เอาวัด มาไว้ที่บ้าน หรือ ทำบ้าน ให้เป็นวัด

เอาวัด มาไว้ที่บ้าน หรือ ทำบ้าน ให้เป็นวัด

เมื่อวาน หลังออกมาจากวัด รถติดมากๆ ใจก็คิดอยู่ หรือจะลงเรือที่ผ่านฟ้าดี อีกใจก็คิดว่า ลองนั่งรถดูก่อน ดูว่า ใช้เวลาเท่าไหร่ กว่าจะถึง

สรุปเวลา ปกติ จากท่าเรือผ่านฟ้า ถึงท่าเรือเดอะมอลล์บางกะปิ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชม. หรืออาจจะเกินกว่านี้นิดหน่อย

ส่วนทางรถ เมื่อวาน จับเวลาตั้งแต่ขึ้นรถ ๑๗.๑๕ น. ถึงเดอะมอลล์บางกะปิ เกืบ ๒ ทุ่ม

 

เอาวัด มาไว้ที่บ้าน หรือ ทำบ้าน ให้เป็นวัด

เช้านี้ บอกเจ้านายว่า วันนี้ไปวัดนะ เจ้านายบอกว่า มันไม่เที่ยง

เราก็บอกว่า ถึงไม่พูดเมื่อคืนไง มาพูดตอนเช้าแทน แล้วเล่าเรื่องที่วัดให้ฟัง

ว่า ได้คุยกับคนที่เป็นทั้งเจ้าหน้าที่และพี่เลี้ยง คอยดูแลผู้ปฏิบัติ น้องเขากำลังขนผ้าเช็ดเท้าและผ้าขี้ริ้ว กล่องใหญ่ ทำอยู่คนเดียว

เราพูดว่า ทำงานง่วนเชียว

น้องเขาพูดว่า ช่วยแผ่เมตตาให้หนูเยอะๆด้วยนะ

เราพูดว่า นี่แหละเหตุ แต่แก้ได้ แก้ที่ปัจจุบัน พี่น่ะทำกรรมฐานมา สิบกว่าปี เมื่อก่อน ลำบากมากๆ เดี๋ยวนี้สบายแล้ว

น้องพูดว่า เขาทำมาหกปีแล้ว

เราพูดว่า ต้องทำอย่างน้อย สิบชั่วโมงนะ ทำทุกวัน

เราพูดกับเจ้านายว่า ไม่ได้คุยกันต่อ จริงๆแล้ว อยากจะบอกกับน้องเขา ต้องรู้จักปรับอินทรีย์ อย่าเอาแต่ทำงานทั่วไปอย่างเดียว

แล้วก็ไม่เที่ยงจริงๆ ระหว่างอาบน้ำ จิตคิดพิจรณาตลอด คิดว่า วันนี้ มาทำบ้านให้เป็นวัดเถอะ ไปวัดแล้วมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แรกๆดูเหมือนประหยัด
แท้จริงแล้ว ค่าใช้จ่ายโดยรวม สามารถนำไปทำประโยชน์ ในด้านอื่นๆได้มากกว่า ไม่เที่ยงนะ แล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

วันนี้ จากตอนแรกจะไปวัด ตัดสินใจ ไม่ไปแล้ว ปฏิบัติที่บ้านแทน ทำเหมือนกับอยู่วัด ต้องสร้างวินัย ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง (บอกก่อนนะ แล้วแต่เหตุปัจจัย สภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา)

สภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีหน้าที่ คือ หมั่นจด หมั่นจำ มีพลั้งเผลอบ้าง ผิดพลาดบ้าง สมหวังบ้าง ไม่สมหวังบ้าง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ เป็นการเรียนรู้ ยึดติดเมื่อไหร่ เสร็จกิเลสทันที

ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ มีความรู้สึกตัวอยู่ นั่นคือ ยังมีโอกาส ไม่ขอพูดถึงสติและสมาธิ
ถ้าพูดถึง สัมปัชัญญะ นั่นหมายถึง มีทั้งสติและสมาธิ ทำงานร่วมกัน แบบสมดุลย์ สัมปชัญญะ จึงเกิดขึ้นได้

สติ คือ ความระลึกรู้ ได้แก่ ความรู้ตัว ก่อนลงมือ ทำกิจ

สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว ได้แก่ ความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่

สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิต

ขณะทำงาน จิตจดจ่อ(สติ) รู้อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่(สัมปชัญญะ) สมาธิย่อมเกิด เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำอยู่

เมื่อมีทั้งสติ+ สัมปชัญญะ+ สมาธิ ทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิด ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะทำกิจนั้นๆอยู่ หรือที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ
เป็นปัจุจับนขณะ ณ ปัจจุบันธรรม แต่ละขณะ ในชีวิตประจำวัน จัดอยู่ใน มรรค มีองค์ ๘

ขณะ ปฏิบัติทำสมาธิ ในรูปแบบต่างๆ (อิทธิบาท๔) เมื่อสมาธิเกิด ขณะนั้นๆ มีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นด้วย
เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เรียกว่า มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ

เป็นเหตุให้ ไม่ว่ามีสภาวะใดๆเกิดขึ้นในกายและจิต (กาย เวทนา จิต ธรรมหรือธรรมารมณ์) ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ รู้ได้หมด
เป็นปัจจุบันขณะ ปัจจุบันธรรม แต่ละขณะ ที่จิตเป็นสมาธิอยู่ ขณะปฏิบัติในรูปแบบอยู่ เรียกว่า สัมมาสมาธิ จัดอยู่ใน อริยมรรค มีองค์ ๘

ดูเท่ห์นะ คำเรียกต่างๆเนี่ย โดยเนื้อแท้แล้ว สำคัญมากๆ คือ การสร้างเหตุ ทั้งภายนอกและภายใน
ส่วนคำเรียกต่างๆนั้น สักแต่ว่า เป็นเพียงสภาวะของสัญญา ที่ใช้คำบัญญัติสำทับลงไป เพื่อใช้ในการสื่อสาร ให้เข้าใจตรงกัน เท่านั้นเอง
ถึงบอกไง รู้ไว้ ใช่ว่า ใส่บ่า แบกหาม

หมายเหตุ:

การทำงาน ก็เหมือนการปฏิบัติ เมื่อเวลาเหนื่อย ต้องพัก นั่นแหละ สมาธิดีนักแล

เวลาทำงานเหนื่อยๆ ให้นั่งพัก จิตเป็นสมาธิดีมาก แต่ทีนี้ ยังไม่มีโอกาสพูดกับน้องเขา ก็ไม่คิดอะไรมากนะ มองแค่ว่า ถ้าเคยสร้างเหตุร่วมกันมา มีเหตุปัจจัย คงได้คุยกันสักวัน

แล้วอีกอย่าง คนส่วนมาก เท่าที่พบเจอมา จะชอบคิดว่า นั่งสมาธิ ต้องนั่งที่พื้นเท่านั้น ต้องท่าขัดสมาธิเท่านั้น เราเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ที่เคยมีความคิดแบบนั้น ซึ่งทุกสิ่ง ล้วนมีเหตุปัจจัย ของสภาวะนั้นๆ ของแต่ละคน

งานทุกชนิด สามารถทำให้เกิด สภาวะจิตตั้งมั่น หรือที่เรียกว่า สมาธิ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ อย่างง่ายดาย

เมื่อทำงาน ไม่ว่าจะงานบ้าน งานออฟฟิช กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำ ขัดพื้น ฯลฯ เรียกว่า การทำงานทุกชนิด สามารถทำให้เกิดสมาธิได้อย่างง่ายดาย เมื่อมาต่อด้วยอิริยาบทนั่ง นั่งที่ไหนๆก็ได้ ขอให้นั่งแล้วรู้สึกสบาย ใช้ได้หมด

ขณะทำงานอยู่ รู้สึกเหนื่อยมากๆ ทำงานนั้น ให้เสร็จก่อน เสร็จแล้ว มาต่อด้วยการนั่ง อย่าเพิ่งไปทำงานอื่นๆต่อ อาศัยช่วงเวลานี้ ให้เป็นนาทีทอง

ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ นับว่า เป็นนาทีทอง เพราะ สภาวะปราศจากกิเลสชั่วคราว เป็นการสะสมหน่วยกิต
ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม การเห็นตามความเป้นจริงของทุกสรรพสิ่ง จะเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

รอบเช้า

เดิน ๑ ชม. ต่อด้วยนั่ง ๒ ชม.

ระหว่างเดิน เมื่อหยุดเดิน ยืนเย็บกางเกง ที่ยังทำไม่เสร็จ สักพัก เดินต่อ สลับกับทำงานบ้านอื่นๆไปด้วย จนครบ ๑ ชม. ขณะที่กำลังเดินหรือทำงานบ้านอยู่นั้น สมาธิเกิดตลอด

เมื่อมานั่ง สมาธิ ยังคงเกิดต่อเนื่อง แนบแน่น ยังคงรู้สึกตัว เป็นระยะๆ มีดิ่งเป็นบางขณะ มีโอภาส เกิดเป็นช่วงๆ แล้วแต่กำลังของสมาธิ ในแต่ละขณะ

นั่งที่พื้น ๑ ชม. ปวดท้องฉี่ เข้าห้องน้ำ กลับออกมา นั่งที่เก้าอี้ ๑ ชม. ระหว่าง แผ่เมตตา กรวดน้ำ สมาธิเกิดตลอด มีโอภาส เกิดตลอด สว่างปกติ ไม่สว่างจ้า

รอบบ่าย

ถ้าอยู่วัด มีเทศน์ ใช้หูฟัง ส่วนมากปฏิบัติ บ่ายสอง

อยู่บ้าน ใช้ตาดู ดูซีรีย์ เกาหลี ดูแบบหนังเงียบ ไม่มีซับ เลื่อนดูภาพไปเรื่อยๆ จบไวดี
ดูแล้ว เห็นแต่เหตุของความไม่รู้ เหตุของการเกิดภพชาติทั้งปัจจุบันและวัฏฏสงสาร

ดูครบ ๑ ชม. เดิน ๔๕ นาที นั่ง ๓ ชม.
อะไรก็ตาม ทำแล้วถูกสัปปายะของตัวเอง สภาวะจะดำเนินไปต่อเนื่อง

หมายเหตุ:

การที่จะรู้อะไรได้นี่ จะรู้ตอนที่จิตทบทวนสภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ อย่างเรื่องกรณีไปวัด แล้วมีความคิดว่า ไกล เปลืองค่าใช้จ่ายหรืออะไรต่างๆนานา

พอจิตทบทวนให้เห็นภาพ สติงัดแงะสภาวะต่างๆขึ้นมา เห็นเป็นภาพแต่ละขณะ ซึ่งแท้จริงของเหตุทั้งหมดคือ

เมื่อกลับมาถึง ต้องมาเตรียมอาหารให้เจ้านาย ต้องใช้เวลา และอะไรหลายๆอย่าง ถ้ามาถึง แล้วต้องรีบซื้อของ รีบทำ ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตน่าเบื่อจริงหนอ พอคิดเช่นนี้ ความรู้สึกเหนื่อยใจ จะเกิดขึ้น เหมือนพลังที่สะสมมา หายไป

ความรู้สึกนึกคิด แปรเปลี่ยนตลอดเวลา บังคับอะไรไม่ได้ ถ้าบังคับ ก็ไม่ชอบ ให้ฝืน ก็ไม่ชอบ ทำไมต้องไปฝืนด้วย นั่นไม่ใช่ตามความเป็นจริง ต้องดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การแต่งแต้ม

มีหน้าที่เพียง ดูและรู้ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น

แต่พอดี เป็นคนไม่ชอบเก็บอะไรไว้ในใจ จึงกลายเป็นเรื่องที่เขียนออกมาได้เรื่อยๆ เขียนบ้าง ไม่เขียนบ้าง สุดแต่ว่า จิตคิดพิจรณาอะไรอยู่

เมื่อปลดปล่อยหรือระบายออกมาทางตัวหนังสือ รู้สึกว่า ไม่ต้องไปจดจำอะไร

อะไรที่ทำแล้วเข็ด จะจำไปจนวันตาย ไม่ทำซ้ำอีกแน่นอน

อะไรที่ทำแล้ว รู้สึกว่าเหมาะกับสภาวะ ก็ไม่ไปยึด เพราะ ยึดไม่ได้ แปรเปลี่ยนตามเหตุปัจจัย

มีหน้าที่ หยุดสร้างเหตุนอกตัว และทำความเพียรต่อเนื่อง เรียนๆๆๆๆ เรียนรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต

วิชานี้ เรียนแล้ว ยังมีวันจบ จบภพ จบชาติ จบพรหมจรรย์ ไม่ต้องเวียนว่ายในวัฏฏสงสารอีกต่อไป

อะไรที่เขียนลงไป มันรู้สึกคุ้นๆนะ เลยลองหาในกูเกิ้ลดู เจอสิ่งที่เขียนอยู่ จบภพ จบชาติ จบพรหมจรรย์

“ดูกรอาวุโส ก็ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยจิตอย่างไร คือ อบรมจิตให้ดีด้วย
จิตอย่างนี้ว่า จิตของเราปราศจากราคะแล้ว จิตของเราปราศจากโทสะแล้ว จิต
ของเราปราศจากโมหะแล้ว จิตของเราไม่มีราคะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มี
โทสะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มีโมหะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาใน
กามภพเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาในรูปภพเป็นธรรมดา จิตของเราไม่
เวียนมาในอรูปภพเป็นธรรมด” ฯลฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=8572&Z=8631

ได้เวลา ไปตลาด เดินจงกรม และช็อปปิ้ง ทางสายตาบ้าง สัมผัสโดยการลูบๆคลำๆสิ่งที่ชอบบ้าง เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า

ไม่คิดจะซื้อหรอก เพราะ ไม่รู้จะซื้อมาทำไม ไม่ได้ไปไหน อย่างมากแค่วัด

แต่ใจยังอยากได้อยู่ อาศัยสัมผัสทางใจก็ยังดี ฮ่าๆๆๆๆๆ

โฆษณา

มรรค

มรรค

ละนันทิ จิตหลุดพ้น

กัสสป ! หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่
ซึ่งผู้ปฏิบัติตามแล้ว จักรู้ได้เอง จักเห็นได้เอง.
สี. ที. ๙/๒๐๙-๒๑๐/๒๖๕.

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่ง มิจฉาปฏิปทา และสัมมาปฏิปทา แก่พวกเธอ
เธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งข้อความนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
มิจฉาปฏิปทานี้คือ มิจฉาทิฐิ มิจฉาสังกัปปะ
มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ
มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
สัมมาปฏิปทานี้คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒-๒๓/๖๕-๖๗.

หลายๆคน เมื่ออ่านข้อความเหล่านี้ อาจจะมีความสงสัย อะไรคือ มิจฉา อะไรคือ สัมมา แล้วจะรู้ได้อย่างไร?

ถึงแม้เป็นตัวหนังสือ ล้วนมีสภาวะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น แฝงหรือซ้อน ซ่อนอยู่ ในคำเรียกนั้นๆ ไม่แตกต่างกับคำเรียกอื่นๆ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ถ่ายฯลฯ

การที่จะรู้หรือเห็น ตามความเป็นจริง ของสภาวะ หรือ คำเรียกต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่
ต้องอาศัย การทำความเพียร หรือ การปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เป็นเหตุให้ รู้หรือเห็นตามความเป็นจริง ของสภาวะที่แท้จริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น หรือคำเรียกต่างๆ

บทความต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ เห็นอยู่ ที่ได้ศึกษา ได้อ่าน หรือได้ฟังมาก็ดี
ผู้เขียน หรือ ผู้พูด รู้แค่ไหน ย่อมเขียนหรือพูด ได้แค่นั้น ตามเหตุปัจจัยของผู้นั้น ที่มีอยู่(กิเลส) และเป็นอยู่(การสร้างเหตุ)

ผู้มีศรัทธา หรือ ผู้มีปัญญา(สัญญาเก่า) ไม่ใช่การได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ หรือ นำมาวัดผล ของการปฏิบัติ ได้เลย

แต่การทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง และการสร้างเหตุ ที่เป็นตัววัดผล ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด การรู้เห็นตามความเป็นจริง ของสภาวะนั้นๆได้

คำสอนของพระผู้มีพระภาค ทรงสอนตามเหตุปัจจัย หรือสภาวะของคนนั้น ใช่ว่า นำมาปฏิบัติตาม จะได้ผลเหมือนกันหรือไม่ แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้าง ให้เกิด ขึ้นมาใหม่

มรรค หรือ วิธีการ จึงไม่ใช่เรื่องยาก หรือง่าย แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ของผู้ปฏิบัติ

คำว่า แม้อรหันต์ผู้ปัญญาวิมุตติ ต่างก็เป็นได้เพียง แค่มัคคานุคา (ผู้เดินตาม มรรคมาทีหลัง) นี้

หมายถึง แม้แต่พระอรหันต์ ก็ไม่พ้นจากเหตุปัจจัย แรกเริ่มปฏิบัติ ก่อนจะบรรลุถึง ความเป็นอรหันต์ หรือ ผู้สิ้นกิเลส

คำว่า มัคคานุตา หรือ ผู้เดินตาม มรรค มาทีหลัง หมายถึง โยคี ผู้ปฏิบัติทุกรูปทุกนาม เริ่มต้นครั้งแรก ย่อมดำเนินตามเหตุปัจจัยของตนที่มีอยู่ จึงชื่อว่า ผู้เดินตาม

เดินตามหรือปฏิบัติตามเหตุปัจจัยของตน คือ มีเหตุให้ต้องปฏิบัติ เช่น ประสพกับความทุกข์/สุข ในชีวิต หรือ ปฏิบัติเพราะ ความศรัทธาในตัวผู้สอน
หรือ อ่านบทความนั้นๆ แล้วเกิดความอยากลองเรียนรู้ ด้วยตนเองฯลฯ

สิ่งต่างๆเหล่านี้ เรียกว่า ผู้เดินตาม คือ เดินตามทางที่ผู้อื่น ได้เดินมาแล้ว ซึ่งเกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่กับ สิ่งนั้นหรือ แนวทางนั้นๆ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยของโยคี หรือผู้ปฏิบัติ

“แม้อรหันต์ผู้ปัญญาวิมุตติ ต่างก็เป็นได้เพียง แค่มัคคานุคา (ผู้เดินตาม มรรคมาทีหลัง)”

เวลาดูความหมาย ควรดูคำทั้งหมด ในรูปประโยค

คำว่า มรรค มี ๒ ความหมาย 

๑. มรรค หมายถึง วิธีการ หรือ แนวทางปฏิบัติ

ได้แก่ แนวทางปฏิบัติของแต่ละคน จึงชื่อว่า ผู้เดินตาม โดยเริ่มต้นจาก การแนะนำของผู้อื่นก็ดี หรือ เริ่มต้นจากการอ่านก็ดี แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย ของแต่ละคน

๒. มรรค หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

ฉะนั้น คำว่า มรรค มาทีหลัง จึงหมายถึง โยคี ผู้ปฏิบัติ ทำความเพียรจนกว่า สัมมาทิฏฐิเกิด มรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

จึงชื่อว่า มรรค หรือ มรรค มีองค์ ๘ มาทีหลัง

พระอรหันต์ ก็ไม่พ้นจากเหตุปัจจัยนี้

หมายเหตุ:

เวลาพูดเรื่อง “มรรค” จะดูองค์ประกอบของประโยคทั้งหมด มรรคในแต่ละประโยค แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย

ถ้าถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ความหมายของมรรค แต่ละคำนั้น อันใดถูกต้องตามสภาวะ หรือผิดจากความเป็นจริง

อย่างที่เคยพูดๆไว้บ้างแล้ว จะรู้ว่าถูกหรือผิดนั้น ให้ดูการกระทำ หากนำไปสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้เกิด วิวาทะกับผู้อื่น

นั่นแหละคือ ผิด ผิดจากความเป็นจริง สภาวะที่แท้จริง จะไม่ไปทะเลาะกับใคร มีแค่รู้ แล้วจบ

ใครจะเห็นต่างยังไง นั่นเหตุของเขา เพราะ เป็นเพียงสภาวะสัญญาเท่านั้นเอง สติเป็นตัวขุดแคะงัดแงะขึ้นมา

คำว่าถูกหรือผิด ล้วนเป็นเพียง ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดจาก สัญญาของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

เหมือนเวลาที่ใครส่งอะไรมาให้อ่าน ก็อ่าน แต่ไม่เก็บเข้ามาเป็นอารมณ์ รู้ของแต่ละคน แตกต่างกันไป สิ่งที่เขารู้ บางสิ่ง ใช่ว่า เราจะรู้ ฉะนั้น รู้ไว้ ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม มีแต่ได้ ไม่มีเสีย

ธันวาคม 2012
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: