๕ กย.๕๕(โยนิโสมนสิการ)

๕ กย.๕๕(โยนิโสมนสิการ)

ทำตามสภาวะ

คำ “โยนิโสมนสิการ” นั้นประกอบด้วยคำสองคำ คือ

โยนิ แปลว่า เหตุ

มนสิการ หมายถึง การทำ(อารมณ์)ในใจ
ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น กระทำไว้ในใจ

ปัจจุบัน คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ในชีวิต

ผัสสะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น

ปัจจุบัน กับ ผัสสะ ตัวเดียวกัน

ปัจจุบัน เป็น ผลอดีต หมายถึง เหตุที่กระทำไว้ ในอดีต ส่งผลมาให้ได้รับ คือ เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ ความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

เป็นเหตุของอนาคต หมายถึง เหตุหรือสิ่งที่กระทำ (การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น) ณ ปัจจุบัน เป็น เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ได้รับผลใน อนาคต

“รูปํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ รูปานิจฺจญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ”

แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ ตั้งสติกำหนดที่รูป ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

“เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ” เธอจงเป็นผู้ดูเหตุ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

“ตั้งสติกำหนดที่รูป” กำหนดรู้ (สติ) ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น

“ถ้ามีสมาธิแล้ว” จิตเป็นสมาธิแล้ว (สติ+สัมปชัญญะ = สมาธิ)

“รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน”

เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ) ปราศจากความมีอัตตาตัวตนหรือความคิดเห็นของตน ถูก ผิด ใช่ ไม่ใช่ ดี ชั่ว กุศล อกุศล ฯลฯ ได้แก่ อุปทานที่มีอยู่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

สภาวะ คือ ภิกษุทั้งหลาย จงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น(โยนิ-เหตุ/สิ่งที่เกิดขึ้น/รูป) ได้แก่ ผัสสะ (สิ่งที่มากระทบ) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

สัมมาสติ

ย่อมเห็นสภาวะของสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม)

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

อินทรีย์สังวร ได้แก่ ศิล

การไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

สมาธิ ได้แก่ จิตตสมาธิ

ปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

นิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

การกระทำเช่นนี้ ยังไม่อาจตัดภพชาติในวัฏฏสงสารให้ดับขาดทีเดียวได้หมด

ได้แค่ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน แต่เป็นปัจจัยให้ ภพชาติการเกิดเวียนว่ายในสังสารวัฏ สั้นลง(น้อยลง)

การเจริญอิทธิบาทภาวนา เป็นฝ่ายสมถะ ในสติปัฏฐาน ๔

สัมมาสมาธิ เป็นฝ่ายวิปัสสนา  ที่นำมาเรียกว่า วิปัสสนา วิปัสสนาญาณ ญาณ ๑๖

ไม่ใช่ที่มีปรากฏอยู่ในพระะรรมคำสอน ที่ว่าด้วย สมถะ-วิปัสสนา

สัมมาสมาธิ

เกิดจากการปรับอินทรีย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ ให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้น

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ เป็นลักษณะ

มีการเห็นตามความเป็นจริงเป็นรส (รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม)

มีความสมดุลย์ระหว่างสมาธิกับสติ เป็นปัจจุปัฏฐาน (เหตุการทำให้เกิดสัมมาสมาธิ)

มีสัมปชัญญะ เป็นปทัฏฐาน (เหตุของการเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ)

โยนิโสมนสิการ

ดูและรู้ตามความเป็นจริง ขณะจิตเป็นสมาธิ

ดูและรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สัมมาทิฏฐิ/สุญญคาร

สภาวะญาณต่างๆ(ญาณ ๑๖) เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นปกติในสัมมาสมาธิ

นับตั้งแต่นามรูปริจเฉทญาณ จนถึงปัจจเวกขณญาณ ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะสัมมาสมาธิ

เป็นเพียงสักแต่ว่า กิริยาหรือสภาวะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การรู้เห็นวิเศษอย่างใด

เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นเหตุที่มาของวิปัสสนูปกิเลส

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สภาวะที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์ เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

ไตรลักษณ์ เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะ

จนกว่าจะเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณ ที่เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยของพละ ๕ ไม่สามารถตั้งใจทำให้เกิดขึ้นเองได้

อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ จะถูกทำลายในสภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น

นิพพาน คือ ความดับภพ ได้แก่ ดับเหตุของการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร(อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ ๑๐)

๓ กย.๕๕(อวิชชา)

๓ กย.๕๕(อวิชชา)

ทำตามสภาวะ

เหตุจากความไม่รู้(อวิชชา) ที่มีอยู่ จึงคิดแก้ไข(ทั้งนอกและใน หรือสิ่งที่เกิดขึ้น) จึงกลายเป็นวัวพันหลัก(เหตุ) ไม่รู้จบ

ไม่ว่าจะนอกหรือใน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายนอก(ผัสสะ) หรือเกิดขึ้นภายใน ขณะจิตเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)อยู่

พระผู้มีพระภาค ทรงผ่านสิ่งต่างๆหรือสภาวะเหล่านี้มาหมดแล้ว จึงทรงวางแนวทางไว้ให้

เย ธมมา เหตุปปะภะวา เตสัง เหตุง ตถาคโต

เตสัญจ โย นิโรโธ จ เอวัง วาที มหาสมโณฯ

(เย ธัมมา) อันว่า ธรรมทั้งหลายเหล่าใด (เหตุปปะภะวา) มีเหตุเป็นแดนเกิดก่อน (คือ เกิดจากเหตุนั่นเอง) (จ) ด้วย

(โย นิโรโธ) อันว่า ความดับใด (เตสัง ธรรมานัง)แห่งธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น (จ) ด้วย

(ตถาคโต) อันว่า พระตถาคต (อาห) ตรัส (เหตุง)ซึ่งเหตุ (เตสัง ธรรมานัง)แห่งธรรมทั้งหลาย เหล่านั้นด้วย

(อาห)ตรัส (ตัง นิโรธัง) ซึ่งความดับนั้นด้วย

(มหาสมโณ) อันว่าพระมหาสมณะ (วาที) เป็นผู้มีปกติกล่าว (เอวัง) อย่างนี้

ซึ่งได้แก่ โยนิโสมนสิการ คือ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ไม่เอาทิฏฐิ(ความเห็นของตน) ที่มีอยู่ ลงไปแทรกแซงในสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

เนื่องด้วยเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และอนุสัยกิเลส ที่มีอยู่ การห้ามความคิด ไม่ให้เกิด ห้ามได้ยาก(ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของขณะนั้นๆ)

แต่ละยุค แต่ละสมัย เหตุปัจจัยของแต่ละคน บัญญัติคำของ โยนิโสมนสิการ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ของผู้คนในยุคนั้น สมัยนั้น

พระผู้มีพระภาค จึงทรงวางแนวทางไว้ให้อีก ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์ คือ รักษาใจ เมื่อรักษาใจไว้ได้ เหตุของการสร้างเหตุทางวจีกรรมและกายกรรม ย่อมเกิดขึ้นน้อยลง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่สร้างขึ้นมาใหม่

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี สภาวะที่เกิดขึ้น จึงจบลงไปตามเหตุปัจจัย

เหตุมี ผลย่อมมี สภาวะใหม่เกิดขึ้นต่อ เนื่องจากเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่(เหตุเก่าและมโนกรรม เหตุใหม่)

อินทรียสังวร

พุทธวจน
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

http://buddhaoat.blogspot.com/p/blog-page_4836.html

หมายเหตุ:

บางคนอาจมีข้อสงสัยว่า เมื่อผัสสะเกิด ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ทำเช่นนี้เนืองๆ ผลที่ได้รับ คือ อะไร?

ผลที่ได้รับ คือ สัมมาสติ เป็นเหตุของการเกิด จิตตสมาธิ(อิทธิบาทภาวนา)

เมื่อหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ สัมมาสมาธิย่อมเกิด

สัมมาสมาธิ เกิดได้ ๒ ทาง คือ

๑. เจตนาทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ การปรับอินทรีย์ คือ ทำสมาธิให้เกิดก่อน(อิทธิบาท ๔ สมาธิ/อิทธิบาทภาวนา) แล้วจึงปรับอินทรีย์

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด ใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ไม่นำทิฏฐิที่มีอยู่ เข้าไปแทรกแซงสภาวะที่เกิดขึ้น มรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (สุญญคาร/สัมมาทิฏฐิ)

๒. ปัจจุบัน ขณะ(ผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น) ใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ได้แก่ ดูตามความเป็นจริง หยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ สัมมาสมาธิย่อมเกิด มรรคมีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ตามเหตุปัจจัย

สัมมาสติ เป็นเหตุของ การสร้างเหตุ การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ เหตุ (วจีกรรม กายกรรม) ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี ยินร้าย โดยมีตัณหา เป็นแรงหนุนนำ ให้เกิดการกระทำ จากความไม่รู้ที่มีอยู่

สัมมาสมาธิ เป็นเหตุของ การสร้างเหตุ การดับเหตุของการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร (สมุจเฉทประหาณ) ได้แก่ อนุสัยกิเลส(สังโยชน์ ๑๐)

ไม่ว่าผู้ใด จะเริ่มต้นสร้างเหตุของการเกิด สภาวะศิล โดยใช้ บัญญัติ นำร่อง แล้วปฏิบัติตาม

หรือ จะเริ่มต้นสร้างเหตุของการเกิด สภาวะศิล โดยใช้หลัก โยนิโสมนสิการ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ

ปัญญาที่เกิด ย่อมเกิดจากเหตุปัจจัยนั้นๆ และจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกระทำ ด้วยตัณหา(ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ)
เหตุมี ผลย่อมมี(๓๑ ภพภูมิ)

เมื่อกระทำ  เพื่อดับเหตุของการเกิดทั้งปวง
เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี(ภพชาติในวัฏฏสงสารสั้นลง จนกระทั่งหมดสิ้นไป ตามเหตุปัจจัย)

๒๙ สค.๕๕(พรหมวิหาร)

๒๙ สค.๕๕(พรหมวิหาร)

ทำตามสภาวะ

ก่อนที่จะคิดสงสารผู้อื่น หรือก่อนจะเอ่ยคำว่า คนนั้น คนนี้ น่าสงสาร  จงสงสารตัวเองให้มากๆเถอะ คนอื่นๆน่ะ อย่าไปสงสาร

เพราะ ถ้าคิดว่า สงสาร นั่นคือ เราคิดว่า ตัวเราเองดีกว่าเขา กิเลสมันละเอียดนะ

 

แต่จงเมตตาต่อกัน ในฐานะเพื่อนที่เกิดร่วมเกิดในวัฏฏสงสาร เมื่อเมตตาแล้ว ความกรุณา ที่เกิดจากใจจริงๆ ให้ด้วยใจจริงๆ โดยไม่หวังอะไร จะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

เมื่อกรุณาเกิดขึ้นแล้ว มุทิตา ได้แก่ ความยินดีพอใจ ที่เห็นเขามีความสุข เป็นเหตุให้จิตเกิดปีติ ชั่วขณะหรือนานมากกว่านั้น จะเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

อุเบกขาจะเกิดขึ้นเอง เมื่อเห็นผู้ที่เราเห็นว่าเขากำลังมีความสุข แต่ต้องประสพกับชะตากรรมที่ไม่ดีต่อมา ไม่มีการไปยึดติด จนกระทั่งเป็นเหตุให้ตัวเองทุกข์

อยู่กับคนหมู่มาก พึงระวังตัวเอง ทั้งคำพูด และการกระทำ ดีเพราะถูกใจตัวเอง ไม่ดี เพราะไม่ถูกใจตัวเอง ตัวเรานี่แหละ ที่ทำขึ้นมาเองทั้งหมด ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว ล้วนเป็นเหตุของคนอื่นเขา แค่ดู แค่รู้ ไม่ควรไปวิพากย์วิจารณ์ใดๆ

เมื่อยังมี เราว่าเขา ย่อมยังมี เขาว่าเรา เป็นเรื่องธรรมดา

๓๑ สค.๕๕

ทำตามสภาวะ

วิธีการคิดพิจรณาของแต่ละคน แตกต่างกันไป

ไม่ว่าจะเป็นการนำสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก(เหตุของผู้อื่น) มาพิจรณา หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของตนเอง มาพิจรณา ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แต่เกิดจากเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ขึ้นชื่อว่า การพิจรณาแล้วเห็นทุกข์ เห็นเหตุแห่งทุกข์ เห็นความดับทุกข์
เป็นเหตุให้หยุดสร้างเหตุนอกตัว หรือทำให้เกิดการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ใช้ได้ทั้งนั้น

คำว่า สงสาร ถ้าคิดว่า สงสาร นั่นคือ เราคิดว่า ตัวเราเองดีกว่าเขา กิเลสมันละเอียด

แต่จงเมตตาต่อกัน ในฐานะเพื่อนที่เกิดร่วมในวัฏฏสงสาร เมื่อเมตตาแล้ว ความกรุณา ที่เกิดจากใจจริงๆ ให้ด้วยใจจริงๆ โดยไม่หวังอะไร จะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

กรุณา หมายถึง ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น

กรุณา ไม่ได้หมายถึง ความสงสาร  ถ้าใช้คำว่า สงสาร นั่นหมายถึง เราดีกว่าเขา เป็นการสร้างเหตุของ การยกตนข่มท่านไปโดยไม่รู้

เมื่อกรุณาเกิดขึ้นแล้ว มุทิตา ได้แก่ ความยินดีพอใจ ที่เห็นเขามีความสุข เป็นเหตุให้จิตเกิดปีติ ชั่วขณะหรือนานมากกว่านั้น จะเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

อุเบกขาจะเกิดขึ้นเอง เมื่อเห็นผู้ที่เราเห็นว่าเขากำลังมีความสุข แต่ต้องประสพกับชะตากรรมที่?ไม่ดีต่อมา ไม่มีการไปยึดติด จนกระทั่งเป็นเหตุให้ตัวเองทุกข์ มีแต่เหตุใหม่เกิดขึ้นเนืองๆ ถ้ารักตัวเอง

และหากมีเมตตา ต่อผู้อื่น ความเงียบ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่ไปสานต่อ ย่อมจบลงไปตามเหตุปัจจัยเอง มีหน้าที่เพียง แค่ดู แค่รู้

แก้ ต้องแก้ที่ตัวเรา นี่คือ เหตุที่ยังมีอยู่
นอกตัว แก้ไขอะไรไม่ได้ นั่นเหตุของผู้อื่น

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

ทำตามสภาวะ

เวลาให้คำแนะนำ   คือ เข้าใจ  ก็อย่างที่บอก เหตุมันก็เดิมๆซ้ำๆนี่แหละ เพียงแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบุคคลเข้ามา ในรูปของผัสสะ เหมือนเล่นละครสลับฉาก ยังไงก็อย่างนั้น

ถ้าแค่ดู แค่รู้ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดยังไงก็ตาม ไม่ลงไปเล่นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

หน้าที่เรา คือ อยู่กับปัจจุบัน พยายามหักห้ามใจตัวเอง อย่าคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ จนกระทั่ง หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก ภพชาติไม่จบไม่สิ้นเพราะเหตุนี้

การปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำต่อเนื่องไป ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลา มากน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา ธรรมะหรือสภาวะจัดสรรให้เอง

หมั่นทบทวนเรื่อง เวลานั่งสมาธิ เมื่อสมาธิเกิด สามารถรู้กายได้หรือเปล่า หรือพอเป็นสมาธิแล้ว ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือมันดับเงียบหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ให้เพิ่มเดิน ก่อนนั่ง

หรือ เกิดสลับกัน รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้ อันนี้ไม่เป็นไร ไม่ต้องเพิ่มหรือลดอะไร

 หลักสำคัญ

หยุดสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม เป็นการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ไม่สานต่อ ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล ที่ยังมีผลมาให้ได้รับอยู่เนืองๆ เกิดจาก เหตุทางมโนกรรมที่ยังมีอยู่  ให้แค่ดู แค่รู้ยอมรับไป

การเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นวิธีการสร้างเหตุ ของการดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อนุสัยกิเลส หรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่

เพียงหยุดสร้างเหตุนอกตัว ปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะภายนอกส่งผลสภาวะภายใน เรียกว่า หนุนนำให้สภาวะภายใน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สภาวะทั้งชีวิตจริง และการปฏิบัติ โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้มีอะไรเลย ที่มีให้เหตุให้เกิดขึ้นเนืองๆ เกิดจาก การนำ “เรา” ที่มีอยู่ ลงไปคลุกเคล้าหรือไปมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าแค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวนั้นๆ ย่อมจบลงไปเอง

หากเราไม่ไปสานต่อ หรือมีส่วนร่วม ตบมือข้างเดียว ไม่ดังหรอก ที่มันดังสนั่น เพราะ ตัวเองน่ะผิด แก้ต้องแก้
ที่ตัวเอง นอกตัว แค่ดู แค่รู้ ไปแก้ไขอะไร ไม่ได้เลยจริงๆ

แม้กระทั่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ไปตามความเป็นจริง สิ่งๆนั้น เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาค ทรงวางแนวทางไว้ให้แล้ว ใช้ได้ตลอดชีวิต ทั้งนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และใน(ขณะปฏิบัติเต็มรูปแบบ) นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง

สิ่งใดที่ใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว ลงไปแทรกแซง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ

แม้กระทั่งเรื่องสภาวะญาณต่างๆ ที่มีปรากฏ นำมาสอบอารมณ์ ล้วนเป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่เป็นสิ่งรู้เห็นวิเศษอันใดเลย เป็นสภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นในสภาวะสัมมาสมาธิ

เมื่อยังมีความไม่รู้ ในความจริงของสภาวะสัมมาสมาธิ พอมีสิ่งใดเกิดขึ้น นำไปเทียบเคียงกับตำรา ผลตามมาคือ อุปกิเลส เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้น เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่

๒๔ สค.๕๕(ทุกขเวทนา อย่างหนัก)

๒๔ สค.๕๕(ทุกขเวทนา อย่างหนัก)

ทำตามสภาวะ

เป็นเดือนมาแล้ว เจอทุขเวทนา ทั้งทางกายและใจ อย่างหนัก

ทางกาย เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัย ของสังขารที่มีอยู่ ช่วงนี้มีอาการปวดแขนข้างขวามาก อาจจะเกิดเนื่องจาก การเย็บผ้า หรือ จากการขยับมือ ในการใช้เมาส์ หรือเกิดจากการหิ้วของหนัก เวลาไปจ่ายตลาด ซื้อของเข้าบ้าน

ทางใจ เห็นแต่ เหตุ ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด เป็นเหตุให้ เกิดความเบื่อหน่าย ทั้งธาตุขันธ์ที่มีอยู่ ทั้งเบื่อหน่าย การเกิด

แรกๆทุกข์มาก  เหตุจาก เกิดความเบื่อหน่ายมากๆ  จิตอยากจะไปบวช อยากอยู่คนเดียว ความรู้สึกนี้ เกิดเป็นระยะๆ ทุกๆครั้ง ที่จิตคิดพิจรณา เหตุจากความเบื่อหน่าย ที่กำลังเป็นอยู่

พอเบื่อมากๆ ทุกข์มากๆ  แค่ดู แค่รู้ไป  จนจิตปล่อยวางลงไปเอง กลับมาอยู่ปัจจุบัน เกิดสภาวะเบื่อหน่าย เดิมๆซ้ำๆอยู่อย่างนี้  ทุกๆครั้งที่เกิดสภาวะนี้ สภาวะอยากบวช จะเกิดคู่กัน

สภาวะกามราคะ หรือความกำหนัดในกาม เกิดขึ้นเอง เหมือนน้ำลาย ที่มีปกติอยู่ในปาก ในปากมีน้ำลายอยู่ยังไง สภาวะกามราคะ เกิดขึ้นแบบนั้น คลอๆอยู่ในความรู้สึก ไม่มีการยกเว้น แม้กระทั่ง  จิตเป็นสมาธิอยู่  แค่ดู แค่รู้ไป ไม่มีจิตพิจรณาสภาวะที่เกิดขึ้นนี้แต่อย่างใด

เพราะ เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว   จิต ไม่ได้มีความอยากเป็นอะไรๆในสมมุติอะไรๆอีกต่อไป    เนื่องจากรู้ชัดในแต่ละสภาวะดีว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ คือ กิเลสที่ยังมีอยู่  โดยไม่ต้องไปพยายามสร้างเหตุ เพื่อตรวจสอบ ด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ

สภาวะละเอียดมากขึ้น กิเลส ยิ่งเนียนละเอียดมากขึ้น อยู่ที่ว่า จะดูทัน หรือรู้ทันไหม เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป   เมื่อไม่มีใจทะยานอยาก ในสมมุติบัญญัติทั้งหลาย จะมองเห็นสภาวะนี้ ทะลุอย่างแจ่มแจ้ง

เหตุของการอยากบวช เป็นกิเลสที่เนียนละเอียด นั่นคือ การให้ค่า ต่อสภาวะที่เกิดขึ้น ชีวิตฆราวาส กับนักบวช แตกต่งเพียงเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

เหตุของตัวเราเองนั้น ทุกๆครั้งที่อยากบวช สติ เป็นตัวบอก สัมปชัญญะ เป็นความรู้สึกตัว กลับมาอยู่ปัจจุบันทันที  เป็นคนไม่ชอบกฏเกณฑ์ การบวช ต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ โดยเฉพาะแม่ชี เห็นแม่ชีตามวัด ทำงานงกๆ  ไม่แตกต่างจากชีวิตฆราวาสเลย

พระ ยิ่งปฏิบัติมากเท่าไหร่ มีแต่เสียงชื่นชม มีแต่ความศรัทธา  ดูเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ เป็นตัวอย่าง  ความชื่นชมตรงนี้ เป็นความชื่นชมส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับบุคลลอื่นๆ  หรือการปฏิบัติ การประพฤติของบุคคลอื่นๆแต่อย่างใด(ไม่มีเปรียบเทียบ)

สภาวะเบื่อหน่าย กับสภาวะอยากบวช จะเกิดคู่กัน เกิดแล้วดับหายไปเอง เพราะรู้ชัดดีว่า เป็นสภาวะกิเลส ไม่ใช่ตามความเป็นจริง เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกนึกคิดเช่นนั้น

การเลี้ยงชีพ เกิดมาแล้ว ต้องมีอาหาร เลี้ยงธาตุขันธ์ที่มีอยู่  ของฟรีไม่มีในโลก ต้องการอาหาร ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ไม่ทำงาน จะมีอาหารมาเลี้ยงชีพได้อย่างไร พระทำงานแบบพระ  ฆราวาส ทำงานแบบฆราวาส

 

ผลที่ได้รับ แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

 
การปฏิบัติ ไม่ได้มีวิธีการแปลกประหลาด หรือแหวกแนวแต่อย่างใด ยังคงทำเหมือนเดิม เดิมๆซ้ำๆ  หยุดสร้างเหตุนอกตัว ได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกข์/สุขทางโลก สักแต่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สภาวะย่อมดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง

ทั้งนอกและใน ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ตราบใดที่ยังมีกิเลส สภาวะ จิตคิดพิจรณา หรือมีความรู้สึกยินดี ยินร้าย ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งนอกและใน เป็นเรื่องปกติ

ชีวิตที่เหลืออยู่ มีสภาวะเป็นตัวนำทาง มีสติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่ง มีสมาธิ เป็นอาหารของจิต เรื่องนอกตัว ล้วนเป็นเพียงผลของเหตุที่มีอยู่ สักแต่ว่ามากขึ้นเรื่อยๆ

เวลา กลางวัน กลางคืน เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ตามเหตุปัจจัยไม่มีผลต่อ การดำเนินวิถีจิต ที่ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่สร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่  นอนสักแต่ว่านอน ตามกิริยา ที่มองเห็นภายนอก ภายใน รู้ชัดอยู่ในกายและจิต(รูปนาม)เนืองๆ

๒๓ สค.๕๕(สมาธิเปลี่ยนไป)

๒๓ สค.๕๕(สมาธิเปลี่ยนไป)

ทำตามสภาวะ นั่ง ๒ ชม.ครึ่ง

ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ปวดแขนมากๆ  ยกมืออีกข้างนวดแขน ขณะกำลังนวด จิตเป็นสมาธิตลอด ยกแขนข้างปวด ยกขึ้น ยกลง ๒๐๐ ครั้ง ยกเข้า ยกออกจากตัว ๑๐๐ ครั้ง นับได้ตลอด รู้สึกถึงสมาธิที่ยังเกิดอยู่ มีโอภาสเกิดร่วมด้วย ขณะที่กำลังยกแขน จนกระทั่งรู้สึกค่อยยังชั่ว แขนวางลงปกติ สมาธิยังคงเกิดตลอด โอภาสยังเกิดอยู่ แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ที่บอกว่า สมาธิก้าวหน้า เมื่อก่อน ถ้าขยับตัวแบบนี้ สมาธิจะคลายตัว บางครั้งหายไปเลย ครั้งนี้ไม่มีอาการแบบนั้น กำลังสมาธิ แนบแน่นตลอด รู้สึกได้ตลอด แม้กระทั่งกำลังขยับแขนไปมา

ฉากเด็ด ถ้าเป็นคุณ อยู่ในสถานการณ์นี้ คุณทำอย่างไร?

เมื่อเย็นไปตลาดมา ของเยอะมาก ขณะเดินอยู่ กระเป๋าที่ใส่ของ ก้นกระเป๋า ไปโดนขาคนข้างหน้า คำแรกที่ได้ยินคือ

อี-ดอ-ก เอาอะไรมาทิ่มกรู …

คำแรกที่เราเอ่ยคือ ขอโทษค่ะ (ใจตอนนั้น นิ่งๆ แค่รู้ ไม่มีอารมณ์ใดๆเกิดขึ้น)

คำต่อมา อีช้างลากเย็-ด แล้วหันไปด่าให้แม่ค้าข้างทางฟั?ง

เราเดินต่อ ไม่ได้พูดอะไรอีก

ตรงจุดขึ้นรถ วันนี้มีตลาดนัด ขณะเดินผ่านคน วัยรุ่นเดินชนเรา คำแรก อีห่านี่

เรามอง เขาพูดต่อว่า ขอโทษค่ะ

เออนะ นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน สติแตกไปแล้ว ตั้งแต่โดนด่าครั้งแรก นี่ใจมันนิ่ง รู้ดีว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มีเหตุ

ไม่ว่าเราจะแนะนำใคร ให้คำแนะนำใดๆไปก็ตาม ตัวเราเองต้องเจอสิ่งเหล่านั้น แบบไม่มีโอกาสตั้งตัว

เคยมีคนถามว่า ทำไมถึงไม่คิดจะสอนใครๆ ตอบได้เลยว่า ตราบใดที่กิเลสยังมีอยู่ ไม่เอาเด็ดขาด ขนาดเป็นแค่พี่เลี้ยง ยังโดนขนาดนี้ บางครั้ง เล่นเอาเหนื่อยใจ ขอเอาตัวเองก่อน ทำตามเหตุปัจจัย

เพราะเหตุนี้ จึงไม่สนใจที่จะสอนใคร ยกเว้น คนๆนั้น มีเหตุปัจจัยกับเรา เขาจะเข้ามาหากันเอง คุยกันแบบมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่แบบชื่อสมมุติในเน็ท

เรื่องสภาวะ ต้องคุยกันต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องการคาดเดา เอาชีวิตทั้งชีวิต ไปแขวนอยู่กับการคาดเดาไม่ได้

ส่วนการปฏิบัติ ตามเหตุปัจจัย ไม่มีเน้นรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของคนๆนั้น

๒๓ สค.๕๕ (ยอมรับ-จบ)

๒๓ สค.๕๕ (ยอมรับ-จบ)

ทำตามสภาวะ

 

แนะนำ

เพียงทำตามเหตุปัจจัย เจอสิ่งใด ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกยินดีก็ตาม ยินร้ายก็ตาม หรือ ด้วยอารมณ์ใดๆก็ตาม

ให้แค่รู้ อย่าโต้ตอบ อย่าแก้ไข หรือแก้ตัว ปล่อยให้ทุกอย่าง เกิดขึ้นตามความเป็นจริง สภาวะนั้นๆ จะจบลงตามเหตุปัจจัยเอง

แค่เจ็บใจ แค่เสียความรู้สึก ไม่ตายหรอก เดี๋ยวสิ่งนั้นๆ ก็ผ่านไปแล้ว ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร น่ากลัวกว่า ทุกข์ยิ่งกว่า แค่ผัสสะต่างๆที่มากระทบ

ใครจะพูดว่าอะไร ยังไง นั่นเหตุของเขา แต่ที่มีผลทำให้ เรารู้สึก ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง นั่นคือ เหตุปัจจัย ของเราเอง ที่ยังมีอยู่ ยอมรับไป ยิ้ม เมื่อไม่สานต่อ เดี่ยวก็จบลงไปเอง

ถ้ามีการสานต่อ เรื่องต่างๆนั้น ไม่จบลงไปสักที เมื่อยังไม่จบ จึงรู้สึกว่า เจอแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ซ้ำซากจนทำให้เบื่อ

ความรู้สึกเหล่านี้ ล้วนไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ แค่รู้ ยอมรับไปว่า ยังมีอยู่นะ แต่ไม่นำความรู้สึกนั้นๆ สร้างเหตุกับผู้อื่น หรือสิ่งอื่นๆ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม

บางครั้ง กลัวคนอื่นเบื่อ ในเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง เรื่องก็เดิมๆซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนี่แหละ มีอีกหนึ่งทางเลือก เขียนระบายลงในสมุดหรือบันทึกส่วนตัว เขียนออกมาให้หมด เขียนตามความเป็นจริง

สมุดบันทึกหรือข้อความที่บันทึกไว้ มีคุณประโยชน์มากมาย ทำให้เห็น ความมีตัวตน ที่มีอยู่ เห็นแต่ความเลวอีกด้าน ที่มีอยู่ โง่กับกิเลสของตัวเอง ที่มีอยู่ แต่ไม่โง่ในการสร้างเหตุของการเกิดภพชาติใหม่

วลัยพร ลองทำมาหมดแล้ว แม้กระทั่งพูดตรงๆกับคู่สนทนาว่า ทำไมถึงไม่คุยกับเขาต่อ เพราะ ในเมื่อตัวเองเป็นเหตุ ให้ผู้อื่น สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆต้องจบที่ตัวเราเอง(ในเน็ท ถ้ามีความรำคาญในการเซ้าซี้ ไม่รู้จักโตของคู่สนทนา จะพูดแบบนั้นตรงๆ  ถ้าเป็นเรื่องในชีวิตจริง จะเงียบ ไม่คุยต่อ แล้วคู่สนทนาจะเงียบไปเอง)

พอพูดออกไป ทั้งๆที่ ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ให้มันจบ แค่บอกไปว่า “ไม่คิดจะคุยด้วย เพราะเห็นแต่เหตุ”

แต่เรื่องไม่จบ  คนที่มีเหตุร่วม ก็มาร่วมวงต่อว่าเรา นี่แหละหนอเหตุ จึงไม่มีคำพูดใดๆ ที่จะพูดออกไปอีก ความเงียบ เป็นสิ่งที่ต้องทำ มากกว่า คำอธิบายใดๆ

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน นั่นคือ สิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ การเป็นนักเรียนที่ดี ต้องปิดปากเงียบ การเรียนจะจบลงไว เปิดปากเมื่อไหร่  สภาวะเดิมๆซ้ำๆ เกิดขึ้นทันที เสียเวลาที่มีค่า

๑๙ สค.๕๕ (ทุกข์)

๑๙ สค.๕๕ (ทุกข์)

ทำตามสภาวะ

เหตุจาก ความไม่รู้ชัด ในเหตุแห่งทุกข์ จึงหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดทั้งตัวเองและผู้อื่น

ส่วนผู้อื่น ไม่แตกต่างเช่นกัน ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ ทั้งรับทั้งหลง ร่วมสร้างต่อไป

นี่แหละ ความหลงในสงสาร วัฏฏสงสาร เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เพราะ อวิชชา ที่มีอยู่

 

ทุกข์-สุข เป็นสิ่งที่ควรรู้ ไม่ใช่ นำไปสร้างเป็นเหตุ ให้เกิดขึ้นมาใหม่

เหตุแห่งทุกข์ อุปทานขันธ์ ๕ที่มีอยู่ โดยมีตัณหา เป็นตัวหนุนนำ

ความดับทุกข์ หยุดสร้างเหตุทั้งปวง ตรบใดที่ยังมีกิเลส มโนกรรม ห้ามไม่ได้ แค่รู้ไปว่า ยังมีอยู่ วจีกรรม กายกรรม เป็นสิ่งที่ห้ามได้

วิธีการดับทุกข์ โยนิโสมนสิการ คือ อยู่กับปัจจุบัน

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุของการเกิด มรรค มีองค์ ๘

 

 

๒๐ สค.๕๕(เบื่อมาก)

ทำตามสภาวะ

ช่วงนี้ เจอสภาวะเบื่อ เจอมาหลายวันแล้ว ไม่ได้เกิดจากภายนอก แต่เกิดขึ้นเองภายใน เบื่อมากๆ เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด

อยากใช้ชีวิตเงียบๆคนเดียว อยากอยู่คนเดียว นึกถึงบ้านที่มีอยู่ ที่ว่าง ๕๐ ตารางวา ปลูกกระท่อมเล็กๆแบบอยู่คนเดียวได้ สบายๆ เป็นป่าเล็กๆ ที่แม่ปลูกต้นไม้ทิ้งไว้

ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น อยากคิด ให้คิดไป แค่รู้อย่างเดียว คู่ครองเราดีทุกอย่าง เป็นคนดีจริงๆ ดีจนเรารู้สึกละอายใจ ว่าสิ่งที่ทำให้กับเขานั้น ยังไม่มากพอ เท่ากับความดี ที่เขามีให้กับเรา

สภาวะมันเป็นแบบนี้ ไม่รู้จะทำยังไง รู้สึกละอายใจก็รู้สึก เหมือนคนเห็นแก่ตัว เอะอะก็จะไปอยู่คนเดียว มักมีความคิดแบบนี้ เกิดขึ้นเนืองๆ เวลาที่จิต ไม่เอาอะไรขึ้นมา เวลาเกิดความเบื่อหน่าย คิดเอง หายเอง ไม่เที่ยงจริงๆ

ไม่เคยคิดตามใจกิเลส เพราะรู้ดีว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน สภาวะเปลี่ยนตลอดเวลา เพียงแต่ ช่วงนี้ เจอสภาวะเบื่อ เกิดนานมาก เป็นอาทิตย์แล้ว เบื่อจริงๆ ถ้าอ้วกออกมาได้ คงอ้วกทุกวัน สุดจะทานทนจริงๆ

 

๑๐ สค.๕๕ (ฉลาด/โง่)

๑๐ สค.๕๕ (ฉลาด/โง่)

ทำตามสภาวะ

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเกิดจากเหตุ

ไม่มีใครฉลาด ไม่มีใครโง่

ฉลาดหรือโง่ เป็นเพียงคำเรียกของ สภาวะของการยกตนข่มท่าน (เราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา/เปรียบเทียบ)

 

๑๖สค.๕๕ (เหตุ/สัญญา)

ทำตามสภาวะ

เหตุของวลัยพร ตอนนี้ มีแต่สัญญา

เหตุของ วลัยพร เป็นเพียงสัญญา สัญญาที่ ขุดแคะงัดแงะขึ้นมา ที่เกิดขึ้นเองจากสภาวะ แล้วใส่ปริยัติลงไป เท่านั้นเอง

เพราะวลัยพร ไม่รู้ทั้งปริยัติ ไม่รู้ทั้งอภิธรรม มีแต่การปฏิบัติ ต่อเนื่องเป็นหลัก สิ่งที่เขียนๆลงไป เป็นเพียงสัญญา ที่เกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

วลัยพรรู้แต่เพียงว่า ภพชาติหรือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ทำยังไง ถึงจะทำให้ภพชาตินั้นๆ สั้นลง นี่คือ สิ่งที่เรียกว่า ปัญญา เพราะ รู้แล้วจบ ไม่กระทำต่อ

ผิดกับอวิชชา มีแต่สัญญา รู้แล้ว มีแต่ยึด มีแต่สร้างๆๆๆๆๆ สร้างเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ให้เกิดขึ้นเนืองๆ ณ ปัจจุบัน ขณะๆๆๆ เป็นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติวัฏฏสงสาร

ตายแล้วเกิด ซ้ำซากๆๆๆๆๆๆๆ อยู่อย่างนั้น เบื่อกันบ้างไหม

สำหรับวลัยพร ยิ่งกว่าเบื่อ เห็นแล้วอยากจะอ้วกๆๆๆๆๆๆๆ ที่อยู่ทุกวันนี้ มีแต่ความเบื่อหน่าย เห็นแต่เหตุ เห็นแต่การตายและเกิดซ้ำซาก

เกิดมาแล้ว ก็โง่ โง่มาก่อนที่จะรู้ โง่แล้วหลงก่อนที่จะรู้ หลงสร้างเหตุ กว่าจะรู้ล่ะ เห็นไหม ชีวิตมีแต่เรื่องซ้ำซาก เดิมๆซ้ำๆ ดีใจ-เสียใจ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่วฯลฯ นั่นแหละ คือ ความโง่ที่ยังมีอยู่

ติดดี เหมือนคนท้องเสีย เดินไปขี้ไป หลงคิดว่าขี้เป็นทอง กอบขี้ขึ้นมาอีก ขี้แตกแค่ตัวเองไม่พอ เอาขี้ที่หลงคิดว่าทอง เที่ยวแจกจ่ายชาวบ้าน คนที่สร้างเหตุมาด้วยกัน ก็หลงหอบเอาขี้นั้นไปต่อ คนที่ไม่มีเหตุร่วมกัน เขาก็เมินหน้หนี้ ขี้ทั้งนั้น ทองที่ไหน

คนที่รู้แล้ว เขาไม่มาเสียเวลากับขี้หรอก ขี้แล้วทิ้งเลย ต่อให้เห็นเป็นทอง เขาก็ทิ้ง เพราะ เป็นเพียงแค่ทองปลอม ถูกแดด ถูกฝนนานเข้า ทองมันก็เปลี่ยนสภาพ โถที่แท้หลงหอบ หลงเก็บมาตั้งนาน ที่แท้ ขี้ดีๆนี่เอง

ภพ(สุคติ ทุคติ) ที่เกิดขึ้นมาใหม่ แล้วแต่เหตุปัจจัย ขณะจุติ จิตนึกคิดสิ่งใดอยู่(สังขาร) ย่อมไปตามเหตุปัจจัยนั้น (วิญญาณขันธ์) ถ้าหมดเหตุ ก็ไม่ต้องเกิด

ถ้ายังมีเหตุ(วิญญาณขันธ์ เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ) ได้แก่ อวิชชา ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารต่อไป(๓๑ ภูมิ)

แตกต่างตรงนี้ ระหว่าง ปัญญา กับ อวิชชา

๕-๖ สค.๕๕(วิถีชีวิต)

๕ สค.๕๕

 

เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

๖ สค.๕๕(วิถีชีวิต)

เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

ทุกๆครั้งที่สภาวะเปลี่ยนไป มีแต่เรื่องเรียนรู้ ตั้งแต่เรียนรู้ การใช้ชีวิตคู่ นับเป็นเวลา ปีครึ่งกว่าๆ เริ่มจากเดือน พฤศจิกายน ปี ๕๓ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยจริงๆ สภาวะเป็นตัวนำทาง เราแค่ทำตามความเป็นจริง

ตอนนี้ เริ่มกลับมาสู่จุดเดิมอีกครั้ง ในการเดินกับยืน แล้วต่อด้วยนั่ง สภาวะเดิมๆ เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ที่ผ่านๆมา เป็นการทบทวนสภาวะ โดยไม่รู้ว่า นั่นคือ การทบทวน ไม่รู้จริงๆ

เหมือนนาฬิกา ที่เดินจนครบรอบ กลับมาสู่จุดเดิม นั่นแหละ ถึงรู้ว่า เป็นการทบทวนสภาวะที่ผ่านมา การทบทวน คือ การเผชิญหน้ากับบททดสอบต่างๆ มีสติแค่ไหน มีสมาธิแค่ไหน จะรู้ไปตามนั้น สุดท้าย จิตปล่อยวาง สักแต่ว่า เท่านั้นเอง

นอกกับใน

ขณะจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัดอยู่ภายใน ได้แก่ รูปนาม รู้อยู่อย่างนั้น ส่วนภายนอก ดับสนิท ไม่ว่าจะเสียงต่างๆ เสียงขุดเจาะ ก่อสร้างตึก เสียงรถวิ่ง เสียงนกร้อง ที่อาศัยทำรัง อยู่ข้างห้องฯลฯ

เสียงสารพัดเสียง ที่ได้ยินปกติ จะดับสนิท เมื่อจิตเป็นสมาธิอยู่ ภายใน รู้ชัดเนืองๆ ดิ่งบ้าง ไม่ดิ่งบ้าง รู้อยู่อย่างนั้น มีโอภาสเกิดเนืองๆ

Previous Older Entries

กันยายน 2012
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: