๒๙ มีค.๕๖

วันนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิด ของเจ้านาย

คุยกันตั้งแต่เมื่อคืน จริงๆแล้ว ตัวเราเองก็ลืมไปแล้วว่า วันนี้เป็นวันเกิดของเขา รู้แต่ว่า จะต้องกลับมากทม. วันที่ ๒๘ มีค. นี้

พอคุยเรื่องนี้กัน จึงถึงบางอ้อว่า ทำไมต้องกลับมา กลับมาเพื่อ อำนวยความสะดวกให้กับเขา ในเรื่องการปฏิบัติ

เจ้านายบอกว่า ทำกรรมฐาน ฉลองวันเกิดให้กับตัวเอง และให้พ่อแม่ เครือญาติ ทั้งที่มีชีวิตอยู่ และไม่มีชีวิตแล้ว แม่กับตา ของเขา เสียไปนานแล้ว

ปกติ ตอนที่เราอยู่ด้วย เมื่อก่อนนี้ เขาจะไม่เคยพลาดการทำความเพียร ในการกลับมาถึง นั่งสมาธิทุกวัน ทั้งก่อนกินข้าวช่วงดึก และตอนตื่นนอนใหม่ๆ

พอเราไม่ได้อยู่ด้วย เขาห่วงเรื่องปากท้อง เป็นหลัก เพราะมีผลต่อการทำงาน การทำความเพียร จึงไปอยู่ในอิริยาบทนอน

เจ้านายเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนนี้ ถ้าไฟเปิดอยู่ จะหลับยาก เดี่ยวนี้ ถึงไฟจะเปิด ก็หลับได้ รู้ว่าจิตเป็นสมาธิเกิดขึ้น ก็รู้

เขายังคงเดินกลับมา และเดินขึ้นบันไดต่อถึงชั้น ๑๕ ทุกวัน ไม่ขาดสักวันเดียว เมื่อไม่ได้นั่งสมาธิต่อ เป็นเหตุให้ เกิดสมาธิเวลานอนแทน เนื่องจากการสะสม ที่ทำมาต่อเนื่อง

สภาวะสัมมาสมาธิ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว ไม่มีวันเสื่อม ยกเว้น กรณีที่เกิดสภาวะปัจจเวกขณญาณ ในครั้งแรก สมาธิที่มีอยู่ จะหายไปหมดสิ้น

เมื่อทำความเพียรต่อเนื่อง สมาธิจะเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องปรับอินทรีย์ เพื่อให้สภาวะสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด

เหตุเพราะ สภาวะสัมมาสมาธิ เมื่อเกิดในผู้ใดแล้ว ไม่มีวันเสื่อม หรือตกต่ำจากสภาวะสัมมาสมาธิอย่างเด็ดขาด

แต่ต้องมีเหตุปัจจัยร่วมด้วย คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ยอมรับมากกว่า ตอบโต้ออกไป

เจ้านายบอกว่า ช่วงนี้เจอบ่อย หัวหน้า ให้งานใหม่มาบ่อยๆ ถ้าทำแล้ว ไม่ถูกใจ หัวหน้าจะตำหนิมา เขาไม่ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขายังมีพูดออกไปบ้างนะ คือ พยายามอธิบาย เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจ แต่ตอนนี้ไม่อธิบาย แค่รับฟังอย่างเดียว

เจ้านายบอกว่า แบบนี้ดีเหมือนกัน ทำรายงานส่งทุกเช้า จะได้รู้ว่า ควรแก้ไขตรงไหน

โฆษณา

อดทน อดกลั้น กดข่มใจไว้

ขยะในใจ

กว่าจะรู้ ใจสะเทือน เจ็บช้ำ จนปางตาย

กว่าจะรู้สึก ว่าชีวิต ต้องทำอย่างไร ใจต้องช้ำ เพราะความทุกข์บีบคั้น ตายเป็นตาย ยอมตาย แต่ไม่ยักกะตาย ผ่านมาถึงทุกวันนี้

เป็นเพราะเรา ไม่โทษใคร แต่เมื่อก่อนมี เพราะนั่น เพราะนี่ เดี๋ยวนี้เข็ด ไม่คิดโทษใคร

เพราะกรูๆๆๆๆ กรูตัวเดียว กรูที่ยังมีอยู่ ไม่คิดโทษใคร หรือสิ่งใด อีกต่อไป

วันแรก ที่ไปอยู่แพร่ เหนื่อยมากๆ เหนื่อยสุดๆ เพราะ ยายปล่อยบ้านตามสบาย เก็บของเยอะแยะ ตามประสาของยาย เราก็รื้อๆ แล้วถามว่า อันไหนไม่เอา ก็ทิ้ง อันไหนเอา ก็เก็บ

เสื้อผ้ายาย มีหลายตระกร้า ก็นำไปซักก่อน ให้สะอาด แล้วค่อยให้ยายเลือก มีผ้าดีๆ ถึงแม้ลายจะหาย เช่นผ้าถุง จะนำมาทำผ้าขี้ริ้ว เสื้อที่ยายไม่เอา นำมาทำผ้ากันเปื้อน โดยตัดแยกข้างๆออก เหลือส่วนคอไว้สรวม

ดีนะ ที่ยังไม่ถึงขั้นทำสวน แค่รดน้ำเช้า-เย็น ถึงจะไม่กว้าง แต่เล่นเอาปวดเมื่อยนิ้ว ที่ฉีดน้ำ สายยางก็สั้น แถมแข็ง เพราะตากแดดมานาน

งานที่เหลือ ไม่มีอะไรมากแล้ว มีเตรียมอาหารเช้า กลางวัน เย็น ดูแลเรื่องยา ให้ยาย ส่วนงานบ้าน ทะยอยทำไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุด นั่งทำสมาธิ ประมาณ หนึ่งชม. นั่งเก้าอี้ พัดลมเป่าหลัง ช่วงนี้ สุขเกิดตลอด ขณะเป็นสมาธิอยู่

ออกจากสมาธิ ความเหนื่อย หายไป มีแรงทำงานต่อ เป็นความเคยชินจริงๆ จะให้นอนพัก ก็นอนไม่หลับ แบบที่เคยหลับมาก่อน มีแต่จิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวตลอด เลยเลือกที่จะนั่ง มากกว่านอน

บางครั้ง เดินผ่อนคลาย ไปนั่งใต้ต้นไม้ที่วัด มีเก้าอี้ ลมพัดมาเรื่อยๆ ส่วนมาก ๑ ชม.แผ่เมตตา กรวดน้ำ เดินกลับบ้าน ทำสลับเปลี่ยนที่ไปมา แล้วแต่เหตุนะ

อยู่ที่นั่น พื้นข้างล่างเป็นปูน เวลาซักผ้า หรือทำงานบ้าน เท้าจะเปียกเนืองๆ เป็นเหตุให้ เท้าแตก

แม้กระทั่งมือ แพ้นำยาล้างจาน ยี่ห้อดัง ชนิดฆ่าเชื้อ สีน้ำเงิน มือแพ้ยับเยิน ง่ามนิ้ว ทั้งมือ แห้งสนิท แถมคัน เปลี่ยนยี่ห้อใหม่ ใช้ยี่ห้อที่ใช้ล้างขวดนมของเด็กได้ มือเริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องใช้โลชั่นช่วย

ส่วนเท้า ทาขี้ผึ้งใบลาน เหมือนสีผึ้งทาปาก แต่เรียกว่า ขี้ผึ้งใบลาน เพราะใส่บนใบลาน

แรกๆใช้เยอะมากๆ หลายชิ้น หนึ่งชิ้น มีขี้ผึ้ง เป็นกลมๆเล็กๆ ๒ ก้อน ทาที่ส้นเท้า ฝ่าเท้า ใส่ถุงเท้า เป็นถุงเท้าของยาย ที่ทำเอง เย็บเอง เป็นผ้ายืดๆ ทางนั้นเรียกว่า ผ้าสตริง เพราะมันยืด บาง ใส่สบายเท้า

ขนาดมียาทาเท้าราคาแพงติดไป ยังใช้ไม่ดีขึ้น เช้ามาเท้าแห้งสนิท ต้องทาบ่อยๆ

ผิดกับสีผึ้ง ทาก่อนนอน อยู่ทั้งวัน เท้าผิวไม่แห้ง ดีกว่า ของแพง แล้วแต่เหตุจริงๆ

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องเรียนรู้ก่อน จึงจะพบทางแก้ไข เหตุของตัวเอง ที่ยังมีอยู่ทั้งนั้น

เรื่องสายยาง ตั้งใจกลับไป จะซื้อเพิ่มใหม่ ให้ยาวขั้น ของเก่าไม่ทิ้ง ซื้อหัวฉีด จะทุ่นแรงในการใช้นิ้วฉีดน้ำ

ซื้อไม้ถูพื้นแบบชนิดที่หนีบผ้า เปลี่ยนผ้าได้ สะดวกในการถอดออกซัก ที่นั่นมีแต่ที่ถูพื้นแบบใช้เศษผ้าสตริง เย็บติด เนื้อผ้าหนาๆ ถอดออกไม่ได้ เวลาถูกน้ำที หนักมากๆทั้งไม้และผ้า

มีกระทะเทปล่อน ที่ต้องนำไป ที่บ้านมีหลายใบ เอาไว้สำหรับผัดข้าว ใช้กระทะธรรมดา ต้องใช้น้ำมันช่วยเยอะ ไม่ดี แม้กระทั่งทอดไข่ ก็ไม่ดี อมน้ำมัน สู้กระทะเทปล่อนไม่ได้

หม้อใบเล็ก สำหรับอุ่นอาหาร ที่นั่น ใช้ขัน อุ่นอาหารตลอด เพราะหม้อยาย มีแต่ใบใหญ่ แถมดำทั้งหม้อ ตั้งเตาแก๊ส เขม่าร่วง คิดดูละกัน

เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ

แปลว่า สัตว์ผู้มีอันจะพึงตายเป็นธรรมดา เกิดมาแล้วพึงสร้างกุศลให้มาก ฉันนั้น.

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่กระทำสิ่งใดๆออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ทำความเพียร ตามกำลัง ตามเหตุปัจจัยของตน

นี่แหละคือ การสร้างกุศลสูงสุด และทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในชีวิต มีนิพพาน เป็นที่หวังได้ ถึงแม้ จะไม่หวังก็ตาม สภาวะนิพาน ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

ขอให้อดทน อดกลั้น กดข่มใจไว้ แล้วชีวิต จะดีขึ้นจริงๆ เงินจะไหลนอง ทองจะไหลมา เมื่อถึงเวลนั้น ไม่มีความยากได้สิ่งใดๆอีกแล้ว ยิ่งไม่อยากได้ ยิ่งไหลมา

ชีวิตคู่

เจ้านายน่ารักมากๆ

กลับมานี่ เจ้านายโหลดเพลงที่ชอบๆไว้เยอะมาก เช่น ของเป้ ไฮร็อก ของเบริดกับฮาร์ท และอีกหลายๆวงที่ชอบ พี่แจ้ก็มี

ในชีวิต ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะมากกก ผ่านการใช้ชีวิตคู่ มาสองครั้ง ล้มเหลวทั้งสองครั้ง เป็นฝ่ายขอเลิกเองทั้งสองครั้ง ไม่ใช่สวยเลือกได้ เพราะ เหตุของความไม่รู้ ชีวิตจึงเป็นแบบนั้น

ถ้ารู้ จะทนๆๆๆๆๆ ไปจนกว่า อีกฝ่าย จะบอกเลิกเอง นั่นคือ การแก้ที่ถูกจุด แก้ในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ไม่ใช่ไปแก้นอกตัว

การใช้ชีวิตคู่ หรือเป็นแฟนกันก็ตาม ต้องหัดทำเสียงในฟิล์ม คือ เลียนแบบหนัง ทำเป็นเหมือนคิดในใจ แต่พูดออกมา ให้อีกฝ่ายได้ยิน เขาจะได้รู้ว่า เรารู้สึกนึกคิดอะไรอยู่

ถ้าไม่พูดออกมาให้อีกฝ่ายรู้ จะให้เขาเป็นฝ่ายเดาใจ มันก็ไม่ถูก เหมือนเราไปเดาใจเขา ไปคิดแทนเขา ว่าเป้นอย่างงั้น อย่างงี้ มีแต่เหตุไม่รู้จบ

ถ้าเขาถามว่า พูดอะไรน่ะ

ก็ตอบไปว่า เปล่านี่ กำลังคิดอยู่ ได้ยินเสียงความคิดด้วยเหรอ ไม่ธรรมดานะเนี่ย เจโตๆๆๆ(คือ สามารถรู้ใจหรือความคิดของคนอื่น) แล้วหัวเราะ บรรยากาศการพูดคุยจะผ่อนคลายลง

ทำแบบนี้นะ เวลาอยากจะพูดอะไรกับเขา บางครั้ง ไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ อารมณ์ของแต่ละคน ขณะนั้น ไม่แน่นอน ดีไม่ดี กลายเป็นพูดผิดหู มีเรื่องถกเถียงกันอีก

ฝึกทำเสียงในฟิล์มให้เขาได้ยิน น้ำหยุดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน พูดเสียงในฟิล์มบ่อยๆ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

แต่ต้องดูตัวเองด้วยว่า เป็นอย่างที่เขาว่ามาหรือเปล่า บางครั้ง เราเองก็ดูตัวเองไม่ออกทั้งหมดหรอก คนอื่นพูดมา นั่นแหละ คือสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่

แล้วแต่เหตุ

ขอบคุณ ที่มีที่ให้ระบาย ความไม่ดีของตนเอง ที่ยังมีอยู่ คิดยังไง เขียนออกมาแบบนั้น ไม่ต้องกลบ ไม่ต้องฝัง

ยิ่งเขียนออกมา ยิ่งเห็นสิ่งที่ตนเองยังมีอยู่ และเป็นอยู่ได้ ชัดเจน แต่ไม่คิดโทษใครว่า โพสกันมาทำไม(วะ) มีแต่เรื่องโทษนอกตัว ใครล่ะ ที่ทำให้เกิดในยุคนั้น สมัยนั้น ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ไม่มีที่จะถูกใจไปทั้งหมดหรอก

เหตุที่ไม่โทษนอกตัว เพราะรู้ดีว่า นั่นแหละตัวฉาน ที่เคยเป็นมาก่อน เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่นี่แหละ จึงทำแบบนั้น

หากรู้แล้ว ไม่โทษใคร มีแต่โทษตัวเอง เพราะแกน่ะแหละ แกคือ ฉานในปัจจุบัน ชีวิตถึงได้เป็นเช่นนี้ หลงสร้างเหตุ หลงกล่าวโทษคนอื่นๆ จากความไม่รู้

สิ่งแรกที่กระทำลงไป ราคะ(โลภะ) โทสะ นำหน้า มีตัวโมหะ หรือความไม่รู้ เป็นกำลังหนุน ให้กระทำออกไไป เกิดขึ้นทาง มโนกรรมบ้าง ห้ามไม่อยู่ วจีกรรมเกิด ห้ามไม่อยู่ กายกรรมเกิด

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 171

๑๕. นิฆสูตร ว่าด้วยทุกข์ ๓ อย่าง

[๓๒๕] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ ๓ อย่างนี้ ๓

อย่างเป็นไฉน ได้แก่ทุกข์ คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ทุกข์ ๓ อย่างนี้แล.

[๓๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ

ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละทุกข์ ๓ อย่างนี้

แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ

จบนิฆสูตรที่ ๑๕

มักโยนขี้ให้คนอื่น

เพียงหยุด

หยุดการนำเสนอ ข้อมูลที่กล่าวโทษนอกตัว ข้อมูลที่มีแต่เหตุของการเกิด ชีวิตจะดีขึ้นอย่างทันตาเห็น ที่ยังไม่ดี และคิดว่าดี เพราะเหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

หากจะขอการบริจาค หรือทำทาน จงอย่าว่านอกตัว ขอธรรมดาๆ ก็พอ แบ่งปันรูปก็พอ แต่อย่ากัน

เพราะทุกสรรพสิ่ง ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำมา หรือเรียกว่า กรรมเก่า และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ เรียกว่า กรรมใหม่

กรรม คือ การกระทำ

ไม่อาจปฏิเสธเรื่องกรรม คนที่ปฏิเสธเรื่องกรรม ย่อมมีแต่เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน เป้นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง อย่าโทษนอกตัว เกิดในยุคไหน สมัยไหน แบบไหนๆ มีสภาพแวดล้อมอย่างไร ล้วนเกิดจากเหตุที่ตนเองทำขึ้นมาทั้งนั้น

นี่แหละ ความไม่รู้ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น มักโยนขี้ให้คนอื่น หรือกล่าวโทษนอกตัวเนืองๆ เพราะคนนั้น คนนี้ แต่ไม่เคยโทษตัวเอง เพราะตัวแกน่ะแหละ ที่สร้างมันขึ้นมาเอง

นี่แหละ โทษของความไม่รู้หรืออวิชชา ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ มีแต่การสร้างเหตุ มากกว่า ดับเหตุที่ตนเอง

ประเทศชาติ หรือเศษฐกิจ จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของคนยุคนั้น สมัยนั้น อย่าไปโทษนอกตัวให้เสียเวลา ที่ควรโทษมากที่สุด คือ ตัวเองน่ะแหละ เป็นคนสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น จากความไม่รู้ที่มีอยู่

เป็นเรื่องปกติมากๆ ส่วนมาก เอาประโยชน์ของตนเอง นั่นแหละเหตุที่มีอยู่

หากรู้แล้ว มีแต่มุ่งสละออก สักเฟื้อง สักสลึง น้อยนิด ก็ไม่เอา อะไรที่เห็นเหตุของการเกิด ใจมันไม่เอา เอามากองให้ฟรีๆยังไม่เอาเลย

เพราะ ถ้าไม่ใช่ของเรา ของฟรีไม่มีในโลก ได้มา ก็ต้องเสียไป ถ้าไม่อยากเสีย อย่าไปอยากได้ของคนอื่นๆ

ส่วนตัวเอง จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับการสร้างเหตุนอกตัว หรือคิดจะดับ ที่ตัวเอง

หากแก้ที่ตัวเอง หรือ ดับที่ตัวเองได้ สภาวะนั้นๆ ย่อมจบลงตามเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ นั่นคือ เหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

ใครจะโกงจะกิน นั่นเหตุของเขา จงดูตัวเอง วันนี้ คุณทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเองบ้าง หรือยัง

วันนี้ ได้ทำประโยชน์สูงสุด ให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือยัง ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง ทำตั้งแต่รู้สึกตัว ไม่เคยทอดทิ้งสักวินาที

แม้กระทั่งเวลานี้ ก็ยังทำ ชี้ทางให้มองเห็น วิธีการดับเหตุของการเกิดทั้งภพชาติปัจจุบันและการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว การหยุดกล่าวโทษนอกตัว ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออะไรก็ตาม และทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีเหตุของการสนับสนุน หรืออุปสรรค นั่นคือ ครูมาสอน ต้องอยู่ได้ และทำได้ ทุกสถานะ

ทุกวันนี้ ที่เขียนๆมา ผู้เขียน เจอมาหมดแล้ว และก็ยังต้องเจอรูปแบบอื่นๆอีก ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมมี เป็นเรื่องปกติ แค่รู้ว่ามันมี ไม่สร้างเหตุออกไป ก็สบาย ที่เกิดขึ้น บนความไม่ชอบใจที่ยังมีอยู่ ณ ตอนนี้

ส่วนใครเชื่อใคร ไม่คาดหวัง เพราะแล้วแต่เหตุที่ทำมาของแต่ละคน แค่เขียนไปเรื่อยๆ ไปแพร่ก็หยุด เพราะไม่อยู่ ฮ่าๆๆๆ

มรรค มีองค์ ๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

พยายามระวังมากขึ้น แต่ไม่เครียด

นอกนั้น ไม่มีอะไร ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นอะไร เพราะ ไม่อยากเกิด การเกิดน่ากลัวมากๆ

รู้แล้ว จึงไม่อยาก ไม่รู้จะอยากไปทำไม เพราะรู้ว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้เอง

หัวใจของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพาาน

รู้ชัดเรื่องจิต รู้ชัดเรื่องเจตสิก สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต บางคนเรียก กิริยาของจิต หมายถึง ฝ่ายกุศลและอกุศล และอุเบกขา ที่เกิดขึ้นกับจิต

รู้ชัดในเรื่องรูป ย่อมรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือที่เรียกว่า ผัสสะ

รู้ชัดเรื่องนิพพาน ย่อมรู้วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ เหตุของการเกิดทั้งนอกและใน หมายถึง ภพชาติปัจจุบัน และการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

นั่นคือ มรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ หรือ เมื่อผัสสะเกิด ทุกๆขณะ หมายถึง สัมมาสติ ขณะผัสสะเกิด สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม คือ รู้ชัดทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว) ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นในตัว)

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเกิดภพชาติปัจจุบัน(ปัจจุบัน ขณะ) เนื่องจาก เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ(มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ)

เหตุของฝ่ายเกิดภพชาติ ได้แก่ การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/กิเลส(โลภะ โทสะ โมหะ) ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ โดยมีผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เป็นเหตุปัจจัย

อริยมรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบันธรรม หมายถึง สัมมาสมาธิ หรือ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

เหตุของฝ่ายเกิด ได้แก่ มิจฉาสมาธิ หมายถึง ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมปชัญญะ) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(อัปปนาสมาธิ/ฌาน)

กายในกาย หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายได้ เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่จมูก โพรงจมูก ที่จมูก ปลายจมูก ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ลิ้นปี่ กำลังเคลื่อนไหว ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ชีพจรตามส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ชัดที่กายนั่งอยู่ฯลฯ

หมายถึง ไม่ว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับกาย จะรู้หมด อากาศร้อนเย็น ก็รู้ ลมพัดถูกกายก็รู้ ขึ้นอยู่กับ กำลังสมาธิและสติ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

เมื่อมีความสมดุลย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ เป็นเหตุให้ สัปมชัญญะ หรือความรู้สึกตัวย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

เวทนาในเวทนา หมายถึง ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จิตในจิต หมาถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ กิเลส ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ความกำหนัดในกาม เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด กิเลสนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด

ธรรมในธรรม หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ ความคิด ก็สามารถเกิดขึ้นได้ สุดแต่ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรอยู่ ขณะความคิดเกิด รู้ว่าคิด แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด

เมื่อมีมิจฉาสมาธิ เป็นเหตุให้ สัมมาทิฏฐิ(อริยมรรค) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ถ้าหมั่นสร้างเหตุของการดับ ณ ปัจจุบันขณะ หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

อริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง นี่คือ หัวใจของการปฏิบัติทั้งในและนอก

นอกนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

พึงสำรวม สังวร ระวัง เพราะ ชีวิตนี้ น้อยนัก จงใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ก่อนที่จะหมดลมหายใจ โดยไม่คิดทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การทำบุญ ทำทาน ให้ประโยชน์สูงสุดแค่ สวรรค์ แต่เป็นเหตุของการลดความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ยอมทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง มากน้อย ตั้งใจทำ นี่คือ ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์อยู่ร่ำไป

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้แค่กายที่มีอยู่และใช้ใจที่อดทน กดข่ม ไม่สร้างเหตุตามกิเลสที่เกิดขึ้น

กลับจากแพร่

๒๘ มีค.๕๖

เพิ่งกลับมาจากแพร่

ชีวิต มีแต่การเรียนรู้จริงๆ

เห็นแต่ทุกข์

มีบททดสอบตลอดเวลา กว่าจะปรับตัวได้ เห็นความหงุดหงิด ชัดมากที่สุด

เมื่อปรับตัว เข้ากับสถานะนั้นๆได้ สภาวะย่อมดำเนินต่อไป

ไม่มีอะไรที่จะมาฉุดรั้งเอาไว้ได้

ยิ่งไม่อยากได้ ยิ่งโดนทดสอบ ว่า ไม่อยากได้จริงไหม

ได้คำตอบ เป็นของแท้ เพราะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิด ไม่มีความอยากได้อะไรๆ

แค่มีข้าวกิน ได้ปฏิบัติ นั่นแหละ คือ สิ่งที่ต้องการสูงสุด

ปฏิบัติ มากน้อย ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ใช่เรื่อง สำคัญ แค่ได้ปฏิบัติ นั่นแหละ พอใจแล้ว คือ เก็บหน่วยกิต เท่าที่เก็บได้ ใจไม่มีหวนกลับ

หลับอย่างมีความสุข

กลับมาถึงห้อง เมื่อคืน เป็นครั้งแรก ที่หลับอย่างเป็นสุข

อยู่ที่แพร่ หลับๆตื่นๆ ตลอดเวลา อาการหลับสนิทไม่ค่อยมี ตื่นตี ๕

ที่โน่น มีอะไรแปลกๆ มีมาเยี่ยมเยือนเรื่อยๆ ก่อนกลับ ในคืนนั้น มีดนตรีไทย มาบรรเลงให้ฟัง เป็นเพลงไทยเดิม ของภาคกลาง นอนฟังเกือบทั้งคืน

ถ้าตั้งใจฟัง หรือเงี่ยหูฟัง จะไม่ได้ยิน แค่นอนรับรู้ปกติ จะได้ยินตลอด

สงสาร

มีหลายๆครั้ง ขณะแผ่เมตตา กรวดน้ำ จะได้ยินเสียงหมูหลายๆตัว ส่งเสียงร้อง ทั้งๆที่เป็นเวลากลางวัน แถวนั้น ไม่มีใครเลี้ยงหมู

บางครั้ง หัวค่ำ ก็จะได้ยิน เหมือนกัน

รู้จากเจ้านายว่า บ้านที่ติดกัน เขาทำโรงฆ่าหมู แอบมองเข้าไป เห็นกรงเหล็กที่ไว้ใช้สังหารหมู

พอดี เคยเห็นเขาฆ่าหมู ที่โรงห่าสัตว์ ในตอนเด็กๆ เลยรู้ว่า ทำยังไงบ้าง ที่นี่แตกต่างตรงกรงขัง เป็นกรงเหล็ก

เวลาหมูถูกฆ้อนทุบหัว จะดิ้นๆ ร้องเสียงดังมาก

ไม่กินสัตว์ทุกชนิด ที่เห็นว่ายังมีชีวิต รู้ว่าเขาเอามาฆ่า เพื่อทำอาหาร

ยายถามว่า ทำไมไม่กินน้ำพริกหรือปลาต้ม

เราบอกว่า เราไม่กินสัตว์เป็นๆ หรือรู้เห็นในการฆ่า ปลาที่ยายกินอยู่ เป็นปลาเป็นๆที่ยายก๋วน นำมาขังไว้ แล้วทำเป็นอาหารให้ยาย จึงไม่กินเพราะเหตุนี้ หากไม่รู้ไม่เห็น

แบบชาวบ้านเอามาให้ แล้วไม่พูดว่า ปลาเป็นๆสดๆ เนื้อหวานๆ ถ้าไม่พูดแบบนั้น จึงจะกิน

พอพูดแบบนี้ ยายเลยเงียบไป ตั้งแต่นั้นมา ยายจะไม่เรียกกิน ส่วนยายจะกินของยายเอง

กบๆๆๆ

เมื่อวาน ไปตลาดเช้า แสงพาไปตลาดใต้ เขาซื้อกบย่างมา บอกว่า จะแกงกบให้กิน ถามเราว่า กินกแงกบไหม

เราบอกว่า ไม่กิน

เขาถามว่า ทำไม

เราบอกว่า เมื่อก่อน ชอบกินกบมากๆ กบผัดขี้เมา กบทอดกระเทียมพริกไทย วันนหนึ่ง ไปตลาด เจอเขากำลังฆ่ากบ เอามีดปาดคอ ถลกหนังออก กบยังเป็นๆ ดิ้นๆๆๆๆ เขาถลกหนังยาวถึงข้างล่างตัว ตั้งแต่นั้นมา เลิกกินกบ

แสงให้ลูกชาย เอาแกงกบมาให้ยาย ยายถามว่า กินกบไหม

เราบอกกับยาย เหมือนที่เล่าให้แสงฟังว่า ที่ไม่กินน่ะ เพราะอะไร ยายเลยเงียบไป

คือ เราบอกกับยายว่า ใครจะกินอะไร เราไม่ขัด อยากกินก็กินไป ส่วนตัวเราเอง ไม่กิน กับข้าวอื่นๆมีเยอะแยะ ส่วนมาก เรากินไข่พะโล้ ไม่ก็ปลาทูย่างเป็นหลัก

หุงข้าวสวยเอง หุงแบบเช็ดน้ำ ใช้ข้าวหอมมะลิก ผสมกับข้าวกล้องงอก ๔ สี หอบไปจากที่ห้อง

ตอนนี้ ยายกินข้าวหุงตลอด เนื่องจาก กินข้าวเหนียวแล้วท้องอืด

ผอมมากๆๆๆ

อยู่ที่โน่น ห่างไกลเวียง(ตัวเมือง) ของกินไม่หลากหลาย เค้ก(ตัวอ้วน) ไม่มีให้กิน กับข้าว ส่วนมากเป็นผักที่ปลูกในบ้าน มีปลาทูย่าง ที่นี่ไม่กินของทอด ตับหมักกระเทียมพริกไทยย่าง(ของยาย) ปลาทูหอม บางครั้งมีไข่พะโล้ ที่ทำเอง

ที่นี้ พริกไทยเม็ด รสชาติจัดจ้านมากๆ เผ็ดมากๆ รสจัดกว่า พริกไทยทางนี้

การปรุงอาหาร ที่นี่ใช้แต่ซีอิ๊วขาว เป็นหลัก กับข้าว ที่นี่ ไม่ต้องใช้ชูรส ผักสดมากๆ แม้กระทั่งเนื้อหมู ตับหมู ไม่มีของค้าง

เฮ้ออออ … สงสัย อีกหน่อย คงเลิกกินหมู ในเมื่อรู้เห็น มันทนไม่ได้ ที่จะกินลงไป คิดดุละกัน กำลังจะตักใส่ปาก เสียงหมูร้องก้องในหู ใครจะกินลง

น้ำหนัก ตอนนี้ เหลือ ๔๙ กิโล

เจ้านายบอกว่า หุ่นตอนนี้ เหมือนนางแบบเลย กางเกงยีนที่ใส่ไป แทบจะหลุดจากก้น ต้องเอามือจบเอวไว้ข้างหนึ่ง ไม่งั้นเลาเดินๆ มันจะลงกองที่ก้น ถ้าสะดุด กางเกงหลุดลงอย่างแน่นอน

วันนี้ จะเดินดูกางเกงยีนส์มือสอง ที่แฮปปี้แลนด์ถูกมากๆ ๓ ตัวร้อย อยู่ที่แพร่ เวลาออกนอกบ้าน กางเกงยีนส์ เหมาะที่สุด เสื้อสียืดสีขาว เหมาะที่สุด

งาดำ

งาดำ ที่บ้านสันป่าสัก ถูกมากๆ ถุงละ ๒๐ บาท หอบกลับมาด้วย จะเอามาคั่ว แล้วปั่น จะได้ใส่ข้าวให้ตัวเอง และบรรดา ตาๆยายๆทั้งลาย คือ ทำแจกด้วย

อยากให้คนแก่แข็งแรง อายุยืน จะได้มีโอกาสปฏิบัติ ได้ทำบุญทำทานกันมากขึ้น ตายแล้วอดทำทันที

ไปวัดพระะาตุช่อแฮมา ซื้อประคำข้อมือ มาฝากยายปาและยายก๋วน ให้น้องบีม ไป ๑ เส้น

เขาสวดอิติปิโสยังไม่ค่อยได้ ทั้ง สามคน เราก็เลยถามว่า นะโมตัสสะได้ไหม

เขาบอกว่าได้

เราแนะนำว่า งั้นให้สวดนะโมตัสสะ มากกว่า อายุ หนึ่งจบ ถ้าเป็นเด็ก(น้องบีม) จะได้เรียนเก่งๆ เพราะความจำจะดีขึ้น อันนี้เรื่องจริงนะ ไม่ได้โม้

ส่วนสองยาย สวดบ่อยๆ สุขภาพจะแข็งแรง จะได้มีโอกาสทำบุญเยอะๆ

ไปแพร่

ยายเจ้านายป่วย ไปแพร่กับเจ้านาย

ข้าพเจ้า อาจจะต้องอยู่แพร่ เพื่อดูแลยาย

เหตุจริงๆ เมื่อหยุดสร้างเหตุนอกตัว มาตลอด พยามแก้ที่ตัวเอง อุดช่องโหว่ที่มีอยู่ สิ่งที่ตนเองกระทำลงไป ซึ่งเป็นเหตุให้กับคนอื่น สร้างเหตุกับตัวเอง เหตุมี ผลย่อมมี

แก้ที่ตัวเองได้ หยุดที่ตัวเองได้ เหตุไม่มี ผลจะเอามาจากไหน
ที่ยังมี เพราะยังมีเหตุอยู่ มีหน้าที่คือ ดูและรู้อยู่ในกายและจิต ของตัวเอง

ขี้เกียจดีนัก ทำกรรมฐาน แบบตามใจตัวเอง

สภาวะเลยจัดสรรให้ ไปอยู่ต่างจังหวัด ไม่ขยันก็ไม่ได้ ไม่ใช่พ่อแม่ตัวเองนิ

ในดีมีเสีย(ตามใจตัวเองไม่ได้)
ในเสียมีดี(ต้องขยันทำกรรมฐาน ไฟท์บังคับจริงๆ) ฮ่าๆๆๆๆ

หลายๆครั้ง ที่มักจะพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสกับตัวเองเสมอ ต้องให้สภาวะบีบบังคับ ถึงจะทำเต็มกำลัง ธรรมะจัดสรรจริงๆ สภาวะจัดให้ ตามเหตุปัจจัย

ก็เป็นโอกาส เก็บหน่วยกิตไปในตัว

ถ้าเห็นออน นั่นคือ เจ้านาย เพราะไม่ได้เอาโนีตบุ๊คไป

การอธิษฐาน(ทำบุญ)

เวลาทำบุญ ตั้งจิต อธิษฐานว่า ขอให้ร่ำวย สวย ดี เกิดมามีปัญญา สุขภาพแข็งแรงฯลฯ

หากขอแบบนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีคำตอบไว้ให้แล้ว

ปุณณกมาณพ ทูลถามว่า
บัดนี้มีปัญหามาถึงพระองค์ผู้หาความหวาดหวั่นมิได้ รู้เหตุที่เป็นรากเง่าของสิ่งทั้งปวง

ถาม ข้าพเจ้าขอทูลถาม หมู่มนุษย์ในโลกนี้ คือฤษี กษัตริย์ พราหมณ์ เป็นอันมาก
อาศัยอะไร จึงบูชาบวงสรวงเทวดา

ตอบ หมู่มนุษย์เหล่านั้น อยากได้ของที่ตนปรารถนา อาศัยของที่มีชราเสื่อมโทรม
จึงบูชายัญ บวงสรวงเทวดา

ถาม หมู่มนุษย์เหล่านั้น ถ้าไม่ประมาทในยัญของตน จะข้ามพ้นชาติชราได้หรือไม่

ตอบ หมู่มนุษย์เหล่านั้น มุ่งลาภที่ตนหวัง จึงพูดสรรเสริญการบูชายัญ รำพันถึงสิ่งที่ตนรักใคร่ ปรารถนา

ดังนั้น ก็เพราะอาศัยลาภ เรากล่าวว่าผู้บูชายัญเหล่านั้น ยังเป็นคนกำหนัดยินดีในภพ
ไม่ข้ามพ้นชาติชราไปได้

ถาม ถ้าบูชาเหล่านั้น ข้ามพ้นชาติชรา เพราะยัญของตนไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครเล่าในเทวโลก หรือมนุษย์โลก ข้ามพ้นชาติชรานั้นได้แล้ว

ตอบ ความอยากซึ่งเป็นเหตุทะเยอทะยาน ดิ้นรนในโลกไหนๆของผู้ใดไม่มี เพราะได้พิจรณา เห็นธรรมที่ยิ่งและหย่อนในโลก

เรากล่าวว่า ผู้นั้นสงบระงับแล้ว ไม่มีทุจริต ความประพฤติชั่วอันจะทำให้มัวหมอง
ดุจควันไฟอันจับเป็นเขม่า ไม่มีกิเลสอันจะกระทบจิต หาความอยากทะเยอทะยา มิได้
ข้ามพ้นชาติชราได้แล้ว

หมายเหตุ:

อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยนะ เพราะ เหตุของแต่ละคน แตกต่างกันไป ตามการกระทำของตน

พระองค์ไม่ได้ตรัสห้าม เรื่อง การอธิษฐานจิต เพียงแต่บอกว่า อธิษฐานแบบนั้น ผลที่ได้รับ เป็นเช่นไร

และทรงชี้ แนวทางไว้ว่า ทำอย่างไร จึงถึงที่สุดแห่งทุกข์

ศิล

ศิล หมายถึง  การถือศิลต่างๆ อย่างเคร่งครัด เช่น ศิล ๕ ศิล ๘ ศิล ๑๐ ศิล ๒๒๗ ข้อ
หรือแม้กระทั่ง การกราบไหว้บูชาและบูชายัญ ตามทิฏฐิของตน

โดยการน้อมเอา คิดเอาเองว่า ถ้ากระทำได้ดังเช่นนี้ การที่ได้ ถือศิลอย่างเคร่งครัด สามารถทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)ได้

อันนี้ ก็สามารถทำให้เข้าถึงนิพพานได้ แต่เป็นการกระทำปลายเหตุ

จะทำให้ถึง ต้องดับที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ตั้งใจรักาษาศิลแบบเคร่งครัด แต่ยังมีหลุดสร้างเหตุ ตามแรงผลักดันของกิเลส ที่มีเหตุปัจจัยอยู่กับสิ่งๆนั้น

เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผล การปฏิบัติจึงกระท่อนกระแท่น ง่อนแง่น ผลุบๆโผล่
ตามเหตุปัจจัยของตน ที่ยังมีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก เกิดจากเหตุของ ความไม่รู้ที่ยังมีอยู่

แล้วแต่เหตุปัจจย

ทำแบบข้างบน โดยยึดถือการรักษาศิล เป็นหลัก แต่ยังมีการสร้างเหตุอยู่ ภพชาติปัจจุบน ขณะ ย่อมเกิดขึ้นอยู่
เป็นเหตุของ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ที่ยังมีอยู่

ทำแบบข้างล่าง อดทน อดกลั้น กดข่มใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามแรงผลักดันของกิเลสที่เกิดขึ้น ยามผัสสะเกิด เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ

ถ้าทำแบบนี้ได้ คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่คล้อยตามหรือไหลตามแรงผลักดันของกิเลส เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ที่ยังมีผล เพราะยังมีเหตุปัจจัยอยู่

เมื่อหยุดสร้างเหตุนอกตัว ภพชาติปัจจุบัน ขณะ ย่อมเกิดน้อยลงหรือสั้นลง การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ย่อมสั้นลงอย่างแน่นอน ตามเหตุปัจจัย

Previous Older Entries

มีนาคม 2013
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: