ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน

[๗๔] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๔ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๕ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสุขินทริยสัมปยุต เป็นทุกขินทริยสัมปยุต เป็นโสมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นโทมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นอุเปกขินทริยสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=1240&Z=1498

 

ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ ที่หมายถึง การรู้แจ้งในอารมณ์ เป็นเพียงแค่การรับรู้ ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น

วิญญาณขันธ์ ตัวนี้ หมายถึง วิญญาณ ๖ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ หมายถึง วิญญาณที่เป็นธาตุรู้ คือ รู้สักแต่ว่ารู้ เป็นวิญญาณประเภท สเหตุกะ และอเหตุกะ ที่เกิดจาก สังขารขันธ์ เป็นเหตุปัจจัย ที่เกิดจาก เวทนา เป็นเหตุปัจจัย

เมื่อเกิดการปรุงแต่งโดยสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ จะแปรสภาพเป็น มโน ได้แก่ มโนกรรม

เฉกเช่นเดียวกันกับ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท เป็นวิญญาณขันธ์ ประเภท สเหตุกะและอเหตุกะ ที่เกิดจากสังขาร ที่เป็นผลของเหตุ ที่เกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ/อุปทาน/กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

ที่เป็นเหตุของการเกิด(วิญญาณ) การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร หากยังมีเหตุอยู่(อนุสัยกิเลส/สังโยชน์) คนละสภาวะกับ สังขารในขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ(เหตุ)

สังขารในปฏิจจสมุปบาท เกิดจาก มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม เป็นเหตุปัจจัย โดยมี จุติวิญญาณ เป็นปทัฏฐาน โดยมี วิญญาณขันธ์ เป็นผล(สเหตุกะกับอเหตุกะ)

สเหตุกะ หมายถึง ยังมีการเกิด

อเหตุกะ หมายถึง ไม่มีการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

ไม่มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมย่อมไม่เกิด วิญญาณขันธ์ ได้แก่ ความคิด ย่อมไม่เกิด เป็นวิญญาณขันธ์ประเภท อเหตุกะ คือ ไม่มีเหตุของการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ได้แก่ การปรุงแต่ง ตามความรู้สึกยินดียินร้ายที่เกิดขึ้น

โดยมีตัวตัณหา ได้แก่ กิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน(สังโยชน์ ๑๐) เป็นตัวหนุนนำ ให้เกิดการกระทำ ตามอุปทานที่มีอยู่ อันดับแรก ได้แก่ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นสเหตุกะ คือ มีเหตุของการเกิด เรียกว่า มโนกรรม เป็นการปรุงแต่งทางความคิด

ซึ่งหมายถึง ภพปัจจุบัน ขณะ ได้เกิดขึ้นมาใหม่แล้ว(การกระทำทางมโนกรรม)

ชาติ คือ ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ณ ปัจจุบันขณะ

วิญญาณ ๖ ไม่สามารถบังคับ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เหตุจาก เมื่อยังมีชีวิตอยู่ หมายถึง ยังมีการทำงานของอายตนะ

ตราบนั้น ผัสสะย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ
วิญญาณ ๖ ย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ วิญญาณ ๖ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในคนตาย

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ได้แก่ สังโยชน์ (๑๐) ตราบนั้น ห้ามความคิด ย่อมไม่สามารถห้ามได้ แต่สามารถรู้ว่าคิดอยู่ได้

สิ่งที่ห้ามได้ คือ การกระทำ ได้แก่ วจีกรรมและกายกรรม ที่เกิดจาก มโนกรรม โดยมีตัวตัณหาหรือกิเลส เป็นแรงผลักดันอยู่

เพียงฝึก หยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย แค่รู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ สภาวะไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

พร้อมทั้งเป็นการฝึกละสักกายทิฏฐิไปในตัว ได้แก่ ไม่นำความเห็นของตนที่มีอยู่ ไปสร้างเหตุที่กำลังเกิดขึ้น(ผัสสะ) เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเหตุ ย่อมมีผล

ทำความเพียรต่อเนื่อง จนกว่า สภาวะสมุจเฉทประหาณเกิด เมื่อนั้น สังโยชน์ ข้อที่ ๑ ทิฏฐิกิเลส หรือสักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส จะถูกทำลายลงทันที ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

ส่วนวิจิกิจฉากิเลส จะถูกทำลายหมดสิ้น ไม่มีกำเริบอีกต่อไป เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

หมายเหตุ:

เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาปริยัติ ลองนำไปเทียบๆดูได้ โดยไม่ต้องไปคิดว่าอันไหนถูก หรือผิด เพราะ บัญญัติแต่ละตัวนั้น มีไว้ใช้ในการสื่อสาร แต่จะสามารถรู้ในคำต่างๆนั้นได้ รู้ได้โดยสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะภาวนาหรือจิตภาวนา หรือแม้กระทั่งรู้จากการอ่าน การฟัง

มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่รู้ อย่าไปยึด ยึดเมื่อใด จะเป็นสัญญา ถ้าแค่รู้ จะรู้ชัดในสภาวะที่ละเอียดมากขึ้น เมื่อรู้แล้ว ผลคือ มีแต่หยุดการสร้างเหตุนอกตัว นี่แหละคือ สภาวะปัญญา

สภาวะปัญญาที่แท้จริง มีแต่ รู้แล้วหยุด รู้แล้วดับ ดับเหตุของการเกิดทั้งภพชาติปัจจุบัน และภพชาติในวัฏฏสงสาร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มกราคม 2013
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: