แว่นธรรม

ขณะประทับอยู่ที่โกฏิคาม พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ว่า

“ดูก่อนอานนท์ เราตถาคตจะสอนสิ่งที่เรียกว่าแว่นธรรม
ซึ่งถ้าอริยสาวกมีแล้ว ถ้าปรารถนาย่อมสามารถพยากรณ์ด้วยตนเองได้ว่า

ตนเองจะไม่เกิดในภพที่เลวอีกต่อไป แต่จะเป็นพระโสดาบันและเที่ยงแท้
แน่นอนที่จะบรรลุความหลุดพ้นในที่สุด

แว่นธรรมคืออะไร คือ การที่พระอริยสาวกมีศรัทธาอันมั่นคง ใน
พระพุทธเจ้า ในพระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว และในคณะสงฆ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า นี้แลคือ แว่นธรรม”
ท.๑๐/๘๙/๑๑๐

ขณะที่จาริกเผยแพร่ธรรมพระพุทธเจ้าได้ทรงสนทนากับพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อ คณกโมคคัลลานะ ดังต่อไปนี้

“พราหมณ์ สมมติว่า บุรุษคนหนึ่งมาขอให้ท่านบอกทาง ไปยังเมืองราชคฤห์ ท่านก็ได้ชี้บอกทางที่จะไปถึงเมืองราชคฤห์ได้โดย สวัสดิภาพ แต่บุรุษคนนั้นไปผิดทางจึงไม่ถึงเมืองราชคฤห์

บุรุษคนที่ ๒ มาถามทางจากท่านเช่นเดียวกัน และได้รับคำแนะนำนั้นจากท่าน เขาเดินไปตามที่ท่านชี้แนะและไปถึงเมืองราชคฤห์โดย
สวัสดิภาพ

ในทำนองเดียวกันนั่นแหละ พราหมณ์ พระนิพพานก็มีอยู่ หนทางนำไปสู่พระนิพพานก็มีอยู่ เราตถาคตผู้ชี้บอกหนทางก็มีอยู่

สาวกของเราตถาคต บางจำพวก ได้รับคำแนะนำและฝึกฝนจากเราแล้ว สามารถ
บรรลุพระนิพพานได้

แต่บางจำพวกไม่สามารถบรรลุ ตถาคตเป็นเพียง ผู้ชี้บอกหนทางเท่านั้น”
ม.๑๔/๙๓/๘

โฆษณา

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

เมื่อรู้จนหมดสิ้นแล้ว หมายถึง ภาคสภาวะ ไม่ใช่ภาคปริยัติ

ภาคสภาวะ รู้แล้วจบสิ้นทันที

ภาคปริยัติ จะค่อยๆรู้ จะรู้รายละเอียดมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

เมื่อรู้จนหมดสิ้นความสงสัย โดยสภาวะจริงๆ ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอาคิดเอา โดยดูจากสภาวะนิพพานเป็นหลัก ถ้ายังไม่สามารถอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรม เห็นแต่คำเรียกตามปริยัติ นั่นคือ สถาวะวิจิกิจฉาที่ยังมีอยู่

เมื่อรู้แจ้งทุกสภาวะ ชีวิตทางโลกจะสบาย สบายจริงๆ นี่เป็นกับดักของหลุมพรางอีกตัวหนึ่ง

เมื่อชีวิตสบาย การปฏิบัติย่อมสบาย เพราะแจ้งในอิทธิบาท ๔ สภาวะย่อมสบาย มีแต่ปริยัติ ฮ่าๆๆๆๆ

ไม่เหมือนตอนทุกข์หนัก ยอมปฏิบัติแบบถวายหัว ตายเป็นตาย ตายได้ ตายไปเลย ไม่มีอาลัยใดๆในโลกนี้

พอสบาย ก็มีห่วง ห่วงที่เกิดจากกิเลส ที่ยังมีอยู่ ห่วงทั้งๆที่ ไม่มีอะไรที่จะต้องห่วง คิดเองเออเอง ทำให้เกิดเป็นห่วงขึ้นมา

เมื่อก่อนทำตามเหตุปัจจัย นั่นแหละ คือ ความสบายของการปฏิบัติ สบายจนเป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก สบายแล้วก็แค่นั้นเอง

ตอนนี้ เริ่มเข็นตัวเอง ให้ปฏิบัติตามรูปแบบ ซึ่งทำมาได้สักระยะแล้ว แต่ยังไม่มากพอ ยังน้อยไปในความรู้สึกของตัวเอง

ถ้าไม่ก้าวต่อไป จะเอาเรื่องราวใดๆมาเขียนอีก ผู้ที่ตามอยู่ จะรู้ได้ยังไงว่า ควรทำอย่างไรต่อ

นี่เห็นไหมเหตุ ความทันสมัยของเทคโนโลยี่ เป็นเหตุให้ อุปกิเลส ทำอะไรไม่ได้ เมื่อไม่คิดสอนใคร เหตุไม่มี ผลจะเกิดขึ้นได้ยังไง

ตอนนี้รักตัวเองมาก พาตัวเองไปให้ถึงที่สุด

ได้บอกกับเจ้านายว่า ถ้ายังไม่แจ้งในสภาวะนิพพาน ด้วยตนเอง อย่าคิดบวชอย่างเด็ดขาด แค่แจ้งในอริยสัจจ์ ไม่พอกินหรอก อุปกิเลสยังเกิดได้อีก

พอบวชเป็นพระ เมื่อเป็นพระปฏิบัติ อามิสบูชาจะตามมา นั่นคือ วิบากกรรมอย่างหนึ่ง

ยิ่งถ้าถูกแต่งตั้งเป็น วิปัสสนาจารย์ นั่นคือ วิบากกรรมที่หนักกว่า ทั้งอามิสบูชา คำสรรเสริญเยินยอ มีเพียบ โดยเฉพาะปัจจัยหรือทรัพย์ ซึ่งพระผู้มีพระภาค ได้ทรงตรัสไว้แล้วว่า เปรียบดั่งอสรพิษ มันฉกกัดได้ทุกเมื่อ

เจ้านายบอกว่า ใจมีนะ เพราะตอนนี้ เห็นอะไรมันเบื่อไปหมด แต่รู้ว่า มันเป็นเพียงสภาวะ

ทุกข์/สุข เพราะเราคิดเอง ไม่เที่ยง เพราะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ไปบังคับให้เกิดหรือไม่ให้เกิด ก็ไม่ได้

ตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าไม่แจ้งในสภาวะนิพพาน หรือไม่รู้ด้วยตัวเอง จะยังไม่บวช

ทุกอย่างไม่เที่ยงนะ รอดูต่อไปละกัน หากยังมีชีวิตอยู่

“อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มี สัมปชัญญะ… มีสติ.. เป็นผู้ตามเห็น ซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มีอัตตา (ตน) เป็นเกาะ มีอัตตา (ตน) เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีอื่นเป็นสรณะฯลฯ”

หมายถึง จงมีตนเป็นที่พึ่งในการปฏิบัติ ไม่ใช่ไปพึ่งนอกตัว

“อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ แปลว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”

หมายถึง เป็นผู้ที่มี สติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่งแห่งตน

ไปอ่านเจอ บางสำนัก ใช้เป็นช่องทาง(ทำมาหากิน) ในดีมีเสีย ในเสียมีดี แล้วแต่เหตุที่ทำมา ไปว่ากันก็ไม่ได้อีก แต่ขอกระซิบทิ้งไว้ตรงนี้ก็แล้วกัน

เรื่องปกติ

สิ่งที่ไม่น่ายินดี มักแฝงมาในรูปที่น่ายินดี

สิ่งที่ไม่น่ารัก มักมาในรูปที่น่ารัก

สิ่งที่เป็นความทุกข์ มักแฝงมาในรูปของความสุข

คนเราจึงอยู่ในความประมาท เพราะความลุ่มหลงกัน

นิพพาน ตามคำของพระอานนท์

“”อาวุโส ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า ‘สันทิฏฐิกนิพพาน สันทิฏฐิกนิพพาน’ ดังนี้.
อาวุโส! สันทิฏฐิกนิพพานนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล ?”
(พระอุทายีถามพระอานนท์, พระอานนท์เป็นผู้ตอบ).

อาวุโส ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม
เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่
อาวุโส ! สันทิฏฐิกนิพพาน อันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ด้วยเหตุมีประมาณ
เท่านี้แล เมื่อกล่าว โดยปริยาย.”

หมายเหตุ:

ตัวหนังสือ สามารถตีความได้ ๒ แบบ ฌานที่เป็น มิจฉาสมาธิ ๑ และ ฌานที่เป็น สัมมาสมาธิ ๑

ฌานที่เป็น มิจฉาสมาธิ มีคำเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตทังคนิพพาน หมายถึง ขณะที่จิตเป็นสมาธิยู่ ขณะนั้น ไม่มีการสร้างเหตุนอกตัว

ฌานที่เป็น สัมมาสมาธิ หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ไม่ว่าจะมีโอภาสเกิดหรือไม่ก็ตาม ขณะนั้น สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกาย

สภาวะที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยระหว่าง สติ สัมปชัญญะและสมาธิ ที่ทำงานร่วมกัน สภาวะนี้ เป็นสภาวะ สัมมาทิฏฐิ เหตุเพราะ ปราศจากความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ จึงชื่อว่า ทิฏฐิกนิพพาน

ชื่อเรียกนิพพานแต่ละชื่อ ขึ้นอยู่กับสภาวะที่เกิดขึ้น จึงมีปรากฏชื่อหลายชื่อของนิพพาน

นิพพานที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียว คือ ความดับภพ ได้แก่ ดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน กับ ดับเหตุของการเกิด ภพชาติในวัฏฏสงสาร

นิพพาน ตามคำบอกเล่า

เจอแบบนี้เยอะ ทั้งในกูเกิ้ล ทั้งมีผู้มาพูดให้ฟัง ข้าพเจ้าได้แต่เงียบ ไม่เปิดปากพูดอะไรออกไป เพราะ เหตุมี ผลย่อมมี แต่มาพูดในเฟสแทน ยังอดไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ

“นิพพาน” คือสภาวะที่สิ้นกิเลส และความทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา
ลักษณะของนิพพาน คือ กิเลสทั้งหลายสงบ ไม่หวั่นไหวเพราะราคะ ไม่หวั่นไหวเพราะโทสะ ไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ไม่หวั่นไหวเพราะกิเลสทั้งหลาย และไม่หวั่นไหวเพราะทุจริต

การกระทำนิพพานให้แจ้ง ได้แก่การได้บรรลุนิพพาน นิพพานมี ๒ ประเภท คือ
“สอุปาทิเสสนิพพาน” ดับกิเลส แต่ยังมีขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหลืออยู่ เรียกว่า “กิเลสนิพพาน”
“อนุปาทิเสสนิพพาน” ดับกิเลส และไม่มีขันธ์ ๕ เหลืออยู่เลย เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน”

การศึกษาตำรา แล้วแต่เหตุที่ทำมาจริงๆ ส่วนดีของตำราก็มีเยอะ ส่วนเสียของตำราก็มีเยอะ ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น ทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน ตลอดจนผู้ที่สร้างเหตุมาร่วมกัน

นิพพาน มีเพียงหนึ่งเดียว นิพพาน ไม่ใช่ความสิ้นกิเลส นิพพาน คือ ความดับภพ ในสัมยพุทธกาล พระสารีบุตร แสดงไว้ชัดเจน นิพพาน คือ ความดับภพ

ส่วนคำตรัสของพระพุทธเจ้า ถูกจัดแต่งขึ้นมาใหม่ หลายรูปแบบ เหตุจริงๆ ไปว่ากันก็ไม่ได้ แม้กระทั่งพระไตรปิฎกในปัจจุบัน ยังมีหลากหลายรูปแบบของผู้ที่นำมาอธิบาย แต่เขียนว่า พระไตรปิฎก

การดับภพชาติปัจจุบัน คือ ยังมีการเกิดอยู่ (โสดาปัตติมรรค ขึ้นไป) มีคำเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน

การดับภพชาติในวัฏฏสงสาร คือ ไม่เกิดอีกต่อไป (พระอรหันต์) มีคำเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน

ผู้ที่หยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ทำตามความรู้สึกยินดี/ยินร้ายที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง ตามเหตุปัจจัยของตน เป็นพวกสัทธานุสารี

ระวังตัวมากๆ

ตอนนี้ ค่อนข้างระวังตัวมากๆ ในเรื่อง คำพูด

ถ้าใครมาปรึกษา ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ ต้องระวังสุดๆ เบื่อเวลารับผล โดนหมดนะ

ขนาดระวัง หลุดออกไปก็ยังมีอยู่ ทำไงได้ รับผลสิ

จะพูดเดิมๆซ้ำๆ ชีวิตทุกคน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพียงหยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจากความยินดี/ยินร้าย และทำความเพียรต่อเนื่อง เวลามากน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอให้ทำ เพราะชีวิตของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย

เพียงแต่ หมั่นหยุดสร้างเหตุนอกตัว และทำความเพียรต่อเนื่องไปนี่แหละ จะกำหนดก่อนนอน หรือสวดมนต์เวลานอน จนกระทั่งหลับไปก็ได้ ใช้ได้หมด อย่ากังวล

รับรองว่า ชีวิตจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ที่ยังเอาดีไม่ได้ เพราะยังสร้างเหตุนอกตัวอยู่ นั่นเอง

ถึงแม้จะต้องเกิดอีก สิ่งเหล่านี้ จะสะสมเป็นสัญญา ถ้าทำได้ดังกล่าวมาแล้วนี่ ภพชาติในวัฏฏสงสาร สั้นลงแน่นอน

โดนหมด แม้จะคิดว่า ถูกต้อง

ตอนที่ไปวัดคราวก่อน น้องที่ไปด้วยกัน เข้าอาบน้ำ ระหว่างปฏิบัติ เราก็ทักไปว่า ไม่อาบหลังลิกล่ะ

น้องบอกว่า ยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เช้า คันตัวมาก อาบแค่น้ำเปล่า

ตอนนั้น ไม่คิดว่าจะส่งผลกลับมารวดเร็วยิ่งนัก ไปวัดครั้งหลังนี่ เราเองเป็นแบบที่น้องเป็น คือ คันตัว ทั้งๆที่อาบน้ำตอนเช้าแล้ว รู้สึกคันมาก ทนไม่ไหว แว่บไปอาบน้ำ น้ำเปล่า แค่ให้รู้สึกสบายตัว

ผลที่ตามมาคือ ต้องอาบน้ำก่อนปฏิบัติทุกรอบ เป็นน้ำเปล่า ไม่ใช้สบู่ จะใช้สบู่เฉพาะช่วงเช้ากับก่อนนอน ถ้าไม่อาบน้ำก่อนปฏิบัติ คันตามตัวมากๆ โดยเฉพาะหลัง

กลับมาที่บ้าน ก็เป็นนะ เคยให้เจ้านายดู เขาบอกว่า เป็นผื่นแดงๆ เหมือนลมพิษ ระหว่างวัน ถ้าคันมาก จะล้างตัวด้วยน้ำเปล่า รู้สึกดีขึ้นจริงๆ

เมื่อกี้น้องโทรมา เขาเป็นลมพิษ คันทั้งตัว นอนไม่ได้

เราได้เล่าให้เขาฟัง สิ่งที่เราพูดอะไรออกไป ส่งผลกกลับมาหมด แม้กระทั่งคำแนะนำ โดนกลับมาหมด บอกกับเขาว่า ต่อไปนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องปฏิบัติ จะพยายามไม่พูดอะไรหรือแนะนำกับใครๆเด็ดขาด ผลส่งกลับมาหมด

ได้เล่าเรื่องที่เคยพูดกับเขาที่วัด เรื่องอาบน้ำระหว่างปฏิบัติ เราโดนหมด นี่เรื่องลมพิษอีก หลุดไปแล้วเรา แทนที่จะบอกแค่เพียงว่า ให้หาในกูเกิ้ล รักษาแบบโบราณ กลับได้แนะนำเขาเรื่องการอบสมุนไพร ไม่ก็ต้มน้ำสมุนไพรอาบ เพราะเราทำแบบนั้น มันจะหาย

ตัวเขาเอง หาหมออยู่แล้ว ยาที่ได้มา เอาไม่อยู่

พอเขาฟังเรื่องที่เราเจอมา เขาบอกว่า พี่โดน หนูก็โดนด้วย กรรมมันซับซ้อนจริงๆ

ยิ่งทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ให้ขาดสักวันเดียว แม้กระทั่งนอนก็กำหนดรู้ ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดหายไป

นับวัน รู้จักการดำเนินชีวิตที่ถูกที่ควรมากขึ้น สิ่งใดที่ยังติดขัดอยู่ มีเกี่ยวข้องอยู่ มีวิธีการจัดการกับสิ่งนั้นๆได้มากขึ้น ไม่ให้กระทบกับผู้อื่นมากขึ้น ดูการกระทำของตัวเองเป็นหลัก

เมื่อยังมีผิดพลาดอยู่ ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่กล่าวโทษนอกตัว มองและรู้ชัดมากขึ้น สงบมากขึ้น ดี/ชั่ว ก็อยู่ในตัวเรานี่แหละ

หากยังมีคิดติติงผู้อื่น นั่นแหละ ความชั่วที่ยังมีอยู่ในตัว ทำความเพียรมากเท่าไหร่ จิตยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่านั้น สติทำงานได้เต็มที่ ขุดแคะงัดแงะเรื่องในอดีต เห็นแต่ความผิดพลาดที่เคยทำไปด้วยความไม่รู้

ยิ่งเห็น ยิ่งกลัว กลัวการเกิดมากที่สุด ยิ่งกลัว จิตยิ่งปรารภแต่ความเพียร เรื่องนอกตัว สงบปากสงบคำมากขึ้น

เหตุเพราะ ไม่อยากรับรู้เรื่องของใครๆ เพราะ พอรู้แล้ว ให้คำแนะนำอะไรไป ผลย้อนกลับมาหมด รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก ถึงแม้การแนะนำนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำก็ตาม มีผลต่อสภาวะในการปฏิบัติ และการดำเนินชีวิตของตนเอง

ใครจะว่าใจจืดใจดำ ไม่ใส่ใจ เพราะรักตัวเองมากกว่าคำพูดของคนอื่น เมื่อรักตัวเองมาก ย่อมสงบวาจามากขึ้น คำแนะนำที่ให้ส่วนมาก เป็นคำพูดเดิมๆซ้ำๆ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง มีแค่นี้เอง

ส่วนคำถามเรื่องปริยัติ ถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวมีเหตุให้รู้เอง ไม่ต้องไปกังวล เพราะ ไม่ได้ช่วยให้ดับทุกข์ รู้มากจะยากนานเพราะเหตุนี้

ถึงเวลาต้องรู้ จะรู้แบบไม่หวาดไหว รู้แล้ว ยิ่งหยุด หยุดสร้างเหตุนอกตัว รู้ชัดภายในกายและจิตมากขึ้น

ความดี มีเพียงหนึ่งเดียว คือ การทำความเพียรต่อเนื่อง ส่วนเรื่องอื่นๆ ล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด หาใช่ความดีไม่

กุมภาพันธ์ 2013
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: