๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้แล ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้ อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้.

[๑๒๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้แล ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.

จบ สูตรที่ ๑๐

———————–

มหัปผลสูตร

อานิสงส์ของการเจริญอิทธิบาท

[๑๑๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อันภิกษุเจริญ กระทำให้มากแล้ว

ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ก็อิทธิบาท อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างไร จึงมี

ผลมาก มีอานิสงส์มาก? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและ

ปธานสังขาร ดังนี้ว่า ฉันทะของเรา จักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ใน

ภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก และเธอมีความสำคัญในเบื้องหลังเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้า

ฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น

เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวัน

ก็ฉันนั้น เธอมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบ

ด้วยวิริยสมาธิ … จิตตสมาธิ … วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้ว่า วิมังสาของเรา จักไม่ย่อ

หย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก และเธอมี

ความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้าอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น เบื้องหลังฉันใด

เบื้องหน้าก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น

กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น เธอมีใจเปิดเผย ไม่มีอะไร

หุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำ

ให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก.

[๑๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้

ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด

พรหมโลกก็ได้.

[๑๑๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้

ย่อมกระทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย

ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.

จบ สูตรที่ ๒

————–

ความหมายของสมาธิและปธานสังขาร ในอิทธิบาท ๔

(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ในหัวข้อที่ ๕๐๗)

สมาธิ เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใดนี้เรียกว่า สมาธิ

ปธานสังขาร เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้ง ฉันทะ….. ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า ปธานสังขาร

http://nkgen.com/766.htm

 

 

 

วิรัทธสูตรผู้ปรารภอิทธิบาทชื่อว่าปรารภอริยมรรค

             [๑๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ อันชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเบื่อแล้ว ชนเหล่า
นั้นก็ชื่อว่า เบื่ออริยมรรคเครื่องให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ อิทธิบาท ๔ อันชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ปรารภแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่า ปรารภอริยมรรคเครื่องให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ อิทธิบาท ๔
เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิ
และปธานสังขาร ... วิริยสมาธิ ... จิตตสมาธิ ... วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร อิทธิบาท ๔ เหล่านี้
อันชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเบื่อแล้ว ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่า เบื่ออริยมรรคที่ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อันชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งปรารภแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่า ปรารภอริยมรรคที่ให้
ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ.

จบ สูตรที่ ๒อริยสูตรเจริญอิทธิบาท ๔ เพื่อความสิ้นทุกข์

             [๑๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้ว เป็นอริยะ นำออกจากทุกข์ ย่อมนำผู้บำเพ็ญอิทธิบาทนั้นไป เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
อิทธิบาท ๔ เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิและ
ปธานสังขาร ... วิริยสมาธิ ... จิตตสมาธิ ... วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นอริยะ นำออกจากทุกข์
ย่อมนำผู้บำเพ็ญอิทธิบาทนั้นไป เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ.

จบ สูตรที่ ๓นิพพุตสูตรเจริญอิทธิบาท ๔ เพื่อความหน่าย

             [๑๑๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อความสงบ
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน อิทธิบาท ๔ เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท
ประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร ... วิริยสมาธิ ... จิตตสมาธิ ... วิมังสาสมาธิและปธาน-
*สังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว ... เพื่อนิพพาน.

จบ สูตรที่ ๔ปเทสสูตรฤทธิ์สำเร็จได้เพราะเจริญอิทธิบาท

             [๑๑๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ยัง
ส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จแล้ว สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จได้ ก็
เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอนาคตกาล
จักยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น จักยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จได้
ก็เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในปัจจุบัน
ยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ย่อมยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จได้
ก็เพราะเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อิทธิบาท ๔ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร ย่อมเจริญอิทธิบาทประ
กอบด้วยวิริยสมาธิ ... จิตตสมาธิ ... วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร.
             [๑๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอดีตกาล ยัง
ส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จแล้ว สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จได้ ก็
เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ใน
อนาคตกาล จักยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น จักยังส่วนแห่งฤทธิ์
ให้สำเร็จได้ ก็เพราะเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ในปัจจุบัน ย่อมยังส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ย่อมยัง
ส่วนแห่งฤทธิ์ให้สำเร็จได้ ก็เพราะเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล.

จบ สูตรที่ ๕http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=6424&Z=6471

 

๙ กพ.๕๕ (ตัดภพตัดชาติสั้นที่สุด)

นั่ง ๓๐ นาที

การทำสมาธิระหว่างเดินทาง มีสภาวะรู้ชัดในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ การเดินทางจึงดูเหมือนใช้เวลาสั้นลง ทั้งที่บางวันรถติดมากๆ แต่สภาวะภายนอกไม่ส่งผลใดๆต่อสภาวะภายใน จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น รู้สึกนึกคิดอะไรก็รู้ บางครั้ง มีกล้ามเนื้อกระตุกทั้งตัว บางครั้งกล้ามเนื้อเต้นๆสั่นๆไปทั้งตัว บางครั้งกระตุกแรงจนตัวพุ่งขึ้นข้างบน แล้วกลับมาสงบเป็นปกติเอง

ดูภายใน มีแต่เรื่องอะเมซิ่งมากมาย โดยเฉพาะการรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แม้กระทั่งการมองเห็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นับวันเกิดบ่อยมากขึ้น สภาวะที่เคยเป็นเมื่อตอนเด็กๆ เริ่มกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

การรู้เห็นล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าหากไม่เกิดการยึดติด สิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดจากผลของสมาธิ ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ การพ้นทุกข์ที่แท้จริง คือ การดับที่ต้นเหตุการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ความสำคัญที่ทำให้พ้นทุกข์คือการกระทำ ไม่ใช่เรื่องนิมิต นิมิตเป็นแค่ผลของสมาธิ ไม่ใช่เรื่องความสามารถพิเศษอะไร

หลายวันมานี่ มองอะไรๆ เห็นแต่ความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ชีวิตมีแค่นี้เอง ถ้ายังต้องใช้เงินก็ต้องทำงาน ถึงแม้คนในครอบครัวสามารถดูแลเราได้ แต่เราไม่ควรคิดพึ่งพานอกตัว ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง ควรใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งตัวเองและผู้อื่น

รักษาศิลโดยไม่ต้องคิดรักษา

การพยายามรักษาศิล ประคับประคองศิลเพื่อหวังผลที่จะได้อะไรเป็นอะไร ล้วนเป็นเพียงศิลลัพพตปรามาส ได้แค่ลูบคลำเปลือกของศิล แต่เข้าไม่ถึงแก่นแท้ของศิล การเข้าถึงแก่นแท้ของศิล จิตต้องปราศจากความพยายามที่จะรักษา หรือพยายามทำให้เกิดขึ้น

การรักษาศิลที่ให้ประโยชน์สูงสุดทั้งตัวเองและผู้อื่น
คือ การหมั่นรู้ชัดภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วิธีนี้ทั้งตัดภพชาติให้สั้นลง ทั้งดับเหตุที่เป็นต้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ทุกเรื่องราว ล้วนเกิดจากเหตุ จนกว่าจะรู้แจ้งเห็นตามความเป็นจริงด้วยตัวเอง ถึงจะเข้าใจและรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น

สัญญา-ปัญญา

เรื่องของสภาวะมีความละเอียดมากจริงๆ กว่าจะเข้าใจรายละเอียดของสภาวะ ต้องเกิดสภาวะปล่อยวางโดยสภาวะจิตเห็นจิต ด้วยสภาวะของจิตเองจริงๆนั่นแหละ จึงจะรู้ชัดในแต่ละสภาวะได้

เมื่อก่อนเคยข้องใจว่า ทำไมพระผู้มีพระภาค จึงไม่ทรงสรุปใจความให้จบเลย ทุกคนสามารถทำตามได้ทันที ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยจริงๆ บางคนมีศรัทธาแต่ขาดปัญญา ต้องใช้อุบายให้จิตทำสิ่งที่จิตชอบ

เช่นชอบดูดวง หมอดูต่างๆ ก็ใช้วิธีการปฏิบัติแบบจริตต่างๆ ใครชอบเพ่ง ก็ใช้กสิณต่างๆฯลฯ ซึ่งสภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง จนกว่าผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตัวเอง นั่นแหละจึงจะเข้าใจในคำสอนของพระผู้มีพระภาค

บทความเรื่องปฏิจจสมุปปบาท ท่าทางจะเขียนไม่จบ เรียกว่าลอกไม่จบ เพราะบทความที่เหลือล้วนมีแต่บัญญัติ มีแต่น้ำ มีแต่คำเรียกต่างๆ เรียกนั่นเรียกนี่ ทั้งๆที่ตัวสภาวะไม่มีอะไรมากมาย ขอเพียงเข้าใจเรื่องผัสสะ และหยุดการกระทำ นั่นแหละจบแล้วห่วงโซ่ห่วงแรกของวัฏสงสาร ทั้งภพชาติในอดีต และภพชาติที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่


ตัดภพตัดชาติสั้นที่สุด

การตัดภพตัดชาติ แบบสั้นกระชับที่สุดคือ การยอมรับตามความเป็นจริงต่องสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ หรือสร้างความยินดีพอใจอย่างสุดซึ้งแค่ไหนก็ตาม แม้กระทั่งเกิดเหตุการณ์ใดๆก็ตาม ที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกยินดี ยินร้าย

เพียงยอมรับตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกอะไรยังไง รู้ไปตามนั้น แต่อย่าก่อการกระทำออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายใน ล้วนมีแต่ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

เกิดขึ้นเพราะมีเหตุ ตั้งอยู่ ได้แก่ขณะที่กำลังเกิดขึ้น หากมีความยินดี ยินร้ายในสิ่งที่เกิดขึ้น สุข ทุกข์ย่อมเกิด ความยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อไม่สานต่อ คือไม่ตอบโต้หรือปล่อยการกระทำออกไป สิ่งนั้นย่อมจบหรือดับลงไปเอง โดยไม่ต้องไปคิดจัดการอะไร การกระทำเช่นนี้ คือ รู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่สร้างเหตุใหม่ ภพชาติที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ย่อมไม่มี

จะมีแต่เหตุและก็เหตุเก่าๆที่เคยทำไว้ ส่งมาให้ได้รับในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพียงยอมรับไป แล้วทุกอย่างจะจบลงไปเอง ชีวิตของทุกคนไม่มีความแตกต่าง อยู่กับความยินดี ยินร้าย เฉยๆ ตลอดเวลา

ยินดีก็มีเหตุ ยินร้ายก็มีเหตุ เฉยๆก็มีเหตุ สามารถเกิดขึ้นได้กับคน สัตว์ สิ่งของ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก

ผัสสะ

ไม่ว่าจะอยู่ในที่ไหนๆ ผัสสะต่างๆที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดี ยินร้าย ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ผัสสะต่างๆเหล่านั้น ล้วนเป็นผลของเหตุในอดีตที่เคยทำมาแล้วด้วยความไม่รู้ ทำตามความรู้สึกนึกคิดว่าถูก ผิด ดี ชั่ว ที่เกิดจากความชอบ ชัง รัก โลภ โกรธ หลง ที่เกิดจากตัณหาความทะยานอยากต่างๆที่มีอยู่ในจิต

เมื่อความไม่รู้ยังไม่มีอยู่ ไม่รู้ว่าผัสสะต่างๆเหล่านี้ เกิดขึ้นจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น เมื่อไม่รู้ก็หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีก ทำเดิมๆซ้ำๆ กับสิ่งเดิมๆซ้ำๆ ที่มาแสดงให้เห็นในรูปแบบต่างๆ ทั้งๆที่ผลได้รับเหมือนเดิม คือ เหตุใหม่ที่เกิดไม่รู้จบ

อาหารของจิต

จิตต้องการอาหารเหมือนกับที่ร่างกายต้องการอาหาร แต่อาหารของจิตมีความแตกต่างกับกาย อาหารของกาย อยู่ในรูป มีลักษณะรูปเป็นเหตุ แต่อาหารของจิตมีปรากฏอยู่ในสภาวะของอรูปเป็นเหตุ อาหารของจิตคือ สมาธิ

หากไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต จิตจะมีแต่ความฟุ้งซ่าน มีแต่ความคิด หาความสงบได้ยาก เมื่อจิตมีสมาธิ จะทำให้จิตมีกำลัง ทำให้นิวรรณ์ต่างๆสงบลงไปได้ชั่วครั้งชั่วคราว

ภาษา

ภาษาใดๆล้วนไม่สำคัญ สภาวะที่แท้จริงอยู่เหนือกาลเวลา รู้แล้วรู้เลย ไม่มีคำเรียกใดๆ ภาษาต่างๆล้วนใช้สื่อสารตามยุค ตามสมัย ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

๘ กพ.๕๕ (กรรมล้างไม่ได้ ทำแล้วต้องรับผล)

นั่ง ๒๕ นาที

กรรมล้างไม่ได้ การกระทำไม่ว่าจะทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม เจตนาหรือไม่เจตนา ส่งผลทุกสภาวะ หลีกเลี่ยงหรือลบล้างกันไม่ได้ บางครั้งอาจมีคำกล่าวว่า

“พระโสดาบัน ท่านเชื่อในเรื่องกรรม เชื่อผลของกรรม มีพระไตรลักษณ์สาม และมีศีล ๕ อยู่กับจิตของท่าน มีผลทำให้ล้างกรรมที่จะไปตกนรกได้”

เหตุที่โสดาบัน ไม่ตกนรก ไม่ใช่เกิดจากการล้างกรรม แต่เกิดจากการรู้ชัดในเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ

รูปแบบของผลที่ส่งกลับมาในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นปัจจุบัน เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงมีแต่การยอมรับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น

นี่คือรูปแบบของการชดใช้เหตุที่เคยกระทำไว้ ส่วนเหตุใหม่ที่สร้างขึ้น มีแต่การดับที่ต้นเหตุที่เป็นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

๗ กพ.๕๕ (สัมมาทิฏฐิ)

นั่ง ๓๐ นาที

ตอนเดินทาง ช่วงที่นั่งอยู่ในรถ ทั้งสติและสมาธิดีมาก รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตได้ดี ภายนอกดับสนิท ส่วนมากช่วงเช้าจะนั่งหลับมากกว่ามีสติรู้ชัด ไม่เหมือนช่วงเย็น จะรู้สึกตัวเป็นระยะๆ เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า ทั้งเดินทางไปกลับเป็นเวลาปฏิบัติเพิ่ม แทนเวลาที่เคยปฏิบัติในช่วงทำงาน

กลางคืนเวลานอน จะรู้ตัวตั้งแต่จิตเป็นสมาธิจนกระทั่งหลับไป บางคืนรู้สึกตัวทั้งคืน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุจริงๆ

สัมมาสติ

สัมมาสติ (สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ ) เกิดจากการรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม
สภาวะสัมมาสติ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม

สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ เกิดจากการปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิกับสติให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้สภาวะสัมปชัญญะเกิด
สภาวะสัมมาสมาธิ ได้แก่ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่จิตเป็นสมาธิ

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ขณะจิตเป็นสมาธิ

สัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ เกิดจากสัมมาสมาธิ

สภาวะสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ปราศจากความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้อง และปราศจากความตั้งใจพยายาม(อายูหนา*) ทำให้เกิดขึ้น

*ความอยากเป็นเหตุ หรือที่เรียกว่า อายูหนา ( ความพยายาม ) เป็นเหตุ

เมื่อสภาวะสัมมาทิฏฐิเกิด สภาวะมรรคที่เหลือทั้งหมดจะเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องไปพยายามทำให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

รู้นอกจากนี้ ที่ไม่ใช่รู้ชัดภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะรู้นั้นๆล้วนมีอัตตาตัวตน (สักกายทิฏฐิ*) เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ เป็นเหตุให้ มีคำว่า ถูก, ผิด, ดี, ไม่ดี

เช่น เราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา เรา, เขา เสมอกัน หรือการปฏิบัติแบบนั้นถูก แบบนี้ผิด เนื่องจากความยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้นโดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น

*สก ( ของตน ) + กาย ( ที่ประชุม ) + ทิฏฺฐิ ( ความเห็น ) ได้แก่ ความยึดมั่นถือมั่นในความเห็นของตน

กิเลสและสังโยชน์ที่มีองค์ธรรมเดียวกัน คือ ทิฏฐิสังโยชน์กับทิฏฐิกิเลส

ทิฏฐิสังโยชน์ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกสรรพสัตว์ไว้ คือ ความเห็นผิด องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ ดวง

สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัว ตน เรา เขา ได้แก่ อุปทานในขันธ์ ๕ เช่น ในการนั่งว่า เรานั่ง ในการนอนว่า เรานอน เป็นต้น

เช่น เมื่อเห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นของสวยงาม และเป็นของยั่งยืน

โดยสภาวะ คือ ยึดความเห็นของตน ได้แก่ การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด สิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ ตามความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง ของตัวสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของ สิ่งๆนั้น

สภาวะภายนอกและภายใน ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ถูก, ผิด, ดี, ชั่ว ล้วนเป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัยทำให้เป็นเช่นนั้น

ธรรมชาติของจิต

จิตมีสภาวะรู้อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะทางกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติของจิตที่จะรู้อารมณ์ต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เป็นความปกติของจิต

ผัสสะ

เหตุของความไม่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผัสสะที่เกิดขึ้น ไม่รู้สาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้น ว่าเกิดขึ้นจากอะไร ไม่รู้ว่าทำไมผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจึงมีผลต่อจิตบ้าง ไม่มีผลต่อจิตบ้าง แต่ละครั้งทำไมไม่เหมือนกัน ทำไมจึงมีความรู้สึกยินดี ยินร้าย หรือเฉยๆ ต่อผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง

ความไม่รู้ในเหตุ

เหตุของความไม่รู้ตามความเป็นจริงในเรื่องผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ตรงนี้ ความรู้สึกยินดี หรือยินร้ายที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลก่อให้เกิดการกระทำลงไปด้วยความไม่รู้ เป็นการกระทำที่มีเจตนาบ้าง ไม่มีเจตนาบ้าง ตามความไม่รู้ที่มีอยู่

สักกายทิฏฐิอันเป็นกิเลสตัวแรกนี้ เป็นเหตุให้ต้องได้รับความเดือดร้อนวนเวียนอยู่ในวัฏฏทุกข์ โดยไม่อาจนับภพชาติได้ ก็ด้วยอำนาจทิฏฐิกิเลสนี้เอง

โดยเหตุ

สักกายะทิฎฐิ เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส คือ เป็นการทำงานของขันธ์ ๕ ที่ยังมีความไม่รู้ เป็นเหตุให้การยึดมั่นถือมั่นในอุปทานขันธ์ ๕ ด้วยความไม่รู้ จึงยึดมั่นในความคิดของตนเองที่มีต่อผัสสะที่กำลังเกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ เกิดการให้ค่าต่อผัสสะหรือสิ่งที่มากระทบหรือสภาวะที่เกิด ขึ้น ว่าสิ่งๆนั้นถูกบ้าง ผิดบ้าง เป็นเหตุให้เกิดความชอบ ชัง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่มากระทบ

โดยสภาวะ

สักกายะทิฏฐิ กล่าวโดยสภาวะ ได้แก่ ขณะที่ผัสสะเกิดขึ้น มีความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในจิต ไม่ว่าจะชอบ, ชัง แม้กระทั่งเฉยๆ ซึ่งไม่รู้ถึงเหตุว่า ทำไมจึงชอบ, ชัง หรือทำไมไม่รู้สึกอะไรเลย (โมหะ)

จากความไม่รู้ถึงเหตุตรงนี้ เป็นเหตุให้สร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ กระทำลงไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะนั้น ผลที่ได้รับคือ สุขบ้าง ทุกข์บ้างตามอุปทานที่มีอยู่

เรา, เขา

ได้แก่ การนำความรู้สึกนึกคิดของตัวเองที่มีอยู่ ไปให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งบุคคลอื่นๆก็เป็นเช่นเดียวกัน โดยการนำความรู้สึกนึกคิดของเขาที่มีอยู่ให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เนื่องจากความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงไม่รู้ถึงเหตุว่าทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ จึงมีความรู้สึกนึกคิดไม่ เหมือนกัน ทั้งๆที่เป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแตกต่างที่ตัวบุคคลและสภาวะแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น

โดยสภาวะที่แท้จริงของตัวสักกายทิฏฐินั้น ได้แก่ การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น ให้ค่าว่า สิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด สิ่งนั้นใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ เป็นการให้ค่าตามรู้สึกความชอบหรือชัง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น

เนื่องจากไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง เรื่องเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเกิดจากอะไร แล้วทำไมบางสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อจิต เป็นเหตุให้เกิดความชอบ, ชัง ทำไมบางสิ่งไม่มีผลกระทบต่อจิต เป็นเหตุให้รู้สึกเฉยๆ

เพราะความไม่รู้ชัดในความเป็นจริงตรงนี้ จึงเป็นเหตุให้ก่อให้เกิดการกระทำลงไปด้วยความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ ด้วยเจตนาและไม่เจตนาทางกาย วาจา ใจ(ความรู้สึกนึกคิด)

รู้อะไรๆไม่ใช่ของวิเศษ

ผู้ที่ไม่รู้มีอยู่มาก ไม่รู้ชัดในเรื่องสมาธิ เห็นการรู้โน่นนี่เป็นของวิเศษกัน จริงๆแล้วเป็นเรื่องปกติของสมาธิ เป็นเรื่องของสัญญา นี่แหละเหตุ บางคนยึดติดให้ค่าว่า ต้องถือศิลสะอาดเท่านั้น จึงจะไปเห็นอะไรๆแบบนั้นได้ เห็นในสิ่งที่คนอื่นๆมองไม่เห็น

สำหรับตัวเราเอง มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะรู้เห็นมาตั้งแต่เล็กๆ เห็นได้ทั้งหลับตาและลืมตา บางเรื่องถ้าอยากจะรู้ แค่กำหนดจิตลงไปก็จะรู้ได้ทันที แต่ส่วนมากไม่เคยใส่ใจ มองว่าเป็นเรื่องปกติของเรื่องสมาธิ ใครมีสมาธิมากหรือน้อยไม่สำคัญ เพราะเป็นเรื่องของสัญญา ของเก่าที่มีติดตัวมา

๖ กพ.๕๕ (ยอมรับและยอมรับ)

นั่ง ๓๐ นาที

บททดสอบครั้งนี้ จบลงได้ไวมากขึ้น ตอนแรกเล่นเอาฟุ้งไปเหมือนกัน เพราะเจอสภาวะรวมมิตรแบบไม่ทันตั้งตัว อะไรที่แนะนำผู้อื่นไว้ โดนย้อนกลับมาหมด เป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่เป็นเหตุให้เห็นผลของการปฏิบัติผ่านๆมา ว่าก้าวหน้าทางจิต มากน้อยแค่ไหน

ผลตอบรับเป็นที่พอใจ อย่างน้อยคือ ปล่อยวางเรื่องบัญญัติต่างๆลงไปเยอะมาก และแค่รู้ได้มากขึ้น

ชีวิตของแต่ละคนที่ได้มาพบเจอกัน ได้มาสนทนากัน ล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ทั้งเราและเขา ล้วนเหมือนคนส่งกรรมซึ่งกันและกัน เพียงแต่เขาจะรู้กันไหมเท่านั้นเอง คนที่จะรู้คือคนที่สนทนากับเราอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาเห็นเหตุ ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งชัดเจน อย่างน้อยทำให้เขาได้รู้ว่า เขามาถูกทางแล้ว เป็นเหตุให้ยอมรับตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

สิ่งที่เราเขียนนี้ ไม่ได้เจาะจงหมายถึงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ หากเจาะจง ส่วนมากจะเขียนชัดเจน ส่วนคนไหนอ่านแล้วคิดอะไรยังไง นั่นคือเหตุของแต่ละคน เพียงจะบอกว่า สักวันจะเข้าใจกันเอง เพราะทุกคนไม่มีใครแตกต่าง เจอหมด

ที่แตกต่าง เป็นแค่เปลือกภายนอกเท่านั้น แตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างขึ้นใหม่

นิสัยเดิมๆหรืออาชีพเดิมๆที่เป็นอยู่ที่คิดว่าไม่ดี ไม่ต้องไปพยายามคิดที่จะเลิก เพียงยอมรับไปตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีและเป็นอยู่ เดี๋ยวสภาวะจัดสรรให้เอง เลิกเอง เมื่อถึงเวลา

ขอเพียงปฏิบัติให้ต่อเนื่อง หลักๆคือ เดินกับนั่ง อย่าให้ขาด หรือทำตามสัปปายะที่ชอบทำไปก่อน เพราะนี่เป็นการสร้างเหตุของการดับทุกข์(การเวียนว่ายในวัฏสงสาร)

การที่พยายามทำเพื่อจะได้สิ่งที่คิดว่าถูก, ผิด, ดี, ร้าย ล้วนเป็นการให้ค่าทั้งสิ้น ที่เกิดจากความยินดียินร้าย พื้นฐานจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ยังไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริง เมื่อพยายามปรับเปลี่ยนแก้ไข สภาวะจึงวกวนไปมา ไม่แตกต่างกับความรู้สึกนึกคิดที่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

รู้ทันมากขึ้น (วิลัย)

เรื่องของน้องที่อยู่ด้วยกัน ที่เคยเขียนถึง เขามีอาชีพขายเสื้อผ้า กว่าจะกลับถึงบ้านก็ประมาณ ๒ ทุ่ม แต่ออกสาย เขาเปิดร้านตามเวลาสะดวก ซึ่งเขาเคยปรึกษา เรื่องนั่งแล้วหลับ ตอนหลังดีขึ้น แต่ตอนนี้คือ ติดดูทีวี สวดมนต์แล้วง่วง การปฏิบัติเต็มรูปแบบที่เคยทำ กลายเป็นว่าทำมั่ง ไม่ทำมั่ง

เราบอกว่า แค่รู้ไป ทุกสิ่งล้วนมีเหตุ ทำไปแบบนี้แหละ ง่วงก็ง่วง ปล่อยไป ไม่ต้องไปพยายามทำให้ตัวเองทุกข์ ที่เกิดจากการยึดติดในเรื่องว่าการปฏิบัติต้องทำแบบนั้นแบบนี้ เพียงทำตามสภาวะเท่านั้นเอง ยอมรับไป

ผลกระทบกลับ

ผลที่ได้รับจากเหตุครั้งนี้ คือเรื่องห้องทำงานของเรา ซึ่งเราบอกว่าสัปปายะเหมาะกับตัวเอง เจอบททดสอบในเรื่องของเวลาและสถานที่ รูปแบบที่เจอแตกต่าง สภาวะไม่กต่าง คือเรื่องเวลาในการปฏิบัติ เรื่องการยึดติด การให้ค่าที่ยังมีอยู่

บททดสอบครั้งนี้ ให้เห็นถึงจิตที่ไม่ปรารถนาการเกิด จะไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไป แค่เวลาพักก็ยังดี แรกๆยอมรับได้ยาก(ทำใจ) แต่ใช้เวลาสั้นลงในเรื่องการยึดติด ตอนนี้อยู่อย่างปกติ อะไรเกิดขึ้น ยอมรับได้มากขึ้น

ส่วนการปฏิบัติที่บ้าน ทำตามสภาวะ ไม่มาเจาะจงเรื่องการปรับอินทรีย์ เพราะขณะจิตเป็นสมาธิ เมื่อสภาวะสัมปชัญญะเกิดปกติแล้ว ไม่ต้องไปสนใจเรื่องการปรับอินทรีย์ จิตจะรู้สึกตัวทั่วพร้อมโดยตัวของจิตเอง

เรื่องการให้คำแนะนำคนอื่นๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติที่เขาติดขัดหรือมีข้อสงสัย เหตุนั้นก็ส่งผลสะท้อนกลับเหมือนกัน แต่ไม่มีผลอะไรกับเรา เพราะสภาวะเหล่านั้นย่ำผ่านมาแล้วจนชำนาญ จึงไม่ใช่เรื่องยากในเรื่องสภาวะเหล่านั้น

เรียกว่า ยิ่งทำ ยิ่งชำนาญมากขึ้น รู้ชัดและละเอียดมากขึ้น

เรื่องการพูดคุยตามเว็บบอร์ด เคยคิดจะเลิกหลายครั้ง แต่ก็มีเหตุให้ยังเลิกไม่ได้สักที ซึ่งการพยายามที่จะทำเช่นนั้น เป็นการแก้ไขสภาวะที่เป็นอยู่ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ เพียงยอมรับตามความเป็นจริง ในสิ่งที่เป็นอยู่ เป็นผู้ดูมากขึ้น

เป็นเหตุให้เห็นสภาวะต่างๆชัดมากขึ้นว่า แม้กระทั่งตัวหนังสือก็มีผลกระทบกลับมา เป็นเหตุให้เลิกตอบคำถามตามบอร์ด เพียงทำตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

สภาวะเรื่องเว็บบอร์ดครั้งนี้ เป็นเหตุให้เห็นเรื่องการยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้ ทั้งๆที่เป็นเพียงบัญญัติ ยังเป็นเหตุของการสร้างเหตุได้ รู้ลงไปบ่อยๆในความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทุกๆครั้งที่มีผลกระทบกลับมา เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อเห็นเหตุ ย่อมหยุดมากกว่าต่อ

Previous Older Entries

กุมภาพันธ์ 2012
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
272829  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: