๓๐-๓๑ พค.๕๕(นี่แหละเหตุ)

๓๐ พค.๕๕(นี่แหละเหตุ)

ทำตามสภาวะ

ชีวิตหนอชีวิต ไปทางไหน ได้ยินแต่คำพูดคุย มีแต่ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ

ปฏิบัติหรือมีชีวิตอยู่ เพื่อดับเหตุ ไม่ใช่เป็นอะไรๆในสมมุติ ถ้ายังอยากเป็นในสมมุติ ก็ไม่พ้นทุคติและสุคติ วนเวียนในวัฏฏสงสาร

นี่แหละเหตุ แล้วก็เหตุ

๓๑ พค.๕๕(การปฏิบัติกับการดำเนินชีวิต)

ทำตามสภาวะ

การปฏิบัติหรือการใช้ชีวิต แตกต่างแค่คำเรียก แต่เป็นสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตัวเดียวกัน

ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น แม้จะมีบัญญัติเรียกไปตามกิริยาหรือลักษณะอาการ ว่า นี่คือไม่รู้ นี่คือรู้ เพ่ง เผลอ ถูก ผิด ดี ชั่ว ฯลฯ

สิ่งต่างๆที่นำมาเรียกนั้น เกิดจากความเคยชิน ที่ต้องใช้คำสำทับลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต แล้วก่อให้เกิดความรู้สึกยินดี ยินร้าย นี่คือเหตุ ที่ยังมีอยู่

สิ่งที่ควรทำ คือ โยนิโสมนสิการ ไม่ว่าจะเกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆเกิดขึ้นก็ตาม

รู้ตามความเป็นจริง ยอมรับตามความเป็นจริง ในสิ่งที่ยังมีและเป็นอยู่ มุ่งแก้ไข ปรับเปลี่ยนทีตัวเอง ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น

ทำแบบนี้ได้ ภพชาติในปัจจุบันชาติ สั้นลงอย่างแน่นอน

ถึงแม้จะรู้จากการฟังก็ตาม

เมื่อรู้เหตุของการเกิด ว่าอะไรเป็นเหตุ และรู้ว่า หยุดสร้างเหตุของการเกิดนั้น ทำยังไง แล้วพยายามหยุดตัวเอง ในเรื่องการกระทำ

ผิดกับคนที่ยังไม่รู้ มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด จงให้อภัยกับเขา

ส่วนในใจ รู้สึกนึกคิดอะไรยังไง ปล่อยให้เป็นอิสระ คิดไม่นาน มันก็จบ มีเรื่องใหม่ให้คิดต่อ

แต่การกระทำนี่สิ ถ้าทำออกไปแล้ว ภพชาติเกิดทันที อดทน อดกลั้นการกระทำเอาไว้

ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดในชีวิต จำไว้ว่า เหตุหรือเขาเหล่านั้น ล้วนเป็นภาพสะท้อนของตัวเราเองในอดีต

โฆษณา

๒๖-๒๙ พค.๕๕ (พระสารีบุตรกับสามเณรอายุสั้น)

ทำตามสภาวะ

สภาวะหลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากการหลับปกติ เป็นขณะกำลังหลับอยู่ มีความรู้สึกตัวมากขึ้น(สัมมาสมาธิ) เมื่อก่อนเกิดระยะสั้นๆ ตอนนี้เกิดนานมากขึ้น
ตอนเช้า ตื่นมา ไม่มีง่วงหรือเพลีย การที่ยังมีความง่วงหลงเหลือจากการนอนหลับ นั่นคือ สติยังไม่มากพอ กำลังของสมาธิมีมากกว่า เป็นเหตุให้ แรกตื่นนอน มีอาการง่วงอยู่

กำลังเขียนขยายบทความเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เกี่ยวกับ วาทะต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของผู้ที่ยังเสวยผลของเหตุนั้นๆอยู่

การจะเขียนบทความได้ ต้องแล้วแต่สภาวะ หากถึงเวลาจะต้องเขียน จิตจะวิตกวิจาร ขึ้นมาเอง เรามีหน้าที่เพียงแค่รู้ แล้วเขียนตามสัญญาที่เกิดขึ้นมา จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น กำลังสมาธิเกิดมากน้อยแค่ไหน ความรู้สึกนั้นๆจะเกิดขึ้นชัด

หากมีความอยากที่จะเขียน จากวิตก วิจาร จะกลายเป็นความฟุ้งซ่านไปทันที เพราะพยายามทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเองตามความเป็นจริงของสภาวะ

การเขียนบทความต่างๆที่เขียนขาดๆหายๆไป เนื่องจากเหตุนี้ แล้วแต่กำลังของสมาธิ แล้วแต่สติ ซึ่งเป็นตัวขุดคุ้ยสัญญาต่างๆเหล่านั้นขึ้นมา ที่สำคัญคือ การหาข้อมูลในพระไตรปิฎก มาขยายใจความในสัญญานั้นๆ ให้เห็นชัดเป็นรูปธรรม

หลักสำคัญ

เมื่อสติขุดคุ้ยสัญญาต่างๆขึ้นมา ให้แค่รู้ แค่ดูตามความเป็นจริง หากรู้ได้เช่นนี้ สัญญาจะกลายเป็นปัญญา

คือ เป็นเหตุให้ จิตคิดพิจรณา จะเห็นทุกข์ เห็นเหตุแห่งทุกข์ เห็นทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด

เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายทั้งภพชาติของการเกิดและ สังขารหรืออัตตาภาพร่างกาย

เป็นเหตุให้ มุ่งดับเหตุที่ตัวเอง ได้แก่ วจีกรรม กายกรรม (ดับแบบหยาบ) ภพชาติปัจจุบันย่อมสั้นลงเพราะเหตุนี้ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี (ไม่สานต่อ)

ส่วนมโนกรรม ในเมื่อยังมีกิเลสอยู่ จิตย่อมปรุงแต่งไปตามความยินดี ยินร้ายที่ยังมีอยู่ เหตุมี ผลย่อมมี

สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เป็นผลของเหตุ ถึงแม้จะเป็นเพียงมโนกรรมก็ตาม

เมื่อรู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ

หากรู้แล้วยึดในสัญญาต่างๆที่คิดว่ารู้ สัญญาจะกลายเป็นสังขาร ได้แก่ การปรุงแต่ง มีแต่การสร้างเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบันไปทันที การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร จึงมีเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ ความสืบเนื่องต่อกัน

พระสารีบุตรกับสามเณรอายุสั้น

เหตุที่ทำให้อายุยืน ตามพุทธวจน

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

๕. อนายุสสสูตรที่ ๑
[๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุสั้น ๕ ประการ
๕ ประการเป็นไฉน คือ
บุคคลไม่เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก ๑
เป็นผู้เที่ยวในกาลไม่สมควร ๑
ไม่ประพฤติเพียงดังพรหม ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุสั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน
๕ ประการเป็นไฉน คือ
บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑
เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ
จบสูตรที่ ๕

๖. อนายุสสสูตรที่ ๒
[๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุสั้น
๕ ประการเป็นไฉน คือ
บุคคลย่อมไม่กระทำความสบายแก่ตนเอง ๑
ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก ๑
เป็นคนทุศีล ๑
มีมิตรเลวทราม ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุสั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน
๕ ประการเป็นไฉนคือ
บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
เป็นผู้มีศีล ๑
มีมิตรดีงาม ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้
อายุยืน ฯ

สามเณรติสสะ

“พระสารีบุตรเถระ ซึ่งเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อติสสะ อายุ 7 ปี มาบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนกับท่านเป็นระยะเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของสามเณรว่าจะมีอายุได้อีก 7 วันเท่านั้น
ก็จะถึงแก่มรณภาพ

ท่านพระสารีบุตรจึงเรียกสามเณรมาบอกึงความจริงให้ทราบว่า ตามรำราหมอดูและตำราดูลักษณะเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน ดังนั้น ให้เธอกลับบ้านล่ำลา โยมพ่อ แม่ และญาติเสีย
สามเณรมีความโศกเศร้าเสียใจมากร้องไห้ร่ำไรน่าสงสาร นมัสการอาจารย์แล้วเดินทางกลับบ้านด้วยดวงหน้าอันหม่นหมอง

ระหว่างที่สามเณรเดินทางผ่านไปนั้น ได้พบปลาน้อยใหญ่ในสระน้ำซึ่งกำลังแห้งเขิน เมื่อสามเณรไปถึงปลากำลังดิ้นทุรนทุรายเพราะน้ำไม่เพียงพอ สามเณรจึงรำพึงว่า เออ! เรานี้จะตายภายใน 7 วัน ปลานี้หากไม่มีน้ำจะต้องตายในวันนี้แล้ว
อย่ากระนั้นเลยถึงเราจะต้องตายก็ควรจะโปรดสัตว์ก็คือปลาเหล่านี้ให้พ้นจากความตายเถิด

สามเณรจึงช้อนปลาน้อยใหญ่ทั้งหมดไว้ในภาชนะคือ บาตรของตนเพื่อนำไปปล่อยแม่น้ำใหญ่ ระหว่างทางพบอีเก้ง ถูกแร้วของนายพราน สามเณรก็ปล่อยอีเก้งอีก เมื่อเดินทางไปถึงบ้าน ได้บอกเรื่องที่ตนจะตายแก่ญาติมีบิดามารดาเป็นต้น
ต่างก็ร่ำไห้สงสารสามเณรยิ่งนัก ทุกคนต่างคอยเวลาที่สามเณรจะมรณภาพด้วยดวงใจที่แสนเศร้า

เลยกำหนดหนึ่งวันสองวันตามลำดับ จนล่วงกำหนดไป 7 วัน สามเณรก็ยังไม่ตายกลับมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งขึ้น ญาติจึงบอกให้สามเณรกลับไปหาพระสารีบุตรเถระ สามเณรเดินทางไปถึงพระสารีบุตรมีความประหลาดใจ
ถึงกับจะเผาตำราทิ้ง

สามเณรติสสะจึงกราบเรียนให้ทราบเกี่ยวกับการนำปลาไปปล่อยในน้ำ และปล่อยอีเก้งจากแร้วของนายพราน การกรทำเพื่อยืดชีวิตสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ จึงเป็นบุญกรรมที่เป็นพลังให้พ้นจากความตายได้

พอใจ-ไม่พอใจ

ก่อนภิกษุทั้งหลายเหตุ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ? คือ
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ๑
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ๑
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ๑
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเหตุ ๔ ประการนั้น
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายนี้
บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ไม่ควรทำโดยส่วนทั้งสองทีเดียว

คือ บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ไม่ควรทำแม้โดยเหตุเพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ
ย่อมสำคัญว่า ไม่ควรทำแม้โดยเหตุที่เมื่อทำเข้า ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุนี้ บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ไม่ควรทำโดยส่วนทั้งสองทีเดียว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเหตุเพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ และเหตุนั้น เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
พึงทราบคนพาลและบัณฑิตได้ ในเพราะกำลังของบุรุษ ในเพราะความเพียรของบุรุษ
ในเพราะความบากบั่นของบุรุษ

คนพาลย่อมไม่สำเหนียก ดังนี้ว่า เหตุนี้ เพื่อทำในสิ่งที่ไม่พอใจก็จริง
ถึงอย่างนั้น เหตุนี้ เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ดังนี้
เขาย่อมไม่กระทำเหตุนั้น เหตุนั้นอันเขาไม่กระทำอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย

ส่วนบัณฑิตย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า เหตุนี้ เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจก็จริง ถึงอย่างนั้น
เหตุนี้ เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ดังนี้ เขาย่อมกระทำเหตุนั้น
เหตุนั้นอันเขากระทำอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในเหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย
พึงทราบคนพาลและบัณฑิต ในเพราะกำลังของบุรุษ ในเพราะความเพียรของบุรุษ ในเพราะความบากบั่นของบุรุษ
คนพาลย่อมไม่สำเหนียก ดังนี้ว่า เหตุนี้ เพื่อทำสิ่งที่พอใจก็จริง ถึงอย่างนั้นเหตุนี้
เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ดังนี้ เขาย่อมกระทำเหตุนั้น เหตุนั้นอันเขากระทำอยู่
ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย

ส่วนบัณฑิตย่อมสำเหนียก ดังนี้ว่า เหตุนี้ เพื่อทำสิ่งที่พอใจก็จริง ถึงอย่างนั้น
เหตุนี้ เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ดังนี้ เขาย่อมไม่กระทำเหตุนั้น
เหตุนั้นอันเขาไม่กระทำอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ควรทำโดยส่วนทั้ง ๒ ทีเดียว คือ ย่อมสำคัญว่า
ควรทำโดยเหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ และโดยเหตุที่เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
เหตุนี้ บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ควรทำโดยส่วนทั้ง ๒ ทีเดียว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๔ ประการนี้แล.

กล่าวตามเหตุปัจจัย

…พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า โปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้
คือบุคคลจำพวกหนึ่งกล่าวติคนที่ควรติ ตามเรื่องที่จริงที่แท้ ตามกาลอันควร
แต่ไม่กล่าวชมคนที่ควรชม ตามเรื่องที่จริงที่แท้ ตามกาลอันควร จำพวก ๑

บุคคลจำพวกหนึ่งกล่าวชมคนที่ควรชม ตามเรื่องที่จริงที่แท้ ตามกาลอันควร
แต่ไม่กล่าวติคนที่ควรติ ตามเรื่องที่จริงที่แท้ ตามกาลอันควร จำพวก ๑

บุคคลจำพวกหนึ่ง ทั้งไม่กล่าวติคนที่ควรติ ทั้งไม่กล่าวชมคนที่ควรชม
ตามเรื่องที่จริงที่แท้ ตามกาลอันควร จำพวก ๑

บุคคลจำพวกหนึ่ง กล่าวติคนที่ควรติบ้าง กล่าวชมคนที่ควรชมบ้าง
ตามเรื่องที่จริงที่แท้ ตามกาลอันควร จำพวก ๑ นี้แลบุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก

โปตลิยะ ในบรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลจำพวกไหนชอบใจท่านว่า ดีกว่า ประณีตกว่า

โปตลิยปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ
บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลจำพวกที่ทั้งไม่กล่าวติคนที่ควรติ ทั้งไม่กล่าวชมคนที่ควรชมนี้
ชอบใจข้าพระพุทธเจ้าว่า ดีกว่า สูงกว่า เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าอุเบกขา (ความวางเฉย) นั่นเป็นการดี

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสค้านว่า โปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ
บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลจำพวกที่กล่าวติคนที่ควรติบ้าง กล่าวชมคนที่ควรชมบ้าง
ตามเรื่องที่จริงที่แท้ ตามกาลอันควรนี้ ชอบใจเราว่า ดีกว่า ประณีตกว่า เพราะเหตุอะไร
เพราะความเป็นผู้รู้จักกาลในสถานนั้นๆ นั่นเป็นการดี

โปตลิยปริพาชกกราบทูลเห็นด้วยตามพระพุทธดำรัส และประกาศตนเป็นอุบาสก….

สุข,ทุกข์ เกิดจาก ความยินดี, ยินร้ายที่มีอยู่

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี

อุจเฉทวาทะ กล่าวว่า ตายแล้วสูญ

นัตถิวาทะ กล่าวว่า อะไรๆไม่มี ผลของบุญบาป(สมมุติ)ก็ไม่มี
กล่าวคือ ผลของเหตุ ได้แก่ การกระทำนั้น ไม่มี

อกิริยวาทะ กล่าวว่า ไม่เป็นอันทำ คือ ทำอะไร ไม่เป็นกรรม
ได้แก่ ทำอะไร ล้วนชื่อว่า ไม่ใช่เหตุ

จึงเป็นที่มาของ คำว่า นัตถิวาทะ กล่าวคือ ผลของเหตุ หรือการกระทำนั้น ชื่อว่า ไม่มี

เป็นเหตุที่มาของ คำว่า อุจเฉทวาทะ

กล่าวคือ ตายแล้วสูญ

คำกล่าวทั้งหมดนี้ ชื่อว่า ถูกปัดออกไป เพราะ ความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย ก็เพราะ ความพร้อมเพรียง แห่งปัจจัย

เหตุนั้น จึงเป็นอันทรงแสดง ความแย้งต่อ อุจเฉทวาทะ เป็นต้น ด้วยบท สมุปบาท

ซึ่ง ส่องความเกิดขึ้น แห่งธรรมทั้งหลาย(เหตุ)

จริงอยู่ ในเมื่อธรรมทั้งหลาย เกิดขึ้น แล้วๆ เล่าๆ ด้วยอำนาจแห่ง ปัจจัยก่อนๆอยู่

คำว่า อุจเฉทวาทะ นัตถิวาทะ และอกิริยวาทะ ล้วนเกิดขึ้น จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ของสภาวะนั้นๆ หรือตามเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ ของสิ่งๆนั้น

๒๕ พค.๕๕ (แค่หยุด)

ทำตามสภาวะ

แค่หยุด ทุกอย่างก็จบ ที่ไม่จบ เพราะยังไม่รู้ว่าหยุดคืออะไร ทำไมต้องหยุด

นี่แหละโทษของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ ภพชาติเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้

จากภพชาติ ต่อเนื่องเป็นวัฏฏสงสาร

ชีวิตจะดีหรือไม่ดี ทั้งหมดอยู่ที่การกระทำของตัวเอง ไม่ใช่เกิดจากใครหรืออะไรดลบันดาลให้เป็นไป

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นเพียงแค่เหตุปัจจัย เมื่อไปยึดติด จึงมีแต่เหตุ แล้วก็เหตุไม่รู้จบ

วิธีจบที่ดีที่สุด อย่าสานต่อ แล้วทุกอย่างจะจบลงไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆเอง

๒๔ พค.๕๕( สมาธิ เป็นเรื่องกล้วยๆ )

ทำตามสภาวะ

“ผิดเป็นครู”

การหวนคิดถึงความผิดพลาดในอดีต เป็นเหตุให้ เกิดความประมาทในการสร้างเหตุน้อยลง

สมาธิเป็นเรื่องกล้วยๆ

การสร้างสมาธิให้เกิดขึ้น หรือการทำให้จิตเป็นสมาธิ หรือ การทำจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง หรือการทำจิตให้เกิดความตั้งมั่น แล้วแต่จะเรียกกัน สั้นๆง่ายๆ คือ การทำจิตเป็นสมาธิ

เพียงปล่อยวางในสัญญาต่างๆ ที่เคยได้ยิน ได้อ่าน ได้ศึกษามา แม้กระทั่งรูปแบบ ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติให้จิตเป็นสมาธิ แม้กระทั่งสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น รู้สึกตัวว่าเพ่ง หรือแม้กระทั่งรายละเอียดต่างๆของสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

หากปล่อยวางลงไปได้ จะรู้ว่า การทำจิตให้เป็นสมาธิ เป็นเรื่องกล้วยๆมากๆ ไม่ได้ยากอะไรเลย เหตุมี ผลย่อมมี

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเพียงสัญญา ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นมาใหม่ เพียงแค่ดู สภาวะหรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆตามความเป็นจริง แค่รู้ คือ มีสภาวะจิตรู้สึกถึงอาการต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น แม้กระทั่งความคิด
ที่ใส่ลงสำทับกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกนึกคิดอะไร อย่างไร รู้ไปตามนั้น

รูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งอารมณ์ต่างๆ จากที่เคยได้ยิน ได้อ่าน ได้ศึกษามา เป็นเพียงสภาวะของผู้เขียนเหล่านั้นถ่ายทอดสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสภาวะของคนๆนั้น ล้วนเป็นเพียงสัญญาของคนๆนั้น

บีทรูท

บีทรูท หัวผักกาดที่อยู่ใต้ดินชนิดหนึ่ง มีทรงกลมป้อม เปลือกดำ เนื้อสีแดงเลือดหมู หรือม่วงแดง เมื่อปอกสีจะติดมือ เป็นผักเมืองหนาว

ต้นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Betavalgaris ปัจจุบันนี้บีทรูทสามารถปลูกได้ในแถบภาคเหนือของไทย

บีทรูทนิยมใส่ในสลัดต่างๆ โดยเฉพาะสลัดผักสุกหรือนำไปดองสามรสไว้รับประทานคู่กับอาหารจานหลัก เช่น สเต็ก พาสต้า นอกจากนั้นยังนิยมนำไปคั้นเป็นเครื่องดื่มสุขภาพสีม่วง

ในบีทรูท 2 หัวขนาดกลาง มีสารอาหารหลายชนิดคือ แคลเซียม14 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม โซเดียม 43 มิลลิกรัม โปแตสเซียม 208 มิลลิกรัม เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 20 I.U. และวิตมินบีรวม

สารสีแดงในหัวบีทรูท

คือ เบทานิน (betanin) เป็นกรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง น้ำบีทรูทจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะรักษามะเร็ง
นอกจากนั้นยังช่วยทำให้เลือดลมดี และการไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น

บีทรูทหาซื้อได้ในซูเปอร์มาร์เก็ต และในตลาดสดบางแห่งสนนราคาขึ้นลงตามฤดูกาล ราคาโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70 บาท ให้เลือกซื้อบีทรูทสดๆ ผิวไม่เหี่ยว จับดูเนื้อไม่นิ่ม

วิธีการทำน้ำบีทรูท

ขั้นแรกต้องนำบีทรูทมาล้างให้สะอาดก่อน แล้วจึงปอกเปลือกและล้างด้วยน้ำเกลือเจือจาง จะทำให้สีของบีทรูทไม่ตกมาก

น้ำบีทรูทมีกลิ่นแรง ทั้งไม่มีรสหวาน ผู้ที่เริ่มดื่มครั้งแรกจะไม่ชอบรสชาตินัก ดังนั้นจึงควรผสมด้วยน้ำผลไม้ที่มีรสหวานหรือรสเปรี้ยวลงไป เช่นน้ำสับปะรด น้ำเสาวรส น้ำส้ม น้ำมะนาว เป็นต้น

เมื่อเริ่มคุ้นเคยจึงดื่มแบบไม่ต้องผสม ควรแช่บีทรูทให้เย็นก่อนนำไปคั้น จะได้ดื่มเย็นๆ เลย โดยไม่ต้องทิ้งค้างให้เสียคุณค่าอาหาร

๒๐-๒๓ พค.๕๕ (นิมิตเกิดบ่อย)

๒๐ พค.๕๕ (นิมิตเกิดบ่อย)

ทำตามสภาวะ

เดี๋ยวนี้ เกิดนิมิตบ่อย จิตชอบออกเที่ยวในสถานที่ๆไม่เคยรู้จัก บางครั้งเหมือนไปทำงานที่นั่น อาชีพที่เคยทำ ก่อนที่จะมาเขียนหนังสือ แต่พอรู้สึกตัว จิตจะกลับมารู้สึกที่ร่างทันที นั่นคือ รู้ที่กาย
บางครั้ง เหมือนไปแค่แว่บเดียว รู้สึกตัวอีกที ผ่านไปหลายชม.

ได้แต่พูดให้ darling ฟังว่า ไม่รู้วันไหน ที่จิตไม่กลับมา เพราะพักนี้ จิตออกเที่ยวนอกร่างบ่อยมาก บางครั้งไปสอนกรรมฐานให้กับใครก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้จัก สถานที่ก็ไม่เคยไปมาก่อน ส่วนมากเป็นหมู่บ้านอยู่ในป่าบ้าง เป็นเมืองเก่าๆบ้าง

แต่ก็ได้บอก darling ไว้แล้วว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง วันใดที่ไม่มีเราอยู่ ให้อ่านบันทึกที่เราได้เขียนๆไว้ ทางของทุกคนไม่แตกต่างกันหรอก แตกต่างแค่เหตุที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

๒๓ พค.๕๕ (ชีวิตที่น่าเบื่อ)

ทำตามสภาวะ

สภาวะจิตเป็นสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆในทุกอิริยาบท ไม่ว่าจะทำงานบ้านหรือเล่นเกมส์ แม้กระทั่งดูหนัง พูดคุย ฯลฯ

ขณะนั่งหรือนอน จิตชอบออกเที่ยวนอกตัวบ่อย พอมีสติรู้ตัว จิตจะมารู้ชัดอยู่ในกาย ส่วนมากรู้ชัดในเสียงตลอดจนการเต้นของชีพจร ตามจุดต่างๆในร่างกาย มากกว่ารู้ท้องพองยุบแบบก่อนๆ

น่าเบื่อ

ภายนอก เวลาคนรู้เรื่องของเรา ส่วนมากพูดว่า เราโชคดี มีคนเลี้ยง อายุน้อยกว่า เป็นการใช้ชีวิตการมีครอบครัวที่หลายๆคนอยากมีชีวิตแบบนี้ คู่ครองดี ไม่เจ้าชู้ ไม่ดื่ม ไม่เที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้ชีวิตแบบสมถะ

ชีวิตโดยทั่วๆไป มีความสุขดี อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ คุณสามีหรือเจ้านายหรือdarling ที่เรามักจะใช้เรียกตามสภาวะ ใช้คำว่าคุณสามีน้อยมาก ส่วนมากคือ เจ้านาย

แต่เวลาเราเขียนหนังสือ การหาข้อมูลความรู้ต่างๆ เช่น พระไตรปิฎก เจ้านายจะถูกเปลี่ยนสภานะเป็น คุณเรขา เคยคิดว่าจะไปหาข้อมุจากพระไตรปิฎกที่วัด สรุปแล้ว ไม่ต้องไป อยู่บ้านสะดวกกว่ามากๆ ไม่ต้องเดินทาง

ขณะหาข้อมูลพร้อมกับทำงานบ้าน เย็บผ้าฯลฯ คือทำอะไรๆได้หลายๆอย่าง ดีกว่าออกนอกบ้าน ที่สำคัญ ไม่ต้องเสียเวลาแต่งเปลือกให้ดูดี หรือต้องมีงานซักผ้าเพิ่ม

อย่างที่เกริ่นไว้ล่วงหน้า ต่อให้ชีวิตมีความสุขแค่ไหน จิตแค่รู้มากขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี ตอนนี้ทั้งใช้เหตุเก่า รับผลเหตุใหม่ ซึ่งให้ผลเร็วเกินคาด ระยะเวลา ๑๐ ปีกว่าๆ ชีวิตที่ผ่านมา พบแต่ความทุกข์ใจ ตอนนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ต่อให้มีความสุขในชีวิตมากแค่ไหน มองยังไงๆ เห็นแต่ความไม่เที่ยง เห็นความทุกข์ของสังขาร ตัวนี้เห็นชัดมากๆ ส่วนความไม่เที่ยง ตอนนี้รู้สึกเฉยๆ
จะเที่ยงหรือไม่เที่ยง จิตไม่ไปให้ค่าแบบก่อนๆ ว่าไม่เที่ยงนะ จิตจึงปล่อยวาง นั่นคือสภาวะเมื่อก่อน

นี่เห็นแต่ทุกข์ของสังขาร เห็นแต่โทษของการเกิด เห็นโทษของความไม่รู้ของคนที่ยังไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ที่ยังมีการสร้างเหตุของการเกิด ได้แต่มอง มองแล้วสะท้อนถึงใจ ถึงสิ่งต่างๆที่เคยเป็นมาก่อน ถึงเส้นทางที่เคยเดินผ่านมา

ชีวิตมีแค่นี้เอง ทำเดิมๆซ้ำๆ เมื่อก่อนคิดมาก ทำไมสภาวะวนๆ เหมือนไม่มาไม่ไปไหนเลย แท้จริงแล้ว สภาวะเกิดเดิมๆซ้ำๆ ให้เรียนรู้ จนรู้ชัดในจิต จนจิตปล่อยวางไปเอง แล้วสภาวะจะดำเนินต่อไป

พอมียึดอีก จะวนๆเดิมๆซ้ำๆอีก เกิดวนๆไปมาแบบนี้แหละ เพื่อแสดงให้เห็นถึง อุปทานที่มีอยู่ การให้ค่าต่อสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

๑๙ พค.๕๕(การเกิด ล้วนเป็นทุกข์)

ทำตามสภาวะ

เจ้านาย/คุณสามี หยุดเสาร์เว้นเสาร์ แล้วแต่งานน่ะ บางทีไม่หยุดก้มี แต่อาทิตย์น่ะหยุด ถ้างานมีปัญหา ก็ต้องเข้าไปดู ถ้าทำให้ที่บ้านได้ก็ไม่ต้องเข้าไป ก็ดีน่ะ ดูสบายดี

สงสารเขานะเวลากลับมา เขาทำงานไกล เด๋วนี้เลยเต็มใจนวดให้ เหตุของเขาน่ะ เมื่อก่อนไม่ชอบ ยิ่งช่วงนี้ คนที่ทำงานออกไปสองคน งานเขามากขึ้น

หมอนวด

เหตุทั้งหมด คือ การเรียนรู้ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องทำในชีวิตปัจจุบัน

เวลามองเขา รู้สึกสงสาร อยากให้เขารู้เหมือนที่ตัวเองรู้ เหมือนแม่ เหมือนน้อง เหมือนลูกเหมือนทุกๆคนที่รู้จัก อยากให้ทุกๆคนรู้ได้แบบที่รู้ จะได้เลิกสร้างเหตุกัน มันมีแต่ทุกข์นะ ไม่ทุกข์ทางโลก ก็ทุกข์กับสังขาร มันมีแค่สองอย่าง

การเกิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ล้วนแต่เป็นทุกข์จริงๆ กว่าจะรู้ได้ น้ำตา ถ้าเป็นสายเลือดได้ คงเป็นไปแล้ว เวลามองทุกคน จะรู้สึกแบบนั้น คือสงสาร มองเห็นแต่ทุกข์ที่แบกกันไว้แต่ไม่รู้ว่าแบก

ก็นะ มนุษย์ เพราะเป็นมนุษย์ นั่นคือโอกาส โอกาสที่มีอยู่ เพราะความไม่รู้ที่ยังมีกันอยู่ บางคนปล่อยโอกาสผ่านไป นี่แหละเหตุ มันมีมานานแล้ว มีตั้งแต่เราเกิดอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

๑๗ พค.๕๕ (หลักของการปฏิบัติ/จิ.เจ.รุ.นิ)

ทำตามสภาวะ

นับวัน รู้ชัดสภาวะจิตเป็นสมาธิขณะหลับได้มากขึ้น แม้เวลาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง มีสภาวะสุขเกิดตลอด

เมื่อคืน อิ่มในสมาธิมากๆ นอนเที่ยงคืน ตื่นตี ๕.๓๐ รู้ชัดจิตเป็นสมาธิอยู่ สุขเกิดอยู่ ลุกไปกดปิดนาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้ สมาธิยังคงเกิดตลอด กลับมานอนต่อ เจ้านายไม่อยู่ ไม่ต้องทำอะไร

เมื่อนอนต่อ สมาธิยังเกิดตลอด สุขเกิดตลอด เวลาผ่านไปเร็วมาก เวลา ๙โมงเช้า ยังไม่สุก สุขเกิดตลอด ลุกอีกที เสียงโทรฯดัง เวลา ๑๐ โมงเช้า แผ่เมตตา กรวดน้ำ สมาธิยังไม่คลาย สุขเกิดตลอด ที่ต้องลุก เพราะมีงานต้องทำ/งานบ้าน

มีนิมิต เหมือนเกิดขึ้นจริงๆ รู้สึกถึงสมาธิที่เกิดแรงมาก จิตแทบจะพุ่งออกจากร่าง เหมือนสภาวะที่เคยเจอมาแล้ว แต่มีสติรู้อยู่ แล้วกลับมารู้ที่กายอย่างเดิม มีสุขเกิดตลอดขณะเป็นสมาธิ

จิตคิดพิจรณาเรื่องสัญญาเกี่ยวกับความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น เรื่องบทความที่เขียนอยู่ ถึงแม้จะอยากเขียนให้จบๆ ก็เขียนไม่ได้ เพราะตัวรู้หรือความรู้หรือสัญญาต่างๆที่เกิดขึ้น จะรู้ชัดแล้วแต่กำลังของสมาธิ แล้วแต่ความรู้สึกตัวที่เกิดขึ้น
สติจึงงัดแงะ ขุดคุ้ยความรู้หรือสัญญาเหล่านั้นขึ้นมา

เรื่องที่เขียนอยู่ เป็นสภาวะเขียนจากผล ไปหาเหตุ หรือวิธีการกระทำ หรือแนวทางของการปฏิบัติ

หัวใจหรือหลักสำคัญของการปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสภาวะที่สำคัญที่ควรรู้อย่างมากๆ ก่อนลงมือปฏิบัติ คือ ควรอ่านก่อนลงมือทำ หรือศึกษาไปด้วย ปฏิบัติไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน
เชื่อกันก็เพราะเหตุ ไม่เชื่อกันก็เพราะเหตุ เพียงเล่าสู่กันฟัง ใครจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร แล้วแต่เหตุของแต่ละคน

หลักสำคัญของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ.

การสร้างเหตุดี

คำว่า “เหตุดี” ที่มักกล่าวถึงเนืองๆ ไม่ใช่ดีเพราะถูกใจ ที่เกิดจากความยินดี ยินร้ายที่มีอยู่ แต่ดีตามความเป็นจริงของสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน/จิตและภายนอก/การกระทำ

เหตุดี ในที่นี้คือ ภายนอก คือ แค่ดู ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น/สภาวะ การหยุดสร้างเหตุ ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

กล่าวตามสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

เสียงด่า เสียงชื่นชม อ่านคำพูดของผู้อื่นแล้วชอบ (คำพูดที่มีการเพ่งโทษในเหตุของผู้อื่น ไม่ว่าจะในการดำเนินชีวิตหรือเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิต ตลอดจนการปฏิบัติ ของคนๆนั้น ไม่ควรหยิบยกขึ้นมา เพราะล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น)
ฯลฯ

ภายใน คือ แค่รู้ รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม/สติปัฏฐาน ๔ หรือ สัมมาสติ

กล่าวตามสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะมีผัสสะมากระทบ/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ขณะนั้นๆ เช่น เสียงด่า เสียงชื่นชม อ่านคำพูดของผู้อื่นแล้วชอบฯลฯ

การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม คือ รู้ไปตามความรู้สึก ได้แก่ อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ความนึกคิด ได้แก่ ความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น

ถ้าสมาธิมาก จะจับรายละเอียดต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกายและจิตได้เป็นระยะๆ

สิ่งต่างๆเหล่านี้ ที่มีผลทำให้จิตเกิดความรู้สึกยินดี ยินร้าย ปรุงแต่งไปต่างๆนานานี้ เรียกว่า ธรรมารมณ์

ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นสภาวะของกิเลสต่างๆที่มีอยู่ ส่วนจะเกิดขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัยของสภาวะขณะนั้นๆ

ขณะที่สภาวะเหล่านี้เกิดขึ้น สมาธิจะกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง สติเป็นตัวปิดกั้นไว้ส่วนหนึ่ง สัมปชัญญะ เป็นความรู้สึกตัว รู้ชัดอยู่ในขณะที่สิ่งต่างๆกำลังเกิดขึ้น

แค่ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต ขณะนั้นๆ ได้แก่ ผัสสะที่เกิดขึ้นในวันหนึ่งๆ

แค่รู้ ขณะผัสสะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกหรืออารมณ์ นึกคิดหรือความคิดอย่างไร รู้ไปตามนั้น ยอมรับไปตามความเป็นจริง ปล่อยจิตให้เป็นอิสระ ไม่ต้องไปกดข่มความรู้สึกนึกคิดแต่อย่างใด
เพราะเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ เหตุมี ผลย่อมมี เป็นเรื่องปกติ

ไม่ต้องไปให้ค่าซับซ้อนกับจิตลงไปอีกชั้นว่า นี่เรียกว่าอะไร คืออะไร แต่ถ้าอยากจะเรียกหรืออยากให้ค่า อันนี้ก็ห้ามกันไม่ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ที่สำคัญ พยายามอย่าสร้างเหตุออกไป โดยเฉพาะวจีกรรม กายกรรม ให้เป็นเหตุของการเกิดภพชาติขึ้นมาใหม่ เป็นเหตุไปสู่เหตุของการเกิดเวียว่ายในวัฏฏสงสาร

ส่วนมโนกรรม ห้ามไม่ได้ เพราะยังมีกิเลสอยู่ เพียงยอมรับตามความเป็นจริงไป เหตุทางมโนกรรม เพียงแค่คิดอย่างเดียวมีไหม เหตุมี ผลย่อมมี แต่อย่างน้อย เป็นเหตุของการมีสติรู้ทันต่อการปรุงแต่งของจิตมากขึ้น ย่อมปรุงแต่งสั้นลง

ความอดกลั้น กดข่มไม่ให้สร้างเหตุออกไป ความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจย่อมมีอย่างแน่นอน อดทนไป แล้วทุกสิ่งจะจบลงไปตามเหตุปัจจัยเอง หากยังหลงสร้างต่อ เหตุมี ผลย่อมมี

ตัวอย่างเช่น เจอคนที่ไม่ชอบหรือคำพูดที่ไม่ชอบ จิตจะปรุงแต่งไปต่างๆนานา จะหยาบคายหรือไม่หยาบคาย อยู่ที่เหตุของแต่ละคน แต่ไม่สร้างเหตุทางวจีกรรมและกายกรรมออกไป เช่น กูไม่ชอบมึง พร้อมกับชี้หน้าด่ากรรมนี้สำเร็จแล้ว
ทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ถ้ายังไม่เห็นตามความเป็นของเหตุการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร ย่อมหลงโต้ตอบหรือกระทำลงไปด้วยความไม่รู้ อีกฝ่ายจะยอมไหมล่ะ เหตุมี ผลย่อมมี

ถ้าทางมโนกรรมเพียงอย่างเดียว ไม่สร้างเหตุออกไป อยากด่า อยากว่า อยากพูดอะไร ทำได้ตามสะดวก ระบายได้เต็มที่ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่รู้ จงปลดปล่อยให้จิตเป็นอิสระ ปล่อยให้เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของกิเลสที่มีอยู่

เมื่อไม่สร้างเหตุออกไปทางวจีกรรม กายกรรม อีกฝ่ายจะตอบโต้กลับมา ย่อมไม่มี แต่ผลที่ได้รับย่อมมีอย่างแน่นอน จะมีผู้ที่เคยสร้างเหตุร่วมกันมา เป็นคนส่งผลของเหตุทางมโนกรรมที่ได้กระทำลงไป

เจอแบบตัวเป็นๆ แบบจะๆ จะถูกว่ากันซึ่งๆหน้า เพียงยอมรับไปตามความเป็นจริง อย่าสร้างเหตุออกไป เมื่อเคยทำมาก่อน ยอมรับผลไป เพียงเท่านั้น เหตุนั้นๆก็จบลงไปตามเหตุปัจจัยเอง โดยไม่ต้องไปคิดแก้ไขสิ่งใด

มโนกรรม รับทุกขเวทนาทางใจ

ทุกข์ทางใจ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เดี๋ยวก็จบลงไปเอง

วจีกรรม กายกรรม รับทุกข์ใหญ่ ได้แก่ ทุกข์ในภพชาติปัจจุบันและทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

ทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ยาวนานยิ่งนัก ทุกข์ทับถมทุกข์ ทับถมต่อๆไป ถ้าไม่หยุดสร้างเหตุ ก็จงทนทุกข์ต่อไป

สำหรับผู้ที่รู้แล้ว ย่อมมุ่งที่หยุดที่ตัวเอง ดับเหตุที่ตนเอง เพราะขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนเป็นเหตุแห่งทุกข์

ยิ่งทุกข์ของสังขาร ได้แก่ อัตตภาพร่างกายนี้ ทุกข์ยิ่งกว่าสิ่งใด

ทั้งหมด แต่ยังไม่ทั้งหมดของสภาวะ ตรงที่นำมากล่าวนี้ เป็นการสร้างเหตุดีตามความเป็นจริงของสภาวะ เหตุดีมีแต่ดับเหตุของการเกิด เหตุไม่ดี มีแต่การสร้างเหตุของการเกิดให้เกิดขึ้นใหม่เนืองๆ

การกราบ

กราบหนึ่ง จิตระลึกถึงคุณของ พระพุทธเจ้า

กราบสอง ระลึกถึงคุณของ พระธรรมคำสอน

กราบสาม ระลึกถึงคุณของ พระสงฆ์

กราบสี่ ระลึกถึงคุณของ พ่อแม่

กราบห้า ระลึกถึงคุณของ ครูอุปฌาอาจารย์

กราบที่เหลือ แล้วแต่จะระลึกถึงคุณของอะไร

เหตุของการกราบ ไม่ว่าจะกราบด้วยเหตุใดๆก็ตาม
ผลที่ตามมมา จะเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มากขึ้นเรื่อยๆ

รู้กับไม่รู้

รู้แล้ว เป็นยังไง

ไม่รู้ แล้วเป็นยังไง

รู้แล้ว ย่อมอยู่ในทุกข์ ในสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น โดยใจไม่เป็นทุกข์

ไม่รู้ ย่อมอยู่ร้อนนอนทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

ตื่นก็เป็นสุข หลับก็เป็นสุข สุขที่เกิดจากสมาธิ เป็นสภาวะสุขที่เกิดขึ้นเองตามความเป็นจริง ไม่ใช่สุขที่เกิดจากมีความยินดี ยินร้ายที่เกิดจากอนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

มานะกับมโน เขียนต่าง แต่สภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แตกต่างกัน มานะกิเลส เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นทางมโน เป็นเหตุ ที่กระทำในรูปแบบของความคิด จึงเรียกว่า มโนกรรม เป็นการปรุงแต่งหรือสภาวะของสังขารในอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

๑๖ พค.๕๕ ( ศิล สมาธิ ปัญญา)

ทำตามสภาวะ

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยที่ตนเองทำไว้

ตั้งแต่ตลาดบางกะปิ จนถึงนานา แหล่งช็อปทั้งอาหาร ผัก ผลไม้ ตลอดจนเสื้อผ้า กระเป๋า ฯลฯ ของดี ราคาถูก เยอะมากๆ

ใครชอบทานปลาแซลม่อน ที่ฟู๊ดแลนด์ คลองเตย ถูกมากๆ

ของถูกหรือแพง ไม่ใช่ความผิดของคนใดคนหนึ่ง มีมาตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิด ลองทบทวนไปตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ

ที่ผิด คือ การสร้างเหตุของการเวียนว่ายตายในภพชาติปัจจุบันและในวัฏฏสงสารจากความไม่รู้ที่มีอยู่

สิ่งที่ควบคุมได้ คือ การจับจ่ายของตัวเราเอง จงเป็นนายของตัวเอง คิดทบทวนก่อนจับจ่าย

อย่าให้คำว่าของถูกหรือแพง มาเป็นปัญหาในการดำเนินชีวิต หรือนำไปสร้างเป็นเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่

หัวใจของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ

หลักของการปฏิบัติ

๑. ปฏิจจสมุปบาท

๒. โยนิโสมนสิการ

๓. สัมมาสติ

๔. การเจริญอิทธบาท ๔

๕. การปรับอินทรีย์

๖. สัมมาสมาธิ

๗. สัมมาทิฏฐิ (โลกียะ)

กล่าวโดยย่อ ได้แก่ ศิล สมาธิ ปัญญา

เหตุของการเกิดสภาวะของศิล ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ สัมมาสติ ๑

เหตุของการเกิดสมาธิ ได้แก่ การเจริญอทธิบาท ๔ และการปรับอินทรีย์

เหตุของการเกิดปัญญา ได้แก่ สัมมาสมาธิ

๑๔ พค.๕๕ (วิตก วิจาร)

วันนี้สัปปายะเหมาะแก่จิตเป็นสมาธิมากๆ เช้านี้อากาศเย็นสบาย จิตเป็นสมาธิตั้งแต่เข้าเล่นเกมส์จนจบเกมส์ มาทำสมาธิต่อ เกิดสุขตลอด รู้สึกตัวเป็นบางชณะ จิตมีคิดพิจรณาในสภาวะต่างๆ จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แค่ดู แค่รู้ไป

กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นจะแนบแน่น ตั้งมั่นอยู่ได้นาน ไม่ต่ำกว่า ๔ ชม. ทีนี้อยู่ที่ตัวเราเองว่า จะอยู่ในสมาธิต่อ หรือไม่อยู่ต่อเท่านั้นเอง

สภาวะเวลาหลับก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากการนอนหลับปกติ เปลี่ยนเป็นจิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวเป็นระยะๆขณะที่กำลังหลับ จิตมีคิดพิจรณาเป็นช่วงๆ  มีสุขเกิดเป็นระยะๆ บางครั้งเกิดทั้งคืน

สักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิสังโยชน์ เป็นสภาวะกิเลสแบบหยาบ  เกิดขึ้นทางวจีกรรมและกายกรรม

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นอาการแสดงออก เช่น การกล่าวติติงในเหตุของผู้อื่น การกล่าวติติงในรูปแบบการปฏิบัติอื่นๆ การกล่าวเปรียบเทียบการปฏิบัติของแนวทางอื่นๆ มีความยึดมั่นถือมั่นในรูปแบบหรือ
แนวทางการปฏิบัติ

มานะกิเลสหรือมานะสังโยชน์ เป็นสภาวะกิเลสแบบละเอียด เกิดขึ้นทางมโนกรรมเท่านั้น

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น เมื่อผัสสะเกิด มีความรู้สึกยินดี ยินร้ายเกิดขึ้น มีวิพากย์วิจารณ์เกิดขึ้นอยู่ในใจ แต่ไม่กล่าวล่วงออกมาทางวจีกรรมและกายกรรม

วิตก วิจาร

จิตวิตก วิจาร มี ๓ สภาวะ ได้แก่ 

วิตก วิจาร ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน ๑

วิตก วิจาร ที่เกิดก่อนจิตเป็นสมาธิ   ๑

วิตก วิจาร  (จิตคิดพิจรณา/วิปัสสนา เรียกว่า มีวิตก วิจาร) ขณะจิตเป็นสมาธิ (สัมมาสมาธิ)  ๑

๑๓ มิย.๕๕

วิตก วิจาร กล่าวโดยสภาวะที่แท้จริง คือ การเอาจิตจดจ่อ รู้อยู่กับความคิด

วิตก วิจาร ในชีวิตประจำวัน เรียกว่า ความคิด

วิตก วิจาร ในการฝึกจิตให้ตั้งมั่น เรียกว่า คำบริกรรมภาวนา

วิตก วิจาร ขณะจิตเป็นสมาธิ ที่เกิดในสัมมาสมาธิ เรียกว่า ธรรม ถ้าเป็นธรรมารมณ์ คือ ความรู้สึก นึกคิด

คำเรียกแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสภาวะเดียวกัน คือ วิตก วิจาร หรือ ธรรมารมณ์ หรือ เรียกสั้นๆว่า ธรรม

คำว่า วิตก วิจาร หากยังไม่รู้ชัดสภาวะต่างๆด้วยตัวเอง คงยากที่จะอธิบายเรื่องของสภาวะฌานต่างๆได้ สภาวะฌาน ต้องมีวสี คือเข้าออกชำนาญ จิตจะจดจำสภาวะได้แม่นยำ

ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง สภาวะของฌานต่างๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามเหตุปัจจัย ของผู้ที่มีเหตุร่วมกัน

คำเรียกต่างๆ มีไว้เพื่อสื่อสารไปในเรื่องที่ต้องการสนทนาร่วมกัน แต่สภาวะที่แท้จริง ต้องการเพียง สภาวะของสัมมาสมาธิ คือ สมาธิ ที่มีความรู้สึกตัว เกิดร่วมด้วย ไม่ใช่สมาธิแบบ นิ่งสงบ

๑๓ พค.๕๕ (สัปปายะให้)

ทำตามสภาวะ

เช้านี้อากาศเย็นสบาย ตื่นมาตั้งแต่ตี ๔ เปิดประตูห้องให้ลมเข้า เช้านี้เจ้านายสติดี ไม่ดิ่งเหมือนทุกครั้ง ลุกขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น นั่งทำงานที่ค้างอยู่ ช่วงนี้เจ้านายงานยุ่ง

ติดเตาถ่าน ย่างปลาแซลม่อนเป็นอาหารมื้อเช้า ทำมาหลายมื้อเลยก็ว่าได้ บางครั้งมีสลัดแจม วันนี้เป็นผัดผักโขมหรือผักขมบ้านเรา นำมาผัดน้ำมันหอยหรือน้ำมันงา หรือจะผัดกับอะไรก็ได้ ตามสะดวก

คำติก็มีประโยชน์

ไม่ใช่เขาติเรา แต่เป็นเราติเขา

เมื่อได้คิดติติงผู้ใดหรือสิ่งใด ใจมันก็ขุ่น ติบ่อยๆ ใจถูกมอมเมาด้วยกิเลส ติมากๆ กลายเป็นโทสะ ที่เต็มไปด้วยโมหะ (ความหลง)

เมื่อคิดคิติงผู้ใดหรือสิ่งใดก็ตาม นำคำตินั้น น้อมเข้ามาใส่ในจิตในใจ คำตินั้นเกิดจากอะไร เพราะเพียงความไม่ถูกใจเท่านั้นเอง

คุ้มไหม เพียงความไม่ถูกใจ ที่กลายเป็นเหตุของการสร้างภพชาติใหม่ให้เเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา เหตุมี ผลย่อมมี

Previous Older Entries

มิถุนายน 2012
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: