สภาวะรู้ชัดภายในกายและจิต

เดี๋ยวนี้ สภาวะเปลี่ยนไป การรู้ที่กาย จะรู้ชัดตามจุดชีพจรต่างๆที่เต้นอยู่ เสียงการสูบฉีดโลหิต เสียงหัวใจเต้น กระเพาะทำงาน การขยับตัวของลำไส้ฯลฯ

คือ จะรู้ชัดเนืองๆ ของสภาวะต่างๆเหล่านี้ แม้ขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน ก็จะรู้เนืองๆแบบนี้

ถ้ามีสมาธิไม่มากพอ บางครั้ง จะรู้สึกรำคาญ ต้องคอยกำหนด เมื่อรู้ที่กายปกติได้ ความรู้สึกรำคาญ จะหายไปเอง เหตุเพราะ จะรู้ชัดในสภาวะต่างๆแบบปกติ ไม่มีการเด่นชัด

สภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิต อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ รู้ทันมากขึ้น เห็นสภาวะที่กำลังจะเกิด ขณะเกิด และดับหายไป รู้ทันมากขึ้น สงบกายวาจา ทันมากขึ้น ความคิดที่เกิดขึ้น น้อยลง

ความคิดที่เกิดขึ้นส่วนมาก มีแต่เรื่อง เหตุ ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด เป็นเหตุให้ จิตมีแต่ความเบื่อหน่าย เบื่อมากๆ

ตอนนี้ ขออนุญาติจากเจ้านาย ขอเข้ากรรมฐาน ๗ วัน ทุกๆเดือน เพื่อรักษาจิต ไม่งั้น ความเบื่อ เอาไม่อยู่ ทำให้รู้สึกทุกข์ ทำให้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่

ซึ่งเจ้านาย อนุญาติ และจะดูแลตัวเอง ระหว่างที่วลัยพรไม่อยู่ ส่วนเรื่องเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวเจ้านาย จัดการไว้ให้เรียบร้อยหมดทุกอย่าง โดยไม่ทำให้เจ้านายลำบาก ระหว่างที่ตัวเองไม่อยู่

 

เหตุที่ปฏิบัติที่บ้านไม่ได้ เพราะ ข้าศึกของสภาวะเยอะ ยังตามใจตัวเองอยู่ ปฏิบัติไม่เต็มที่

เหตุเพราะ ความสบายในชีวิต ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เป็นเหตุให้ ย่อหย่อนในการทำความเพียร

วลัยพรรู้ดีว่า ทำอย่างไร จึงจะไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ที่ผ่านมา ตกหลุมสบาย รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ เพียงทำตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ทำเพราะความอยาก

 

รู้ดีว่า ถ้าทำเพราะความอยาก สภาวะจะหมุนวนอยู่แค่นั้น

ทำเพราะ เห็นทุกข์ ต้องการกำจัดทุกข์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ทำเพราะ ความอยากได้อะไร เป็นอะไร เรื่องนั้น เป็นเรื่องจิ๊บๆไปแล้ว รู้แล้วจบ ไม่ต้องทำเพราะความอยากได้อีกต่อไป

โฆษณา

โสดา สกิทาคา อนาคามี

การทำงานทุกชนิด คือ การออกกำลังกาย

การทำสมาธิ คือ การทำให้จิต มีพลัง

สองสิ่งนี้ มีเกิดในทุกๆขณะของชีวิต ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดขึ้น ก็ตาม แต่สามารถเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

สัมมาสมาธิ เป็นเหตุปัจจัย ของการแจ้งอริยสัจ ๔ และแจ้งนิพพาน

พระนิพพาน คือ การดับภพ

ภพชาติปัจจุบัน และภพชาติในวัฏฏสงสาร

สัมมาสมาธิ ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ แต่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยการปรับอินทรีย์

ส่วนจะแจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ และนิพพานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุที่สร้างขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) และการทำความเพียรต่อเนื่อง

แจ้งอริยสัจ สามารถสร้างเหตุดับภพ ดับชาติ ให้เบาบาลง แต่ยังตัดไม่เด็ดขาด เพราะรู้เพียง เหตุและผล(สัจจานุโลมิกญาณ) รู้เรื่อง กิเลส แต่ยังไม่รู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท

แจ้งนิพพาน สามารถสร้างเหตุดับภพ ดับชาติ ได้อย่างเด็ดขาด เพราะ รู้ชัดในปฏิจจสมุปบาท เป็นเหตุให้รู้ว่า เมื่อผัสสะเกิด ทำไมต้องเกิดความรู้สึกยินดี ยินร้ายหรือเฉยๆ

เพราะเหตุนี้ จึงสามารถดับเหตุที่ตนเอง ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยอยู่

โสดาปัตติมรรค แจ้งอริยสัจ ๔ และสภาวะอุปทานขันธ์ ๕

โสดาปัตติผล แจ้งอริยสัจจ์ และนิพพาน

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส ถูกประหาน เป็นสมุเฉทประหาน ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

สกิทาคามิมรรค สกาทคามิผล กามราคะและปฏิฆะเบาบางลง ไม่มีความพยาบาท

อนาคามีมิมรรค แจ้งอริสัจจฺ และนิพพาน ถือเพศพรหมจรรย์

อนาคามิผล แจ้งอริยสัจจ์ แจ้งนิพพาน กามราคะและปฏิฆราคะ ถูกประหาน เป็นสมุจเฉทประหาน สังโยชน์ทั้ง ๕ ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

อย่าสำคัญผิด

เมื่อเกิดสภาวะนี้ เห็นความเกิดดับของรูปนาม ชัดเจนแจ่มแจ้ง
ปราศจากการจำตามตำรา ปราศจาก การนึกคิดค้นเดาใดๆ ทั้งสิ้น
เกิดขึ้นใน ขณะปัจจุบัน เท่านั้น

เช่น เมื่อผัสสะเกิด(ตากระทบรูป) เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย
ขณะที่เรากำหนดรูปนามทางตา โดยภาวนาว่า “เห็นหนอๆ”
หรือกำหนดรู้หนอติดต่อกันไป จนกว่าเหตุจะจบสิ้น

สันตติ คือ ความสืบต่อของรูปนาม จะขาดลง
เมื่อสติ สมาธิ สัมปชัญญะ ของผู้นั้นแก่กล้าสามารถ
จะรู้ความเกิดขึ้น และดับไป ของรูปนามได้ดีทีเดียว
และรู้ได้เฉพาะตัวของผู้ปฏิบัติเท่านั้น

บางครั้ง ขณะที่กำหนดรู้อยู่นั้น อาจจะมีแสงส่วางเกิดขึ้นร่วมด้วย
เหตุเพราะ ถ้าสมาธิมีกำลังมาก จะเกิดแสงสว่างจ้า
ส่วนสว่างมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อมีสภาวะแบบนี้เกิดขึ้น อย่าไปสำคัญผิด
คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร หรือเรียกว่า ญาณใดๆก็ตาม

สภาวะที่เกิดแบบนี้ เป็นสภาวะปกติ ของผู้ที่รู้ชัดอยู่ในกาย
ขณะผัสสะเกิด อาจจะมีแสงสว่าง(โอภาส) เกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องปกติของกำลังสมาธิที่เกิดขึ้น

ฉะนั้น เวลาพบเจอสภาวะเช่นนี้ อย่าไปตื่นเต้นดีใจ
คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร เพราะ เป็นเรื่องปกติของสภาวะ

ศิล สมาธิ ปัญญา(สัมมาสมาธิ)

ศิล เบียดเบียนกิเลสอย่างหยาบ ที่จะก้าวล่วง ออกมาทางกาย ทางวาจา

สมาธิ เบียดเบียนกิเลสอย่างกลาง คือ ปริยุฏฐานกิเลส ที่จะก้าวล่วง ออกมาทางใจ

สัมมาสมาธิ เบียดเบียนกิเลสอย่างละเอียด เรียกว่า อนุสัยกิเลส ที่นอนดองอยู่ในขันธสันดาน

ปัญญา   ไตรลักษณ์

สภาวะหลับ เปลี่ยนไป

น่าเบื่อที่สุด เบื่อมากๆๆๆๆ คือ เวลาที่จะต้องนอน(กลางคืน) หลับตาลง ภายนอกดับ ภายในสว่าง

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน โดยเฉพาะเวลานอน ชีพจรทั่วตัว จับได้ชัดที่สุด ต้องกำหนดรู้ที่กาย จนจิตเป็นสมาธิ ถ้าไม่กำหนด จะรู้สึกรำคาญกับสภาวะที่เป็นอยู่

พอสมาธิคลาย เมื่อรู้สึกตัว กำหนดรู้ที่กายต่อ ทำสลับไปมาแบบนี้ จนเช้า

ชีวิตตอนนี้ ไม่ปกติจริงๆ ยังไม่ชิน ที่กลางวันและกลางคืน สภาวะ ไม่แตกต่างกันเลย

คืนวันก่อน ไม่หลับไม่นอน ตาสว่างทั้งคืน ชีพจรเต้นทั่วตัว จิตคิดพิจรณาตลอด รู้สภาวะอายตนะ สฬายตนะ

คนที่ไม่อยากรู้อะไร ให้รู้ซะจริง ที่คนที่อยากรู้ กลับไม่ได้รู้

เช้ามา ไม่ง่วง ไม่เพลีย

 

เจ้านายถามว่า นี่สภาวะยาขยัน ใช่ไหม

เราบอกว่า ใช่ เวลาที่จะต้องรู้เกี่ยวกับปริยัติ สภาวะไม่หลับไม่นอนทั้งคืน จะเกิดขึ้นเอง

กุมภาพันธ์ 2013
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: