ควรตรวจสอบ ก่อนซื้อ

ปกติชอบนั่งเก้าอี้นวดหลัง แบบหยอดเหรียญ เป็นคนชอบปวดหลัง และมีปัญหาเรื่องหมอนรองกระดูก เป็นมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานอยู่

เคยไปลองนวดตัวที่ร้าน เล่นเอาจับไข้ไปหลายวัน ป่วยเป็นอาทิตย์ เขานวดเหมือนตัวเรานั้น เป็นมะนาว รีดแบบคั้นน้ำมะนาว ซึ่งได้บอกไปแล้วว่า ไม่เคยนวดมาก่อน เข็ดจริงๆ

วันก่อน เจอเครื่องนวด ตามภาพนี้เลย ที่ห้างโลตัส ราคา ๓๙๐๐ บาท คนขายลดให้ ๑๐%

ไม่ได้พกเงินสดติดตัวมาก รูดบัตรเครดิต ซึ่งคนขายบอกว่า ขอจ่ายค่าธรรมเนียมให้ ก็เลยตกลงซื้อ

วันนี้ มาลองหาดูในเน็ต เห็นราคาแล้ว หงายท้องเลย ราคาที่จ่ายไป ยิ่งกว่า ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง

เป็นเหตุให้ ระวังในเรื่องการซื้อของมากกว่าเดิม ทีนี้เวลาจะซื้ออะไร จดชื่อสินค้า ยี่ห้อ รายละเอียด นำมาหาข้อมูลในกูเกิ้ลก่อน จะได้ไม่ผิดพลาดอีก เหมือนที่โดนในครั้งนี้

ของฟรีไม่มีในโลกจริงๆ ที่คนขายจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรให้ เพราะคงคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม สำหรับตัวเขานั่นเอง

http://www.talad2you.com/automobile/viewitem.php?id=41058

24 กย.๕๕ (เบื่อมากกกก)

24 กย.๕๕ (เบื่อมากกกก)

ทำตามสภาวะ

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

เหตุของอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุบดบังสภาวะ ไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง

แนวทางปฏิบัติ ใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก(ผัสสะ) และสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน(ใจ) เป็นเหตุของ สัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้น

มิจฉาทิฏฐิ ได้แก่ การนำทิฏฐิหรือ ความเห็นของตน ใส่ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ มีคำว่า ดี/ชั่ว ถูก/ผิด กุศล/อกุศล ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะ หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เหมือนเรื่อง ญาณ ๑๖ จะว่าไปแล้ว วลัยพรรู้สึกเบื่อหน่าย เซ็งในหัวใจเป็นยิ่งนัก สิ่งที่ได้เขียนบันทึกไว้ ในดีต เกี่ยวกับการปฏิบัติหรือสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหตุที่ไม่แก้ไขบทความ หรือสภาวะที่เขียนเอาไว้ เพราะ ต้องการให้คนที่เข้ามาอ่าน รู้ว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับผู้เข้ามาอ่านในบล็อก ซึ่งมีสภาวะเหมือนสิ่งที่วลัยพรเขียนไว้นั้น นั่นแหละคือ สภาวะ อุปกิเลส ตัวเบ้ง

เรื่องญาณ ๑๖ วลัยพรจึงพูดเสมอๆว่า ไม่ใช่การรู้เห็นวิเศษอันใดเลย เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น เป็นปกติจริงๆ ในสภาวะสัมมาสมาธิ

เหตุของอวิชชาหรือความไม่รู้ที่มีอยู่ เมื่อมีสภาวะใดเกิดขึ้น แล้วนำไปเทียบเคียงกับตำรา แล้วหลงคิดว่า ได้อะไร เป็นอะไรในตำราที่มีเขียนบันทึกไว้ นั่นแหละคือ เหตุของการเกิด อุปกิเลสหรือวิปัสสนูปกิเลส ที่ทุกคนจะต้องเจอ เหมือนกันหมด

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เรื่องญาณ ๑๖ ก็เช่นเดียวกัน หากสักแต่ว่ารู้ แล้วทำความเพียรต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ รู้จักกับสภาวะที่เรียกว่า ธรรมดาของจิต ความปกติของจิต เป็นธรรมชาติของจิต เป็นวิถีของจิต เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในจิตล้วนๆ

สภาวะของจิต มีความละเอียดมาก การที่อธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรม ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยของสภาวะที่มีอยู่และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

ผู้ที่เป็นครูสอนผู้อื่นได้ โดยสะดวก มีแต่ พระอรหันต์เท่านั้น เหตุเพราะ สิ้นกิเลส ฉะนั้น เหตุปัจจัยต่างๆที่มีอยู่และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อจิต ของผู้ที่สิ้นกิเลส

ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะบุคคลเหล่านั้น จะเป็นพระ หรือฆราวาสก็ตาม ที่ได้ให้คำแนะนำ นั่นแหละคือ ผู้มีวิบาก ร่วมกับท่าน เชื่อกันก็เพราะมีเหตุ ไม่เชื่อกัน ก็เพราะมีเหตุ

บุคคลใด ที่ยังไม่สิ้นกิเลส เมื่อได้ให้คำแนะนำกับใครๆ บุคคลนั้น ย่อมรับผลตามเหตุปัจจัยนั้นๆ มีผลทั้งสิ่งที่เกิดขึ้น ในชีวิตและการปฏิบัติ

ผู้ที่รู้เห็นตามความเป็นจริง จะรู้สึกสังเวชในตนเอง เกิดความสงสารตนเองเป็นยิ่งนัก

รู้ว่าตัวเองนั้น มีความโง่ยิ่งนัก ที่หลงสร้างเหตุการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ย่อมไม่ปล่อยเวลาที่มีอยู่ ให้เนิ่นนานออกไป

เพราะรู้ว่า

ทุกข์ ได้แก่ ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ความไม่รู้ที่มีอยู่ ไม่รู้ชัดในผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุ(มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม) ตามความรู้สึกยินดี ยินร้าย ที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุของการเกิดภพชาติใหม่ ให้เกิดขึ้นเนืองๆ

ซึ่งเป็นเหตุของ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ความดับทุกข์ ได้แก่ การสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป(ภพชาติปัจจุบัน และภพชาติในวัฏฏสงสาร)

มรรค(วิธีการ) แบ่งออกเป็น ๒ ได้แก่ การการดับเหตุ ของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ๑ และการดับเหตุ ของการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร ๑

การดับเหตุ ของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

การดับเหตุของการเกิด ภพชาติในวัฏฏสงสาร ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔

23กย.๕๕(อริยสัจ ๔)

23กย.๕๕(อริยสัจ ๔)

ทำตามสภาวะ

ทุกข์ ได้แก่ การเกิด/การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) ได้แก่ อวิชชาหรือความไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุของการเกิด/การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

มรรค ได้แก่ วิธีการ คือ มรรค มีองค์ ๘

วิธีทำให้เกิดมรรคมีองค์ ๘ คือ โยนิโสมนสิการ

สภาวะโลก

วันนี้ขณะที่กำลังดูข่าวกัน ข่าวแต่ละข่าวในช่วงนี้ ส่วนมากเกี่ยวกับหมู่คน การฆ่ากัน เราก็บ่นนะ พักนี้ รอบโลก ส่วนมากสภาวะเป็นแบบนี้

เจ้านายก็บอกว่า จำไม่ได้หรือ เรื่องนี้ วลัยพรเคยบอกไว้ล่วงหน้า ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

เราก็บอกว่า จำไม่ได้จริงๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ อีกอย่าง ช่วงหลังๆของสภาวะ ส่วนมากไม่ค่อยลงบันทึกไว้ เห็นว่า เป็นเพียงนิมิต เลยไม่ใส่ใจ

เรื่องนี้ก็เช่นกัน ถ้าเจ้านายไม่เล่าให้ฟัง ก็คงไม่รู้ว่า มีเรื่องแบบนี้ด้วย ที่รู้แต่ไม่รู้ว่ารู้

ประมาณ เดือนหรือสองเดือน เป็นนิมิตที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน เจ้านายนั่งทำงาน ใช้คอมฯ ส่วนวลัยพร ทำสมาธิปกติ

พอเลิกนั่งสมาธิ ก็บอกเจ้านายว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนี้ๆเกิดขึ้น อีกหน่อยจะมีการต่อสู้ เป็นหมู่คณะ คือ มีการฆ่ากันเป็นหมู่คณะ เกี่ยวกับกลุ่มคน

เรื่องนิมิต พักหลัง วลัยพรไม่ได้ลงบันทึก ส่วนมากจะเล่าให้เจ้านายฟัง แล้วตัวเองจะลืมไปเลย ถ้าไม่มีการจดบันทึก

๑๗ กย.๕๕(เบื่อ)

๑๗ กย.๕๕(เบื่อ)

ทำตามสภาวะ

“ชีวิต” เป็นอย่างไร ให้ดูที่การกระทำของตนเอง

ตราบใด จิตยังถูกอวิชชาครอบงำอยู่ ดูอย่างไร ก็ดูไม่ออก ส่วนมาก คิดเข้าข้างตนเอง

เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริง “ชีวิต” เป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากกกกกก ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอะไรเลย

 

21กย.๕๕(อวิชชา)

ทำตามสภาวะ

อวิชชา

เจ้านายถามว่า อวิชชา คืออะไร?

เราก็ตอบว่า อวิชชา คือ ความไม่รู้  การที่ยังเวียนว่ายตายเกิด ล้วนเกิดจากความไม่รู้ ที่ยังมีอยู่

เจ้านายถามว่า ความไม่รู้ คืออะไร?

เราก็ตอบว่า ไม่รู้แจ้งในอริยสัจจ์ ไม่รู้แจ้งในทุกข์ ในเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการกระทำให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ ได้แก่ การเวียนว่ายตายเกิด

เจ้านายบอกว่า ตอบแบบนี้ ชาวบ้านงง  เอาแบบที่ฟังแล้ว เข้าใจทันที

เราก็ตอบว่า เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงไม่รู้ว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย จึงหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ

เจ้านายบอกว่า ฟังแล้ว ชาวบ้านก็ยังงง อยู่ดี

วันต่อมา มีข่าวเรื่อง คนจับต่อหัวเสือมากิน เอามาทำเป็นอาหารสารพัดรูปแบบ

เจ้านายบอกว่า เพราะอะไร คนจึงทำแบบนี้

เราตอบว่า เพราะ อวิชชา ที่มีอยู่ ถ้ารู้แล้วจะไม่ทำ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ต่างก็รักชีวิตของตนเอง เราไม่จำเป็นต้องกินต่อหัวเสือ ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้

เจ้านายบอกว่า ตอบแบบนี้ มีตัวอย่างให้เห็นแบบนี้ ฟังแล้วเข้าใจ

เราก็บอกว่า แล้วแต่เหตุที่ทำมานะ เจ้านายฟังแล้วอาจจะเข้าใจ แต่คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจเหมือนกับที่เจ้านายเข้าใจ มันเป็นวิถีชีวิตของแต่ละคน

เจ้านายบอกว่า มิน่า พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า อวิชชา เป็นสิ่งที่อธิบายได้ยาก

เราก็บอกว่า ไม่ใช่เรื่อง่ายหรือยาก แต่เกิดจากเหตุที่ทำมาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ตราบใดที่ยังหลงสร้างเหตุ ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้นในใจ นั่นแหละ อวิชชาที่ยังมีอยู่

หากรู้แล้ว มีแต่หยุด ไม่หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป และตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง  แล้วสภาวะจะเป็นตัวนำทางให้เอง ตามเหตุปัจจัย ไม่ต้องไปนั่งคิดเอาเองว่า นั่นคืออะไร นี่คืออะไร

ที่ยังมีนั่น มีนี่ ล้วนเกิดจากอุปทาน ที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

 

22 กย.๕๕(เอ๋ พรทิพย์)

ทำตามสภาวะ

เรื่องแปลก

มันเป็นเรื่องแปลก วันนั้นได้ดูคอนเสริต ตลกอ่ะ จำหน้าได้ จำชื่อไม่ได้ ….

เป็นคอนเสริตของตลก ที่มีฉายาว่า เตี้ย สั้น ฟันเยอะ ตลกปอบ

มีอยู่ช่วง ที่ป๋อ นัฐวุฒิ เป็นแขกรับเชิญ แล้วเอ๋ พรทิพย์ ขึ้นมามอบช่อดอกไม้

ภาพที่เห็นในตอนนั้นคือ

เราบอกเจ้านายว่า เชื่อไหม เอ๋ พรทิพย์ ท้อง และได้ลูกสาว

เจ้านายถามว่า รู้ได้ยังไง

เราก็บอกว่า ไม่รู้สิ ภาพมันผุดขึ้นมาแบบนั้น ตอนที่เห็นเอ๋ พรทิพย์

เช้าวันนี้ คุยกันเรื่องเหตุของพระรูปหนึ่ง ที่มีเหตุได้มารู้จักกับเรา ซึ่งท่านกำลังติดอยู่สภาวะหนึ่ง พระรูปนี้ เป็นเพื่อนของเจ้านายเรา

คุยไปคุยมา จู่ๆเจ้านายก็บอกว่า เออ เอ๋ พรทิพย์ ท้องนะ

เราก็บอกว่า เห็นไหม อะไรที่มองเห็น มันผุดขึ้นมาเอง โดยไม่มีเจตนาที่จะรู้ คือ ไม่มีกิเลสแทรก สิ่งที่เห็น จะเป็นจริง เหมือนเรื่อง ปีศาจสีเขียว กินเมือง ที่เราเห็นล่วงหน้า และหลายๆเรื่อง สุดแต่ว่าจะเห็นเอง โดยไม่ได้ตั้งใจ

ทีนี้รอดู ว่า เอ๋ พรทิพย์ จะได้ลูกสาว จริงไหม

๑๕ กย.๕๕(วิพากย์/วิจารณ์)

๑๕ กย.๕๕(วิพากย์/วิจารณ์)

ทำตามสภาวะ

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น

“ไม่เที่ยงค่ะ” แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน ในดีมีเสีย ในเสียมีดี บางสิ่งเหมาะสำหรับบางคน และไม่เหมาะสำหรับบางคน

“อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน” เมื่อหลุดวิพากย์วิจารณ์(เหตุ) ผลย่อมมีอย่างแน่นอน คุณเตรียมตัวรับบททดสอบ เมื่อเจอข้อสอบบ่อยๆ คุณจะรู้เองว่า อาการเหนื่อยใจนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งมีผลต่อการปฏิบัติ

ซึ่งเป็นเหตุให้ คุณแค่รู้ แค่ดู และยอมรับในสิ่งต่างๆมากขึ้น เพราะทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เหตุนอกตัว ไปคิดแแก้ไขอะไรไม่ได้ แก้ต้องแก้ที่ตัวเราเอง ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด ตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำพูด

๖ กย.๕๕-๙ กย.๕๕(เห็นแต่ทุกข์)

๖ กย.๕๕(ป่วย)

ทำตามสภาวะ

ฝนตกแต่เช้า เจ้านายลาป่วย  ไข้หวัดเล่นงานมาสามวัน

จาก แจ๋วฮีโร่ ตอนนี้เป็น พยาบาลแจ๋ว ส่วนตัว รักษาทุกโรค ค่าใช้จ่าย(ยา) ตามอาการ ไม่มีค่า DF(doctor free)

๘ กย.๕๕(เห็นแต่ทุกข์)

ทำตามสภาวะ

อาการป่วยของเจ้านายดีขึ้น ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มเป็น มีอาการไอเป็นระยะๆ

สภาวะหลังๆ เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัย ของสังขารหรืออัตภาพร่างกายนี้ เห็นแต่ทุกข์จริงๆ เพียงแต่ ทุกข์นั้นๆอยู่ไม่นาน ความรู้สึกนั้นๆ ดับหายไปเอง แล้วก็วนกลับไปกลับมาแบบนี้

ทุกข์ เบื่อ อุเบกขา

สภาวะสุข ส่วนมาก เป็นสุขที่เกิดจากสภาวะของสมาธิ  ส่วนสุขทางโลก ชีวิตครอบครัว มีความปกติ ในการใช้ชีวิตคู่  ต่างคนต่างรู้หน้าที่และเหตุของตนที่มีอยู่

พอรู้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆ ยอมรับว่า สบายนะ ที่ว่า สบาย เพราะ เมื่อรู้แล้ว  การปฏิบัติ ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย ไม่ต้องปฏิบัติไปทุกข์ไป หรือ ปฏิบัติไป สุขไป จะเหลือแค่รู้ มีเท่านี้เอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

นับวัน เห็นรายละเอียดในสภาวะต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งเห็น ทางยิ่งโล่ง เหมือนถนนที่ถูกกวาดให้เตียน ขวากหนามต่างๆที่มองเห็น เป็นเพียงภาพมายา ประดุจภาพ ๓ มิติ ที่มีไว้ตบตา จิตถูกหลอกลวง ด้วยกิเลสในความทะยานอยากที่มีอยู่

ใครๆก็อยากพ้นทุกข์ ใครๆก็ไม่อยากเกิด แต่พอหายทุกข์ ความไม่อยากเกิดหายไป เห็นไหม เป็นเพียงแค่ความยินดี ยินร้ายหรือได้ดั่งใจ กับไม่ได้ดั่งใจ ที่เกิดขึ้น ชั่วขณะเท่านั้นเอง แค่มายาที่หลอกลวง

แค่ดู แค่รู้ รู้แล้ว ไม่สร้างเหตุออกไป ทางวจีกรรมบ้าง กายกรรมบ้าง

สภาวะหรือธรรมะจะเป็นตัวนำทางให้

มโนกรรม เหตุที่ห้ามไม่ได้ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่​ ได้แก่ อนุสัยกิเลส เพียงสามารถทำให้มโนกรรมหรือควา​มคิดนั้นๆ สงบหรือระงับไปชั่วคราว ต้องอาศัยการทำสมถะ

อุบายการรักษาจิตในแต่ละคนแตกต่​างกันไป จะปฏิบัติแบบไหนๆใช้ได้หมด หากการปฏิบัตินั้นๆ เป็นเหตุของการระงับเหตุใหม่ ไม่ให้เกิดขึ้นมาใหม่ เหตุจากความมีตัวตนที่ยังมีอยู่

บัญญัติ-ปรมัตถ์

ทุกสรรพสิ่ง มีเหตุเป็นแดนเกิด เราเองเป็นหนึ่งในนั้น ที่เคยยึดมั่นถือมั่นในบัญญัติ หรือคำเรียกต่างๆ เป็นเหตุให้ มีแต่การสร้างเหตุ จากอุปทานที่มีอยู่  ต้องเรียนถึงจะรู้ ต้องผิดพลาด ก่อนที่จะรู้

 

 

๙ กย.๕๕(ทุกข์)

ทำตามสภาวะ

เหตุภายนอก หยุดได้หนอ แต่ทุกข์ของสังขารหรืออัตภาพร่า​งกายนี้ บังคับบัญชาไม่ได้เลย

ชีวิต ต่อให้สุขแค่ไหน สุดท้าย ยังเวียนวนอยู่กับความทุกข์อยู่​ดี ชีวิต สุดท้าย มีแค่นี้เอง

เห็นเช่นนี้เนืองๆ ยิ่งเห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด ตลอดจน ทุกข์ โทษ ภัย ของธาตุขันธ์ที่มีอยู่

ไม่ว่าเกิดกี่ชาติๆๆๆๆๆ ชีวิตก็คงเป็นเช่นนี้นี่เอง เห็นแล้ว มีแต่ความเบื่อหน่าย เพราะเหตุนี้ๆๆๆๆ จิตจึงเกิดสภาวะปล่อยวางด้วยจิต​เอง ไม่ต้องกำหนด หรือพยายามทำให้เกิดการปล่อยวาง

เห็นแล้วเอียน เอียนแล้ววาง วกกลับไปกลับมา แค่ดู แค่รู้มากขึ้น

ตุลาคม 2012
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: