มรรคกับอริยมรรค

ยิ่งประกาศ ยิ่งโดน

อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในบัญญัติ แม้กระทั่ง ปฏิบัติเพื่ออะไรก็ตาม หากเป็นเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

ความคิด ถ้ากระทำไว้ในใจ มนสิการไว้ในใจ อย่าแสดงตน หรือป่าวประกาศออกมา

การประกาศ หรือ การแสดงตน ด้วยการกระทำเช่นนี้ เหมือนลูกหนี้ พร้อมจะชักดาบเจ้าหนี้ ตลอดเวลา

เหตุนี้ เจ้าหนี้จึงรุมทวง เพราะ กลัวไม่ใช้หนี้

ไม่สำคัญ

ใครจะเห็น หรือ รู้สึกอย่างไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ นั่นคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

จงดูตัวเอง เป็นหลัก ดูความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ดี/ชั่ว ถูก/ผิด บาป/บุญ กุศล/อกุศลฯลฯ นั่นแหละ เหตุที่ยังมีอยู่

แค่รู้

ฝึกแค่รู้ เลยแค่รู้ ล้วนเกิดจากการปรุงแต่ง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ดี/ไม่ดี แค่รู้ บาป/บุญ แค่รู้ ฯลฯ ทุกๆคำเรียก แค่รู้ รู้ไว้ ใช่ว่า ใส่บ่า แบกหาม รู้แบบนี้

รู้นอก คือ เหตุปัจจัย ที่มีอยู่

รู้ใน มีแต่ดับ แล้วก็ดับ ดับต้นเหตุของการเกิด

มรรค มีองค์๘/อริยมรรค มีองค์ ๘

เมื่อพระองค์ทรงรู้ ได้ทรงถ่ายทอดสภาวะเหล่นั้นไว้ เพียงแต่ สภาวะนั้นๆ ในคำสอน หรือที่มีในตำราปรากฏอยู่ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ของบุคคลในยุคนั้น สมัยนั้น

เป็นเหตุให้ ผู้ที่เดินตาม จะรู้ หรือเข้าถึงสภาวะได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอ

ยู่ และที่กำลังสร้าง ให้เกิด ขึ้นมาใหม่คำว่า มรรค มีองค์๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘ จึงมีเกิดขึ้น ซึ่งโดยเนื้อแท้ของสภาวะ

เมื่อกล่าวถึง มรรค มีองค์ ๘ กับ อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นตัวเดียวกัน เพียงแยกออกจากกัน เพื่อให้เห็นสภาวะ เป็นรูปธรรม ได้ชัดเจนมากขึ้น

เฉกเช่นเดียวกันกับ สติปัฏฐาน ๔ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔

มรรค มีองค์ ๘ กับ สติปัฏฐาน ๔ เป็น ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ขณะผัสสะเกิด ในชีวิตแต่ละขณะๆๆๆๆๆ

อริยมรรค มีองค์ ๘ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔ เป็น สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะ จิตตั้งมั่นอยู่ ในขณะที่ปฏิบัติ เต็มรูปแบบ

เรื่องของสภาวะ เป็นเรื่องที่ละเอียดมากๆ เกี่ยวกับจิตล้วนๆ ซึ่งแรกๆ ต้องอาศัยการรู้ชัดภายในกายและจิตนำทาง จึงจะรู้ หรือ เข้าถึงจิตที่แท้จริงได้

การที่รู้ชัด ในรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้ ต้องอาศัยกำลังของสมาธิ เป็นบาท สติ เป็นตัวขุดค้ยสัญญาต่างๆขึ้นมา โดยมีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆได้

สภาวะสัญญา เหตุของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ แรกๆของการเกิดสภาวะนี้ ย่อมให้ค่าตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ คิดว่า เป็น สภาวะของปัญญา เป็นสภาวะของ อุปกิเลส ที่ยังมีอยู่

อาศัย หยุดสร้างเหตุนอกตัว และ การทำความเพียรต่อเนื่อง

การสร้างเหตุนอกตัว ส่งผลต่อสภาวะ เมื่อทำความเพียร เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตได้เนืองๆ(สัมมาสมาธิ) เพราะ นิวรณ์ต่างๆ ถูกระงับลงไป ตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ จิตถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ รู้ชัดว่า สภาวะนี้ เป็นวิญญาณ หรือ สัญญา หรือ ปัญญา ถึงแม้ว่า โยคี จะไม่รู้ปริยัติ ก็ตาม

โฆษณา

1 ความเห็น (+add yours?)

  1. piggy3080
    พ.ย. 16, 2012 @ 20:30:30

    พี่น้ำเขียนตรงกับเหตุการณ์ดีแท้ ทั้ง ของหัวข้อนี้ และ หัวข้อใหม่เลย ทำอะไร อยู่ในอารมณ์ไหนมาอ่านแล้วตรงทุกที

    ตอบกลับ

ส่งความเห็นที่ piggy3080 ยกเลิกการตอบ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2012
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: