การฟังธรรม

การฟังธรรมะ จะแนะนำกับเจ้านายว่า การฟังคำสอน ถ้าคำสอนใด ที่มีการพูดทำนองว่า การปฏิบัติแนวไหนดีที่สุด หรือ มีการนำแนวทางปฏิบัติอื่นๆมาเปรียบเทียบ แม้กระทั่ง มีการว่าผู้อื่น อย่าไปฟัง

บางครั้ง เจ้านายฟังเกี่ยวกับเรื่อง การปฏิบัติแนววิปัสสนา พร้อมทั้งมีเรื่องของญาณต่างๆ จะบอกว่า อย่าไปฟังเลย จะทำให้เกิดกิเลส มีแต่ปริยัติ มีแต่การนำมาเปรียบเทียบ

จริงอยู่ อาจทำให้ผู้ปฏิบัติ เกิดกำลังใ

จ แต่ก็ทำให้หลงทางได้

โดยเนื้อแท้ของ สภาวะ วิปัสสนา มีสภาวะเดียวเท่านั้น คือ สภาวะสัมมาสมาธิ นอกจากนั้น เป็นอิทธิบาทสมาธิ หรือ การเจริญอิทธิบาท ๔

เนื่องจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน ไม่ว่าจะแนะนำอะไร เจ้านายรับฟังหมด แต่ใช่ว่าจะทำตามเลยทีเดียว มีลองฟังก่อน แล้วให้เราอธิบายให้ฟัง

เช่น การเพ่ง เราบอกว่า ถ้าไม่เคยเจอสภาวะนี้ จะรู้จักไหม

เจ้านายตอบว่า ไม่รู้จัก

เราบอกว่า นั่นแหละ ทุกๆสภาวะ ไม่ว่าสภาวะใดเกิดขึ้น นั่นคือ การเรียนรู้ หากไม่เรียน แล้วจะรู้ได้ยังไง

ทุกๆคนต้องเรียนรู้สภาวะต่างๆด้วยตัวเอง

เหตุของแต่ละคน สร้างมาแตกต่างกันไป แนวทางของแต่ละคน จึงแตกต่างไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อเจอผู้แนะนำ ที่ชอบว่ากล่าวติติง หรือ ชอบกล่าว เบียดเบียนในสภาวะต่างๆว่า ดีหรือไม่ดี

นั่นคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ของผู้กล่าว ซึ่งโดยเนื้อแท้ของสภาวะ เป็นเรื่องของ การเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องถูก/ผิด ดีหรือไม่ดี

หากมุ่งปฏิบัติ เพื่อดับเหตุของการเกิด หากหลีกเลี่ยงได้ จงหลีกเลี่ยง

เมื่อเจอผู้แนะนำ ที่ชอบกล่าวถึงเรื่อง เหาะเหิน เดินอากาศ เรื่อง การพบเห็น ที่คิดว่า เป็นสิ่งวิเศษ หากไม่ใช่ เพื่อ การดับเหตุของการเกิด

ถ้าชอบฟัง ย่อมฟังได้ เพื่อ ความบันเทิง แต่ไม่ใช่ การดับเหตุของการเกิด

เมื่อเจอผู้กล่าวว่า นี่คือ สมถะ นี่คือ วิปัสสนา แล้วกล่าวถึงวิปัสสนา ทำนองว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันธรรม อันนี้ก็ถูกต้องในสภาวะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ถ้าเจอผู้กล่าวถึง วิปัสสนา ทำนองว่า เกิดขณะ ทำสมาธิอยู่ และมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดร่วม ขณะ เป็นสมาธิอยู่

ซึ่งเป็นสภาวะ สัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นวิปัสสนา อันนี้ควรฟังให้บ่อยๆ เพื่อ ตอกย้ำสัญญา

เรื่องสภาวะสมาธิต่างๆ จะแนะนำให้ฟัง หลวงพ่อพุธ

เรื่องการปล่อยวาง จะแนะนำให้ฟังหลวงพ่อชา

ฉะนั้น เจ้านายจึงฟังหลวงพ่อพุธ และ หลวงพ่อชา มากกว่า คำสอนอื่นๆ

แม้กระทั่ง เรื่อง การปฏิบัติ หากผู้กล่าว ชอบกล่าวเบียดเบียน เรื่องรูปแบบ หากหลีกเลี่ยงได้ จงหลีกเลี่ยง เพราะ นั่นคือ ความไม่รู้ชัดในสภาวะของผู้พูด ที่มีอยู่ เรียกว่า รู้แค่ไหน ย่อมอธิบายได้แค่นั้น

มนุษย์เงินเดือน กับ เส้นทางธรรม

เจ้านาย เป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ ออกจากบ้านแต่เช้า กลับบ้านก็มืดแล้ว (หลัง สองทุ่ม บางครั้ง ดึกกว่านั้นก็มี เพราะ ออกต่างจังหวัด)

ไม่เคยปฏิบัติ เต็มรูปแบบ ได้แต่ อาศัยการฟังธรรมะ(ส่วนมาก เป็นหลวงพ่อพุธ และหลวงพ่อชา) ก่อนนอน และ ใช้วิธี นอนภาวนา เป็นหลัก

การเดิน อาศัยการเดินกลับบ้าน ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ทุกวัน พร้อมๆกับ แบกเป้ ที่ใส่โน๊ตบุ๊

ค ไว้บนหลัง(หนักมาก เคยลองสะพายหลัง)เป็นเวลา เกือบ ๒ ปี ในการทำเดิมๆซ้ำๆ แบบนี้ ไม่ว่าฝนจะตก น้ำจะท่วม ก็เดิน ไม่ยอมขึ้นรถ เพราะ เป็นโอกาสเดียว ที่ได้ปฏิบัติ

เคยบอกกับเจ้านายว่า ถ้าฝนตกหนัก ก็ขึ้นรถนะ อย่าเดิน เขาก็บอกว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ (ไม่มีร่ม) จะทำตาม แต่อยากเดินมากกว่า
โดยรอฝนซา

เหตุมี ผลย่อมมี

การไปครั้งนี้ ไม่ได้เที่ยวตามวัดก่อน แบบที่เคยทำ เพราะ แนะนำเจ้านายว่า เราไปปฏิบัติก่อนดีกว่าไหม เช้าๆจะได้ไม่ต้องรีบ ช่วงก่อนกลับบ้าน จะมีเวลามากกว่า

เจ้านายบอกว่า เข้าวัดเลยดีกว่า ขากลับค่อยคิด (เข้าวัดวันเสาร์ ประมาณ ๑๑ นาฬิกากว่าๆ กลับวันอาทิตย์ ช่วงเที่ยง)

สภาวะของเจ้านาย เป็นอีกหนึ่งในการยืนยัน เรื่องของเหตุปัจจัย ของแต่ละคน ที่ได้กระทำมา และ เหตุที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีผลต่อการปฏิบัติ

ในการไปปฏิบัติ ในครั้งนี้ เดินจงกรม ระยะ ที่ ๖ สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิต ได้นานมากขึ้น จับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายใน ได้ชัดมากขึ้น

โดยเฉพาะ ตั้งแต่จิตเป็นสมาธิ ขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ ขณะที่กำลังเดินจงกรมอยู่ เรียกว่า รู้ชัดขณะจิตกำลังเป็นสมาธิอยู่ ได้ละเอียดมากขึ้น

แม้กระทั่ง ขณะนั่งอยู่ เกิดสภาวะใดขึ้น ก็รู้ อาการง่วง แบบการปฏิบัติแรกๆ ไม่ค่อยมี

ใครที่คิดว่า ตนเองไม่มีเวลาปฏิบัติ เพียงสะสมหน่วยกิตในทางใดทางหนึ่ง ที่สำคัญ คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม กรรม หรือ ธรรม จะจัดสรรให้เอง ทั้งสัปปายะ(สถานที่) ทั้งผู้แนะนำ

ซึ่ง เป็นเหตุปัจจัย ของการดับที่ต้นเหตุ ของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ ภพชาติในวัฏฏสงสาร ให้สั้นลง

 

 

การรับศิล และ ลาศิล

 

ทุกๆสภาวะ ที่เป็นเหตุของการเกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย เป็นการเรียนรู้จริงๆ เรียนรู้เพื่อดับเหตุ ของการเกิด(มโนกรรม)

เหตุจากครั้งที่แล้ว เป็นบทเรียน
การไปปฏิบัติครั้งนี้ มีเหตุ ให้จบเหตุของการเกิด(มโนกรรม) ชั่วขณะ

เราบอกเจ้านายว่า ไม่ต้องรับศิลก็ได้ แค่ค้างคืนเดียว เพียงรักษาใจไว้อย่างเดียว ยิ่งกว่า สมาทานแล้ว ทำไม่ได้

ขากลับ ไม่ต้องมานั่งรอ ในการลาศิล คือ กลับตามเวลาได้เลย (อยู่ครบ ๒๔ ชม.)

ส่วนการทำบุญ การชำระหนี้สงฆ์ และทำทานด้านอื่นๆ มีตู้ให้หยอดร่วมทำบุญได้ ทั้งเจ้านายและตัวเรา ได้ตั้งจิต อธิษฐานปัจจัย ที่ได้ทำบุญ และหยอดใส่ตู้แทน

พฤศจิกายน 2012
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: