มิจฉาทิฏฐิ

เหตุของมิจฉาทิฏฐิ

เมื่อชี้ทางให้เห็น ถึงสิ่งที่ควรทำ แต่ยังดื้อด้าน เอาคำของครูบาอาจารย์ มาเถียงข้างๆคูๆ

ถามว่า กรณีนี้ ใครผิด

ตอบได้ทันทีว่า ไม่มีใครผิด ล้วนเป็นเพียงเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ทางจะสั้น ทางจะยาว ขึ้นอยู่กับเหตุที่เคยกระทำไว้ และเหตุที่กำลังสร้างอยู่ ณ ปัจจุบัน ขณะ

อุปกิเลส เกิดจาก ความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่คิดว่า รู้ คิดว่าใช่ ทั้งภายนอกและภายใน

เมื่อเกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือเรียกว่า สัญญา/ความจำได้ หมายรู้

เหตุนี้ สภาวะปัญญาที่แท้จริง จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตามความเป็นจริง

หากฝึกสักแต่ว่า เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ลงไปบ่อยๆ สภาวะปัญญา ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

โฆษณา

การวิพากย์วิจารณ์

ถ้ามีคำถามเกี่ยวกับการวิพากย์วิจารณ์คนอื่นๆ ว่าวลัยพรคิดอย่างไร

ตอบได้ทันที ไม่ต้องคิด

ใครชอบใคร หรือไม่ชอบใคร ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ที่ชอบหรือไม่ชอบ แล้วมีการนำมาวิพากย์วิจารณ์ ล้วนเป็นการนำเหตุของคนอื่น มาสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งนั้น

นี่แหละโทษ ของความไม่รู้ ภพชาติปัจจุบัน จึงส่งผลให้ได้รับเนืองๆ

เหตุจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ พอผลส่งให้ได้รับ ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็สานต่อกันไปอีก วัฏฏสงสารจึงยาวนานเช่นนี้

นอกตัวน่ะ เหตุของคนอื่นเขา วิพากย์วิจารณ์ไปก็แค่นั้น มีแต่ภพชาติใหม่ เกิดขึ้นเนืองๆ มีเหตุ ย่อมมีผล

ดูในตัวดีกว่านะ สำรวจตัวเองมั่งไหม วันนี้มีคิดในใจหรือว่าใครไปมั่งหรือยัง?

ถ้ายังมี นั่นแหละเหตุที่ยังมีอยู่

บางครั้งดูเหมือนเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เขาเอาเฉพาะเรื่องที่เป็นอรรถเป็นธรรมเท่านั้น

เรื่องอื่นที่นอกทุ่งนอกท่าเข้ามา ถูกไล่เตลิดเปิดเปิงไปหมด ลักษณะเหมือนกับเป็นคนขี้รำคาญ …เพราะอะไร ?

เพราะตัวเขาเองเห็นทางตรงแล้ว คนอื่นจะดึงออกนอกทาง เขาก็ต้องรำคาญ..ใช่ไหม

ที่รำคาญน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก สิ่งใดที่มองเห็นแล้วว่า มีแต่เหตุของ การเกิด มันก็ไม่อยากยุ่ง ไม่ต้องการข้องเกี่ยวด้วย (เรื่องอื่นที่นอกทุ่งนอกท่าเข้ามา ถูกไล่เตลิดเปิดเปิงไปหมด/จิต)

เขาเอาเฉพาะเรื่องที่เป็นอรรถเป็นธรรมเท่านั้น

เรื่องจริง สนทนาธรรม เมื่อรู้แล้ว เป็นฝ่ายรับฟังมากขึ้น ยกเว้นในกรณีที่มี การกล่าวเพ่งโทษนอกตัว ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามเลิกคุยด้วย และไม่มีการติดตามด้วย แต่ไม่แสดงออกให้ อีกฝ่ายรู้

ที่ผ่านมาแล้ว ความผิดพลาด ล้วนเป็นครู เมื่อรู้แล้ว ย่อมปรับเปลี่ยนตัวเอง มากกว่า การเอ่ยสิ่งใดออกไป

ทุกๆคน ล้วนมีทั้งส่วนดี/ไม่ดี อยู่ในตัว
ดี/ไม่ดี อยู่ที่เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ที่ยังมีดี/ไม่ดีอยู่ นั่นแหละ ภพชาติที่ยังมีอยู่(ความคิด/มโนกรรม)

เพราะตัวเขาเองเห็นทางตรงแล้ว คนอื่นจะดึงออกนอกทาง เขาก็ต้องรำคาญ..ใช่ไหม

เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อความยินดี/ยินร้าย ยังมีอยู่ ผลก็เป็นแบบนี้แหละ

สภาวะขณะนี้ เป็นแบบนี้อยู่

นอกตัว ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

ในตัว ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่(อนุสัยกิเลส)

แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง การทำความเพียรต่อเนื่อง เป็นการรักษาจิต ไม่ให้ตกออยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส

การสำรวม สังวร ระวังตน เป็นการรักษาตน ต่อทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น

มีสมาธิ เป็นเครื่องอยู่

มีสติ คุมจิต

มีสัมปชัญญะ(ความรู้สึกตัว) คุมทั้งภายนอกและภายใน(ปัญญา/ไตรลักษณ์)

กุมภาพันธ์ 2013
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: