ปัญญา กับ อวิชชา

เหตุของวลัยพร ตอนนี้มีแต่สัญญา

เหตุของ วลัยพร เป็นเพียงสัญญา สัญญาที่ ขุดแคะงัดแงะขึ้นมา ที่เกิดขึ้นเองจากสภาวะ แล้วใส่ปริยัติลงไป เท่านั้นเอง

เพราะวลัยพร ไม่รู้ทั้งปริยัติ ไม่รู้ทั้งอภิธรรม มีแต่การปฏิบัติ ต่อเนื่องเป็นหลัก สิ่งที่เขียนๆลงไป เป็นเพียงสัญญา ที่เกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

วลัยพรรู้แต่เพียงว่า ภพชาติหรือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ทำยังไง ถึงจะทำให้ภพชาตินั้นๆ สั้นลง นี่คือ สิ่งที่เรียกว่า ปัญญา เพราะ รู้แล้วจบ ไม่กระทำต่อ

 

ผิดกับอวิชชา มีแต่สัญญา รู้แล้ว มีแต่ยึด มีแต่สร้างๆๆๆๆๆ สร้างเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ให้เกิดขึ้นเนืองๆ ณ ปัจจุบัน ขณะๆๆๆ เป็นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติวัฏฏสงสาร ตายแล้วเกิด ซ้ำซากๆๆๆๆๆๆๆ อยู่อย่างนั้น เบื่อกันบ้างไหม

สำหรับวลัยพร ยิ่งกว่าเบื่อ เห็นแล้วอยากจะอ้วก เห็นแต่เหตุ เห็นแต่ การตายและเกิดซ้ำซาก เกิดมาแล้ว ก็โง่ โง่มาก่อนที่จะรู้ โง่แล้วหลงก่อนที่จะรู้ หลงสร้างเหตุ กว่าจะรู้ล่ะ เห็นไหม ชีวิตมีแต่ เรื่องซ้ำซาก เดิมๆซ้ำๆ ดีใจ-เสียใจ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่วฯลฯ นั่นแหละ คือ ความโง่ที่ยังมีอยู่

ติดดี เหมือนคนท้องเสีย เดินไปขี้ไป หลงคิดว่าขี้เป็นทอง กอบขี้ขึ้นมาอีก ขี้แตกแค่ตัวเองไม่พอ เอาขี้ที่หลงคิดว่าทอง เที่ยวแจกจ่ายชาวบ้าน คนที่สร้างเหตุ มาด้วยกัน ก็หลงหอบเอาขี้นั้นไปต่อ คนที่ไม่มีเหตุร่วมกัน เขาก็เมินหน้หนี้ ขี้ทั้งนั้น ทองที่ไหน

คนที่รู้แล้ว เขาไม่มาเสียเวลากับขี้หรอก ขี้แล้วทิ้งเลย ต่อให้เห็นเป็นทอง เขาก็ทิ้ง เพราะ เป็นเพียงแค่ทองปลอม ถูกแดด ถูกฝนนานเข้า ทองมันก็เปลี่ยนสภาพ โถที่แท้หลงหอบ หลงเก็บมาตั้งนาน ที่แท้ ขี้ดีๆนี่เอง

ภพ(สุคติ ทุคติ) ที่เกิดขึ้นมาใหม่ แล้วแต่เหตุปัจจัย ขณะจุติ จิตนึกคิดสิ่งใดอยู่(สังขาร) ย่อมไปตาม เหตุปัจจัยนั้น (วิญญาณขันธ์)

ถ้าหมดเหตุ ก็ไม่ต้องเกิด ถ้ายังมีเหตุ(วิญญาณขันธ์ เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ) ได้แก่ อวิชชา ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารต่อไป(๓๑ ภูมิ)

แตกต่างตรงนี้ ระหว่าง ปัญญา กับ อวิชชา

พระผู้มีพระภาค สอบอารมณ์

นี่คือ ตำราของแท้ดั้งเดิม ที่ใช้ในการสอบอารมณ์

พระผู้มีพระภาค สอบอารมณ์ พระสารีบุตร

[๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี
เขตเมืองนาลันทา ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค
อย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่จะมี
ความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร เธอกล่าวอาสภิวาจานี้ประเสริฐแท้
เธอบันลือสีหนาทซึ่งเธอถือเอาโดยเฉพาะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะ
หรือพราหมณ์อื่นที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ
[๗๔] ดูกรสารีบุตร เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้มีแล้วในอดีต ว่าพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น
ได้มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติ
อย่างนี้ ได้ละหรือ ฯ

 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=2130&Z=2536

ความแตกต่าง เวทนาในสัมมาสมาธิกับเวทนาในปฏิจจสมุปบาท

ว่าด้วยปัจจัยแห่งเวทนา

[๔๙]
สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
เราปรารถนาจะหลีกเร้นอยู่ตลอด ๓ เดือน ใครๆ ไม่พึงเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุ ผู้นำบิณฑบาตไปให้รูปเดียว

ภิกษุ ทั้งหลายรับ พระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคแล้วใน ๓ เดือนนี้ ไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค นอกจากภิกษุ ผู้นำบิณฑบาต ไปถวายรูปเดียว.

[๕๐]
ครั้งนั้น พระผู้พระภาค ทรงออกจากที่ หลีกเร้นโดยล่วงไป ๓ เดือนนั้น แล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแรกตรัสรู้ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันใด เราอยู่แล้ว

โดย ส่วนแห่งวิหารธรรมอันนั้น เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า เวทนาย่อมมี เพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความเห็นผิดสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความเห็นสงบชอบ เป็นปัจจัยบ้าง ฯลฯ

เพราะ ความตั้งใจผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจผิดสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจชอบสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทะเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทะสงบเป็นปัจจัยบ้าง

เพราะวิตก เป็นปัจจัยบ้าง เพราะวิตกสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะสัญญาเป็นปัจจัยบ้าง เพราะสัญญาสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทวิตกและสัญญายังไม่สงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทวิตกและสัญญาสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะมีความพยายามเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง และเมื่อถึงฐานะนั้นแล้วเป็นปัจจัยบ้าง.

จบ สูตรที่ ๒

นี่คือ ปัจจัยของการเกิด เวทนา ที่เกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ (สัมมาสมาธิ)

แต่ปัจจัยของการเกิด เวทนา ในปฏิจจสมุปบาท มีเพียงสิ่งเดียว คือ ผัสสะ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร

เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา

เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา

เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ

เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปฏิจจสมุปบาท เป็นการแสดงเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน และเหตุของการเกิดภพชาติ ในวัฏฏสงสาร

เมื่อ มีผัสสะ เวทนา(ความรู้สึกยินดี ยินร้าย)เกิด เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ ย่อมไม่รู้ว่าผัสสะที่เกิดขึ้น มีอะไรเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด

เมื่อผัสสะ เกิดขึ้นแล้ว ทำไม จึงก่อให้เกิด ความรู้สึกยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง เฉยๆบ้าง

เมื่อ ไม่รู้ชัด ในผัสสะที่เกิดขึ้น ย่อมสร้างเหตุออกไปทาง กายกรรมบ้าง วจีกรรมบ้าง มโนกรรมบ้าง ตามความรู้สึกยินดี ยินร้าย ที่เกิดขึ้น

 

ภพชาติ ณ ปัจจุบัน ขณะ เกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเหตุนี้ จนกว่าจะมรณะ

ไปทางเดียว เหมือนกันหมด (ตอนที่ ๑๙)

พระธรรมคำสอน ถูกบิดเบือนไป ตามเหตุปัจจัยของแต่ละยุค แต่ละสมัย ของผู้คนในสมัยนั้นๆ

 

ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. บุรุษนั้นจึงเดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีซากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์.

ภิกษุ ท.! ลำดับนั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า

“ขอท้าวพระกรุณาจงทรงทราบเถิด : ข้าพระเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบได้เห็นรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว.

ข้าพระเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ ท. แต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีซากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์.

ขอพระองค์จงปรับปรุงสถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า!” ดังนี้.

ภิกษุ ท.! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงปรับปรุงสถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร สมัยต่อมา นครนั้นได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่ง และรุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์, นี้ฉันใด;

ภิกษุ ท.! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว.

ภิกษุ ท.! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

นั่นคืออริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นเทียว ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

ภิกษุ ท.! นี้แล รอยทางเก่าที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น.

เมื่อดำเนินไปตามซึ่งหนทางนั้นอยู่, เราได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;….

http://www.buddhadasa.org/html/life-wor … /2-30.html

ขออภัย ที่ไม่มีพระไตรปิฏกแนบ เพราะ ปกติแล้ว เป็นคนที่ไม่ค่อยอ่านพระไตรปิฎก ที่ได้อ่าน ล้วนเกิดจากเหตุ

ที่สำคัญ พระไตรปิฎก อรรถกถาจารย์ เป็นผู้แปล
ฉะนั้น ที่หลวงพ่อพุทธทาส ได้รวบรวมไว้ ย่อมไม่แตกต่าง ที่แตกต่าง คือ เหตุของแต่ละคน

 

จงอย่ากล่าว เพ่งโทษนอกตัว แต่จงโทษในเหตุที่ตัวเอง กระทำ หรือสร้างขึ้นมา จากความไม่รู้ ที่ยังมีอยู่

นิมิตหรือเครื่องหมายของความมีชีวิต(ตอนที่ ๒)

นับตั้งแต่

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ

เป็นสภาวะของ สิ่งมีชีวิต

วิญญาณขันธ์(สเหตุกะ-อเหตุกะ)-นามรูป(กายและจิต)-สฬายตนะ(อายตนะ ๖)-ผัสสะ (ขบวนการทำงานของสิ่งที่มีชีวิตหรือนิมิตหรือเครื่องหมายของการมีชีวิตอยู่ คนตาย ไม่สามารถเกิดผัสสะได้)

หากไม่มีชีวิต วิญญาณ ๖ ตรงผัสสะ จะเกิดขึ้นไม่ได้

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ(วิญญาณ๖)

ผัสสะ มีหกอย่าง คือ

1.จักขุสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ

2.โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางหู คือ หู+เสียง+โสตวิญญาณ

3.ฆานสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางจมูก คือ จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ

4.ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ

5.กายสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ(เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ

6.มโนสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางใจ คือ ใจ+ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิด)+มโนวิญญาณ

ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว หมายถึง ถ้าไม่มีชีวิต ผัสสะย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

ปฏิจจสมุปบาท (ตอนที่๑)

จาก มหานิทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐

ดูกรอานนท์ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ
เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ

จาก ปัจจัยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖

ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่น มูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท

(ภิกฺขเว ยา ตตฺร ตถตา อวิตถตา อนฺถตา อิทปฺปจฺจยตา อย วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท)

(ถ้าเขียนทับศัพท์จะได้ว่า -ภิกษุทั้งหลาย ตถตา อวิตถตา อนัญญถตา หลักอิทัปปัจจยตา ดังพรรณนามาฉะนี้แล เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท)

ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักธรรมที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเกิดการดำเนินไปและการดับไปของชีวิต รวมถึงการเกิด การดับแห่งทุกข์ด้วย

ในกระบวนการนี้สิ่งทั้งหลายจะเกิดขึ้น เป็นอยู่ และดับลงไปในลักษณะแห่งความสัมพันธ์กันเป็นห่วงโซ่ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันในรูปของ วงจร เพราะกระบวนการของชีวิต เป็นวัฏฏะแห่งกิเลส กรรม วิบาก ซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร

คำว่า ปฏิจจสมุปบาท มาจากศัพท์ว่า ปฏิจจ สํ และ อุปปาท

ปฏิจจ หมายถึง เกี่ยวเนื่องกัน สัมพันธ์กัน

สํ หมายถึง พร้อมกัน หรือ ด้วยกัน

อุปปาท หมายถึง การเกิดขึ้น

ชื่อต่าง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท

ยังมีคำอื่น ๆ เรียกแทนคำว่า “ปฏิจจสมุปบาท” (คำอันเป็นไวพจน์) ได้อีก คือ

1. ธัมมฐิตตา หรือ ธัมมฐิติ

2. ธัมมนิยามตา หรือ ธัมมนิยาม

3. อิทัปปัจจยตา

4. ตถตา

5. อวิตถตา

6. อนัญญถตา

7. ปัจจยการ

1. ธัมฐิตตา หรือ ธัมมฐิติ คือ ความดำรงอยู่ตามธรรม หมายถึง ความดำรงอยู่ตามปัจจัย สิ่งที่ดำรงอยู่ตามปัจจัยนั้น ก็คือ อวิชชา สังขาร ฯลฯ ชาติ ชรามรณะ

ซึ่งก็หมายความว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้สังขารดำรงอยู่ สังขารเป็นปัจจัยให้วิญญาณดำรงอยู่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้นามรูปดำรงอยู่ นามรูปเป็นปัจจัยให้สฬายตนะดำรงอยู่ สฬายตนะเป็นปัจจัยให้ผัสสะดำรงอยู่ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เวทนาดำรงอยู่ เวทนาเป็นปัจจัยให้ตัณหาดำรงอยู่ ตัณหาเป็นปัจจัยให้อุปาทานดำรงอยู่ อุปาทานเป็นปัจจัยให้ภพดำรงอยู่ ภพเป็นปัจจัยให้ชาติดำรงอยู่ ชาติเป็นปัจจัยให้ชรามรณะดำรงอยู่ เมื่อชาติชรามรณะยังดำรงอยู่แน่นอนว่า โสกะ (ความโศก) ปริเทวะ (ความร้องไห้คร่ำครวญ) ทุกข์ (ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) อุปายาส (ความคับแค้นใจ) ก็ยังดำรงอยู่ด้วย

2. ธัมมนิยามตา หรือ ธัมมนิยาม คือ ความแน่นอนแห่งธรรม หรือความแน่นอนตามธรรม หมายถึง ความแน่นอนแห่งปัจจัยหรือความแน่นอนตามปัจจัย สิ่งที่แน่นอนตามปัจจัยนั้น ก็คือ อวิชชา สังขาร ฯลฯ ชาติ ชรามรณะ

ซึ่งก็หมายความว่า อวิชชา เป็นปัจจัยให้สังขารเกิดแน่นอน สังขารเป็นปัจจัยให้วิญญาณเกิดแน่นอน วิญญาณเป็นปัจจัยให้นามรูปเกิดแน่นอน นามรูปเป็นปัจจัยให้สฬายตนะเกิดแน่นอน สฬายตนะเป็นปัจจัยให้ผัสสะเกิดแน่นอน ผัสสะเป็นปัจจัยให้เวทนาเกิดแน่นอน เวทนาเป็นปัจจัยให้ตัณหเกิดแน่นอน ตัณหาเป็นปัจจัยให้อุปาทานเกิดแน่นอน อุปาทานเป็นปัจจัยให้ภพเกิดแน่นอน ภพเป็นปัจจัยให้ชาติเกิดแน่นอน ชาติเป็นปัจจัยให้ชรามรณะเกิดแน่นอน เมื่อมีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ย่อมเกิดด้วยอย่างแน่นอน

3. อิทัปปัจจยตา คือ ความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย หมายถึง เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มีตาม เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นตาม สิ่งที่เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ก็มีตาม ก็คือ อวิชชา สังขาร ฯลฯ ชาติ ชรามรณะ

ซึ่งก็หมายความว่าเมื่ออวิชชามี สังขารก็มีตาม เมื่อสังขารมี วิญญาณก็มีตาม เมื่อวิญญาณมี นามรูปก็มีตาม เมื่อนามรูปมี สฬายตนะก็มีตาม เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะก็มีตาม เมื่อผัสสะมี เวทนาก็มีตาม เมื่อเวทนามี ตัณหาก็มีตาม เมื่อตัณหามี อุปาทานก็มีตาม เมื่ออุปาทานมี ภพก็มีตาม เมื่อภพมี ชาติก็มีตาม เมื่อชาติมี ชรามรณะก็มีตาม เมื่อชรามรณะมี โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็มีตามด้วย

4. ตถตา คือ ความเป็นเช่นนั้น หมายถึง ความเป็นจริงอย่างนั้น สิ่งที่เป็นจริงอย่างนั้น

ก็คือ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะซึ่งเป็นความจริงที่คงอยู่ตลอดเวลา และเป็นความจริงที่ว่า เมื่อมีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส ก็เป็นของจริงที่เกิดตามมาจริง

5. อวิตถตา คือ ความเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นเช่นนั้น หมายถึง ความเป็นจริงอย่างนั้นไม่ผันแปรไปเป็นความไม่จริง สิ่งที่เป็นจริงโดยไม่ผันแปรนั้น

ก็คือ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ และก็เป็นความจริงโดยไม่มีทางผันแปรไปได้อีกที่ว่า เมื่อมีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นจริงที่เกิดตามมาโดยไม่ผันแปร

6. อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นอย่างอื่น หมายถึง เป็นอย่างอื่นจากที่เป็นมานี้ไม่ได้ สิ่งที่เป็นอย่างอื่นจากที่เป็นมานี้ไม่ได้

ก็คือ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ และก็เป็นอย่างอื่นจากที่เป็นมานี้ไม่ได้ ก็คือ เมื่อมีชาติ ชรามรณะแล้วโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นจริงที่เกิดตามมาโดยไม่ผันแปรเป็นอื่นจากนี้ไปได้

7.ปัจจยาการ คือ อาการตามปัจจัย หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นตามปัจจัย

ซึ่งก็หมายความว่า อวิชชา สังขาร ฯลฯ ชาติ ชรามรณะ ต่างเกิดขึ้นตามปัจจัยปรุงแต่ง และเมื่อมีชาติ ชรามรณะแล้ว โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เกิดตามปัจจัยด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ ชื่อเรียกปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเท่ากับให้ความหมายขยายความของปฏิจจสมุปบาท ชื่อทั้งหมดนี้มีปรากฏอยู่ทั้งในพระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก.

๑๙-๒๐ กค.๕๕ (แค่รู้)

๑๙ กค.๕๕ (แค่รู้)

ทำตามสภาวะ

เมื่อคืน ขณะนอนอยู่ รู้สึกตัวเป็นระยะๆ พอรู้สึกตัว ก้รู้ว่า จิตกำลังเป็นสมาธิอยู่ เดี๋ยวนี้ เวลาจิตเป็นสมาธิ คือ กำลังจะเป็น จะรู้ชัดในอาการที่กำลังเกิด แบบรู้สึกได้ชัดมากๆ กว่าแต่ก่อน

โยนิโสมนสิการ ครอบคลุม ทั้งสภาวะภายนอก และสภาวะภายใน ทั้งหมด

อโยนิโสมนสิการ คือ เหตุของ ต้นเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม ภพชาติในวัฏฏสงสาร ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง

สภาวะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อผ่านสภาวะแต่ละสภาวะไปได้ ปริยัติ จะเกิดขึ้นเอง

ทุกๆครั้ง ที่งานเขียนสะดุด คือ ไปต่อไม่ได้ ก็แค่รู้ไปเรื่อยๆ เขียนไม่ได้ ก็ไม่ต้องเขียน เพราะรู้ดีว่า ถึงเวลา จะมีเหตุให้ เขียนต่อเอง ทั้งๆที่ ไม่ได้คิดอยากจะเขียนอย่างใด

ครั้งนี้ก็เช่นกัน บทความหยุดที่เรื่อง สัมมาทิฏฐิ ทีต่อจาก สัมมาสมาธิ มันอธิบายได้ยากกว่า สรุปแล้ว ญาณ ๑๖ ที่ใช้ในการสอบอารมณ์ในปัจจุบัน มาจากไหน เมื่อถึงเวลา มีเหตุให้รู้ จะรู้เองจริงๆ

หลายวันมานี้ ได้เข้าไปสนทนาในเว็บบอร์ด เรื่อง โสดาบัน เกิดเป็นยักษ์ ในการเขียน ต้องหาข้อมูล เคยคิดอยากได้บท พุทธวจนะ แต่ไม่เคยเห็นบทเต็มๆ เห็นแต่เล็กๆน้อยๆ บางส่วนที่คนนำมาโพสกัน

มีเหตุจริงๆ ไปเจอเว็บหนึ่ง เขารักษาเรื่อง พุทธวจนะ แต่ทีนี้ ในการนำเสนอ กลับมีข้อคิดเห็นของผู้รักษา แทรกทิฏฐิของตัวเอง เข้าไปเป็นระยะๆ จึงไม่ขอเอ่ยนาม มาในที่นี้

ก็มีเหตุให้ได้ข้อมูล เรื่องของพระพุทธเจ้า แรกตรัสรู้ ที่เปิดๆอ่านมา แม้กระทั่งพระไตรปิฎก ก้ล้วนเป็นสำนวนของอรรถกถาจารย์ เป็นส่วนมาก เราเพียงหยิบยกบางส่วน ที่เห็นว่า มีประโยชน์ ในเรื่องสภาวะมาใช้อ้างอิง แต่ มันคือ สัญญา

ทุกๆเรื่อง ที่เป็นเรื่องนอกตัว และในตัว เรามองว่า เป็นเพียงสัญญา เพราะ ถ้าปัญญา รู้แล้วจบ ไม่มียืดเยื้อต่อ ที่ยังมี ล้วนเป้นเพียงสัญญา จึงเขียนไปตามสัญญา ไม่ได้มองว่า ใครเชื่อหรือไม่เชื่อ เมื่อรู้ชัดในเรื่องเหตุ เรื่องนี้ตกไป

ในการค้นหาข้อมูล มีเหตุให้ไปเจอ สภาวะที่พระผู้มีพระภาค ทรงใช้ในการสอบอารมณ์พระสารีบุตร ซึ่ง พระสารีบุตร กล่าวตามความเป็นจริง ที่ตนเองเป็นอยู่ มีอยู่ ไม่ใช่นำเรื่องญาณ ๑๖ มาสอบอารมณ์แต่อย่างใด

ทำให้รู้ว่า เรื่องญาณ ๑๖ เป็นเรื่องที่ อรรถกถาจารย์ นำมาใช้ในการสอบอารมณ์ สืบเนื่องกันมา จนถึงปัจจุบันนี้ ไม่แตกต่างกับคำเรียกต่างๆ เช่น โยนิโสมนสิการ ที่ต่างคยต่างแปล ตามความรู้ของแต่ละคน

รู้แล้ว มีแต่เบื่อ เบื่อมากกกก ไม่ได้อยากรู้ ไม่ได้อยากเห็น เมื่อถึงเวลา มีเหตุให้ต้องรู้เอง

ชีวิต จึงเหมือนนักเรียน ไม่อยากเรียน ก็ต้องเรียน ไม่อยากรู้ ก็มีเหตุให้รู้ จิตนี้ เป็นมหาลัยที่ยิ่งใหญ่ รู้แล้วจบ เรียนแล้วจบ

จบภพ จบชาติ ไม่ต้องเวีบนว่าย ตายเกิด อีกต่อไป

เกิดเมื่อไหร่ มีแต่ทุกข์ ทุกข์ซ้ำทุก์ซ้อน กว่าจะรู้ว่า ทุกข์นั้นๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุ ต้องเรียน มีหน้าที่ คือ เรียนรู้ รู้แล้ว เรียนซ้ำๆๆๆๆๆ จนกว่า จิตจะปล่อยวาง ด้วยตัวของจิตเอง

พระไตรปิฎก กับ อรรถกถาจารย์ เป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กัน ผู้ใดยึด ล้วนเป็นทุกข์

๑๗-๑๘ กค. ๕๕ (เบื่อ)

๑๗ กค. ๕๕ (เบื่อ)

ทำตามสภาวะ

เมื่อก่อน เคยมีความคิดว่า สังขารก็เรื่องของสังขาร สุดท้ายไม่พ้นความตาย เมื่อมาปฏิบัติ ความคิดเปลี่ยนไป กลับหันมาดูแล ใส่ใจเรื่องอาหาร และการดูแลสุขภาพ

เพราะคิดว่า การที่คิดว่า สังขารก็เรื่องของสังขาร คือ ความประมาท ที่มีอยู่

จริงอยู่ ยังไงๆไม่พ้นความตาย ในเมื่อต้องตาย ทำไมไม่ใช้ชีวิต ที่เกิดมาแล้ว ให้คุ้มค่า เพราะ การเกิด ล้วนเป็นทุกข์ มองเห็นอยู่อย่างนั้น? เนืองๆ

ตอนนี้ รู้สึกรักตัวเอง มากกว่าก่อนๆ คนรอบๆข้างเลยได้อานิสงส์ไป?ด้วย หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น

๑๘ กค.๕๕(โลก)

ทำตามสภาวะ

โลกของความจริง

เมื่อผัสสะมากระทบ แล้วมีความรู้สึกยินดี ยินร้าย นั่นคือ เหตุ ที่เรามีอยู่กับสิ่งๆนั้น หรือ ไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม นั่นคือ ไม่มีเหตุกับสิ่งๆนั้น ถึงแม้สิ่งๆนั้น จะมีชีวิต หรือ ไม่มีชีวิตก็ตาม

เมื่ออารมณ์ความรู้สึกเกิด ถ้าปล่อยให้ไหลตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น กิเลสทั้งหลาย ก็มีพลังมากขึ้น เป็นเหตุให้ เกิดการสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

ส่วนมโนกรรม หรือความคิด ตราบใดที่ยังมีกิเลส ห้ามไม่ได้ แค่รู้ไป ว่ามีความรู้สึกนึกคิดยังไง ที่ควรกระทำ คือ กดข่มการะทำ ไม่สร้างเหตุขึ้นมาใหม่ ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น

มีเหตุ(ยินดี/ชอบ-ยินร้าย/ชัง) กับไม่มีเหตุ(ไม่รู้สึก)เท่านั้นเอง

เปลือกภายนอก ที่มองเห็น เอาไปประเมินไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเหตุของแต่ละคน ส่วนความถูกใจ ไม่ถูกใจ มันเป็นเหตุของเรา การปรุงแต่งล้วนเกิดจากอุปทานที่มีอยู่

โลกอินเตอร์เน็ต

ไม่แตกต่างกัน ในเรื่องของผัสสะ เพียงแต่ เป็นการสนทนาแบบไม่มีตัวตนปรากฏ ผลที่ได้รับ จากการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ถ้าจิตไปครุ่นคิด อย่างมากแค่ ฟุ้ง

แต่ถ้าโทสะมาก ก็จะกลายเป็นความพยาบาทไป เป็นการพอกพูนกิเลสด้วยความไม่รู้ แม้กระทั่ง กิเลสตัวอื่นๆก็เช่นเดียวกัน

ส่วนดี อาจทำให้ เป็นนักค้นคว้ามากขึ้น มีความรู้ต่างๆมากขึ้น

วิบากด้านอื่นๆ ส่งผลกระทบ น้อยกว่า การกระทำ กับผู้ที่มีตัวตนจริง ในชีวิตจริง

ในชีวิตจริง

เมื่อความรู้สึกยินดี-ยินร้ายเกิด แล้วก่อการกระทำออกไป ทางกายกรรมบ้าง วจีกรรมบ้าง นั่นแหละ ภพชาติเกิดขึ้นใหม่เนืองๆ

ถ้าไปจอกับเหตุการณ์ทำนองนี้หรือมีลักษณะเช่นนี้ วางไปเถอะค่ะ อย่าเอามาใส่ใจ เพราะมันเป็นเหตุของคนอื่นเขา

หน้าที่ของเรามี คือ ปฏิบัติต่อเนื่องไป อะไรเกิดขึ้น แค่รู้ไป ทุกสิ่งเกิดขึ้นที่จิต ให้มันจบลงที่จิต อย่าให้ถึงขั้น สร้างเหตุออกไปนอกตัว เท่านั้นเอง

เมื่อเห็นตามความเป็นจริง จิตจะมีแต่ความเบื่อหน่ายสุดๆ อันนี้ เที่ยงแท้แน่นอน

แค่ดู แค่รู้ บางครั้งทนไม่ได้ ได้แต่บอกกับตัวเองว่า แมร่งเซ็งเป็ด ยิ่งเห็น ยิ่งทุกข์

ดีนะ ที่ได้คู่ครองดี เข้าใจสภาวะเหมือนๆกัน เลยไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ในครอบครัว

บางครั้งจิตคิดพิจรณา ระหว่างชีวิตคู่กับชีวิตคนโสด ชีวิตแบบไหนดีกว่ากัน

สุดท้ายก็ได้คำตอบ ไม่ว่าชีวิตแบบไหนๆ ล้วนต้องทำงาน เพื่อเลี้ยงสังขารหรือ อัตภาพร่างกายนี้

ไปอยู่วัด สภาวะเป็นแบบนี้ คนที่ไม่เข้าใจ เขาย่อมมองว่า เรานี้ ขี้เกียจ เอาแต่ทำสมาธิ(นอน) ซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น

แต่กับคู่ครอง วันไหน สภาวะเบื่อ เล่นงานรุนแรง จะบอกกับเขาว่า เจ้านาย วันนี้เบื่อมากๆ แทบจะไม่ทำอะไรเลย ทำแค่สิ่งที่ อำนวยความสะดวก ให้กับเจ้านายเท่านั้นเอง

เจ้านายก็ดีมากๆ บอกว่า ไม่เป็นไร เบื่อให้รู้ว่าเบื่อ ไม่ทำตอนนี้ สุดท้าย วลัยพรก็ต้องทำอยู่ดี อยากจะบอกว่า แค่ดู แค่รู้ แค่ยอมรับตามความเป็นจริงไปค่ะ เหตุมี ผลย่อมมี

เนื่องจาก แนะนำอะไรใครไป สมมุติว่าหนึ่งคน สองคน สามคน แรกๆยังไม่มีผลอะไร

พอมากขึ้น โดนหมดเลยค่ะ ที่แนะนำคนอื่นไปทั้งหมด
สภาวะคนไหนเป็นอย่างไร วลัยพรโดนหมดค่ะ คิดดูละกัน โดนกิเลสรุม เราแค่หนึ่งแรง กิเลสตั้งกี่คนล่ะ ที่แนะนำไปทั้งหมด

แม้กระทั่ง เรื่อง กามราคะ ที่มีคนมาปรึกษา อันนี้
ผลย้อนกลับมา โดนซะอ่วมอรทัยเลย ก็เลยไม่ค่อยได้คุยกับใครมาก เพราะเหตุนี้แหละ เวลากิเลสมันรุม รู้สึกเหนื่อยใจมากๆเลย ถ้าไม่ได้สมาธิ อยู่ไม่ติดจริงๆ

๑๑-๑๖ มิย. ๕๕ (ผู้ไม่ตกต่ำ)

๑๑ มิย. ๕๕ (ผู้ไม่ตกต่ำ)

ทำตามสภาวะ

ผู้ใด ปฏิบัติด้วยการ โยนิโสมนสิการ ผู้นั้น ชื่อว่า ผู้ไม่ตกต่ำ อย่างแน่นอน

หรือ ผู้ใด มีสภาวะ สัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว ผู้นั้น ชื่อว่า ผู้ไม่ตกต่ำ อย่างแน่นอน

รู้แรกๆ จะรู้โดยสัญญา สัญญามาในรูปของตัวรู้ หรือความรู้สึกนึกคิด สติ เป็นตัวขุดคุ้ยออกมา

หากแค่รู้ จะยึดหรือไม่ยึด ในสิ่ง ที่เกิดขึ้น เพียงรู้ไปตามนั้น อย่านำไปสร้างเหตุ สภาวะ จะดำเนินไปต่อเนื่องเอง

๑๖ กค.๕๕ (แว่บ-นิ่ง)

ทำตามสภาวะ

การเขียนบทความ ไม่สามารถแสดงข้อคิดเห็นในโลกของความจริงได้ จะมีแต่เหตุไม่รู้จบ หากมีข้อโต้แย้งกัน แต่ ในโลกอินเตอร์เน็ต สามารถทำเช่นนั้นได้ แม้บางครั้ง อีกฝ่ายที่เข้ามาสนทนาด้วย จะมีอารมณ์รุนแรงก็ตาม

ก็ได้เห็นใจของตัวเอง ว่ารู้สึกอย่างไรบ้างกับผัสสะที่เกิดขึ้น มีแว่บบ้าง คือ รำคาญ กับภาษาที่คุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง คือ คุยกันคนละเรื่อง

เขาพยายามเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่เขาคิด ส่วนเรา แสดงไปถึงสิ่งที่เราคิด มันเลยเหมือนคุยกันคนละเรื่อง

แต่พอมีความคิดเกิด ก็แค่ความคิดเห็นของเขา เขาจะแสดงอะไรออกมา นั่นคือ สิ่งที่เขาเป็นอยู่ พอคิดได้ จิตสงบลง ไม่มีความรำคาญเหลืออยู่ เป็นเหตุให้ เห็นบางมุมองของผู้ที่มีความยึดมั่นถือมั่นมากในพระผู้มีพระภาค ถึงขั้นกล่าวหาว่าเรานั้น อกตัญญู ไม่เป็นไร เพราะรู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี

เราน่ะรับได้ นี่คือ สิ่งที่เรารู้อยู่ แต่สำหรับ เขา เมื่อถึงเวลารับผล ในการว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม เขาจะรับได้ หรือรับไม่ได้ นั่นก็เหตุของเขา

การสนทนาครั้งนี้ เราเป็นผู้ได้ประโยชน์ เพราะ ในการหาข้อมูล ทำให้ไปเจอ สภาวะที่พระผู้มีพระภาค ทรงสอบอารมณ์พระสารีบุตร ซึ่งไม่ใช่แบบญาณ ๑๖ ที่ใช้ในการสอบอารณ์ในปัจจุบัน

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุจริงๆ เราถูกสอบอารมณ์ด้วยผัสสะ ถือว่า สอบผ่าน เพราะ มีแว่บ แค่แปบบเดียว ไม่มีการต่อเนื่องในอารมณ์ แต่ก็ได้รายละเอียดเรื่องการสอบอารมณ์ ในสมัยพุทธกาลมา

คำว่า นินทา ลักษณะอาการ คือ การให้ร้ายหรือเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น หรือการกล่าวเพ่งโทษหรือการให้ร้ายผู้อื่น ลับหลัง

๖-๑๐ กค.๕๕ (สภาวะเปลี่ยน-นิมิต)

๖ กค.๕๕(ตายเหนือตาย)

ทำตามสภาวะ

ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

ตายเหนือตาย ไม่มีการตาย แล้วเกิด อีกต่อไป

นี่แหละ คือ ตายเหนือตาย ที่แท้จริง

คิดถึง หลวงพ่อจรัญ ชะมัด

ท่านมักจะถาม ทุกๆคน เสมอๆว่า อดทนกันแค่นี้ อดทนกันไม่ได้เลย เชียวหรือ

๘ กค.๕๕ (ฝึกจิต)

ทำตามสภาวะ

การฝึกจิต คือ การปลดปล่อยจิต ให้เป็นอิสระ แต่ ไม่สร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกยินดี ยินร้าย ที่เกิดจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

การกดข่มจิต เอาสิ่งที่คิดว่า ดี ไม่เอา สิ่งที่คิดว่า ไม่ดี

แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี มีหน้าที่ แค่รู้ ไปอย่างเดียว เพราะนั่น คือ ความจริง ที่ยังมีและยังเป็นอยู่ ในจิต

นี่แหละเหตุ เส้นทางจึงหลากหลาย ไม่มีถูก/ผิด เพราะ เหตุของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย


๑๐ กค.๕๕ (สภาวะเปลี่ยน-นิมิต)

ทำตามสภาวะ

ทุกๆครั้งที่สภาวะจะเปลี่ยนไป จะมีนิมิต ครั้งนี้ก็เช่นกัน

วันนี้มีนิมิต มีคนเดินบนน้ำให้ดู ผิวน้ำไม่มีกระเพื่อม เท้าแตะที่น้ำ แต่เท้าไม่เปียกน้ำ เหมือนเดินกลางอากาศ มีคน เป็นผู้ชาย คนจีน เขาบอกกับเราว่า ลองเดินดูสิ ไม่จมน้ำหรอก

เราก็เดินตามที่เขาบอก จมน้ำทันที ตอนนั้นสติไม่มีเลย มีแต่ความตกใจ ร้องตะโกนให้คนช่วย น้ำเย็นมากๆ เย็นเข้ากระดูก มีบอลลูนลอยมาให้เกาะ พอขึ้นมา ไปที่ห้องๆหนึ่ง เหมือนห้องฉุกเฉิน

จำได้ว่า เขาให้เข้าไปในห้อง รู้สึกหนาวมาก แขนเป็นตะคริว ปวดแขนมากๆ ช่วงที่รู้สึกปวดแขนจนทนไม่ไหว ได้ยินเสียงของตก จึงกลับมารู้สึกที่กาย พอรู้กาย อาการปวดแขน ยังมีอยู่ เหมือนเกิดขึ้นจริงๆ

ทั้งๆที่แขนข้างที่ปวดนั้น ไม่ได้นอนทับ แขนอยู่ด้านบนตัว ในท่านอนตะแคง

หลังจากแผ่เมตตา กรวดน้ำ ไปเข้าห้องน้ำ เห็นขันตกอยู่ในอ่างอาบน้ำ แปลกมากๆ ตกลงมาได้ยังไง ทั้งๆที่ขัน วางไปบนพื้นกว้าง ที่มองดูแล้ว ไม่น่าจะเลื่อนตกลงไปได้

เขียนตามสภาวะ จะมีเหตุให้ต้องเขียน ไม่ได้เขียนเพราะอยากเขียน เหตุนี้ บทความที่เขียนๆไว้ จึงไม่มีจบสมบูรณ์สักบทความเดียว
เพราะเหตุเป็นแบบนี้แหละ เรียกว่า แล้วแต่สภาวะ

“หยุด” ที่ให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึก ยินดี ยินร้าย ต่อ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น

Previous Older Entries

สิงหาคม 2012
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: