๒๐-๒๑ เมย.๕๕ (ดูและรู้ตามความเป็นจริง)

๒๐ เมย.๕๕ (ดูและรู้ตามความเป็นจริง)

ทำตามสภาวะ

ดูตามความเป็นจริง คือ การดูทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ได้แก่ ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ณ ขณะนั้นๆ ไม่ใช่การเจาะจงสร้างขึ้นมา

รู้ตามความเป็นจริง คือ รู้อยู่ที่จิต ดูที่จิต จิตรู้สึกนึกคิดอะไร ดูไปตามนั้น รู้ไปตามนั้น นั่นคือ อนุสัยกิเลสที่มีอยู่ (สังโยชน์ ๑๐)

ไม่ต้องไปหาสิ่งนอกตัวมาสอบอารมณ์ตัวเอง เพื่อดูว่ามีกิเลสมากน้อยแค่ไหน นั่นเป็นสิ่งหลอกลวงตัวเอง
การดู ต้องดูที่ปัจจุบัน ได้แก่ ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เจาะจงสร้างขึ้นมาตามความทะยานอยาก อยากรู้ อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ

เมื่อผัสสะเกิด มีความรู้สึกยินดี ยินร้าย มีความคิดต่างๆเกิดขึ้น รู้ไปตามนั้น ยอมรับไปตามความเป็นจริงว่ายังมีอารมณ์นั่นๆเกิดขึ้น ไม่ต้องไปหาสิ่งนอกตัวมาสอบอารมณ์ตัวเอง
ว่ามีกิเลสมากน้อยแค่ไหน นั่นเป็นสิ่งหลอกลวงตัวเอง การดู ต้องดูที่ปัจจุบัน ได้แก่ ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เจาะจงสร้างขึ้นมาตามความทะยานอยากที่เกิดขึ้น

การสอบอารมณ์มี ๒ แบบ ได้แก่ แบบหยาบ ๑ แบบละเอียด ๑

แบบหยาบ เป็นเรื่องของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ได้แก่ ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ณ ขณะนั้นๆ ไม่ใช่การเจาะจงสร้างขึ้นมา

แบบละเอียด เป็นเรื่องของสมาธิ ดูเรื่องสภาวะความรู้สึกทั่วพร้อมขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่ไปดูเรื่อง ญาณ ๑๖ เหตุเพราะ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายในจิต ล้วนเป็นเพียงเจตสิกหรือกิริยาของจิตที่ยังมีอนุสัยกิเลสที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

ญาณ ๑๖ เป็นเพียงสภาวะของจิต ที่เกิดขึ้นในสภาวะสภาวะสัมมาสมาธิ

ถ้าสมาธิมีกำลังน้อย เช่น ขณิกสมาธิ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะความแนบแน่นของสมาธิมีไม่มากพอ

ถ้าเป็นอุปจารสมาธิ จะติดอยู่ที่ นิมิตต่างๆที่เกิดขึ้น ได้แก่ ภาพ แสง สี เสียง กลิ่น

ถ้าสมาธิมีกำลังมากเกินสติ เช่น อัปปนาสมาธิ (ฌาน) ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ จะพบแต่ความนิ่ง ความว่าง แต่ไม่สามารถรู้ชัดในความว่างที่ปรากฏ

จึงต้องมีการปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิกับสติให้เกิดความสมดุลย์

ปัญญาในขั้นสุตมยปัญญากับจิตมยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการได้ยิน ได้ฟังมา หรือได้เรียนรู้ ได้ศึกษา แล้วนำสิ่งต่างๆที่เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้ศึกษา มาคิดพิจรณา สมาธิอาจเกิดขึ้นได้ชั่วขณะหนึ่ง (สมถะ)

จิตรู้อยู่ในความคิดที่กำลังคิดพิจรณาอยู่ แต่ไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้นในกายและจิตได้ เนื่องจากกำลังของสมาธิไม่มากพอ

ยังเป็นเพียงสภาวะที่ยังมีการนำความมีตัวตน(ทิฏฐิ) เข้าไปแทรกแซงในสภาวะที่เกิดขึ้น

ปัญญาในขั้นภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากสภาวะสัมมาสมาธิ ได้แก่ จิตที่ถูกฝึกดีแล้ว สมาธิมีกำลังมาก มีความแนบแน่นมาก มีสติเสมอหรือมีกำลังอาจจะมากหรือน้อยกว่ากันนิดหน่อย

ถ้ามีกำลังของสติมากว่า กิเลสต่างๆที่เป็นอนุสัยกิเลส จะผุดขึ้นมามากมาย เนื่องจากกำลังของสมาธิน้อยกว่า สภาวะจิตเห็นจิตจึงเด่นชัด แต่ก็สามารถรู้ชัดอยู่ในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกายและจิต ขณะที่กำลังเป็นสมาธิอยู่

ดี ชั่ว ถูก ผิด กุศล อกุศล ฯลฯ ทุกๆคำเรียก แตกต่างแค่คำเรียก แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสภาวะเดียวกันหมด คือ เป็นสภาวะของโลกธรรม ๘

ความผิดพลาดของผู้อื่นหรือความสำเร็จของผู้อื่น นั่นคือเหตุของผู้อื่น

การที่นำเรื่องของผู้อื่นมาวิพากย์วิจารณ์ เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดจากอุปทานที่มีอยู่ นั่นคือ เหตุใหม่ที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว ทั้งกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมของผู้กระทำ ผู้รับผลคือผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ที่ถูกวิพากย์วิจารณ์เป็นผู้รับผล

ฉะนั้น ก่อนจะทำสิ่งใดออกไป ไม่ว่าจะทางกายหรือวาจา จงนึกถึงผลที่ได้รับ เราว่าเขา เขาก็ว่าเรา เราชื่นชมเขา เขาก็ชื่นชมเรา ทั้งหมดนี้มีแต่เรื่องของการสร้างเหตุอันเป็นแดนเกิด

๒๑ เมย.๕๕ (สติปัฏฐาน ๔-มหาสติปัฏฐาน)

สติปัฏฐาน ๔ ในอดีต กับ สติปัฏฐาน-มหาสติปัฏฐาน ในปัจจุบัน

สติปัฏฐาน ๔ ในปัจจุบัน

สติปัฏฐาน ๔ ในปัจจุบัน เป็นผลของเหตุในการเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ

เหตุที่มาของคำเรียก สติปัฏฐาน ๔ ในปัจจุบัน

เหตุที่มาของสภาวะ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การรู้ชัดในกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุของการสร้างเหตุของการตัดภพชาติปัจจุบัน

สัมมาสติ ที่เกิดจากการเจริญอิทธิบาท ๔ เป็นโลกียะ
เหตุเพราะ ยังมีมโนกรรม ที่เกิดจากอนุสัยกิเลส(สังโยชน์ ๑๐) เพียงแต่กดข่มการกระทำไว้ได้ด้วยกำลังของสมาธิ และกำลังของสติที่มีอยู่

เนื่องจากไม่รู้ชัดในผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น/เหตุ (ทั้งหมดเป็นสภาวะเดียวกัน แตกต่างเพียงคำเรียก) สภาวะที่เกิดขึ้นยังมีสภาวะสักกายทิฏฐิ ได้แก่ ทิฏฐิสังโยชน์หรือทิฏฐิกิเลส คือ ความมีตัวตนแทรกอยู่ในสภาวะที่เกิดขึ้น

กล่าวคือ ยังมีการนำทิฏฐิของตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ดี ชั่ว ถูก ผิด กุศล อกุศลฯลฯ ซึ่งเหตุที่มาของคำกล่าวต่างๆเหล่านี้ เป็นสภาวะของโลกธรรม ๘

เมื่อมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงมีแต่การสร้างเหตุของเกิด เป็นเหตุของการสร้างภพชาติใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ ได้แก่ ภพชาติปัจจุบัน

เหตุของการเกิดสภาวะสัมมาสติ

สภาวะสัมมาสติ เกิดจาก สภาวะสติ สภาวะสัมปชัญญะทำงานร่วมกัน ผลที่ได้รับ คือ สมาธิ

สติ แปลว่า ความระลึกรู้ ได้แก่ การรู้ตัวก่อนที่จะลงมือทำกิจ (จิต)

สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้สึกตัว ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะกำลังทำกิจนั้นๆอยู่ (จดจ่อ)

การทำสิ่งใดก็ตาม ที่มีการเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับการทำกิจนั้น สมาธิย่อมเกิดขึ้น กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ มีกำลังมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกิจที่ทำอยู่และเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อสมาธิเกิด เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือกิจที่กำลังทำอยู่

สภาวะของสัมมาสติ เป็นโลกียะ เหตุเพราะ ยังไม่สามารถทำลายสังโยชน์ ๑๐ หรืออนุสัยกิเลสที่มีอยู่ลงไปได้

เหตุของการเกิดสภาวะสัมมาสติ ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔

ไม่เที่ยงจริงๆ ตั้งใจว่า ๔ โมงเย็นจะเดินออกกำลังกาย ไปตลาด สุดท้าย สภาวะจิตเกิด มีการหาข้อมูลการเขียนบทความ ก็ไม่ได้ไปตลาด

โฆษณา

๑๘ เมย.๕๕ (แค่รู้ได้ไหม)

ทำตามสภาวะ

แค่รู้

แค่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอก/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและภายใน(ความรู้สึกนึกคิด)

ยอมรับไปตามนั้นว่ายังมีอยู่ ยังเป็นอยู่ เพราะเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ยังมีกิเลส

ไม่ต้องไปกดข่มอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ปล่อยจิตให้เป็นอิสระจากตัวตน(อุปทาน)ที่มีอยู่

ที่ต้องทั้งกดและข่มเอาไว้ คือ การกระทำ อย่าสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายหรือแรงผลักดันของกิเลสต่างๆที่เกิดขึ้น ณขณะนั้นๆ

การปฏิบัติทำมาก ทำน้อยไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ความต่อเนื่อง ทำทุกวัน ทำเท่าที่ทำได้ ทำตามความสะดวก ทำตามความถนัด ทำแล้วสุข ทำแล้วทุกข์ ชอบแบบไหน ทำแบบนั้น มีรูปแบบหรือไม่มีก็ได้

อยากทำตอนไหนก็ทำ ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาไม่เหมือนกัน สภาวะที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย

ทำสมาธิให้ชำนาญ สมาธิเป็นอาหารของจิต ไม่ต้องไปสนใจในคำเรียกต่างๆ ไม่ว่าจะฌาน มิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ เรียกง่ายๆว่า สมาธิแค่นั้นพอ

ทำจนรู้ชัดในอาการของจิตขณะกำลังจะเกิดเป็นสมาธิ รู้ได้อย่างนั้น จึงค่อยมาปรับอินรีย์ระหว่างสมาธิกับสติให้เกิดความสมดุลย์

นิมิตต่างๆ ภาพ แสง สี เสียง กลิ่น เกิดอะไร รู้ไปตามนั้น อย่านำความมีตัวตนที่มีอยู่ใส่ลงไปคือ เพราะเป็นเหตุให้เกิดความสงสัย สงสัยสักแต่ว่าสงสัย ยอมรับไปตามนั้น

ส่วนจะเพ่งหรือไม่เพ่ง หรือรู้สึกนึกคิดอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ไปตามนั้น เพราะเป็นเรื่องของสภาวะ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา สักแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง รู้บ่อยๆไปแบบนี้ จิตจะปล่อยวางลงไปเอง จะแค่รู้มากขึ้น

ไม่ว่าจะเพ่งหรือนิวรณ์ต่างๆไม่ได้เป็นตัวปิดกั้นสภาวะ ไม่ได้ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิหรือ ไม่ได้ทำให้เห็นตามความเป็นจริง

ตัวที่ปิดกั้นสภาวะไม่ให้เห็นตามความเป็นจริงหรือทำให้จิตไม่ตั้งมั่น คือ ความทะยานอยากต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต

สิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่ ที่เป็นสื่อในคำสอน แม้กระทั่งคำแนะนำ เป็นเพียงสภาวะของบุคคลนั้นหรือท่านนั้น รู้แบบไหน ย่อมนำมาอธิบายแบบนั้น

เมื่อได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง ได้ศึกษาตำราหรรือแนวทางต่างๆ รู้ได้ อย่ายึด เพราะนั่นคือ สภาวะของผู้อื่นไม่ใช่สภาวะของตัวเอง เป็นเพียงเหตุหรือสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก อาจจะมีเหมือนหรือคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันบ้าง เป็นเรื่องปกติ

ถ้าใจอยากยึด ยึดได้หากอยากจะยึด ยอมรับไปตามนั้น เหตุมี ผลย่อมมี เชื่อกันก็เพราะเหตุ ไม่เชื่อกันก็เพราะเหตุ อย่านำเหตุของความยึดไปสร้างวิวาทะเท่านั้นพอ

ทุกๆสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ครูมาสอน เรามีหน้าที่รู้อย่างเดียว วันนี้อาจจะเห็นประโยชน์บ้าง หรือยังไม่เห็นประโยชน์ อาจจะยังคลุมเครือ วันหน้าย่อมเห็นประโยชน์อย่างชัดเจนแน่นอน

รู้จริงหรือไม่จริง ให้ดูการกระทำ

รู้จริงมีแต่หยุด หยุดสร้างเหตุภายนอก รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ

รู้ไม่จริง มีแต่การสร้างเหตุ

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น การเพ่ง นิวรณ์ต่างๆ เผลอ นิมิตแสง สี เสียง ภาพ ฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ไม่ได้เป็นตัวปิดกั้นสภาวะ ไม่ได้เป็เหตุของการไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง สภาวะเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงการทำงานของขันธ์ อุปทานขันธ์ ๕
ที่มีอยู่ เตุจาก อวิชชาที่มีอยู่ คือ ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ได้แก่

ทุกข์/สุข เกิดจาก ความยินดี ยินร้าย (ที่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด)

ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นผลจากเหตุที่ทำไว้และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่
เหตุที่ทำไว้ไม่ว่าจะในอดีตหรือที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ส่งมาให้ได้รับผลในรูปของเหตุต่างๆแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่เกิดขึ้นปัจจุบันขณะ

เหตุแห่งทุกข์/สุข เกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่ (ความมีตัวตน เรา,เขา) เกิดจากความไม่รู้ชัดในเหตุและผล ไม่รู้ว่าผัสสะต่างๆเกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย ทำไมจึงก่อให้เกิดทุกข์,สุขหรือเฉยๆ

นิโรธ คือ ความดับทุกข์/สุข คือ การดับที่ต้นเหตุของการเกิด หรือนิพพาน คือการไม่ต้องเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ดับแบบหยาบ ดับที่ตัวเอง คือ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ การให้ค่าในสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เกิดจากผัสสะเป็นเหตุ

ดับแบบละเอียด ดับที่ต้นเหตุของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร คือ อนุสัยกิเลสที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐

มรรค คือ วิธีการปฏิบัติหรือแนวทางในการปฏิบัติให้ถึงความดับเหตุอันเป็นแดนเกิด

แบบหยาบ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับ(๒๔ ชม.)

เริ่มต้นที่ สัมมาสติ คือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

สภาวะที่เกิด ได้แก่ ทุกๆผัสสะหรือเหตุที่เกิดขึ้น สักแต่ว่ารู้

ภายนอก ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
ภายใน เกิดความรู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น ดูตามความเป็นจริง ยอมรับตามความเป็นจริง แต่ไม่สร้างเหตุออกไปตามแรงผลักดันของกิเลสที่เกิดขึ้น

แนวทางการปฏิบัติ

การเจริญอิทธบาท ๔ สมาธิ

ฉันทสมาธิ มีฉันทะเป็นหลักในการฝึกจิตให้เกิดความตั้งมั่น/สมาธิ ได้แก่ การทำตามเหตุ/สัญญา ทำตามความถนัด ทำตามความชอบ ทำตามความสะดวก สบาย ไม่มีรูปแบบตายตัว
ได้แก่ มีสัปปายะเป็นหลักในการฝึกจิตให้ตั้งมั่น/สมาธิ

วิริยสมาธิ มีวิริยะเป็นหลักในการฝึกจิตให้เกิดความตั้งมั่น/สมาธิ ได้แก่ การทำความเพียร มีความเพียรเป็นหลัก มีความพยายามในการฝึกจิตให้ตั้งมั่น/สมาธิ ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ กอง

จิตตสมาธิ มีจิตเป็นหลักในการฝึกจิตให้เกิดความตั้งมั่น/สมาธิ ได้แก่ การกำหนดต้นจิต/อิริยาบทต่างๆ , การเจริญสติ , การดูจิต/การดูอารมณ์/ความรู้สึก และความคิดต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

วิมังสาสมาธิ มีความคิดพิจรณาเป็นหลักในการฝึกจิตให้เกิดความตั้งมั่น/สมาธิ ได้แก่ การนำความรู้ต่างๆมาคิดพิจรณาในการหาเหตุของการเกิด และการดับเหตุของการเกิด เช่น ปฏิจจสมุปบาท ขันธ์ ๕ ฯลฯ
แม้กระทั่งเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต

แบบละเอียด เริ่มต้นที่ สัมมาสมาธิ คือ มหาสติปัฏฐาน ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

ภายนอก ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
ภายใน ขณะจิตเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ

กายในกาย ได้แก่ ทุกขเวทนา ความปวดเมื่อย ร้อน เย็นฯลฯ เป็นลักษณะอาการที่เกิดขึ้นในกาย ที่เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

เวทนาในเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกยินดี/ชอบ ยินร้าย/ไม่ชอบ ที่เกิดจากการรู้ในสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น เช่น ทุกขเวทนาต่างๆ ทำให้เกิดความยินร้าย ปิติ สุข ทำให้เกิดความยินดี พอใจ ที่เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จิตในจิต ได้แก่ กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ราคะ โทสะฯลฯ กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ธรรมในธรรม ได้แก่ ธรรมารมณ์หรือความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะคิดแบบไหนๆก็ตาม

๑๙ เมย.๕๕

ทำตามสภาวะ

เวลาเกิดสภาวะจิตคิดพิจรณา เป็นการทวนสภาวะเดิมๆซ้ำๆ ถ้าเป็นความรู้ต่างๆ จะมีรายละเอียดของความรู้นั้นๆชัดมากขึ้น การเขียนบันทึกทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นความแตกต่างของความรู้ครั้งแรกเป็นความรู้แบบหยาบๆ

สภาวะที่เกิดขึ้นต่อๆมา ถ้าเป็นความรู้ในเรื่องเดิม จะมีรายละเอียด แต่เนื้อหาของสภาวะหรือลักษณะอาการเกิดของตัวสภาวะสั้นลง

นี่แหละประโยชน์ของการจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในชีวิตประจำวันและขณะจิตเป็นสมาธิ ทำให้เห็นทั้งรายละเอียดของกิเลสที่ยังมีและความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ตามความเป็นจริง

๑๖ เมย.๕๕ (ไม่กล่าวเพ่งโทษใคร)

๑๖ เมย.๕๕ (ไม่กล่าวเพ่งโทษใคร)

ทำตามสภาวะ

เหตุจากรู้ชัดตามความเป็นจริงของเหตุและผล
ผู้ที่รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะทางสุตตามยปัญญา จินตามยปัญญาหรือภาวนามยปัญญา จะมีพฤติกรรมเหมือนๆกัน คือ ไม่มีการกล่าวเพ่งโทษใครหรือสิ่งใดทั้งสิ้น

บุคคลเหล่านี้มีสภาวะอินทรีย์สังวรเกิดขึ้นเพราะสติเป็นเหตุ ส่วนเหตุในการสร้างเหตุ ขึ้นอยู่กับกำลังของสติ และสมาธิที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

หากมีกำลังมากดับเหตุที่กำลังจะเกิดหรือเกิดแล้วได้ไว หากยังมีกำลังน้อย เหตุมี ผลย่อมมี

ทุกข์/สุข ทางโลกสักแต่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเรื่องปกติ เพราะเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ความทุกข์ใจ ทำให้เกิดความเพียร/สัมมาสติ/สติปัฏฐาน ๔

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม

ทุกข์ของสังขารหรืออรรถภาพร่างกายนี้ เหคุจากความเจ็บป่วย แม้กระทั่งความเสื่อมของสังขารตามกาลเวลา

ความทุกข์กาย ทำให้เกิดอินทรีย์สังวร/ศิล

การปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิกับสติ ให้เกิดความสมดุลย์/สัมมาสมาธิ ทำให้เกิดพละ ๕ สัมมาทิฏฐิย่อมเกิด/มหาสติปัฏฐาน

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในธรรม ธรรมในธรรม

สติยิ่งมากยิ่งดี มีมากดับเหตุได้ไว มีน้อยย่อมทนอยู่ในสภาวะต่างๆได้ยาก มีแต่เหตุของการสร้างเหตุ

สมาธิยิ่งมาก ยิ่งกดข่มกิเลส สมาธิมีมากเท่าไหร่ ยิ่งบดบังสภาวะไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง (มิจฉาสมาธิ)

เมื่อใดสมาธิที่เกิดขึ้นเป็นสภาวะสัมมาสมาธิแล้ว สมาธิยิ่งมากยิ่งแนบแน่นยิ่งดี สมาธิเป็นกำลังหนุนให้เห็นสภาวะตามความเป็นจริง ทำให้จิตสามารถรู้ชัดอยู่ในกายกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมได้นาน

สัมมาสติ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ เป็นเหตุของการสร้างเหตุในการตัดภพชาติปัจจุบัน

เหตุของการเกิดสัมมาสติ ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นปัจจุบันขณะ ที่มีผัสสะเป็นเหตุ

สัมมาสมาธิ ได้แก่ มหาสติปัฏฐาน เป็นเหตุของการตัดภพชาติในวัฏสงสาร

เหตุของการเกิดสัมมาสมาธิ ได้แก่ การปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิสติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรม

เหตุของการเกิดการเวียนว่ายในวัฏสงสาร คือ สังโยชน์ ๑๐ ได้แก่ กิเลสที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

อุปปันนะ

อุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น มีหลายประเภท
เรื่อง อุปปันนะ หลายประเภทนี้ มีกล่าวไว้ที่อื่น เช่น ขุ. สุ. อ. (บาลี) ๑/๑/๔-๗

อุปปันนะ ๔

[๘๓๒] ถามว่า ด้วยคำกล่าว เป็นต้นว่า “กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิดขึ้น นั่นแล ก็ไม่เกิดขึ้น” ดังนี้นั้น เป็นการแสดงถึง การละอะไร?

ตอบว่า เป็นการแสดงถึง การละกิเลสทั้งหลายที่เป็น ภูมิลัทธะ (ตัวใหญ่) (ได้ภูมิพื้น-ภูมิพื้น คือ ฐานที่ตั้งแห่งความเป็นไป)

ถามว่า แต่ว่ากิเลสทั้งหลายที่ได้ภูมิพื้นเหล่านั้น เป็นอดีต หรืออนาคต หรือว่า เป็นปัจจุบัน

ตอบว่า กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น คือ ที่เขาเรียกว่า ภูมิลัทุปปันนะ (คือ บังเกิดขึ้นโดยภูมิพื้น) นั่นเอง

[๘๓๓] เพราะว่า สิ่งที่เป็น อุปปันนะ (คือ สิ่งเกิดขึ้น) มีหลายประเภท โดยเป็น

๑. วัตตมานะ กำลังเป็นไปอยู่

๒. ภูตาปคตะ เกิดแล้วจากไป

๓. โอกาสกตะ โอกาสอันกรรมทำให้

๔. ภูมิลัทธะ ได้ภูมิพื้น

ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น

๑. สิ่งที่กล่าวว่า มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปปาทะ (ความเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑
แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ที่กำลังเป็นไปอยู่

๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์ แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุภูตาปคตะ (คือ เสวยแล้วจากไป) ก็ดี

กุศลและอกุศล อันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปปทาขณะเป็นต้น โดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปคตะ (คือ เกิดแล้ว จากไป) ก็ดี

เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วจากไป

๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้ว ในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น

แม้เป็นอดีต ก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีโอกาสกรรมทำให้ เพราะ ห้ามวิบากอื่นแล้ว ทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง

และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาส อันกรรมทำให้แล้ว แม้เป็นวิบากที่ยังไม่เกิด เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (เหมือนกัน) เพราะ เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้ว ก็เกิดขึ้นโดยแน่นอน

๔. กรรมเป็นอกุศล ที่ยังมิได้ฉุดถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดย ได้ภูมิพื้น

ในอุปปันนะ ซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือ วัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็นอุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค)ญาณแม้ไรๆ เพราะ มิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย(อริย)มรรค

อีกประการหนึ่ง ยังมีอุปปันนะอื่น อีก ๔ อย่าง โดยเป็น
ดูเทียบเปรียบเทียบใน องฺ. เอกฺก. อ. (บาลี) ๑/๓๙๔/๔๔/-๔๔๒

๑. สมุทาจาระ คือ นิสัยเคยชิน

๒. อารัมมณาธิคหิตะ คือ ยึดมั่นในอารมณ์

๓. อวิกขัมภิตะ คือ มิได้ถูกกดข่มไว้

๔. อสูมหตะ คือ ยังถอนรากไม่ขาด

ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่กำลังเป็นไปอยู่นั่นแล เป็น สมุทาจารุปปันนะ (ตัวใหญ่) คือ กิเลสที่เกิดขึ้นด้วยความเคยชิน

เมื่ออารมณ์ (คือ รูป) มาสู่คลองแห่งทวาร มีตาเป็นต้น กิเลสแม้จะยังไม่เกิดขึ้นในตอนต้น แต่เพราะ ยึดมั่นอารมณ์ไว้นั่นเอง ท่านกล่าวว่า “เป็นอุปปันนะด้วย ยึดมั่นอารมณ์ไว้”

เพราะ ในตอนท้าย (กิเลส) ก็จะเกิดขึ้นโดยแน่นอน เหมือนอย่างกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระ ผู้กำลังเที่ยวเดินบิณฑบาตรอยู่ในหมู่บ้านกัลยาณคาม (หมู่บ้านเป็นที่เกิดของหญิงงาม) โดยได้เห็นรูปที่ไม่สมควร (แก่สมณะ)

กิเลสที่มิได้ถูกกดข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนา อำนาจใดอำนาจหนึ่ง แม้จะยังไม่ผุดขึ้นสู่สันตติของจิต ก็เรียกว่า เป็น อุปปันนะ โดยมิได้ถูกข่มไว้ เพราะ ไม่มีเหตุเป็นผู้ห้ามเกิดขึ้น

แต่แม้ว่า ถูกข่มไว้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า อุปปันนะที่ยังถอนรากไม่ขาด โดยเหตุที่ยังไม่พ้นความเกิด เป็นธรรมดา เพราะเป็นกิเลสที่ยังไม่ถอนรากขาดด้วยอริยมรรค

เหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระเถระผู้ได้สมาบัติ ๘ กำลังเดินทาง (เหาะไป) โดยอากาศ ได้ยินเสียงเพลงขับร้องของมาตุคาม ซึ่งเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้มีดอก อยู่ในป่าใกล้ๆ ขับร้องด้วยเสียงไพเราะ

อนึ่ง อุปปันนะแม้ทั้ง ๓ อย่าง คือ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ พึงทราบว่า สงเคราะห์เข้ากับภูมิลัทธะ (อุปปันนะ) นั่นเอง

[๘๓๘] ในอุปปันนะ ซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือ วัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็นอุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค)ญาณแม้ไรๆ เพราะ มิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย(อริย)มรรค

แต่ อุปปันนะ กล่าวคือ ภูมิลัทธะ ๑ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสูมหตะ ๑ (๔อย่าง) นี้ใด เพราะ โลกียญาณและโลกุตรญาณนั้นๆเกิดขึ้น ทำให้ความเป็นอุปปันนะนั้นๆ ของอุปปันนะ(๔ อย่าง) นั้น พินาศไป

เพราะฉะนั้น อุปปันนะแม้ทั้งหมด (ทั้ง ๔ อย่าง ข้างหลังนี้) นั้น จึงเป็นอุปปันนะที่ต้องละ ฉะนี้แล

๑๒-๑๕ เมย.๕๕ (กิเลสแรง)

๑๒ เมย.๕๕ (กิเลสแรง)

ทำตามสภาวะ

ตั้งแต่อาการป่วยดีขึ้น สภาวะกิเลสบางตัวแรงมาก เด่นชัดกว่าทุกๆสภาวะ เป็นเหตุให้เข้าใจสภาวะของคนที่เข้ามาถามว่า ทำยังไงจึงจะทำให้กิเลสตัวนี้เบาบางลงหรือไม่ต้องมีอีกเลย ทั้งๆที่พยายามทำตามรูปแบบที่สอนต่อๆกันมา

นี่แหละหนอ ถูกให้เรียนรู้ทุกๆสภาวะจริงๆ ไม่ว่าใครจะเข้ามาถามปัญหาแบบไหน กิเลสตัวใดก็ตาม เราน่ะเป็นฝ่ายรับผลหมด บางครั้งไม่อยากตอบคำถาม เพราะรู้ดีว่าต้องรับผลตรงนั้น ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัย ผลย่อมมี

คือ ยอมรับได้ตามความเป็นจริง มีแปลกใจเหมือนกัน ทั้งๆที่ไม่เคยมีวี่แววของกิเลสตัวนี้มากมาย นี่มาแสดงหมดเลยนะ เพื่อให้รู้ว่า ทุกเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุใดก็ตาม ส่งผลหมด

๑๓ เมย.๕๕ (ความกลัว/ทุกข์ของสังขาร)

ทำตามสภาวะ

วันนี้นั่งสมาธิได้หลายรอบ หลายชม. กำลังของสมาธิช่วยกดข่มกิเลสที่เจอในช่วงนี้ให้ลดน้อยลงไป รู้สึกถึงความนิ่งสงบที่เกิดขึ้น

๑๔ เมย.๕๕ (ไอยังมี)

ทำตามสภาวะ

ไม่ได้ไปไหน ยังคงมีอาการไอ วิบากกรรมที่เคยว่าคนไข้ไว้

๑๕ มีค.๕๕ (ไม่แตกต่าง)

ทำตามสภาวะ

วันไหนๆไม่แตกต่าง ที่แตกต่าง คือ ความเป็นเราที่เข้าไปแทรกแซงสิ่งที่เกิดขึ้น

๑๑ เมย.๕๕ (สติปัฏฐาน-มหาสติปัฏฐาน)

๑๑ เมย.๕๕

ทำตามสภาวะ

สติปัฏฐาน ๔ มี สัมมาสติ เป็นเหตุ

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

สัมมาสติ มีการเจริญอิทธิบาท ๔ เป็นเหตุ

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การกำหนดรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

มหาสติปัฏฐาน ๔ มี สัมมาสมาธิ เป็นเหตุ

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

สัมมาสมาธิ มี การปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิกับสติให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุ

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ เดินก่อนนั่ง ดูเรื่องสมาธิเป็นหลัก หากจิตเป็นสมาธิแต่ขาดความรู้สึกตัว ให้เพิ่มการเดินมากกว่านั่ง จนกว่ามีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สติ มีความระลึกได้ เป็นลักษณะ มีความไม่ลืม เป็นรส มีความอารักขา เป็นอาการปรากฏ

สัมปชัญญะ มีความไม่หลงเป็นลักษณะ มีความไตร่ตรองเป็นรส มีความส่องเห็น เป็นอาการปรากฏ

๖-๑๐ เมย.๕๕(ทุกข์ของสังขาร)

๖ เมย.๕๕(ทุกข์ของสังขาร)

ทำตามสภาวะ

ป่วยยังไม่หาย ไอเป็นระยะๆ กินได้แต่ข้าวต้มกับผักกาดดองและปลาเค็ม

๗ เมย.๕๕

ทำตามสภาวะ

๘ เมย.๕๕

ทำตามสภาวะ

๙ เมย.๕๕

ทำตามสภาวะ

เวลาสภาวะจิตคิดพิจรณาไม่เกิด เห็นแต่สภาวะของความว่างมักจะเกิดขึ้นเนืองๆ ความคิดอื่นๆส่วนมาก สักแต่ว่าคิด อยากคิดอะไร แค่รู้ เดี๋ยวก็หายไปเอง

๑๐ เมย.๕๕(ชีวิต)

ทำตามสภาวะ

ภายนอก อดได้ ทนได้ รอได้ ปล่อยให้ทุกอย่างเกิด-ดับตามเหตุปัจจัย ไม่คิดแก้ไข ยอมรับไปตามความเป็นจริง ภพชาติสั้นลง

ภายใน หมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ

๔-๕ เมย. ๕๕

๔ เมย. ๕๕ (ยังป่วยอยู่)

ทำตามสภาวะ

สมาธิช่วยได้มากในอาการไอที่เป็นอยู่ เวลาจิตพักในสมาธิ อาการไอที่ไอมากๆหายสนิท ไม่มีแสดงออกสักนิดเดียว

๕ เมย.๕๕ (ความทุกข์ทำให้เกิดปัญญา)

ทำตามสภาวะ

ช่วงเช้าจิตจะอยู่ในสมาธิได้นานมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ อากาศเย็นสบาย ถูกกับสัปปายะสภาวะของจิต

อาการป่วย

ตอนแรกคิดว่าดีขึ้นแล้ว วันนี้ไอมากๆเลย อาหารที่ทานไปเมื่อเช้า อาเจียนออกมาหมด หลังจากนั้นพักในสมาธิ ๔ ชม. ถ้าไม่ได้สมาธิคงแย่มากๆ

ความเจ็บป่วยของสังขาร/ร่างกายนี้ ตอกย้ำให้เห็นสภาวะทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรๆ ต่อให้รวยล้นฟ้า มีความสุขมากมายแค่ไหน หนีไม่พ้นเลย

รู้สึกเหนื่อยมากๆ เหนื่อยอยู่ข้างใน ภายนอกเหมือนไม่เป็นอะไรมาก

การเกิดล้วนเป็นทุกข์ ความเพียรที่เพียรอยู่ทุกวันนี้ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามสภาวะ ไม่ใช่เพียรเพราะความอยาก เพียรเพราะรู้ว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่ไม่ต้องเกิดเวียนว่ายในวัฏกสงสารอีกต่อไป

คู่ครอง/สามี สามารถพูดได้เต็มปากว่า สภาวะจัดสรรจริงๆ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ เราสองคนเป็นคู่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันทั้งทางโลกและทางธรรม

วันนี้เห็นทุกข์ในสังขาร ทุกข์จากความเจ็บป่วย ใจน่ะมั่นคงไม่หวั่นไหว แต่ร่างกายอ่อนเพลียมากๆ ซึ่งรู้และเข้าใจดีว่า เดี๋ยวก็ผ่านไป สภาวะมาสอนตลอด มาทดสอบตลอดเวลา ไม่ทุกข์ภายนอก ก็สอนให้เห็นทุกข์ของสงขารหรือธาตุขันธ์ที่ยังครองอยู่

สภาวะหลับ-สภาวะจิตเป็นสมาธิ

สภาวะทั้งสองแตกต่างเพียงบัญญัติ แต่ลักษณะตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่แตกต่างกัน ขณะหลับ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริบทใดๆก็ตาม นั่นแหละคือ สภาวะจิตที่เป็นสมาธิ

เพียงแต่ไปติดกับคำเรียกหรือที่ได้ฟังมาเรื่องของคำว่า นิวรณ์ ที่ถูกนำมาอ้างอิงว่า นิวรณ์เป็นตัวปิดกั้นสภาวะไม่ให้จิตเป็นสมาธิ

โดยลักษณะอาการที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง นิวรณ์เป็นผลพลอยได้ขณะจิตเป็นสมาธิ เหตุเนื่องจากจิตเป็นสมาธิ สมาธิเป็นตัวกดข่มกิเลสต่างๆ/นิวรณ์ ให้สงบลงไปชั่วคราว

๑-๓ เมย.๕๕

๑ เมย.๕๕ (ป่วย)

ทำตามสภาวะ

เริ่มป่วยอีกแล้ว ไข้ทับฤดู เป็นๆหายๆ ครั้งนี้เป็นมาก แต่ไม่เท่าครั้งก่อนที่ป่วยหนักแทบเอาชีวิตเข้าแลก เพราะต้องการใช้สภาวธรรมรักษา อีกอย่างมีพื้นฐานในเรื่องการใช้ยาพอสมควร จึงไม่วิตกกังวล เพียงแต่ทำให้เห็นความทุกข์ของธาตุขันธ์ชัดเจน

๒ เมย.๕๕ (ยุติการบันทึกเรื่องเวลาการปฏิบัติเต็มรูปแบบ)

ทำตามสภาวะ

รู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขียนบันทึกลงไป ล้วนเป็นการสร้างเหตุให้กับผู้ที่ยังมีเหตุร่วมได้ เพียงเจตนาในช่วงก่อน ตั้งใจเขียนให้รู้ว่า การปฏิบัติ ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีข้ออ้างใดๆให้กับตัวเองก็ตาม

ตอนนี้ยุติการบันทึกเรื่องเวลาการปฏิบัติเต็มรูปแบบ เพียงแต่เขียนตามสภาวะที่เป็นอยู่

เมื่อสร้างเหตุของการดับภพชาติของการเกิด ไม่ควรไปวิพากย์วิจารในเหตุของผู้อื่น ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เขา เรา ที่มองเห็น ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย เป็นเพียงแค่เปลือกที่เกิดขึ้นตามเหตุที่ทำไว้

ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน แตกต่างเพียงเปลือกที่มองเห็น แต่สภาวะที่เกิดขึ้นภายในล้วนไม่แตกต่างกันเลย จึงไม่ควรไปว่าใคร

ดีเพราะคิดว่าดี ไม่ดี เพราะคิดว่าไม่ดี เป็นเพียงแค่ความคิดที่เกิดจากเหตุที่มีร่วมกัน

สภาวะเหตุที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

๓ เมย.๕๕ (ป่วย)

ทำตามสภาวะ

ยุ่งเรื่องชาวบ้านให้น้อยลง ปัญหาที่คิดว่าเป็นเป็นปัญหา จะจบลงไปตามเหตุปัจัยเอง

สิ่งที่แนะนำผู้อื่น นั่นแหละคือเหตุที่จะต้องเจออย่างแน่นอน ไม่ว่าจะแนะนำด้วยจิตใดๆก็ตาม

เหตุมี ผลย่อมมี

หากยังรู้เพียงจากการท่องจำ แต่ยังไม่ได้เห็นตามความเป็นจริงด้วยตัวเอง ทุกข์/สุข เกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้ เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง

นักปฏิบัติทั้งหลาย จึงชอบบ่นกันว่า ทำไมสภาวะเดิมๆซ้ำๆวนๆอยู่แบบนี้ เหตุไม่ได้เกิดจากอะไรหรือใครทำให้เกิดขึ้นเลย ตัวเองทั้งนั้นแหละ

แค่รู้ได้ไหม เกิดความรู้สึกนึกคิดอะไร แค่รู้และยอมรับไปตามความเป็นจริง หยุดสร้างเหตุนอกตัว สภาวะจึงจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ที่ยังวนๆเดิมๆซ้ำๆ เพราะยังไม่หยุดสร้างเหตุนอกตัวนั่นเอง

จิตคิดพิจรณา

เรื่องจิตเป็นเรื่องแปลก เมื่อใดสภาวะจิตพร้อมจะคิดพิจรณา จิตจะเป็นของเขาเอง แม้กระทั่งเรื่องสัปปายะในการปฏิบัติ ถึงแม้ทำเพราะรู้ ไม่ได้ทำเพราะอยาก พอถึงเวลา จิตจะพิจรณาสภาวะสัปปายะที่ปฏิบัติอยู่

เมื่อรู้ชัดว่า สัปปายะแบบไหนที่เหมาะแก่จิตหรือควรแก่งาน เมื่อถึงเวลา จิตจะวิตก วิจารขึ้นมาเอง โดยที่ไม่ได้คิดพิจรณาใดๆ

ความสงบ ทำให้เกิดปัญญา

ขณะทำงาน จิตรู้อยู่กับงานที่ทำ จิตมีคิดพิจรณาตลอด เห็นแต่เหตุและผล

บางครั้งมีคิดอยากจะไปวัดมหาธาตุ สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติ ที่นั่นติดแอร์ สัปปายะหลายๆอย่างเหมาะแก่การปฏิบัติ มีอาหารเตีรยมไว้พร้อม ทั้งเจและชอ เหตุทั้งหมดไม่ได้มีอะไร เกิดจากความเบื่อ พอรู้บ่อยๆ สุดท้าย ไม่ไปไหน ที่บ้านนี่แหละ ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง ไม่ต้องเสียเงิน

นี่แหละหนากิเลส ไม่ได้เกิดจากอะไรหรอก อะไรที่ทำเดิมๆซ้ำๆ จิตย่อมเกิดความเบื่อหน่ายเป็นธรรมดา แค่รู้และยอมรับไป ปัญญาเกิดเอง เวลาปัญญาเกิด มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด ความรู้สึกนึกคิดแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แค่รู้ไป ยอมรับไปเทท่านั้นเอง

การเขียนบทความ

 

สิ่งที่เขียน ล้วนเป็นเพียงสภาวะของสัญญา

ขณะสภาวะเป็นสมาธิ  มีสภาวะจิตคิดพิจรณา ล้วนเป็นเพียงสภาวะสัญญาที่ถูกสั่งสมมาในแต่ละภพชาติที่เคยเกิดมาแล้ว

เมื่อจิตตั้งมั่นมากพอ กำลังของสมาธิมีความแนบแน่น เป็นเหตุให้ตั้งมั่นอยู่ได้นาน เมื่อสภาวะสัปชัญญะเกิด ได้แก่ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขณะจิตเป็นสมาธิ สติจะไปขุดคุัยสัญญาต่างๆเหล่านี้ขึ้นมา

เมื่อยังมีความไม่รู้ อาจทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นว่าความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิอยู่นั้น คิดว่าเป็นปัญญา เป็นเหตุให้มีการนำไปสร้างเหตุด้วยความไม่รู้ เป็นเหตุให้ภพชาติใหม่เกิดขึ้นเนืองๆ

หากสักแต่ว่ารู้ในสิ่งที่รู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ  แค่รู้ แต่ไม่ได้นำไปสร้างเหตุนอกตัว สภาวะสัญญาหรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น จะรู้แบบหยาบๆ และจะมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เพียงแต่ เมื่อออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำได้เพียงเล็กน้อย ไม่สามารถจำได้หมด ยกเว้นรีบจดลงในสุมดบันทึก แต่ขอโทษ ลายมือที่จดแทบจะอ่านไม่ออก เพราะยังไม่ใช่ปัญญาที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ

ฉะนั้น บทความต่างๆที่เขียนไว้ ทั้งบล็อกนี้ บล็อกสปอร็ท หนังสือเรื่องรู้หนอ หนังสือเรื่องน้ำตาหยดสุดท้าย ทั้งหมดที่เขียนไว้ จึงหยุดเขียนไปเป็นช่วงๆ เหมือนเป็นการประติดประต่อ จะมีรายละเอียดของเนื้อหามากขึ้น แต่สภาวะที่เขียนเริ่มสั้นลง

โดยเฉพาะในตอนนี้ บทความต่างๆล้วนมีข้อความในพระไตรปิฎกมาเกี่ยวข้องมากขึ้น เป็นเหตุให้ต้องระมัดระวังในการเขียนบทความมากขึ้น เพราะต้องเก็บรายละเอียดของสภาวะทั้งหมด

ส่วนในเฟสบุ๊ค มีไว้เพื่อเล่นเกมส์ ช่วยในเรื่องสมาธิ แต่ในด้านการแสดงข้อคิดเห็นหรือไปแสดงข้อคิดเห็นในบทความของผู้อื่น ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ตอนนี้เลิกเขียนข้อคิดเห็นลงไปในบทความหรือข้อคิดเห็นของผู้อื่น

จากบทเรียนของการเขียนข้อคิดเห็นลงไปในบทความหรือข้อคิดเห็นของผู้อื่นถึงแม้จะสนิทหรือไม่สนิทกันก็ตาม สภาวะที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่า นั่นคือ ทิฏฐิของผู้อื่น นั่นคือเหตุของผู้อื่น ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับทิฏฐิของผู้ใด

ใครเชื่อใคร ล้วนเกิด นั่นคือ เหตุที่สร้างมาร่วมกัน และ ใครไม่เชื่อใคร นั่นคือ ไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน

ที่อาจจะมีข้อคิดเห็นปรากฏอยู่บ้างครั้งคราว เป็นบุคคลที่ผู้เขียนยังให้การแนะนำเรื่องกรรมฐานอยู่อย่างต่อเนื่อง

ส่วนผู้ที่ต้องการสนทนาเรื่องสภาวะต่างๆ ยังมีการสนทนาส่วนตัวเป็นปกติ ถ้ามีการทักมาก่อน ถ้าไม่ทักมา ก็จะไม่ซักถามกลับไป คือ ทำตามสภาวะ ทำตามเหตุ ดูที่การกระทำเป็นหลัก

บทความต่างๆทเขียนอยู่ ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากจิตเป็นสมาธิ เพียงเขียนไปเรื่อยๆตามที่รู้ ไม่ได้มุ่งสอนใคร ตราบใดที่ยังมีกิเลส เรียกว่า กิเลส ตราบนั้น ไม่คิดตั้งตนเป็นอาจารย์สอนใคร

 

แม้กระทั่งกับบุคคลที่ได้รับคำแนะนำในแนวทางปฏิบัติ จะเรียกว่า อาจารย์ ไม่เคยยิดติดในคำเรียก เพราะ ถูกเรียกจากความศัรทธาที่มีอยู่ของคนๆนั้น

คำว่า อาจารย์ ไม่แตกต่างจากคำเรียกนายหมู นายหมา นางแมว หรือแม้กระทั่งคำเรียกอื่นๆที่เรียกๆกัน

 

เหตุจากการที่แนะนำทั้งเรื่องสภาวะในสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่มาสอบถาม ไม่ว่าจะแนะนำหรือเรื่องใดก็ตาม ล้วนเป็นการสร้างเหตุให้เกิดทั้งสิ้น เหตุมี ผลย่อมมี

 

สิ่งที่ได้พูดหรือแนะนไป ล้วนส่งผลกลับมาทั้งสิ้น มาในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิต แนะนำน้อยคน ด็โดนน้อย สติยังพอรับมือไหว ถ้าแนะนำเยอะคน เวลาสติไม่ทัน รู้สึกเหนื่อยใจมากๆกับสภาวะที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ นับวันการพูดคุยน้อยลง ไม่อยากเหนื่อยใจ

 

เวลาที่สภาวะส่งผลกลับมาพร้อมๆกัน เช่น แนะนำไป ๑๐  สภาวะของทั้ง ๑๐ คนที่นำมาถามนั้น เจอหมด โดนกลับมาหมด แม้กระทั่งสภาวะที่ไม่คิดว่าจะโดน เช่น กามราคะหรือความกำหนัดในกาม ผู้นำมาถาม ก็โดนย้อนกลับมาเต็มๆเหมือนกัน

 

จากเหตุต่างๆทั้งหมด นับวันเป็นเหตุให้สภาวะสำรวม สังวรอายตนะเกิดขึ้นเองมากขึ้น เพราะกลัวรับมือไม่ไหวกับสภาวะที่เกิดขึ้น ยุ่งนอกตัวน้อยลง เป้นเหตุให้รู้ชัดในกายและจิตมากขึ้น

 

ส่วนใครเข้ามาอ่าน มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร หรือมีการวิพากย์วิจารณ์อย่างไร นั่นคือเหตุของเขา ผู้เขียนไม่สนใจในตัวบุคคล แต่รับฟังในสิ่งที่ถูกวิพากย์วิจารณ์ เพียงแต่ไม่มีการต่อยอดด้วยเท่านั้นเอง

เพราะผู้เขียน ได้เขียนบ่งเฉพาะชี้ชัดมาตลอดว่า สิ่งที่เขียนลงไปทั้งหมด ล้วนเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง เขียนเพื่อดูตัวเอง ส่วนใครเข้ามาอ่าน ถือว่าให้เป็นวิทยาทาน ในเรื่องของการสร้างเหตุและการดับเหตุของการเกิดทั้งในภพชาติปัจจุบันและในวัฏฏสงสาร

เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จนเกิดสภาวะสัมมาสมาธิ การรู้เห็นไม่แตกต่างจากผู้เขียน นี่คือ ประโยชน์ของผู้ที่เข้ามาอ่านจะได้รับ

สภาวะที่กำลังจะมีการเขียนเพิ่มเติมลงไปใหม่ ได้แก่ สภาวะสัมมาสติ ๑ สภาวะสัมมาสมาธิ ๑ สภาวะสัมมาทิฏฐิ ๑ สภาวะโยนิโสมนสิการ ๑

สภาวะสัมมาสติ เป็นเหตุของการรู้ชัดใน สภาวะสัมมาสมาธิ

สภาวะสัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้รู้ชัดใน สภาวะสัมมาทิฏฐิ

สภาวะสัมมาทิฏฐิ เป็นเหตุให้รู้ชัดใน สภาวะโยนิโสมนสิการ

สมถะ-วิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔

สภาวะสัมมาสติ เกิดจากการเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ

สมาธิที่เกิดจากสัปปายะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด เป็นสภาวะฉันทสมาธิ

สมาธิที่เกิดจากความเพียรเป็นหลัก เป็นวิริยสมาธิ ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ กอง

สมาธิที่เกิดจากจิตเป็นหลัก เป็นจิตสามธิ เกิดจาก การเจริญสติบ้าง การกำหนดต้นจิตบ้าง การดูจิตบ้าง การนิ่งรู้ นิ่งดู นิ่งสังเเกตุ ฯลฯ

คือ สภาวะใดๆที่จิตเป็นเหตุในการทำสมาธิให้เกิด เป็นจิตสมาธิ

สมาธิที่เกิดจากการคิดพิจรณา เป็นวิมังสาสมาธิ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=19&A=6725&Z=6749

เมื่อเรียนจบนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก  บทความที่เขียนเกี่ยวกับสภาวะ คงจะได้ทั้งอรรถะและพยัญชนะมากกว่านี้  แล้วแต่เหตุนะ ไม่คาดหวัง เพียงเขียนไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่  

ใครใครอ่าน อ่านไป ไม่หวงห้าม เป็นสาธารณะกับทุกๆคน

เหมือนกับการที่มีผู้อื่น มาขออณุญาตินำบทความบางส่วนไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ซึ่งได้นำมาให้ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบบทความทั้งหมด รวมทั้งมีบทความของผู้อื่นปนกันอยู่ มีทั้งพระและฆราวาส

ข้าพเจ้าไม่ถือสา เมื่อเห็นว่าเขาจะนำบทความที่ข้าพเจ้าเขียน ไปสอดแทรกลงในบทความของผู้อื่น แล้วมีการอ้างอิงเป็นชื่อผู้อื่นไม่ว่าจะพระหรือฆราวาส  สิ่งนี้เป็นเรื่องของเหตุของเขา

ที่เขียนมานี้ ไม่ได้คิดติติง แต่ตั้งใจจะบอกว่า ในเมื่อข้าพเจ้าพูดชัดเจนแล้วว่า บทความทั้งหมดนี้ ให้เป็นสาธารณะ ให้เป็นธรรมทาน

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะนำเนื้อหาในบล็อกนี้ หรือในบทความที่อื่นๆที่ได้เขียนไว้ ไปทำอะไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องนำมาให้ข้าพเจ้าตรวจทาน เพราะให้ด้วยใจ ไม่ได้คาดหวังผลใดๆกลับมา

เพียงแต่ถ้าต้องการรักษามารยาทหรือระวังในเรื่องของการสร้างเหตุ  นั่นคือการขออนุญาติก่อน แต่ถ้าไม่อยากขอนุญาติก็สามารถทำได้ เพราะเขียนไว้ชัดเจนว่าให้เป็นประโยชน์ในสาธารณะ

สั้นๆคือ ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น เพียงชี้แจงในเรื่องการระวังเหตุเท่านั้นเอง ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่มีการบังคับใดๆ

โลกธรรม ๘ (“ปุถุชนผู้มิได้สดับ”? )

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

โลกวิปัตติสูตร

[๙๖]ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไป ตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน

คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไป ตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวก ผู้ได้สดับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน มีอะไร เป็นข้อแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า

ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ … ยศ … ความเสื่อมยศ … นินทา … สรรเสริญ … สุข … ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้

แม้ความเสื่อมลาภ …แม้ยศ … แม้ความเสื่อมยศ … แม้นินทา … แม้สรรเสริญ … แม้สุข … แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของเขาได้

เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์

เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา

ก็แต่ว่าลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ … ยศ …ความเสื่อมยศ … นินทา … สรรเสริญ … สุข … ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ

อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ แม้ความเสื่อมลาภ … แม้ยศ … แม้ความเสื่อมยศ … แม้นินทา … แม้สรรเสริญ … แม้สุข … แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิต
ของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ ไม่ยินดีความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในทุกข์

ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวก ผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้นแล้ว พิจารณาเห็นว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่อ อนิฏฐารมณ์ ท่านขจัดความยินดีและยินร้ายเสียได้จนไม่เหลือ

อยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศกเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง ฯ

จบสูตรที่ ๖

 

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=3247&Z=3301

 

 

 

“ปุถุชนผู้มิได้สดับ”?

 

ถาม สดับ คืออะไร ?
ตอบ ตามภูมิรู้พระบาลีแค่หางอึ่ง

“ปุถุชน ผู้มิได้สดับ” มาจากบาลีว่า “อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน” สดับ ภาษาไทยยืมและผันมาจาก สุตวา = สุ-ต’ะ -วะ หมายถึง “ได้รับการฟังแล้ว” เป็นรูปกริยาของกรรมในประโยคอันถูกกระทำ โดยสรุปก็คือการให้เกียรติผู้พูดเวลาเป็นกรรมในรูปประโยค เมื่อเอาผู้ฟังขึ้นก่อนก็จะใช้รูป ถูกกระทำ(กัตวา)หรือ passive voice ในภาษาอังกฤษ

สดับ จึงหมายถึง “ได้รับการฟังแล้ว” ในบาลีว่า “สุตวา อริยสาวโก”- อริยะผู้ได้สดับ พจนานุกรมไทย สดับ แปลว่า ตั้งใจฟัง (ซึ่งอาจไม่กินใจความทั้งหมด)

 

นำมาเฉพาะส่วนที่ต้องการ จาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aero1&month=16-12-2010&group=2&gblog=27

 

ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เรียกว่า ปถุชน

สดับ แปลว่า ฟัง

การฟัง รู้จากการฟัง เป็นจินตามยปัญญา

 

ผู้ที่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เรียกว่า อริยบุคคล

สดับ แปลว่า ฟัง  รู้จากการฟังของอริยบุคคล เกิดจากการรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ได้แก่ รู้แจ้งแทงตลอดในจิตของตนเอง ไม่ใช่รู้จากการฟังคำของผู้อื่น

 

ผู้รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมรู้แจ้งในเหตุและผล  ย่อมรู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕  ย่อมรู้แจ้งในสภาวะนิพพาน   ย่อมรู้แจ้งในผัสสะต่างๆ ว่าผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร

Previous Older Entries

เมษายน 2012
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: