๑๑-๑๒ มิย.๕๕ (หยุดมีฉัน)

ทำตามสภาวะ

เหตุที่มาของเขา/เรา= ความเขลาที่มีอยู่

การจะเห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสรรพสิ่งได้ ต้องหยุดการมี “ฉัน” ในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อน

เมื่อหยุดความมี “ฉัน” ในสิ่งที่เกิดขึ้นลงไปได้ ย่อมรู้จักตัวตนของ “ฉัน”ที่แท้จริง

รู้จัก “ฉัน” ได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ จึงรู้จักทุกๆสรรพสิ่งตามความเป็นจริงได้

เพราะความมี “ฉัน”ในตัวฉัน
กับความมี “ฉัน” ของทุกๆสรรพสิ่งที่มี”ฉัน” ล้วนไม่แตกต่างกันเลย

คำว่า นิ. ย่อมาจากคำว่า นิพพาน

สภาวะนิพพาน สามารถนำมาอธิบายได้ไม่มีติดขัด ไม่แตกต่างกับสภาวะปฏิจจสมุปปบาท เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ย่อมแจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท เหตุเพราะ สภาวะสองสภาวะนี้ เกี่ยวเนื่องกัน

คำว่า จิ. ย่อมาจาก จิต

ซึ่งรายละเอียด ไม่ได้แค่คำว่า จิต แต่ยังมีคำเรียกอื่นๆที่หทายถึงจิต เช่น วิญญาณ มโน หรืออื่นๆ

คำว่า รุ. ย่อมาจากคำว่า รูป

คำว่า รูปนี้ มีความหมาย ได้แก่ อุปทานขันธ์ ๕

เจ. ย่อมาจากคำว่า เจตสิก

เจตสิก เป็นกิริยาหรืออาการของจิต พูดแบบภาษาชาวบ้าน คือ ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ โลภะ โทสะ โมหะฯลฯ ล้วนเป็นความรู้สึกหรือกิริยาของจิตที่เกิดพร้อมกับจิตและดับไปพร้อมกับจิต

สภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีการบันทึกไว้ คงยากที่จะตอบตัวเองได้ว่า ผ่านสภาวะหรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตมาได้อย่างไร

ชีวิตของทุกๆคนก็เช่นเดียวกัน ล้วนไม่แตกต่างกันเลย แตกต่างแค่เหตุที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยของคนๆนั้น แต่วิธีแก้ไข ไม่แตกต่างกันเลย ผลที่ได้รับ ก็ไม่แตกต่างกัน คือ ชีวิตที่อยู่เป็นสุข สงบ สบายตามเหตุปัจจัยที่สร้างขึ้นมาใหม่

เหตุเก่าที่ทำไว้ ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ เมื่อเหตุมี ผลย่อมมี ควรยอมรับไปตามความเป็นจริง ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต จะทำให้อยู่ร้อนนอนทุกข์ก็ตาม

ผู้กำกับหนัง

หนังหรือภาพยนต์ ก้มีผู้กำกับสร้างขึ้นมา ชีวิตก็เช่นกัน เพียงแต่ตัวเราเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา ไม่ใช่ใครหรืออะไรเป็นผู้กระทำให้เกิดขึ้น

ทุกๆคนแสดงบทบาทเป็นทั้งผู้กำกับ และเป็นนักแสดง สร้างเอง แสดงเอง ไม่ว่าจะบทไหนๆหรือบทอะไรก็ตาม

นี่แหละ โทษของความไม่รู้หรืออวิชชาที่มีอยู่ ภพชาติปัจจุบัน จึงเกิดขึ้นใหม่เนืองๆ เป็นเหตุให้ ภพชาติในวัฏฏสงสาร ยืนยาวออกต่อไปเรื่อยๆ เหตุของความไม่รู้เพียงตัวเดียวนี่เอง

๑๒ มิย.๕๕ (การสำรอก)

ทำตามสภาวะ

ทุกๆครั้ง ที่เกิดสภาวะ ความเบื่อหน่าย มองเห็นแต่เหตุ ทุกข์ โทษ ภัยของความไม่รู้ จิตจะคิดพิจรณาตลอด เป็นสมาธิทั้งกลางวันและกลางคืน มีดับเป็นช่วงๆ รู้สึกตัวตื่นทุกครั้ง รู้สึกได้ถึงกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นอยู่

เป็นเหตุให้รู้เหตุของการออกบวช ความรู้สึกเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงสภาวะของสัญญาที่จิตสำรอกออกมา ถ้าแค่รู้ไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ ความรู้สึกขณะนั้น จะดับหายไปเอง

สภาวะแบบหยาบ รู้ชัดสภาวะของกิเลส
กว่าจะรู้ชัด ต้องโง่มาก่อน คือ ตกหลุมพรางของกิเลส

สภาวะที่ละเอียดมากขึ้น รู้ชัดของสภาวะสัญญา
กว่าจะรู้ชัด ต้องโง่มาก่อน คือ ตกหลุมพรางของสัญญา

สำรอก สัญญา

การปฏิบัติ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ในบัญญัติต่างๆให้มากนัก

เมื่อยังมีการยึด แค่รู้ไปว่ายังมี ยอมรับไป

แต่อย่าปล่อยให้ยึด จนเกิดอุปทานในบัญญัตินั้นๆ จนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมา

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ล้วนเป็นเพียงสภาวะของสัญญา ที่จิตสำรอกออกมา ในรูปแบบของตัวรู้หรือความรู้

แม้กระทั่งนิมิต ที่ปรากฏเป็นรูปของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระสาวก ตลอดจนครูบาฯ ที่เคารพนับถือ หรือนิมิตในรูปแบบอื่นๆก็ตาม สักแต่ว่า นิมิต

เพราะสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงสภาวะของสัญญาที่สั่งสมไว้ในจิต ที่ถูกสติขุดคุ้ยออกมาในรูปแบบของสภาวะต่างๆ ในรูปของนิมิตบ้าง ความรู้บ้าง

เมื่อเกิดการยึดมั่นถือมั่น นิมิตหรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น จะเป็นอุปกิเลส หรือเป็นอุปสรรค ต่อการปฏิบัติไปทันที

เพียงแค่รู้ จนกว่าจิตจะปล่อยวางด้วยตัวของจิตเอง เมื่อนั้น สภาวะของปัญญา ปรากฏขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

นี่แน่ะมาร!!!!

สภาวะมารที่แท้จริง ก็คือ เจตสิก ที่เกิดร่วมกับจิต

จิต เป็นธาตุรู้

เจตสิก เป็นความรู้สึก

จิตกับเจตสิก เกิดร่วมกัน คือ รู้กับรู้สึก ได้แก่ สักแต่ว่ารู้

เหตุที่เจตสิกเป็นมาร เกิดจาก สังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่

นี่แน่ะมาร!!!!

สภาวะมารที่แท้จริง ก็คือ เจตสิก ที่เกิดร่วมกับจิต

จิต เป็นธาตุรู้

เจตสิก เป็นความรู้สึก

จิตกับเจตสิก เกิดร่วมกัน คือ รู้กับรู้สึก ได้แก่ สักแต่ว่ารู้

เมื่อผัสสะเกิด ด้วยเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ (ความไม่รู้หรืออวิชชา) เป็นเหตุให้ไม่สามารถรู้ชัดได้ว่า ผัสสะนั้นๆ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละขณะในชีวิต มีอะไรเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดขึ้น

เมื่อเวทนาเกิด ได้แก่ ความรู้สึกยินดี ยินร้าย ที่เกิดจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดขึ้น

ตัณหา เกิดจาก เวทนา ความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น ได้แก่ การทรงตัวอยู่ในอารมณ์หรือความรู้สึกนั้นๆ

อุปทาน ย่อมเกิด เกิดจากแรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ

ภพเกิด เกิดจากอุปทาน ได้แก่ มโนกรรม คือ การกระทำหรือการสร้างเหตุ การกระทำทางใจ

ชาติ  เพราะอวิชชาที่มีอยู่ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา

เป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้น ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม

แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของ จิตและเจตสิก ซึ่งล้วนเป็นเหตุปัจจัยของแต่ละคนที่มีอยู่

ส่องกระจก มองไม่เห็นเงา เพราะปล่อยทิ้งไว้จนฝุ่นเกาะหนา

เมื่อหมั่นทำความสะอาด คอยเช็ดถูกระจก

เมื่อส่องกระจก เงาย่อมปรากฏ เรื่องธรรมดา

คันฉ่อง ส่องกรรม

โฆษณา

๑๑ มิย.๕๕ (บัญญัติ/อุปกิเลส)

ทำตามสภาวะ

ทำตามสภาวะ

บัญญัติต่างๆ มีไว้เพื่อใช้สื่อสารไปในทางเดียวกัน แต่บางครั้งก็ไม่สามารถใช้สื่อสารไปในทางเดียวกันได้ เหตุจาก รู้ ที่รู้แตกต่างกัน ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เช่น สติปัฏฐาน ๔ โยนิโสมนสิการ สัมมาสมติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิฯลฯ

ทุกๆคำเรียกเหล่านี้ ไม่แตกต่างกับคำเรียกทั่วๆไป เช่น กิน ดื่ม ยืน เดิน นั่ง นอน สมาธิ ฌานฯลฯ ทุกๆคำเรียก ล้วนมีสภาวะหรือกิริยาที่เกิดขึ้นกำกับอยู่กับคำบัญญัตินั้นๆ เพียงแต่ ใครจะสามารถรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุปัจจัย

เฉกเช่นเดียว การปฏิบัติกับการใช้ชีวิตตั้งแต่ลืมตาตื่น จนกระทั่งหลับตาขณะหลับ แตกต่างแค่คำเรียก แต่สภาวะเดียวกัน
การปฏิบัติก็คือการใช้ชีวิต การใช้ชีวิตก็คือการปฏิบัติ ทั้งสองสภาวะ แตกต่างกันตรงเรื่องของสติ แต่มองภายนอก ไม่แตกต่าง อยู่ที่ว่า จะให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียกว่าอะไร เท่านั้นเอง

บัญญัติกับอุปกิเลส

ด้วยความทะยานอยากหรือวิจิกิจฉา ได้แก่ ความสงสัยที่มีอยู่ หรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อมีสภาวะใดเกิดขึ้น แล้วนำไปเทียบเคียงกับคำเรียกต่างๆในปริยัติ จากที่ได้ศึกษาหรือได้ยินมาก็ตาม

เมื่อเทียบเคียงแล้ว เกิดการยึดติดในคำเรียกนั้นๆ สภาวะจะไม่สามรถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้ จะหมุนๆวนๆ เดิมๆซ้ำๆ จนกว่าจิตจะปล่อยวางจากคำเรียกต่างๆลงไปได้ด้วยตัวของจิตเอง สภาวะจึงจะดำเนินต่อไปได้
มีการยึดติดเกิดขึ้นเมื่อใด สภาวะนั้นๆแทนที่จะเป็นปัญญา จะเป็นอุปกิเลสไปทันที

วิธีแก้ไข

เมื่อยังมีการให้ค่า จงยอมรับไปตามความเป็นจริงในสิ่งที่ยังเป็นอยู่และมีอยู่ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลสที่นองเนืองอยู่ในขันะสันดาน ตราบนั้น การให้ค่าย่อมมีอยู่ ยึดได้ แค่รู้ว่ายึด ยอมรับไป
อย่านำสิ่งที่คิดว่ารู้หรือคิดว่าใช่ ไปสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

สะดวก-ติดขัด

การปฏิบัติ จะสะดวกสบายหรือติดขัด ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ หากแม้นยังมีกิเลสนองเนืองอยู่ในขันธสันดาน เอาตัวเองให้รอดก่อน การแนะนำผู้อื่น ควรทำตามเหตุปัจจัย อย่าเที่ยวแนะนำด้วยใจทะยานอยาก
ที่คิดว่าได้หรือเป็นอะไรๆในบัญญัตินั้นๆ

เหตุมี ผลย่อมมี

การแนะนำผู้อื่น ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม แนะนำไปอย่างไร ผลย่อมกลับคืนมาในรูปของผัสสะที่เกิดในปัจจุบัน ขณะ ทีนี้อยู่ที่ว่า สติกับสมาธิมีกำลังมากน้อยแค่ไหน จะรู้ทันไหม หรือยังสร้างเหตุต่อ

จากแนะนำแค่หนึ่ง ผลอาจยังไม่เกิด แนะนำสอง สาม สี่ ห้า ผลเกิดทีเดียวรวบยอด เหมือนตัวคนเดียว โดนนักเลงล้อมกรอบถึงห้าคน ไหวไหม และถ้าแนะนำมากกว่านั้น ผลที่ส่งกลับมา จะมากน้อยแค่ไหน คิดทบทวนก่อนทำ

สำหรับตัวเองนั้น เจอมาหมดแล้ว จึงเลือกที่จะหยุด มากกว่าคิดสร้าง เพราะบางครั้งเหนื่อยใจสุดๆ เจอสภาวะแปรปรวน แล้วกำลังสติกับสมาธิที่มีอยู่ไม่มากพอจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น

คำว่า ของจริงนิ่งเป็นใบ้, หุบปาก, เราหยุดแล้ว, ฯลฯ คือเหตุทั้งหลายที่ขึ้นชื่อว่า หยุดที่ตัวเอง จบที่ตัวเอง นั่นแหละ คือสิ่งที่ควรทำ เพื่อสภาวะจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ยังไม่ต้องไปห่วงผู้อื่น เอาตัวเองให้รอดก่อน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ห้ามกันไม่ได้อีก แค่ดูให้ฟัง เพราะเหตุสร้างมาแตกต่างกันไป เหตุมี ผลย่อมมี

พระอรหันต์

การจะตั้งตนเป็นอาจารย์ โดยไม่ต้องไปรบกับกิเลสทั้งหลาย ต้องพระอรหันต์เท่านั้น เหตุเพราะ สิ้นกิเลสแล้ว สามารถอยู่ได้ทุกๆสภาวะ ไม่ว่าสภาวะจะเป็นอย่างไร ก็สามารถอยู่ท่ามกลางสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้

๖-๑๐ มิย.๕๕ (มานะกับมโน)

ทำตามสภาวะ

ทิฏฐิกิเลส/สักกายะทิฏฐิ มีการประพฤติออกทางด้าน วจีกรรมและกายกรรม

การกระทำภายนอก เป็นการแสดงออก ที่สามารถ จะหยุดพฤติกรรมนั้นๆได้

มานะกิเลส/ทิฏฐิมานะ มีการประพฤติแสดงออกทางด้าน มโนกรรม

มโนกรรม เป็นความคิด ที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่สามารถกดข่มสิ่งที่เกิดจากความยินดีและยินร้ายที่ยังมีอยู่

ตราบใดที่ยังมีกิเลส การห้ามไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้ แต่สามารถกดข่มความคิดที่ไม่ต้องการ ให้หยุดคิดได้ ชั่วครั้งชั่วคราว

 

กูรู้

เห็นแต่กูรู้ จึงมีแต่ “กูรู้”

เห็นรู้กู ทุกสรรพสิ่ง ล้วนไม่แตกต่างกัน

ทางแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก ที่แตกแยก เพราะ กูรู้ แต่ยังไม่รู้กู

เมื่อใดที่เห็นต่าง นั่นแหละ “กู” ที่เข้าไปรู้

เหตุจาก ชอบเอา “กู” ไปรู้

ผล คือ ไม่รู้ “กู” สักที

เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อถึงเวลา ถึงเหตุปัจจัย ย่อมรู้ “กู” เหมือนๆกันหมด

 

๙ มิย.๕๕ (เหตุของการเกิด)

ทำตาามสภาวะ

เหตุของการเกิด อันดับแรก ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส

ซึ่งมีผัสสะ/สิ่งที่มากระทบ/เหตุที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นปทัฏฐาน/เป็นเหตุปัจจัย

 

๑๐ มิย.๕๕ (จิต-อารมณ์)

ทำตามสภาวะ

จิตกับอารมณ์

เจตสิก ได้แก่ อารมณ์ เกิดมาแล้วก็ดับไป

จิตกับเจตสิก คนละตัวกัน ถ้ารู้จักเจตสิก รู้จักอารมณ์ ย่อมรู้จักจิต รู้จักตัวเอง

สติ เป็นเจตสิก เป็นอารมณ์ ได้แก่ ความรู้ตัว ก่อนที่จะลงมือทำกิจ

 

 

 

 

๔-๕ มิย.๕๕ (ยุคสมมุติ/บัญญัติ ครองเมือง)

ทำตามสภาวะ

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย

ยุคนี้ เป็นยุค สมมุติบัญญัติ ครองเมือง

เมื่อปฏิบัติ ไม่ได้มุ่งดับที่เหตุ มีแต่มุ่งจะเป็นอะไรๆในสมมุติ เหตุมี ผลย่อมมี

 

๕ มิย.๕๕ (ฉัน)

ทำตามสภาวะ

ตราบใดที่ยังมี “ฉัน” อยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้น มีแล้วยังไม่พอ

ยังแสดงความมี “ฉัน” ออกไปอีก

เหตุนี้ ภพชาติจึงเกิดขึ้นเนืองๆ
ยิ่งวัฏฏสงสารคงไม่ต้องถามว่า ทำยังไง วัฏฏสงสารจะสั้นลง

แล้วจะโทษใคร

ต้องโทษความมี “ฉัน” ที่มีแล้วยังไม่พอ

ยังชอบแสดงความมี “ฉัน” ทางวจีกรรมบ้าง กายกรรมบ้าง

หยุดแสดงความมี “ฉัน” ลงไปบ้าง ภพชาติสั้นลงอย่างแน่นอน

 

๒-๓มิย.๕๕(เกิดมากขึ้น)

ทำตามสภาวะ

สภาวะเริ่มเปลี่ยนไป จิตเป็นสมาธิ ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา จนกระทั่งหลับ ไม่มีกลางวันและกลางคืนแบบก่อนๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น เกิดเป็นระยะๆ กินเวลานานหลายชม.

สภาวะภายนอก สิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนนั่งดูหนังที่ถูกสร้างโดยไม่มีผู้กำกับ มองเห็นแต่เหตุ แล้วก็เหตุ

สภาวะภายใน ยิ่งแค่รู้ได้มากเท่าไหร่ จิตนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก มีแต่สภาวะให้เรียนรู้ตลอดเวลา

ไม่แตกต่างจากการเล่นเกมส์ ที่ยังเล่นอยู่ทุกวันนี้ ฉากของเกมส์จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ชีวิตก็เช่นเดียวกัน

หากยังมีเหตุปัจจัยส่งผลอยู่ เหตุที่เกิดขึ้นย่อมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนแค่รูปแบบ เมื่อรู้ทัน เหตุก็จบลงเอง โดยไม่ต้องไปทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว มีอย่างเดียว แค่ทำใจ หรือรักษาใจเอาไว้เพียงอย่างเดียว

คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก โดยเฉพาะ ที่ทรงตรัสไว่ว่า ให้รักษาใจไว้อย่างเดียว

เมื่อรู้ตามความเป็นจริง ของคำว่า รักษาใจไว้เพียงอย่างเดียว คือ แค่รู้ แต่ไม่กระทำสิ่งใดออกตามทั้งทางกายกรรมและวจีกรรม ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น

โอ้โห!!!!! กว่าจะรู้ได้ ต้องแค่รู้ไปอย่างเดียว คำบัญญัติต่างๆ รู้ได้ แค่รู้ไป อยากใส่ก็ใส่ไป แล้วแค่รู้ไป

พอเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นเนืองๆ เดิมๆซ้ำๆ ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ จิตมันวางคำบัญญัติต่างๆลงไปเอง

 

๓ มิย.

ทำตามสภาวะ

 

นิพพาน

เมื่อยึดติดบัญญัติ นิพพานย่อมห่างไกล

คำว่า ไกลหรือใกล้ เป็นเพียงสำนวนของผู้พูด รู้แค่ไหน พูดหรืออธิบายได้แค่นั้น

นิพพาน ที่เป็นสภาวะที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้เกิดขึ้น

นิพพาน ไม่ใช่ความดับกิเลส

นิพพานที่แท้จริง คือ ความดับภพ ดับเหตุแห่งการเกิด ได้แก่ ดับภพชาติในปัจจุบัน ๑ ดับภพชาติในวัฏฏสงสาร ๑

เราๆท่านๆทั้งหลาย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ ยังมีโอกาสในการสร้างเหตุการดับภพชาติปัจจุบันได้

นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือ ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน หรือปัจจุบัน ขณะนี่แหละ

๑ มิย.๕๕ (สภาวะเปลี่ยนไป)

ทำตามสภาวะ

 

ทำตามสภาวะ

๔  วันมาแล้ว จิตเป็นสมาธิทั้งวัน รวมทั้งเวลานอน สมาธิที่มีกำลังมากไป สติมีกำลังมากพอๆกัน สภาวะจิตคิดพิจรณาจะเกิดนานมากขึ้น รู้สึกปวดหัวมาก แค่รู้ไป

มาวันนี้ จับจุดสภาวะได้ สภาวะเปลี่ยนไปนี่เอง เมื่อก่อน เห็นทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด รู้ชัดอย่างนั้นแล้ว รู้วิธีดับเหตุลัดสั้นที่สุดแล้ว เมื่อรู้ได้และทำได้ ตามเหตุปัจจัย เป็นเหตุให้มารู้ชัดในทุกข์ของสังขารแทน

ทุกข์ของสังขาร ไประงับหรือไปดับอะไรไม่ได้ ได้แค่รู้ไปอย่างเดียว รู้ว่าทุกข์ของสังขารเป็นอย่างนี้ เปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ทุกข์นั้นเกิดไม่นานก็หายไป เพียงแต่ครั้งนี้เกิดนานมาก

ทุกข์ตอนที่ปากเจ็บ นั่นทุกข์จากการกินข้าวไม่ได้  ทุกข์ครั้งนี้ปวดหัว แต่ก็แปลก จิตยังคงเป็นสมาธิได้ปกติ ทั้งๆที่รู้สึกปวดหัวมากๆ

เมื่อก่อน ถ้ามีอาการปวดทนไม่ไหวแบบนี้ จะปล่อยให้จิตพักในสมาธิ แต่ครั้งนี้ กลับทำไม่ได้ ทั้งๆที่รู้สึกได้ถึงก กำลังของสมาธิที่เกิดอยู่ มีกำลังแรงมากๆ อันนี้ก็แปลกดี ได้แต่รู้ไป

มาวันนี้ อาการปวดหัวค่อยทุเลาลง แต่ยังไม่ถึงกลับหายไปหมด จิตจะมีคิดพิจรณาเนืองๆ  ก็ได้แค่รู้ไป เพราะรู้ดีว่า ถ้าไปใส่คำบัญญัติ เรียกสภาวะที่เกิดขึ้นว่าอะไรๆ นั่นแหละ อุปกิเลสจะเกิดทันที เกิดง่ายนะ ถ้าไปยึดบัญญัติมาเทียบเคียง

เนื่องจาก ย่ำสภาวะ เดิมๆซ้ำๆ  สภาวะเดิมๆนี่แหละ แต่เปลี่ยนแค่เปลือกหรือเหตุที่ยังมีอยู่ สภาวะเดิมๆที่กล่าวถึงนี้ ล้วนเป็นกิเลสในใจที่เกิดขึ้น ทั้งยามผัสสะมากระทบ หรือแม้จิตจะคิดพิจรณาขึ้นมาเอง

เมื่อเดินย่ำจนชำนาญแล้ว รู้ดีว่า ควรทำอย่างไร “โยนิโสมนสิการ”  นี่ใส่คำบัญญัติสักหน่อย ดูเท่ห์เว่อร์ดี จริงๆนะ ตอนนี้จิตคิดแบบนั้นจริงๆ มีคำเรียกแล้วดูเท่ห์ แต่ที่สำคัญ เรียกว่า เป็นหัวใจของสภาวะทั้งหมด คือ การไม่สร้างเหตุ ทั้งกายกรรมและวจีกรรม

ส่วนมโนกรรม ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดอะไร มีหน้าที่เพียง แค่รู้ ไปอย่างเดียว เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส มโนกรรมห้ามไม่ได้หรอก เคยเห็นดินเหนียวเหลวๆไหม เราพยายามปั้น เนื้อดินจะคอยปลิ้นแลบไปมาระหว่างนิ้ว

จิตก็เช่นเดียวกัน ยิ่งเราไปกดข่มความคิด ไปห้ามความคิด เพราะยึดติดแค่เพียงคำว่า กุศล-อกุศล ดี-ชั่ว ถูก-ผิด ฯลฯ

ยิ่งไปพยายามกดข่มไว้มากเท่าไหร่ จิตยิ่งวิตก วิจารมากขึ้น ไห้ามทางนี้ ทางโน้นโผล่ เหมือนคนอีกคนมาแลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ตรงหน้า นี่แหละจิตที่ยังมีกิเลส เป็นแบบนี้ เพียงแค่รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นทั้งนอกและใน ยอมรับไป

เมื่อยังมียึดมั่นถือมั่น รู้สึกเจ็บใจ บีบคั้น ฯลฯ ไม่ว่าจะรู้สึกอะไรๆก็ตาม มันไม่นานก็จะหายไปเอง ความคิดใหม่ย่อมเกิดต่อ เวียนวนไปมาแบบนี้ เพราะความคิดนั้น ก็ไม่เที่ยง จะจับให้มั่น คั้นให้ตาย
คนที่หยิบยื่นความทุกข์ให้ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ตัวเองทำให้เกิดขึ้นมาเองทั้งนั้น แต่ที่กล่าวโทษนอกตัวกัน ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่

ความขี้เกียจ

ความขี้เกียจ เป็นเรื่องของอินทรีย์หรือพละ จัดเป็นอกุศลธรรมของอินทรีย์
ถ้าเกิดสภาวะนี้ ให้รู้ตามความเป็นจริง อย่าปฏิเสธในสิ่งที่เป็นอยู่

… ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจ ไม่ต้องไปคิดแก้ไขหรือคิดพยายามทำอะไร ให้ทำปกติ คือ เจริญสติหรือ หากทำรูปแบบอื่นอยู่ ให้ทำต่อเนื่อง

วันใด สติ สัมปชัญญะ และสมาธิมีกำลังมากพอ สภาวะที่เป็นอยู่จะดีขึ้นเอง

ไม่ควรไปวิตกกังวลหรือไปคาดหวังผลใดๆในการทำ เพียงรู้ลงไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เพราะถ้ายิ่งเราไปพยายามแก้ไข ยิ่งรู้สึกว่า ทำไมยิ่งขี้เกียจมากขึ้นกว่าเดิม

ในความขี้เกียจ จะมีกิเลส ตัวความสุขแฝงอยู่ เพียงแต่ว่า ถ้าสติยังไม่ทัน เราจะมองไม่ออก มองไม่เห็นกิเลสตัวนี้ เป็นกิเลสของแต่ละคน

ให้ทำความเพียรต่อเนื่อง จะมากหรือน้อย ขอให้ทำ ทำแบบว่า มีหน้าที่ที่ต้องทำ
เดี๋ยวสภาวะดีขึ้นเอง

อย่าไปจดจ้อง อย่าไปคาดหวังผลใดๆในการทำ นั่นคือ ความอยาก
กิเลสนี่ ถ้าดูทันนะ จะเห็น จากตัวนี้ ไปอีกตัวแล้ว ถ้าไม่ทัน

สำเร็จธรรม

สำเร็จธรรม ไม่รู้จักแฮะ

รู้จักแต่ กรรมนี้ ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สำเร็จแล้ว ด้วยการกระทำ ไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม

เหมือนปฏิจจสมุปบาท ที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ที่นำมาวิพากย์ วิจารณ์กัน เป็นที่นิยมแพร่หลาย

ล้วนเป็น ปฏิจจสมุปบาท สำเร็จรูป ไม่แตกต่างกับ มาม่า ที่แพ็คเป็นซอง ขายอยู่เกลื่อนกลาด

ใครๆที่ไหน ก็หาเสพได้(ท่องจำ) เหตุเพราะ ไปเสพสัญญาของพระผู้มีพระภาค ไม่ได้รู้แจ้งด้วยตนเอง

เวลาพูด จึงมีแต่สัญญา ออกแบบมาเหมือนกันเป๊ะๆ เพราะ ลอกสัญญามาจากต้นแบบ

ชาวบ้านฟังแล้วงง แปลไม่ออก มันมีแต่การย้อนคำ กลับไป กลับมา

สีลัพพตปรามาส

ตอนที่ยังไม่มีครอบครัว มื้อเย็นแทบจะไม่แตะ ไม่ได้ตั้งใจทำ แต่ทำด้วยความเคยชิน

พอมีครอบครัว วลัยพร กินครบ ๓ มื้อ โดยเฉพาะ มื้อเย็นของคนอื่นๆ อาจะเรียกว่ามื้อเย็น

มื้อเย็นสำหรับ วลัยพร คือ มื้อดึก เพราะ กว่าคุณสามี กลับมาถึง กว่าจะได้กินข้าว โน่น หลัง สามทุ่ม บางครั้งเกือบเที่ยงคืนก็มี

แล้ว วลัยพร ก็ต้องนั่งกินเป็นเพื่อน อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง แล้วแต่ความชอบใจในอาหารชนิดนั้นๆ

เหตุที่ต้องกินเป็นเพื่อน เพราะ เวลาคุณสามีกินข้าวคนเดียว จะกินเหมือนสักแต่ว่ากิน กินได้น้อย

พอไปนั่งกินเป็นเพื่อน เขาจะพูดว่า โน่นก็อร่อย นี่ก็อร่อย ตามด้วยผลไม้ ไม่ก็ขนมหวาน เป็นแบบนี้ทุกวัน

ชีวิตของวลัยพรและครอบครัว อยู่แบบเพียงพอ(พอใจ) คือ ทำตามเหตุปัจจัย   ไม่ได้อยู่แบบ “ติดดี”

การที่ใคร ใช้ชีวิตแบบไหน จะเสพกามหรือไม่เสพกาม ไม่ใช่ตัววัดผลความก้าวหน้าทางจิต

ตัววัดผล ความก้าวหน้าทางจิต คือ การกระทำ หรือ การสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม ตามความรู้สึก ยินดี ยินร้าย ที่เกิดขึ้น ส่วนมโนกรรม เว้นไว้ได้ แค่รู้ไปว่า ยังมีอยู่ เพราะยังมีกิเลส

นอกเหนือจาก สมถะ-วิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔
การกระทำ ที่คิดว่า การทำเช่นนี้ๆ สามารถบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ ล้วนเป็น สีลัพพตปรามาส

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีเหตุ เป็นแดนเกิด

พุทธวจนะ โสดาปัตติมรรค(ตอนที่ ๕)

โสดาปัตติมรรค ๒ จำพวก

ก. สัทธานุสารี

ภิกษุทั้งหลาย ! ตา…หู…จมูก…ลิ้น…กาย…ใจ
เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นปกติ มีความเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นปกติ.

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใด มีความเชื่อ น้อมจิตไปในธรรม ๖ อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้;
บุคคลนี้เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี

หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (สัมมาทิฏฐิ )
หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ)

ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้ว จะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย
และไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

ข. ธัมมานุสารี

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ทนต่อ การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา ของบุคคลใด ด้วยอาการอย่างนี้;

บุคคลนี้เราเรียกว่า ธัมมานุสารี

หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (สัมมาทิฏฐิ )

หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ)

ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้วจะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย
และไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๗๘/๔๖๙.

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใดย่อมรู้ ย่อมเห็นซึ่งธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้
ในโสดาปัตติมรรค ๒ จำพวก

บุคคลนี้เราเรียกว่า โสดาบัน

ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน
มีการตรัสรู้พร้อมเป็นเบื้องหน้า.

สารีบุตร !
อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส

ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๓๔-๔๓๕/๑๔๓๑.

พระโสดาบันละสังโยชน์ได้สามข้อ มีสามจำพวก

ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สามเป็นผู้ สัตตักขัตตุปรมะ (สัทธานุสารี)

ยังต้องท่องเที่ยวไปในภพแห่งเทวดาและมนุษย์อีกเจ็ดครั้ง เป็นอย่างมาก แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สาม เป็นผู้ โกลังโกละ (ธัมมานุสารี)

จักต้องท่องเที่ยวไปสู่สกุลอีกสองหรือสามครั้ง แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์สาม เป็นผู้เป็น เอกพีชี (โสดาปัตติผล)

คือ จักเกิดในภพแห่งมนุษย์ อีกหนเดียวเท่านั้น แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ติก. อํ. ๒๐/๒๙๙-๓๐๑/๕๒๗.

วิธีดู พุทธวจนะ

สัทธานุสารี

ได้แก่ โสดาปัตติมรรค ประเภท มีดวงตาเห็นธรรม สำเร็จด้วยการฟัง ปฏิบัติด้วยความศรัทธา

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใด มีความเชื่อ น้อมจิตไปในธรรม ๖ อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้;
บุคคลนี้เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี

ในพุทธวจนะ มีคำว่า “มีความเชื่อ น้อมจิตไปในธรรม ๖”

ธัมมานุสารี

ได้แก่ โสดาปัตติมรรค ประเภท รู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง(รู้แจ้งในสภาวะอุปทานขันธ์ ๕) แต่ยังไม่รู้แจ้งใน สภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริง

ภิกษุทั้ง หลาย ! ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ ทนต่อ การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา ของบุคคลใด ด้วยอาการอย่างนี้; บุคคลนี้เราเรียกว่า ธัมมานุสารี

ในพุทธวจนะ มีคำว่า “การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา”

เมื่อเห็นคำว่า “ปัญญา” แต่บางคนอาจจะตีความว่า เป็นการคิดพิจรณา

ให้ดูโดยรวม “การเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญา” นั่นหมายถึง สภาวะฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สภาวะฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิ

ฌาน ทีเป็นสัมมาสมาธิ จะมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ฌาน ที่เป็นมิฉาสมาธิ จะดับ ดิ่ง นิ่ง ขาดความรู้สึกตัว

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2012
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: