อะเมซิ่ง

เมื่อทำความเพียรมากๆ ยิ่งเห็นความอะเมซิ่งของจิต

ยิ่งเห็นความอะเมซิ่งมากเท่าไหร่ ความเบื่อหน่าย ย่อมเกิดขึ้น เป็นเงาตามตัว

เมื่อเบื่อหน่ายสุดๆ อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่ออุเบกขาเกิด ประตูนิพพาน ย่อมเปิด ทีนี้จะผ่านไปได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับกิเลสที่เกิดขึ้น หากมีกิเลส ย่อมผ่านไปไม่ได้

แม้กระทั่ง โคตรภูญาณก็เช่นกัน หากมีกิเลสเกิด ย่อมผ่านไม่ได้

สภาวะนิพพานและโคตรภูญาณ ทั้งสองสภาวะมีความเหมือนกันตรงที่ หากมีกิเลสเกิด จะผ่านเข้าไปไม่ได้ คือ ต้องยอมตายจริงๆ ชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เรียกว่า ตายเป็นตาย ยอมตายอย่างเดียว

แจ้งอริยสัจจ์ อุปกิเลส ยังมีอยู่

แจ้งนิพพาน อุปกิเลสถูกทำลายหมดสิ้น

อยู่หน้าประตู

สภาวะของเจ้านาย ณ ตอนนี้ เรียกว่า เห็นปากทางเข้าแล้ว(โคตรภูญาณ)

เพียงแต่ กำลังสมาธิที่มีอยู่(ที่สร้างขึ้นมา) ยังไม่มากพอที่จะผ่านเข้าไปได้

โคตรภูญาณกับนิพพาน

ความแตกต่างทางเข้าระหว่าง โคตรภูญาณกับนิพพาน

ทางเข้าโคตรภูญาณ ผ่านความมืด ไปสู่ ความสว่าง

ทางเข้านิพพาน ผ่านมิติของเวลา ต้องตายก่อน จึงจะผ่านได้ หมายถึง ขณะที่กำลังจะตาย(จิต) ต้องไม่มีความอาลัยใดๆ จึงจะผ่านเข้าไปได้

สบายตลอดชีวิต

รู้แล้ว สบาย

สบายทั้งชีวิต และสัปปายะในการปฏิบัติ ยิ่งทำต่อเนื่อง ยิ่งสบาย

ชีวิต ต่อให้สบายมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ภายใน มีแต่ความเบื่อหน่าย

เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง ตามเหตุปัจจัยของเวลา

ชีวิต ที่สว่างแล้ว ไม่มีมืดอีกต่อไป

นี่แหละความแตกต่างของทางโลก(โลกียะ)กับทางธรรม(โลกุตตระ)

สภาวะตอนนี้ กำลังเริ่มชาร์ทแบต เพื่อให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น

เมื่อรู้แล้ว ย่อมรู้ดีกว่า ควรทำอะไร หรืออย่างไร สาภวะที่จะต้องพบเจออีก เป็นอย่างไร รู้หมดนะ รู้ครั้งเดียว ใช้ได้จนกว่าชีวิตจะหาไม่

ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน

[๗๔] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๔ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๕ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสุขินทริยสัมปยุต เป็นทุกขินทริยสัมปยุต เป็นโสมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นโทมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นอุเปกขินทริยสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=1240&Z=1498

 

ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ ที่หมายถึง การรู้แจ้งในอารมณ์ เป็นเพียงแค่การรับรู้ ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น

วิญญาณขันธ์ ตัวนี้ หมายถึง วิญญาณ ๖ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ หมายถึง วิญญาณที่เป็นธาตุรู้ คือ รู้สักแต่ว่ารู้ เป็นวิญญาณประเภท สเหตุกะ และอเหตุกะ ที่เกิดจาก สังขารขันธ์ เป็นเหตุปัจจัย ที่เกิดจาก เวทนา เป็นเหตุปัจจัย

เมื่อเกิดการปรุงแต่งโดยสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ จะแปรสภาพเป็น มโน ได้แก่ มโนกรรม

เฉกเช่นเดียวกันกับ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท เป็นวิญญาณขันธ์ ประเภท สเหตุกะและอเหตุกะ ที่เกิดจากสังขาร ที่เป็นผลของเหตุ ที่เกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ/อุปทาน/กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

ที่เป็นเหตุของการเกิด(วิญญาณ) การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร หากยังมีเหตุอยู่(อนุสัยกิเลส/สังโยชน์) คนละสภาวะกับ สังขารในขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ(เหตุ)

สังขารในปฏิจจสมุปบาท เกิดจาก มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม เป็นเหตุปัจจัย โดยมี จุติวิญญาณ เป็นปทัฏฐาน โดยมี วิญญาณขันธ์ เป็นผล(สเหตุกะกับอเหตุกะ)

สเหตุกะ หมายถึง ยังมีการเกิด

อเหตุกะ หมายถึง ไม่มีการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

ไม่มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมย่อมไม่เกิด วิญญาณขันธ์ ได้แก่ ความคิด ย่อมไม่เกิด เป็นวิญญาณขันธ์ประเภท อเหตุกะ คือ ไม่มีเหตุของการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ได้แก่ การปรุงแต่ง ตามความรู้สึกยินดียินร้ายที่เกิดขึ้น

โดยมีตัวตัณหา ได้แก่ กิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน(สังโยชน์ ๑๐) เป็นตัวหนุนนำ ให้เกิดการกระทำ ตามอุปทานที่มีอยู่ อันดับแรก ได้แก่ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นสเหตุกะ คือ มีเหตุของการเกิด เรียกว่า มโนกรรม เป็นการปรุงแต่งทางความคิด

ซึ่งหมายถึง ภพปัจจุบัน ขณะ ได้เกิดขึ้นมาใหม่แล้ว(การกระทำทางมโนกรรม)

ชาติ คือ ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ณ ปัจจุบันขณะ

วิญญาณ ๖ ไม่สามารถบังคับ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เหตุจาก เมื่อยังมีชีวิตอยู่ หมายถึง ยังมีการทำงานของอายตนะ

ตราบนั้น ผัสสะย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ
วิญญาณ ๖ ย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ วิญญาณ ๖ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในคนตาย

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ได้แก่ สังโยชน์ (๑๐) ตราบนั้น ห้ามความคิด ย่อมไม่สามารถห้ามได้ แต่สามารถรู้ว่าคิดอยู่ได้

สิ่งที่ห้ามได้ คือ การกระทำ ได้แก่ วจีกรรมและกายกรรม ที่เกิดจาก มโนกรรม โดยมีตัวตัณหาหรือกิเลส เป็นแรงผลักดันอยู่

เพียงฝึก หยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย แค่รู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ สภาวะไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

พร้อมทั้งเป็นการฝึกละสักกายทิฏฐิไปในตัว ได้แก่ ไม่นำความเห็นของตนที่มีอยู่ ไปสร้างเหตุที่กำลังเกิดขึ้น(ผัสสะ) เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเหตุ ย่อมมีผล

ทำความเพียรต่อเนื่อง จนกว่า สภาวะสมุจเฉทประหาณเกิด เมื่อนั้น สังโยชน์ ข้อที่ ๑ ทิฏฐิกิเลส หรือสักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส จะถูกทำลายลงทันที ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

ส่วนวิจิกิจฉากิเลส จะถูกทำลายหมดสิ้น ไม่มีกำเริบอีกต่อไป เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

หมายเหตุ:

เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาปริยัติ ลองนำไปเทียบๆดูได้ โดยไม่ต้องไปคิดว่าอันไหนถูก หรือผิด เพราะ บัญญัติแต่ละตัวนั้น มีไว้ใช้ในการสื่อสาร แต่จะสามารถรู้ในคำต่างๆนั้นได้ รู้ได้โดยสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะภาวนาหรือจิตภาวนา หรือแม้กระทั่งรู้จากการอ่าน การฟัง

มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่รู้ อย่าไปยึด ยึดเมื่อใด จะเป็นสัญญา ถ้าแค่รู้ จะรู้ชัดในสภาวะที่ละเอียดมากขึ้น เมื่อรู้แล้ว ผลคือ มีแต่หยุดการสร้างเหตุนอกตัว นี่แหละคือ สภาวะปัญญา

สภาวะปัญญาที่แท้จริง มีแต่ รู้แล้วหยุด รู้แล้วดับ ดับเหตุของการเกิดทั้งภพชาติปัจจุบัน และภพชาติในวัฏฏสงสาร

พระนิพพาน คือ ความดับภพ

ขณะที่หยุดสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้ายที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามแรงผลักดัน ของกิเลสหรือตัณหา ได้แก่ ความทะยานอยาก(การแสดงออก/ตอบสนอง) ที่เกิดขึ้น

ณ ขณะที่สภาวะการหยุดสร้างเหตุที่เกิดขึ้น นั่นคือ สภาวะพระนิพพาน ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ณ ปัจจุบัน ขณะ เป็นสภาวะพระนิพพาน ได้แก่ ความดับภพชาติ ณ ปัจจุบันชาติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อก่อน เคยได้ยินกัลยาณมิตรพูดให้ฟังว่า เขาได้ยินมาว่า คนที่เป็นพระโสดาบัน ยังต้องเกิดอีก ๕๐๐ ชาติ ซึ่งขัดกับตำรา ที่มีแสดงไว้ ตอนนั้นได้แค่ฟัง ไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไร

ตอนนี้รู้แล้วว่า คำว่า ต้องเกิดอีก ๕๐๐ ชาตินั้น น้อยไปเสียด้วยซ้ำ คำว่า ชาติ นั้นหมายถึง ภพชาติปัจจุบัน ทุกวินาที ที่เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย นั่นแหละ คือ ภพชาติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ตลอดชั่วชีวิตของโสดาบัน หากสังโยชน์ที่เหลือ หรือกิเลสที่มีอยู่ หากไม่แจ้งในสภาวะนิพพาน ยังมีหลงสร้างเหตุเล็กๆน้อยๆทั้งเจตนาและไม่เจตนา

ฉะนั้น หากยังมีกิเลสอยู่ จึงไม่ใช่แค่ ๕๐๐ ชาติ แต่หมายถึง ทุกวินาที ที่เกิด ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย ลองคำนวณดู วันหนึ่งมี ๒๔ ชม. คิดเป็นกี่วินาที แล้วจนกว่าจะหมดอายุขัย คิดเป็นกี่วินาที

หากยังมีความรู้สึกยินดี/ยินร้ายอยู่ นั่นแหละคือ ภพชาติที่ยังมีโอกาสเกิดขึ้นเนืองๆ ส่วนภพชาติในวัฏฏสงสาร นั่นอีกเรื่องหนึ่ง คนละส่วนกัน แต่เกี่ยวเนื่องต่อกัน

กล่าวโดยสภาวะและปริยัติ

สภาวะที่มี รูปนามเป็นอารมณ์ มี ๒ แบบ

๑. โดยบัญญัติ ได้แก่ การนำรูปนาม มากำหนดเป็นอารมณ์ ผลที่ได้รับ คือ สมถะ เช่น การเจริญสติ การดูจิต ล้วนเป็น จิตตสมาธิ ผลคือ สมาธิหรือที่เรียกว่า สมถะ

สภาวะ สัมมาสติ เป็นฝ่ายสมถะ(อิทธิบาท ๔ สมาธิ) ในสติปัฏฐาน ๔
เหตุเนื่องจาก กำลังของสมาธิที่ร่วม ณ ปัจจุบัน ขณะ มีกำลังมากน้อยแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัย ของคนๆนั้น

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ

ปัจจุบัน คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ในชีวิต

ผัสสะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น

ปัจจุบัน กับ ผัสสะ ตัวเดียวกัน

ปัจจุบัน เป็น ผลอดีต หมายถึง เหตุที่กระทำไว้ ในอดีต ส่งผลมาให้ได้รับ คือ เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ ความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

เป็นเหตุของอนาคต หมายถึง เหตุหรือสิ่งที่กระทำ (การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น) ณ ปัจจุบัน เป็น เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ได้รับผลใน อนาคต

“รูปํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ รูปานิจฺจญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ”

แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ ตั้งสติกำหนดที่รูป ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

“เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ” เธอจงเป็นผู้ดูเหตุ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

“ตั้งสติกำหนดที่รูป” กำหนดรู้ (สติ) ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น

“ถ้ามีสมาธิแล้ว” จิตเป็นสมาธิแล้ว (สติ+สัมปชัญญะ = สมาธิ)

“รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน”

เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ) ปราศจากความมีอัตตาตัวตนหรือความคิดเห็นของตน ถูก ผิด ใช่ ไม่ใช่ ดี ชั่ว กุศล อกุศล ฯลฯ ได้แก่ อุปทานที่มีอยู่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

สภาวะ คือ ภิกษุทั้งหลาย จงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น(โยนิ-เหตุ/สิ่งที่เกิดขึ้น/รูป) ได้แก่ ผัสสะ (สิ่งที่มากระทบ) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

สัมมาสติ

ย่อมเห็นสภาวะของสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม)

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

อินทรีย์สังวร ได้แก่ ศิล เป็นสภาวะศิล ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยไม่ต้องสมาทาน

ได้แก่ การไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

สมาธิ ได้แก่ จิตตสมาธิ

ปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

นิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

การกระทำเช่นนี้ ยังไม่อาจตัดภพชาติในวัฏฏสงสารให้หมดสิ้นได้ ได้แค่ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

การเจริญอิทธิบาทภาวนา เป็นฝ่ายสมถะ ในสติปัฏฐาน ๔

๒. โดยปรมัตถ์ ได้แก่ สภาวะรูปนาม ที่เกิดขึ้นใน สัมมาสมาธิ

สภาวะ สัมมาสมาธิ เป็นฝ่าย วิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔

เหตุของการเกิดสัมมาสมาธิ ได้แก่ การปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิสติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์

กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น เกิดจากความชำนาญหรือมีวสี การเกิดสมาธิ เกิดได้ทุกอิริยาบท เป็นธรรมชาติ เป็นปกติ โดยไม่ต้องพยายามทำให้เกิดขึ้น

สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

สมถะและวิปัสสนา แตกต่างกันตรงที่

สมถะ เป็น มิจฉาสมาธิ เพราะ ขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิ

วิปัสสนา เป็น สัมมาสมาธิ ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นผลของ การปรับอินทรีย์ระหว่าง สติกับสมาธิ ให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้ สัมปชัญญะเกิด

ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้น

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ เป็นลักษณะ

มีการเห็นตามความเป็นจริงเป็นรส (รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม)

มีความสมดุลย์ระหว่างสมาธิกับสติ เป็นปัจจุปัฏฐาน (เหตุการทำให้เกิดสัมมาสมาธิ)

มีสัมปชัญญะ เป็นปทัฏฐาน (เหตุของการเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ)

ภิกษุ ท
. ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงฌานที่หนึ่งอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่เพราะวิตกวิจารรำงับลง,

เธอเข้าถึงฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่ เพราะปีติจางหายไป,

เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกายย่อมเข้าถึงฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุ ว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้วแลอยู่ เพราะละสุขและทุกข์เสียได้

และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัส ในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึงฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุขมีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่, นี้เราเรียกว่าสัมมาสมาธิ.

คำกล่าวที่ว่า “วิปัสสนากัมมฐาน” ประหานกิเลสได้เป็นสมุทเฉจ โดยอาศัยมรรค ๘ เพื่อบรรลุเป็นพระอริยะบุคคลตามมรรคของที่ได้มา โดยที่ไม่ต้องอาศัยสมถะมาก่อนก็ได้”

ขัดต่อพุทธวจนะ

โยนิโสมนสิการ

ดูและรู้ตามความเป็นจริง ขณะจิตเป็นสมาธิ

ดูและรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สัมมาทิฏฐิ/สุญญคาร

สภาวะญาณต่างๆ(ญาณ ๑๖) เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นปกติในสัมมาสมาธิ นับตั้งแต่นามรูปริจเฉทญาณ จนถึงปัจจเวกขณญาณ ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะสัมมาสมาธิ

เป็นเพียงสักแต่ว่า กิริยาหรือสภาวะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การรู้เห็นวิเศษอย่างใด เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นเหตุที่มาของวิปัสสนูปกิเลส

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สภาวะที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์ เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

ไตรลักษณ์ เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะ

จนกว่าจะเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณ ที่เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยของพละ ๕ ไม่สามารถตั้งใจทำให้เกิดขึ้นเองได้ อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ จะถูกทำลายในสภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น

นิพพาน คือ ความดับภพ ได้แก่ ดับเหตุของการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร(อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ ๑๐)

แสนกับหมื่น

ตราบใดที่ยังไม่เห็นตามความเป็นจริง ตราบนั้น ภพชาติใหม่ ย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ วัฏฏสงสาร อีกยาวนาน

ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากรู้จักชื่นชมหรือยกยอคู่ครองของตนบ้าง

วลัยพร : มีเจ้านายอย่างนี้ ดีนะ

เจ้านาย : มีแจ๋วอย่างนี้ ก็ดีนะ

ทำงาน มีรายได้ แสนต้นๆต่อเดือน ในชีวิตมนุษย์เงินเดือน ยังไม่เคยได้กิน ได้ใช้เงินอิสระแบบนี้เลย

ชีวิตแม่บ้าน เจ้านายให้มาหมื่นกว่าๆต่อเดือน ไม่เคยขอเพิ่ม ทั้งๆที่เจ้านายจะให้เพิ่ม แต่ไม่เอา บอกว่า แค่นี้พอแล้ว คือ พอจริงๆ ไม่ใช่ตอบแบบเกรงใจ

อยากกินอะไร ราคาแพงแค่ไหน ซื้อได้ทันที ไม่ต้องคิดหรือคำนวณใดๆ

เมื่อก่อน เงินแสน ติดเลขแดงตลอด ตอนนี้ เงินหมื่น มีกินมีใช้ตลอดทั้งเดือน ถ้าไม่ซื้อของใช้ส่วนตัวให้เจ้านาย มีเงินเหลืออีกต่างหาก

ไม่เคยคิดว่า เงินหมื่น จะมีค่ามากมายขนาดนี้ เมื่อใจรู้จักคำว่า “พอ”

สติ สัมปชัญญะ และสมาธิ มีค่าประมาณไม่ได้จริงๆ

หยุดสร้างเหตุนอกตัว คือ สภาวะศิล

สติ สัมปชัญญะ สมาธิ คือ สภาวะสัมมาสมาธิ

ศิล กับ สมาธิ(สัมมาสมาธิ) เป็นเหตุให้เกิด ปัญญา หมายถึง ทุกสรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น ภพชาติปัจจุบันในวัฏฏสงสารสั้นลงเพราะเหตุนี้

บุคคลที่เหลือเชื้อ ๙ จำพวก

เช้าวันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรครองจีวร ถือบาตร เข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี ท่านเห็นว่าเวลายังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาต จึงแวะเข้าไปในอารามของพวกปริพาชกลัทธิอื่นได้ทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมแล้ว นั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ก็ในเวลานั้นแล พวกปริพาชกทั้งหลายนั้น กำลังยกข้อความขึ้นกล่าวโต้เถียงกันอยู่ ถึงเรื่องบุคคลใด ใครก็ตาม ที่ยังมีเชื้อเหลือ ถ้าตายแล้ว ย่อมไม่พ้นเสียจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้เลยสักคนเดียว ดังนี้.

ท่านพระสารีบุตร ไม่แสดงว่าเห็นด้วย และไม่คัดค้าน ข้อความของปริพาชกเหล่านั้น, ลุกจากที่นั่งไป โดยคิดว่าทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักได้ทราบ
ความข้อนี้.

ครั้นกลับจากบิณฑบาต ภายหลังอาหารแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนเช้าทุกประการ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

สารีบุตร ! พวกปริพาชกลัทธิอื่น ยังอ่อนความรู้ ไม่ฉลาด จักรู้ได้อย่างไรกันว่า ใครมีเชื้อเหลือ ใครไม่มีเชื้อเหลือ.
สารีบุตร ! บุคคลที่มีเชื้อ (กิเลส) เหลือ ๙ จำพวก ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

แม้ตายไป ก็พ้นแล้วจากนรก

พ้นแล้วจากกำเนิดเดรัจฉาน

พ้นแล้วจากวิสัยแห่งเปรต

พ้นแล้วจากอบาย ทุคติ วินิบาต.

บุคคลเก้าจำพวกเหล่านั้น เป็นอย่างไรเล่า เก้าจำพวก คือ :-

(๑) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณ ในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่าง ในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน ในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๑
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำ?เนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๒) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้
พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน เมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๒
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๓) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน โดยไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๓
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๔) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน โดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๔ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๕) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้มีกระแส ในเบื้องบนไปถึงอกนิฏฐภพ.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๕ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๖) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๓ อย่าง ให้สิ้นไป, และเพราะมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางน้อยลง,เป็น สกทาคามี ยังจะมาสู่เทวโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๖ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำ?เนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๗) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำ??ได้พอประมาณในส่วนสมาธิ ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำ?สังโยชน์ ๓ อย่างให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น โสดาบันผู้มีพืชหนเดียว คือ จักเกิดในภพแห่งมนุษย์อีกหนเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๗ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำ?เนิดเดรัจฉาน จากวิสัย แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๘) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ
ทำ??ได้พอประมาณในส่วนปัญญา. เพราะทำ?สังโยชน์ ๓ อย่าง
ให้สิ้นไป, บุคคลผู้นั้นเป็น โสดาบันผู้ต้องท่องเที่ยวไปสู่สกุล
อีก ๒ หรือ ๓ ครั้ง แล้วกระทำ?ที่สุดแห่งทุกข์ได้.
สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๘
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำ?เนิดเดรัจฉาน จากวิสัย
แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.
(๙) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้
ทำ??ได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำ??ได้พอประมาณในส่วนสมาธิ
ทำ??ได้พอประมาณในส่วนปัญญา. เพราะทำ?สังโยชน์ ๓ อย่าง
ให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น โสดาบันผู้ต้องเที่ยวไปในเทวดา
และมนุษย์อีก ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก แล้วกระทำ?ที่สุด
แห่งทุกข์ได้.
สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๙
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำ?เนิดเดรัจฉาน จากวิสัย
แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

สารีบุตร ! ปริพาชกลัทธิอื่น ยังอ่อนความรู้
ไม่ฉลาด จักรู้ได้อย่างไรกันว่า ใครมีเชื้อเหลือ ใครไม่มี
เชื้อเหลือ. สารีบุตร ! บุคคลเหล่านี้แล ที่มีเชื้อเหลือ
๙ จำ?พวก เมื่อตายไป ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำ?เนิด
เดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.
สารีบุตร ! ธรรมปริยายข้อนี้ ยังไม่เคยแสดง
ให้ปรากฏ แก่หมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย
มาแต่กาลก่อน.
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?
เพราะเราเห็นว่าถ้าเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมปริยาย
ข้อนี้แล้ว จักพากันเกิดความประมาท;
อนึ่งเล่า ธรรมปริยายเช่นนี้ เป็นธรรมปริยาย
ที่เรากล่าว ต่อเมื่อถูกถามเจาะจงเท่านั้น; ดังนี้ แล.
นวก. อํ. ๒๓/๓๙๑-๓๙๖/๒๑๖.

สะอุปาทิเสสะนิพพาน และ อะนุปาทิเสสะนิพพาน

ปริยัติ

ไม่เคยใส่ใจเรื่องเวลา วันนี้จิตคิดพิจรณาเรื่องคำเรียกของสภาวะนิพพาน คือรู้อยู่แล้วว่ามี แต่ตอนนั้น ที่เขียนเรื่องนิพพาน ยังไม่รู้ว่า มีคำเรียกว่าอะไร

เคยอ่านเจอคำว่า สะอุปาทิเสสะนิพพาน และ อะนุปาทิเสสะนิพพาน ก็เคยคิดนะ ว่าต้องมีสภาวะประกอบอยู่ อย่างแน่นอน เพียงแต่ ได้แค่อ่าน แค่ดูตามที่เขานำมาสนทนากัน

สภาวะนิพพาน รู้แล้วจบ แต่คำเรียก หรือรายละเอียดที่นำมาอธิบาย ให้เห็นเป็นรูปธรรม หรือที่เรียกว่า ปริยัติ จะค่อยๆรู้

อย่างที่เคยพูดไว้บ้างแล้ว เหมือนกับการต่อจิ๊กซอ ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิและกำลังสติ ณ ขณะนั้นๆ โดยเป็นสภาวะจิตคิดพิจรณาขึ้นเอง ไม่ใช่เรานำมาคิดเอง

ไม่เคยคิดนะ เพราะรู้คำตอบดีว่า ไม่ต้องไปคิดหรอก ถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้เอง แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

คำว่า สะอุปาทิเสสะนิพพาน และ อะนุปาทิเสสะนิพพาน มาจากไหน ก็มาจาก สภาวะนิพพาน ที่หมายถึง ความดับภพ ไม่ใช่หมายถึง ความสิ้นกิเลส

จะค่อยๆรู้นะ ซึ่งจะรู้จากตำราก่อนว่า นิพพาน คือ ความสิ้นกิเลส ซึ่งได้เคยเขียนใส่ลงในบล็อก ถ้าจำไม่ผิด แต่จำไม่ได้ว่าปีไหน

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีที่มาที่ไป

เหตุของ ภพชาติสั้นลง

น่าเบื่อสุดๆ

ตื่น ก็เพราะ สัญญา (สว่าง)

หลับ ก็เพราะ สัญญา (มืด)

สภาวะภายใน เห็นแต่ทุกข์ นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย

หากยังไม่เห็นตามความเป็นจริง ว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

ใช้แนวการสอนแบบใหม่ ขณิกสมาธิ ผสมผสานกับ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ภพชาติในวัฏฏสงสารสั้นลง อย่างแน่นอน

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ของสิ่งๆนั้น

การปฏิบัติ หากเป็นผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ

เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง และ หยุดสร้างเหตุนอกตัว

สารีบุตร ! อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส

ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

Previous Older Entries

มกราคม 2013
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: