สิ้นสงสัยและสิ้นอุปกิเลส

เมื่อแจ้งใน สภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง
ความสงสัยและอุปกิเลส หมดสิ้นไปทันที

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด
คบบัณฑิต บัญฑิตพาไปหาผล

คำพูดเหล่านี้ มองได้สองมุม

๑. กล่าวโทษนอกตัว หมายถึง การกล่าวโทษผู้อื่น เพราะ ผู้อื่น เป็นเหตุให้ ชีวิตตนเอง เป็นเช่นนี้ เช่น ดี/ชั่ว ถูก/ผิด ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น จากความชอบ/ชัง ถูกใจ/ไม่ถูกใจ ยินดี/ยินร้าย เป็นเหตุ

๒. กล่าวโทษตัวเอง หมายถึง ทุกๆคน ล้วนมีทั้งดีและชั่ว ได้แก่ ความเป็นคนพาล และบัณฑิต ตราบใด ที่ยังมีกิเลส ทุกคนล้วนมีเหมือนกันหมด

จะเป็นบัณฑิต หรือเป็นคนพาล ล้วนเป็นสภาวะของกิเลส ที่มีอยู่ และเป็นอยู่(การสร้างเหตุ) ขึ้นอยู่กับ วิธีการ ที่จะดึง สิ่งเหล่านั้น ออกมาจากจิต มาใช้ให้ถูกทางได้อย่างไร

กว่าจะรู้ ต้องผิดพลาด ก่อนที่จะรู้ รู้แล้ว จะมีแต่หยุดมากขึ้น เริ่มต้นจาก

กาย หยุดการกระทำ ที่เป็นเหตุของการเกิดมากขึ้น

วาจา หยุดกล่าวโทษนอกตัวมากขึ้น

และใจ ได้แก่ ความรู้สึก นึกคิด ที่มีผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

ใจที่หยุดได้ยาก เหตุเพราะ ยังมีกิเลสอยู่

เมื่อใจถูกขัดเกลามากขึ้นด้วย
ศิล(หยุดสร้างเหตุ)
สมาธิ(สัมมาสมาธิ)
ปัญญา(สัมมาทิฏฐิ)

จิตที่ถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ รู้วิธีการ ที่จะดึง สิ่งที่มีอยู่(ดี/ชั่ว=กิเลส) ออกมาจากจิต นำมาใช้ให้ถูกทางได้

โฆษณา

มังกร

ว่าด้วยเรื่อง มังกร

ต่อไป ในอนาคต คนจะมีอายุยืนมากขึ้น เหตุเพราะ คนหันมาเจริญอิทธิบาท ๔ มากขึ้น

เมื่อเกิดสภาวะ จิตเห็นจิต สมาธิ จะเป็นตัวรักษาจิต เหมือนมีหมอชั้นเลิศ ดูแล รักษา อยู่คู่กาย

มีสติ เป็นตัวออกใบสั่งยา ว่าควรรักษาอาการที่เป็นอยู่ ด้วยยาขนานไหน จึงจะถูกกับโรค หรือสภาวะที่เป็นอยู่

มีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัว รู้อยู่กับความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของอาการ หรือโรค ที่เป็นอยู่

การเรียนรู้

เรียนรู้ ทุกขเวทนาทางกาย นำมาใช้ประโยชน์ ในยามเจ็บป่วย

เรียนรู้ ทุกขเวทนาทางใจ นำมาใช้ประโยชน์ ในการดูสิ่งที่มีอยู่(กิเลส) และที่ยังเป็นอยู่(การสร้างเหตุ)

เรียนรู้จิต สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต นำมาใช้ประโยชน์ ในการอยู่กับสภาวะหรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น อยู่ได้ทันมากขึ้น แค่รู้มากขึ้น

ผลที่ได้รับ คือ กายป่วย แต่ จิตไม่ป่วยตาม สมาธิเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เป็นยารักษาจิต อีกชั้นหนึ่ง ส่วนยาแผนปัจจุบัน รักษาตามอาการเจ็บป่วยทางกาย ที่เป็นอยู่

แค่รู้มากขึ้น

แค่รู้มากขึ้น

ไม่เที่ยงจริงๆ เมื่อคืนคิดอยู่ วันนี้จะไปวัด เพราะไม่มีงานประจำ ที่ต้องทำ

สิ่งที่รู้สึกตัว เป็นอันดับแรก ในตอนเช้าคือ เบื่อ เบื่อมากๆ บอกเจ้านายว่า วันนี้คงไม่ไปไหน

สภาวะเบื่อ มาอีกแล้ว มาแบบไม่รู้ตัว เมื่อก่อน จะมีความไม่ชอบใจเกิดร่วมด้วยทุกๆครั้ง เดี่ยวนี้ แค่รู้ รู้ว่ามี สภาวะเบื่อเกิดขึ้น รู้แบบนั้น ไม่มีความรู้สึกไม่ชอบ เกิดร่วมด้วยแบบก่อนๆ

จิตเป็นออโต้ของจิตเอง ตามสภาวะ ตามเหตุปัจจัย ที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ยืนเย็บซ่อมผ้า ตั้งแต่เช้า จนถึง ๑๐ โมงเช้า รู้สึกอาการเบื่อที่เกิดขึ้นมาก จนทนไม่ไหว เลิกเย็บผ้า ไปทำสมาธิแทน

เมื่อทำสมาธิ หลับตาลง จิตเป็นสมาธิทันที ดับสนิท มารู้สึกตัว ตอนได้ยินเสียงโทรฯ ลุกขึ้นไปรับ ตอนช่วงลุก รีบลุก ไม่รอสมาธิคลาย ปวดหัวมาก

รับโทรฯ เบอร์ที่เขาได้มา คงเขียนผิด ติดมาที่เรา ปิดเครื่อง งดการติดต่อ ต่อไปนี้ ถ้าทำสมาธิ จะปิดเครื่อง

เมื่อมาทำสมาธิต่อ สมาธิยังคงเกิดอย่างต่อเนื่อง รู้สึกตัวระยะแรกๆ แล้วดับลงไป

เริ่มมารู้สึกที่กายอีกครั้ง จิตคิดพิจรณาแต่เรื่องการเกิด เกิดซ้ำๆซากๆ เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด ที่เกิดจาก อวิชชา หรือ ความไม่รู้ ที่เป็นเหตุให้ สร้างเหตุของการเกิด ไม่รู้จบ

สำรวมจิต แผ่เมตตา กรวดน้ำ ระหว่างนั้น ปีติเกิด ก็รู้ สุขเกิด ก็รู้ จนอธิษฐานจิต สมาธิยังคงเกิดอยู่ ตัดสินใจลุกขึ้น เพราะ งานบ้าน และหน้าที่ ที่ต้องทำ มีรออยู่

วันนี้ อยู่ในสมาธิ ๕ ๑/๒ ชม. ความรู้สึกตอนนี้ กลับมาปกติ สภาวะเบื่อ หายไป

นินทากาเล เหมือนเทน้ำ

หายใจเข้า เห็นความน่าเบื่อหน่าย

หายใจออก เห็นความเบื่อหน่าย

ชีวิต มีแค่นี้เอง

ทุกๆสภาวะ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ตอนนี้รู้สึกแบบนี้ แปบๆๆ สภาวะเปลี่ยนไปอีกแล้ว ได้แค่รู้ แค่ดูไป

เหมือนกับสภาวะ ที่มีความอยากบวชมากๆ ในช่วงนั้น ตอนนี้ความรู้สึกอยากบวช ไม่มีเหลือ มองเห็นแต่ แล้วแต่เหตุปัจจัย ถ้ายึดมั่นถือมั่นเมื่อไหร่ นั่นไม่ใช่ ตามความเป็นจริง

เพียงแค่รู้ แค่ดู อยู่กับสภาวะนั้นๆ อย่าเอาความที่มี”เรา”อยู่ เข้าไปยุ่ง ยุ่งเมื่อไหร่ สภาวะเปลี่ยนไปทันที

มี”เรา” หรือ ไม่มี”เรา” พูดภาษาชาวบ้าน ตัวกู ของกู นั่นแหละ เมื่อก่อนยังดูไม่ทัน สภาวะติดๆขัดๆ เพราะเหตุนี้ การปฏิบัติ ดูเหมือน หมุนๆวนๆ ไปมา เหมือนไม่ก้าวหน้า

เหตุจาก ยังหยุดความมีตัวตน ยังไม่ได้ กระโดดลงไปเล่นด้วย(สิ่งที่เกิดขึ้น) ก็ยังไม่รู้ อาศัยทำความเพียรต่อเนื่อง ชอบ/ชัง หยุดแค่รู้ ไม่ไหลตาม จนปล่อยให้เกิดการกระทำ ทางกาย วาจา หลุดออกมา แค่ความคิดอย่างเดียว ยังโดนเต็มๆ ถ้าหลุดออกมา จะแค่ไหน

เหมือนที่เขียนๆ โพสๆ ในเฟสบุ๊ค หรือในบล็อก หรือตามเว็บบอร์ด ที่ใช้สนทนากัน ก็เหมือนกัน เป็นกายกรรม เหตุจาก ใช้มือทำการ ถึงจะรับผลบ้าง อย่างมากแค่ใจ

ถ้ามีผล ย้อนกลับมา ไม่ตอบโต้ซะอย่าง ทุกสิ่งก็จบลงเอง ตามเหตุปัจจัย อย่างมาก แค่รู้สึก ยังดีกว่า ปล่อยให้เกิดการกระทำออกไป

ยังดีกว่า เก็บความรู้สึกนึกคิด ไว้ในใจ เหมือนคนเก็บกด ฮ่าๆๆๆๆ รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ปล่อยๆๆๆๆออกมา รู้สึกเบาสบาย เพราะนี่ คือ ตัวตนที่ยังมีอยู่(กิเลส) และยังเป็นอยู่ เพียงยอมรับตามความเป็นจริง คนที่สบาย ก็คือเรา

เมื่อรู้ทัน มันก็จบ รู้ยังไม่ทัน ผิดพลาดไปก่อน เจ็บตัวเมื่อไหร่ จะหยุดได้ทัน เพราะ เข็ดจริงๆ ทุกๆการกระทำ มีผลต่อการปฏิบัติ รักตัวเองมากเท่าไหร่ หยุดได้ไว มากขึ้นเท่านั้น

เรื่อง นินทา ไม่นินทาเขา เขาก็นินทาเรา ตราบใดที่ยังมีกิเลส เป็นเรื่องปกติ หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นินทาคนอื่น มีแต่เหตุไม่รู้จบ หันมานินทาตัวเองดีกว่า อย่างน้อยๆ ยังเห็นส่วนบกพร่อง ที่ตนเอง ยังมีอยู่

พูดไป สองไพเบี้ย นิ่งเสีย ตำลึงทอง(๑๗ ธค.๕๕)

หากรู้จัก รีแล็กซ์ เป็นเหตุให้ ทำงานอย่างมีความสุข ไม่ว่า งานอะไรก็ตาม

 

รีดผ้า ตั้งแต่ ๗.๓๐น. ขณะรีดผ้าอยู่ จิตเป็นสมาธิตลอด สติขุดคุ้ยสัญญาต่างๆขึ้นมา มีแต่คิดพิจรณาสภาวะที่ผ่านมา ไม่คิดสอนใคร แต่เขียนบันทึกตามความเป็นจริง ของกิเลสที่มีอยู่ และเป็นอยู่(ทำอยู่)ในปัจจุบัน
สิ่งที่บันทึกไว้ อาจเอื้อต่อสภาวะของผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่มีควาามคิดเหล่านั้น เพราะทุกสรรพสิ่ง ย่อมดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น ความคาดหวัง หรือความคิด จึงไม่มีเกิดขึ้น

รู้สึกขอบคุณเนืองๆ กับการเรียนรู้สภาวะความยินดี/ยินร้าย ที่ยังมีอยู่ เป็นเหตุให้ หยุดการสร้างเหตุนอกตัว ได้ทันมากขึ้น เป็นเหตุให้ จิตรู้รู้ชัดอยู่ภายใน กายและจิตมากขึ้นเนืองๆ

สำหรับใครหลายๆคน ที่อ่านการบันทึก ที่เขียนออกมา อย่ากังวลว่า ตัวเองเป็นเหตุ ทำให้พี่น้ำเดือดร้อน ตัดความกังวลเรื่องนั้นไปได้เลย เพราะ ในจิต ไม่มีคิดเพ่งโทษใคร

เพราะ รู้ดีว่า สภาวะมาสอน ให้จิตเกิดสภาวะปล่อยวาง ตามความเป็นจริง ต้องวุ่นวาย ต้องทุกข์ ก่อนที่จะรู้ รู้แล้วหยุด จบสภาวะนี้ สภาวะใหม่เกิดขึ้นต่อ สลับกับ สภาวะเก่าๆ มาสอบอารมณ์

เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าใครมาขอความร่วมมือ ไม่ว่าจะเรื่องอะอะไรก็ตาม จะตอบรับว่า ค่ะ ส่วนจะให้ความร่วมมือหรือไม่ จะไม่บอกและไม่อธิบายว่า เพราะอะไร ทำไม เนื่องจาก เห็นแต่เหตุไม่รู้จบ ควรรู้แล้วจบ ที่ตัวเองดีกว่า

จากสภาวะนี้ ทำให้หวนคิดถึงสุภาษิต ที่กล่าวว่า พูดไป สองไพเบี้ย นิ่งเสีย ตำลึงทอง

ซึ่งหมายถึง ถ้าพูดออกไป อาจจะได้หรือเสียประโยชน์ของผู้นั้น และของตนเอง ตามเหตุปัจจัย ที่มีต่อกัน(ซึ่งเปรียบเทียบไว้ที่ สองไพเบี้ย)

นิ่งเสีย หมายถึง ไม่พูดอะไรเลยดีกว่า (ซึ่งเปรียบเทียบว่า มีค่าเท่ากับทองคำ)

ยิ่งเขียนออกมา ยิ่งรู้จักจิตมากขึ้น สิ่งที่ยังมีอยู่ในจิต(กิเลส) และยังเป็นอยู่(สร้างเหตุ)

 

ออกกำลังกาย ด้วยการรีดผ้า ผ่านไปสามชั่วโมง สมาธิระเบิดระเบ้อ

ออกกำลังกายทางจิตต่อ ไว้เจอกันใหม่ สำหรับนักอ่านทั้งหลาย

หนังสือเล่มนี้ มีชื่อนะ ชื่อว่า บันทึกการเดินทางของจิต

 

นั่งสมาธิไป สักพัก ปวดฉี่ ทนไม่ไหว ลืมตา มองนาฬิกา นั่งไป ๑ ชม.(๑๐.๒๐-๑๑.๓๐)

เข้าห้องน้ำ ออกมา ทำสมาธิต่อ ทำไปสักพัก ปวดฉี่อีก ลืมตาดูเวลา ๑ ชม.

เข้าห้องน้ำ กลับออกมาทำสมาธิต่อ รอบนี้มีฝัน ฝันว่า ไปที่ๆหนึ่ง มีแต่คนไม่รู้จัก เป็นชาวบ้าน ในฝันว่า เขาชวนไปเที่ยว ก็ไปกับเขา

เมื่อไปถึงที่ๆหนึ่ง เขาบอกว่า ไปดูมังกรกัน นี่ก็แปลก ตอนมา มาด้วยกันเยอะแยะ แต่ตอนที่ไปดูมังกร มีแค่เรากับเขาสองคน คนอื่นๆ

ไม่รู้หายไปไหนหมด

วิ่งไปด้วยกัน เขาบอกว่า ต้องรีบไป เดี๋ยวไปไม่ได้ ทางที่ไป เป็นสะพานสีขาว พาดยาวข้ามแม่น้ำ ไม่มีที่เกาะ เป็นทางข้ามจากอีกฝั่ง ไปอีกฝั่ง แต่มองไม่เห็นฝั่ง เห็นแต่สะพาน

พอข้ามไปถึงกลางสะพาน มีพื้นที่ยืนเฉพาะ ตอนวิ่งมาด้วยกัน แต่ตอนยืน มีเรายืนอยู่คนเดียว เขาหายไปไหนแล้วไม่รู้

มองไปที่ท้องฟ้า เห็นมังกร ลำตัวยาวมากๆ สงสัยเหตุที่เคยดูหนังจีนมาก่อน หมายถึง ลักษณะของมังกรในฝัน

เห็นมังกร มีขาหลายขา เหมือนในหนังจีน ที่ไม่เหมือน คือ เกล็ดตามลำตัว มีสีเขียวเข้ม สะท้อนแสงวิบวับๆๆ เห็นเขาเคลื่อนตัวเล่นไปมาบนท้องฟ้า ท้องฟ้าที่นี่แปลก ไม่มีเมฆสักก้อนเดียว มังกรสวยจริงๆ สวยกว่าที่เคยดูในหนัง ตาเขามีสีแดงเข้ม แดงแปลกๆ หนวดก็สีแดงเหมือนหนวด

สักพัก ได้ยินเสียงพูดว่า รีบกลับเร็ว เดี๋ยวกลับไม่ทัน สะพานกำลังจะหายไป ก็ว่า วิ่งนะ วิ่งข้ามสะพาน ที่กำลังจะเป็นหนึ่งเดียวกับแม่น้ำ พอข้ามมาพ้น กลับมารู้ที่กาย รู้สึกถึงกายเคลื่อนไหวอยู่

รู้สึกถึงความอิ่มใจ สมาธิยังคงเกิดขึ้นอยู่ ตั้งใจ แผ่เมตตา กรวดน้ำ อธิษฐานจิต

วันนี้ ทำสมาธิ ๕ ชม. มีโอภาสเกิดเป็นระยะๆ เหมือนเวลาผ่านไปแค่แปบเดียว
ช่วงแรกๆ สมาธิแรงมาก รู้สึกตัวเป็นระยะๆ มีสภาวะจิตคิดพิจรณา มีแต่เรื่อง การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

รู้ชัดทุกสรรพสิ่ง
เกิดจาก เหตุของการรู้ชัดอยู่ภายใน กายและจิต

การจะรู้เรื่องนอกตัวและในตัว หรือทุกสรรพสิ่งได้
ต้องสร้างเหตุ การรู้ชัดอยู่ภายใน กายและจิต

เรียกว่า รู้ใน เป็นเหตุให้ รู้นอก

ที่เกินจากรู้ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ กิเลส และเหตุที่สร้างขึ้นใหม่

ชีวิต เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย
ยิ่งทำ ยิ่งเห็น ยิ่งทุกข์ เห็นแต่ทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย

การปฏิบัติ ไม่ใช่่เรื่องน่าเบื่อหน่าย ถ้าทำถูกที่ ถูกเหตุปัจจัย ถูกสัปปายายะของตนเอง
จะรู้ว่า ทำเพราะรู้ว่า ต้องทำอย่างไร ทำเพราะต้องทำ จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

 

ธันวาคม 2012
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: