30 กย.๕๕(เหตุ)

30 กย.๕๕

ทำตามสภาวะ
เป็นคนไม่มีสังคม เพราะ ชอบอยู่เงียบๆคนเดียว

ไม่คิดพบป่ะใครๆ ไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้คิดอะไร แต่เพราะ ชอบอยู่แบบนี้จริงๆ

ถ้าจะต้องได้พบกันจริงๆ นั่นคือ มีเหตุ
ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน มักไม่ค่อยนัดหมายกับใครล่วงหน้า เหตุเพราะ ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง เดี๋ยวจะกลายเป็นคนผิดคำพูด

ขนาดเสาร์นี้ ตั้งใจจะไปค้างวัดตาลเอน ยังมีเหตุ ไม่ให้ได้ไป เจ้านายปล่อยตามสบายทุกอย่าง ให้เงินไปทำบุญล่วงหน้า เพราะ พูดเปรยๆไว้ก่อนหน้านี้แล้ว สุดท้าย ก็ไม่ได้ไป

ชีวิตอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ไม่มีความอยากไปเที่ยว หรือไปนู่นไปนี่ ยกเว้น เวลาต้องการพลังเพิ่ม นั่นคือ ไปค้างที่วัดเท่านั้นเอง

มีอยู่อย่าง อยากไปค้างที่วัดนาค บางปะหัน คิดถึงพระอาจารย์ปรีชา ในการได้สนทนาธรรมกัน

ถ้าถามว่า ในเมื่อไปได้ทุกเวลา ทำไม่ถึงไม่ไป

ตอบว่า เมื่อถึงเวลา มีเหตุปัจจัยต้องให้ไป เดี๋ยวได้ไปอีก มีแค่นี้แหละ ชีวิต

 

 

ชีวิตคู่ กับ ชีวิตคนโสด

 

มีคนถามว่า ระหว่างชีวิตโสด กับ ชีวิตคู่ แบบไหนดีกว่ากัน?

วลัยพรตอบว่า แล้วแต่เหตุนะ

ชีวิตโสด ดีตรงที่ว่า กินคนเดียว ที่ไหนๆก็ได้ ชามไม่ต้องล้าง กับข้าวไม่ต้องทำ แต่ต้องทำงาน ไม่ทำงาน ก็ไม่มีเงินเลี้ยงชีพ

ชีวิตคู่ มีคนเลี้ยง ไม่ต้องลำบากเรื่องการหาเลี้ยงชีพ แต่ต้องเป็นแจ๋ว แจ๋วจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ต้องทำงานบ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า รีดผ้า
แต่ ทำกรรมฐานหรือปฏิบัติ ได้ตามสะดวก จะไปไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ไม่ต้องเดือดร้อน เจ้านายจัดการให้หมด

การมีชีวิตคู่ ในความรู้สึกของวลัยพร เหมือนกับการประกอบอาชีพ ในการหาเลี้ยงชีพ แตกต่างแค่ภาพที่มองเห็น แต่การเลี้ยงชีพไม่แตกต่าง

สรุป ไม่ว่าจะชีวิตโสด หรือ ชีวิตคู่ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่มีอะไรดีหรือไม่ดี

ฉะนั้น ไม่ควรกล่าวโทษกัน ยามที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่จงย้อนกลับมาดูการกระทำหรือพฤติกรรมของตัวเอง เป็นหลัก
หากสร้างเหตุอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น
เหตุ

เรื่องของเหตุนี้ เรื่องจริง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม สภาวะของแต่ละคน จะดำเนินไปเอง ตามเหตุปัจจัย

เจ้านาย ทำแต่งาน ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ไม่เคยได้ไปวัด หรือไปทำบุญที่ไหนด้วยกันเลย เหตุเพราะ มีนิสัยเหมือนๆกัน ไม่ชอบเดินทาง
ชอบเก็บตัวอยู่แต่ที่ห้องกัน

 

แนวหน้า

เมื่อวานดีใจมาก ถึงแม้รู้ว่า ทุกสรรพสิ่ง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ที่ดีใจเพราะมีเหตุ

เคยไปสถานปฏิบัติธรรม นานาชาติ ที่วัดมหาธาตุ ไปแล้ว ถูกใจมาก ห้องปฏิบัติ เป็นแอร์เย็นฉ่ำ

มีพระวิปัสสนาจารย์นำสอน สำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน อาหาร เครื่องดื่ม มีบริการตลอด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

จะมีตู้สำหรับผู้มีจิตศรัทธา ทำบุญตามศรัทธา ใครจะทำบุญเท่าไหร่ก็ได้ ตามเหตุปัจจัยของตัวเอง

นี่คือ ความรู้สึกประทับใจที่ไป ถึงแม้จะไปไม่กี่ครั้งก็ตาม ไปครั้งใด ประทับใจทุกครั้ง

ก็เล่าเรื่องนี้ให้เจ้านายฟัง แล้วบอกเจ้านายว่า อยากไปค้างที่วัด ๑-๗ ตค.นี้ เจ้านายบอกว่า ตามใจ เพียงแต่ เจ้านายต้องอดมื้อเช้า ระหว่างที่เราไปวัด

พอเจ้านายพูดแบบนี้ เราก็เลยบอกว่า เอาแบบนี้ละกัน จะไปวันธรรมดา ไปกลับ เพราะ กว่าเจ้านายจะกลับมาถึงห้องก็ดึก มีเวลาว่างในระหว่างนั้น

เจ้านายแนะนำให้เดินทาง โดยเรือ หาเส้นทาง ทางกูเกิ้ลให้ พร้อมกับบอกว่า ให้วลัยพรหาวิธีการไปวัดก่อน แล้วเจ้านายจะไปปฏิบัติด้วย เพราะอยากไปอยู่เหมือนกัน

สรุปคือ แจ๋วเป็นแนวหน้าไปก่อน ลองนั่งทางเรือ แล้วจับเวลา แล้วลองนั่งทางรถเมล์ จับเวลาดูว่า ทางไหนสะดวกที่สุด ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด

นี่แหละ เจ้านายของวลัยพร

โฆษณา

พลังสมาธิ

พลังสมาธิ

การทำสมาธิ ในรูปแบบต่างๆ สมาธิที่เกิดขึ้น จะมีกำลังมากน้อยแตกต่างกันไป

ถ้าทำตามสัปปายะ สถานที่ สภาพแวดล้อม มีส่วนทำให้จิตตั้งมั่นได้ง่าย

 

วลัยพร เป็นนักทำสมาธิมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งตอนนั้น ยังไม่รู้จักคำเรียกของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น หรือ ที่เรียกว่า สภาวะ

สิ่งที่รู้ต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นจากจิต แล้วนำสภาวะ มาเทียบเคียงกับ คำอธิบาย หรืออากัปกิริยาที่เกิดขึ้น

ฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องคำเรียก เพราะ เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ปริยัติต่างๆ จะรู้เอง
ปริยัติที่เกิดจากจิต แม่นยำกว่า สิ่งที่บอกเล่าต่อๆกันมา

เรื่องกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น แต่ละขณะ แต่ละอิริยาบท อันนี้รู้จากการชอบสังเกตุ คือ จิตบันทึกเอง โดยไม่ต้องจดจำ
โดยดูจาก ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

เวลาปฏิบัติตามวัด สมาธิจะมีกำลังมาก เนื่องจาก ไหนจะสมาธิของตัวเองที่เกิดขึ้น และกำลังสมาธิ ที่เกิดขึ้นจากผู้อื่น
ที่นั่งอยู่รอบๆตัว ไหลถ่ายเท มาหากัน

เวลาใครไปปฏิบัติที่วัด มักจะแนะนำทุกคนเสมอๆว่า ให้หาที่นั่งตรงกลาง หรือ นั่งท่ามกลางหมู่คน อย่านั่งริมสุด อย่านั่งหน้าสุด อย่านั่งหลังสุด
นั่นแหละ คือ ตำแหน่งที่ดีที่สุด ของการรับและการให้สมาธิแก่กันและกัน

การนั่งขัดสมาธิที่พื้น กับการนั่งบนโซฟา หรือนั่งตามสบาย สมาธิที่เกิดขึ้น จะมีกำลังไม่เท่ากัน
การนั่งที่พื้น ในท่าขัดสมาธิ สมาธิที่เกิดขึ้น จะมีกำลังมากกว่า การนั่งในแบบอื่นๆ

ยกตัวอย่างให้ฟัง

เช่น เวลา นั่งที่พื้น ถึงแม้จะนั่ง ๒ ชม. สมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า นั่งที่โซฟา ถึงแม้นั่งที่โซฟา จะนั่งได้นานกว่า
อย่างวันนี้ นั่ง ๕ ชม. กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ไม่แนบแน่น เท่ากับนั่งที่พื้น

สมาธิที่เกิดขึ้น ขณะนั่งที่พื้น พลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ลักษณะเหมือนผู้ที่พร้อมออกรบ พลังจะกล้าแข็ง แข็งแกร่ง
เป็นพลังที่เหมาะกับสภาวะประหานกิเลส ซึ่งจะเกิดขึ้นเอง เมื่อพละ ๕ พร้อม ตามเหตุปัจจัย

นั่งที่โซฟา พลังสมาธิที่เกิดขึ้น จะไหลเอื่อยๆ เนิบๆ เรื่อยๆ เป็นเหตุให้ นั่งได้หลายชม. เพราะ เหตุนี้

ถ้าเป็นผู้มีวสี ในการเข้าออกสมาธิ จะรู้แบบที่วลัยพรรู้ รู้เหมือนๆกัน ไม่แตกต่าง เพราะ สภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่สามารถโกหกกันได้

เรื่องคำเรียกของสมาธิต่างๆ (ฌาน) คำเรียกเหล่านั้น ดูอารมณ์ ขณะจิตตั้งมั่น เป็นหลัก เช่น

ถ้าจิตยังไม่สามารถตั้งมั่นได้เอง โดยอัตโนมัติ ยังต้องอาศัยคำบริกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดสมาธิ สภาวะแบบนั้น เรียกว่า ปฐมฌาน

ขณะจิต ตั้งมั่น มีปีติเกิด ทำให้รู้สึกเย็นทั่วร่างกาย เหมือนนั่งอยู่ในตู้เย็น มีสุขเกิด เรียกว่า ทุติยฌาน

ขณะจิตตั้งมั่น มีสุขเกิดเพียงอย่างเดียว  เรียกว่า ตติยฌาน

ขณะจิตตั้งมั่น ไม่มีปีติ ไม่มีสุขเกิด แต่ตั้งมั่นอยู่ เรียกว่า จตุตถฌาน

จะรู้ชัดในสภาวะของสมาธิได้ ต้องมีวสี หรือมีความชำนาญ ในสมาธิต่างๆ

นี่เป็นสภาวะสมาธิที่เกิดขึ้น แบบปกติ โดยทั่วๆไป

ส่วนสภาวะ สัมมาสมาธิ สภาวะที่เกิดขึ้น มีรายละเอียด ข้อปลีกย่อย มากกว่า สมาธิที่เกิดขึ้น โดยปกติ มีความแตกต่างกันมากๆ

มีหลายๆคน เข้าใจสภาวะผิดๆ ระหว่าง จตุตถฌาน กับ สังขารุเปกขาญาณ เหตุของการเกิด ๒ สภาวะนี้ แตกต่างกันลิบลับ

ส่วนฌาน ที่เรียกว่า มิจฉาสมาธิ กับ ฌาน ที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ มีข้อแตกต่าง ในการเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีเพียงนิดเดียว
ฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิ จะขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ คือ นั่งแล้วดิ่ง นั่งแล้วดับ เงียบสนิท ขาดความรู้สึกตัว

ฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ จะมีความรู้สึกตัวทั่วพรือเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต

พลังของการกอด

พลังของการกอด

เรื่องการกอด เคยเขียนไว้นานแล้ว การกอด นอกจากเป็นการแสดงถึง ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน ยังเป็นวิธีการถ่ายเทสมาธิให้อีกฝ่าย เป็นวิธีการทำบุญ อีกวิธีหนึ่ง

วลัยพรทำบุญด้วยการกอดทุกวัน ชอบกอดเจ้านายนะ เวลาเลิกงานกลับมาถึงห้อง ท่าทางเหนื่อยมาเชียว เราก็พูดว่า hi darling
พร้อมกับยืนกอดเขา ก่อนนอน ก็จะกอดอีกครั้ง ก่อนตื่นนอน ก็จะกอดอีกครั้ง
มีเหตุนะที่ทำแบบนั้น กอดตอนที่กลับมาถึงห้องใหม่ๆ ทำให้เขารู้สึกสดชื่น (จากกำลังสมาธิที่ไหลไปหา)

กอดก่อนนอน ทำให้ เขาหลับได้ง่าย แต่ส่วนมาก เจ้านายชอบให้นวด โดยใช้วิธีทุบๆๆๆๆ ที่น่อง เป็นจังหวะ ซึ่งพอเราทำแบบนั้น
จิตเราเองก็เป็นสมาธิไปด้วย แค่ถูกตัวหรือสัมผัสตัว สมาธิจะไหลไปหาทันที

กอดตอนตื่นนอน เป็นการให้และถ่ายเทสมาธิมาจากเจ้านาย เพราะ เจ้านายเป็นคนสมาธิเยอะมาก

ที่บอกว่า เป็นการทำบุญ และได้บุญด้วย อันนี้เรื่องจริงนะ การกอดกัน ได้ทั้งสมาธิ ทำให้รู้สึกสดชื่น และ เป็นทั้งกำลังใจให้อีกฝ่าย
ที่ต้องไปผจญภัยกับกิเลสต่างๆ ตามเหตุปัจจัย

รู้แบบนี้ มากอดกันดีกว่า นะคะ แถมทำให้เกิด ความรู้สึกดีๆต่อกัน มากกว่าเดิม โดยเฉพาะ ชีวิตครอบครัว

การกอดกัน ดีกว่า การบ่น หรือตัดพ้อต่อว่ากัน ทำแบบนั้น ชีวิตครอบครัว จะไม่มีความสุข และสุขภาพจิต แย่ลงนะคะ

เหมือนการสอนลูก อย่าเอาแต่บ่น แต่ใช้วิธีกอดก่อน แล้วค่อยอธิบาย หรือสอนลูก

28 กย.๕๕ (ภพชาติ สั้นลง)

28 กย.๕๕  (ภพชาติ สั้นลง)

ผู้ใดมีสภาวะ สัมมาสมาธิ(มีความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่) ผู้นั้น ภพชาติในวัฏฏสงสาร สั้นลงอย่างแน่นอน

เมื่อ สัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว การหยุดสร้างเหตุนอกตัว จะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเอง

หรือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะสัมมาสมาธิ จะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเอง

 

สภาวะสัมมาสมาธิ ได้แก่ มีความรู้สึกตัวเกิดร่วมขณะจิตตั้งมั่นหรือเป็นสมาธิอยู่

27 กย.๕๕(อริยสัจ โดยสภาวะ)

27 กย.๕๕

ทำตามสภาวะ
การอ่านบล็อกต่างๆ ที่วลัยพรได้เขียนมาเรื่อยๆ วิธีการอ่านสภาวะ ให้อ่านเรื่องในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติ หรือผู้ที่ปฏิบัติมาบ้าง
ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งมีความรู้สึกว่า สภาวะจะหมุนวนไปมา เหมือนไม่ก้าวหน้า

สภาวะเก่าๆ มีความผิดพลาดอยู่หลายเรื่อง ซึ่งมีการเข้าไปแก้ไขบ้าง ส่วนมากไม่ได้แก้ไข บอกตามตรง
เพราะ สภาวะจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สภาวะเก่าๆ เป็นสภาวะแบบหยาบๆ จนกระทั่ง มีรายละเอียดข้อปลีกย่อย ชัดมากขึ้น

ไม่แตกต่างกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต เรื่องในอดีต ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่แก้ได้ คือ ปัจจุบัน อย่าพยามสร้างเหตุใหม่
ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ควรทำมากที่สุด คือ หมั่นสร้างเหตุของ การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ เป็นการสร้างเหตุของ ไม่ต้องเวียนว่ายในวัฏฏสงสารอีกต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ล้วนเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ให้แค่ดู แค่รู้ อย่าไปสานต่อ
แล้วเหตุนั้นๆ ย่อมจบลงไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องคิดแก้ไข หรือคิดจัดการใดๆ
ความคิด

ยิ่งทำต่อเนื่อง ยิ่งเห็นความคิดชัดมากๆ บางคนอาจจะคิดว่า ยิ่งปฏิบัติ ทำไมยิ่งฟุ้ง มีแต่ความคิด เกิดขึ้นมากมาย บางครั้งเล่นเอารู้สึกหลอน
นอนไม่หลับก็มี บางทีนอนไม่หลับหลายคืน

จริงๆแล้ว เป็นความปกติของจิต เหตุเกิดจาก ยิ่งปฏิบัติ สติยิ่งมีมากขึ้น สติเป็นตัวเข้าไปขุดแคะงัดแงะ ทำให้มีความคิดต่างๆเกิดขึ้นมากมาย
ความคิดเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงสัญญา ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้จิตสำนึก(จิต)

 

ตอกย้ำสภาวะ
วลัยพร ชอบตอกย้ำเรื่องสภาวะต่างๆ กับเจ้านาย ตอกย้ำให้เห็นภาพ ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

ชอบพูดเรื่อง อริยสัจ ๔ ให้เจ้านายฟัง ไม่ใช่ตามตำรา แต่ตามสภาวะ
ทุกข์ ได้แก่ การเกิด

เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ความไม่รู้ที่มีอยู่ ไม่รู้ว่า ผัสสะหรือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่ทำให้ เกิดความรู้สึกยินดี หรือยินร้าย เกิดจากเหตุปัจจัยอะไร

เมื่อความไม่รู้ชัดในเรื่องผัสสะนี้ เป็นเหตุให้ มีการสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่เนืองๆ ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้นในจิต ถพชาติใหม่เกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเหตุนี้

ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับต้นเหตุของการเกิด

วิธีการ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นเหตุของการทำให้ มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ไม่ว่า บุคคลนั้นๆ จะปฏิบัติรูปแบบไหนก็ตาม
ความตาย

วลัยพร มักคุยกับเจ้านายเรื่องความตายประจำ

พูดให้เห็นภาพของคนที่มีสติ ในแต่ละขณะ ที่ร่างกายกำลังขาดลมหายใจ กับ การขาดสติ ขณะที่กำลังขาดลมหายใจ
สั่งลาเจ้านายเนืองๆ บอกให้เจ้านายรู้ว่า ควรเตรียมตัวอย่างไร ถ้าวลัยพร ต้องจากไป (ตาย)

ข้อมูลในบล็อกทั้งหมด ที่เขียนทิ้งไว้ นั่นคือ ความผิดพลาดในอดีต จนกระทั่ง การเข้าที่เข้าทางของสภาวะ ณ ปัจจุบัน
เรียกว่า ทำตาม ไม่มีหลงแน่นอน ให้ดูสภาวะปัจจุบัน เป็นหลัก ในอดีต มีแต่ความหลง มีแต่อุปกิเลส

ตอนนี้ ยังไม่ตาย แต่จิตมักระลึกถึงความตายเนืองๆ ไม่ว่าจิตจะคิดพิจรณาอะไร จะมีแต่เรื่องความตาย
การเขียนเรื่องราวต่างๆ ล้วนเป็นการเขียนบอกลาทุกๆคน ทั้งผู้ที่รู้จัก และไม่รู้จัก อย่าประมาทในการใช้ชีวิต ควรใช้ชีวิตที่มีอยู่ ให้คุ้มค่า

โคตรภูญาณ

โคตรภูญาณ

สภาวะโคตรภูญาณ เป็นอีกเรื่องของสภาวะ ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง เป็นสภาวะ ตายก่อนที่จะตายจริง

ผู้ที่ผ่านสภาวะโคตรรภูญาณ จะเป็นผู้ที่รู้ชัดสภาวะในความตายมากที่สุด

บางคน แค่เห็น แค่ได้สัมผัส แต่ยังไปไม่ถึงที่สุดของสภาวะ แต่เป็นเหตุให้ เป็นผู้ปฏิบัติ ด้วยความศรัทธา
เกิดจาก ความน้อมใจเชื่อ ในสภาวะที่เกิดขึ้นในจิต แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน จะไม่มีวันลืม

สภาวะโคตรภูญาณ มีจุดเด่นในสภาวะ มีสภาวะที่วิจิตรพิศดารมาก เหมือนกับการเดินทางผ่านกาลเวลา ชั่วขณะหนึ่ง

ใครเคยดูหนัง เกี่ยวกับอุโมงค์ ข้ามกาลเวลมั่ง จะมีสภาวะคล้ายๆแบบนั้นแหละ เพียงแต่ จะเกิดสภาวะนี้ ต้อง ผ่านความตายก่อน
ตายแบบต้องตายจริงๆ ไม่ใช่การนึกเอาคิดเอา

26 กย.๕๕ (อริยสัจ ๔)

26 กย.๕๕ (อริยสัจ ๔)

ทำตามสภาวะ (เหตุปัจจัย)

อริยสัจ ๔

ทุกข์ ได้แก่ การเกิด

สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) ได้แก่ ความไม่รู้ชัดในสภาวะของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุของ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

นิโรธ(ความดับทุกข์) ได้แก่ การดับเหตุของการเกิด

มรรค (วิธีการ) ได้แก่ มรรค มี องค์ ๘

แนวทางการปฏิบัติ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔

25 กย.๕๕

25 กย.๕๕ 

ทำตามสภาวะ

เวลาไปตลาด  จะเดิน ไม่ขึ้นรถ เป็นการเจริญสติในอิริยาบทเดิน ไปในตัว

เหมือนเจ้านาย จะเจริญสติในอิริยาบทเดิน ตั้งแต่ท่าเรือเดอะมอลล์ บางกะปิ จนถึงที่พัก อยู่กลางซอยแฮปปี้แลนด์

เจ้านายเดินแบบนี้ทุกวัน จนติดเป็นนิสัย ผลที่ได้รับ คือ เริ่มรู้ชัดขณะจิตเป็นสมาธิมากขึ้น จับสภาวะอารมณ์ต่างๆขณะจิตเป็นสมาธิ รู้ชัดมากขึ้น
เวลาจิตเป็นสมาธิ เกิดนานมากขึ้น เกิดแต่ละครั้ง นานหลายชม.

เจ้านายทำตามเหตุปัจจัยของตัวเอง โดยมีวลัยพร เป็นพี่เลี้ยง หรือคอยแนะนำสิ่งที่ควรทำ คือ สถานะของเราสองคน ไม่ได้เป็นเพียงคู่ครองกัน
แต่เป็นการเพิ่มเติม ส่วนที่ขาดหรือพร่องอยู่ ของอีกฝ่าย

การทำสมาธิของเจ้านาย ทำตามสัปปายะของตัวเอง มีโซฟา เป็นทั้งที่นอนและที่นั่งสมาธิ

เจ้านายอาศัยทำสมาธิเวลานอน บางครั้งก็นั่งก่อนนอน แต่ไม่มีการเดินก่อนนั่ง อาศัยเจริญสติ เวลาเดินกลับที่พักแทน

การปฏิบัติของเจ้านาย ถ้าคนที่ไม่รู้จัก จะดูไม่ออกว่า เจ้านายใช้เวลาปฏิบัติในช่วงไหน คือ ทุกๆช่วงเวลาของเจ้านาย เป็นการปฏิบัติหมด
ทำแบบธรรมชาติ ไม่มีการใช้ หลักของการกำหนดรู้แต่อย่างใด

แต่ใช้หลักการของ โยนิโสมนสิการ เป็นแนวทางการปฏิบัติ คือ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ ทำแบบนี้มาตลอด นับเป็นเวลาเกือบ ๒ ปี

เจ้านายเล่าให้ฟังว่า ระหว่างทำงาน มีหลายๆครั้งที่สมาธิเกิด จะจับความรู้สึกขณะที่เกิดได้ชัดมากกว่าเมื่อก่อน เช่น ขณะสุขเกิด ปีติเกิด(เย็นทั่วกาย) ความนิ่ง ฯลฯ

พฤศจิกายน 2012
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: