สัปปายะ เหมาะแก่การภาวนา

สัปปายะ เหมาะแก่การภาวนา

สำหรับตัวเอง ยังเป็นคนชอบพูด ถึงแม้จะเป็นเรื่องการปฏิบัติก็ตาม ถือว่า ยังต้องพยายามสำรวมให้มาก เพราะเมื่อพูดออกไป พอเริ่มพูดมาก กลายเป็นคุยไร้สาระ มีแต่เรื่องนอกตัว

สัปปายะที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด คือ สถานที่ มีกฏข้อบังคับ มีสติ งดพูด มีคนคอยดูแล คอยกำกับ ถ้าใครมาชวนคุย จะได้อ้างกฏข้อนี้ได้

สถานที่แบบนี้แหละ เหมาะแก่การปฏิบัติมากที่สุด มีกฏคุ้มครอง จะได้ไม่มีเหตุปัจจัยต่อคนอื่นๆ หากเขาคุยมาแต่เราไม่คุยด้วย

ส่วนมาก ทักทายว่า มีกี่ครั้ง มาบ่อยไหม พักแถวไหน เคยปวดหัวแบบนี้ไหม ปฏิบัติแล้ว เป็นยังไงบ้าง ฯลฯ

ถามสัพเพเหระ มีแต่เหตุของการกิด มากกว่าดับเหตุ

ตอนนี้ ตกลงปลงใจ ใช้สถานที่ใกล้ๆก่อน คือ ศูนย์ปฏิบัตินานาชาติ วัดมหาธาตุ เพราะที่นั่น หากทำตามกฏ กฏจะคุ้มครองผู้ปฏิบัติ ที่ทำตามกฏ

หากไม่ทำตามกฏ จะมีคนคอยกำกับ คอยดูแล แต่อาจจะไม่ถูกใจคนช่างพูด

และสถานที่ มีความสะดวกทั้งการปฏิบัติ ห้องปฏิบัติ สามารถปฏิบัติได้ แม้เวลาพักเที่ยง

ห้องน้ำ สะดวก สะอาด เจ้าหน้าที่ ที่นั่น ดีมากๆ

ห้องอาหาร เวลาทานอาหาร เจ้าหน้าที่ คอยดูแล อำนวยความสะดวกให้ คอยชี้ให้เห็นเหตุ เวลาที่หลุดพูด เขาจะทำท่าจุ๊ที่ปาก บางครั้งบางกลุ่มไม่หยุด เขาจะเดินไปบอก แต่มีบางคนไม่พอใจก็มี เป็นเรื่องปกตินะ

ห้องพัก ไม่ต้องมาเก็บและปูใหม่ เวลานอน คือ ใช้ตลอด จนกว่าจะออกจากวัด เก็บทีเดียว

อาหารการกิน น้ำปานะ สะดวกทุกอย่าง แต่ส่วนมาก จะชอบพกน้ำปานะไปเอง และนำไปสมทบเพิ่ม ซื้อที่เซเว่น ที่ท่าเรือผ่านฟ้า เลิกหอบจากบ้านแล้ว หนักน่ะ

ส่วนเรื่อง สถานที่อื่นๆที่จะไป นั้นไม่เที่ยง แล้วแต่เหตุปัจจัย ตรงไหนใกล้สุด สัปปายะเหมาะกับสภาวะของการปฏิบัติ คว้าตรงนั้นไว้ก่อน

ปฏิบัติ ไม่ควรกล่าวเบียดเบียนกัน

แนวทางปฏิบัติ ไม่ควรกล่าวเบียดเบียนกัน

เมื่อจะพูดรูปแบบของตน ก็ควรพูดเรื่องของตน ลักษณะการปฏิบัติและวิธีการของสำนักนั้นๆ

ไม่ควรยกตน ข่มท่าน โดยแสดงออกหรือใช้คำพูด ที่มีลักษณะ มีการนำมาเปรียบเทียบ หรือเหน็บแนมวิธีการหรือแนวทางการปฏิบัติอื่นๆ

เหตุของแต่ละคน สร้างมาไม่เหมือนกัน การปฏิบัติของงแต่ละคน จึงแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก

เมื่อคุณพูดทำนองว่า ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง

เมื่อผู้พูด ยังไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง เมื่อไปพูดให้อื่นฟัง เขาย่อมคิดเป็นธรรมดาว่า ขนาดตัวเอง ยังไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง เที่ยวมาพูดให้คนอื่น เขารู้จักหน้าที่ของเขา ใครเขาจะเชื่อ

ประเทศชาติ จะไปได้ดี หมู่คนจะพบแต่ความสุข ข้าวจะยาก หมากจะแพง เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของแต่ละคน ที่มีอยู่ ไปห้ามให้เกิดขึ้น ห้ามไม่ได้หรอก

เรื่องนอกตัว ไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องแก้ที่ตัวเองก่อน โดยการเจริญจิตภาวนา ภาวนาแบบไหนก็ได้ ใช้ได้หมด

หลังการภาวนาทุกๆครั้ง แผ่เมตตา ให้ทุกรูปทุกนาม ที่ล้วนเกิดมา เป็นเพื่อนเวียนว่าย ในวัฏฏสงสารกันทั้งสิ้น และกรวดน้ำเจาะจงชื่อ เป็นการให้แบบเจาะจง จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ข้าพเจ้า ทำมาตลอด

ให้กับพ่อและน้องๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว ให้กับแม่และน้องๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ เอ่ยชื่อแม่และครอบครัว(หมายถึงน้องๆและญาติที่มีชีวิตอยู่) จงมีความสุข

ทำแบบนี้ได้ผลจริงๆ พ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว ยังมาบอกกล่าว มาแสดงให้เห็นว่า ได้รับผลบุญที่อุทิศไปให้ มาแสดงตนว่า ไปเกิดที่ภพภูมิไหน

ส่วนน้องๆ มาแสดงตนว่า ได้มาทำกรรมฐานอยู่ด้วย ตามที่ได้ชักชวนมา แม้กระทั่งผีบ้านผีเรือน และสิ่งที่มองไม่เห็นอื่นๆ ก็มาทำกรรมฐานด้วยยกัน

บางครั้ง กำลังเริ่มปฏิบัติ มีสัมผัสเกิด ลืมตาขึ้นมา มีบางสิ่ง มานั่งขัดสมาธิ อยู่ตรงหน้า ถ้าสติไม่ทัน ตกใจแน่นอน

สำรับตัวเอง ไม่ตกใจ มีสติรู้อยู่ เพราะพบเห็นสิ่งต่างๆแบบนี้ มาตั้งแต่เด็กๆ ก็หลับตาต่อ ไม่สนใจ

หากทำแบบนี้เนืองๆ หมายถึง การภาวนา และแผ่เมตตา กรวดน้ำ ไม่ต้องไปกล่าวโทษใครหรืออะไร ชีวิตแต่ละชีวิต จะดีขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

หยุดกล่าวโทษหรือหยุดว่านอกตัว มากเท่าไหร่ ชีวิต ดีขึ้นจริงๆ ถึงแม้จะข้าวยาก หมากแพงก็ตาม ไม่ว่าจะมีสถานะใดเกิดขึ้น ๆก็ตาม จะอยู่ได้ทุกสถานะ

เพราะ เหตุเกิดจาก ใจที่รู้จักคำว่า พอ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ปฏิบัติตามกำลัง ทำทุกวัน มากน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเหตุสร้างมาไม่เหมือนกัน

ภาวนา ครั้งละ ๕ นาที หากมีฟุ้งซ่าน รำคาญ รู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้ไปตามนั้น ถ้าไม่เรียนรู้ จะรู้จักไหม สภาวะของคำที่เรียกว่า ฟุ้งซ่าน

ความคิด มีเรียกหลายแบบ เรียกตาม ลักาณะอาการที่เกิดขึ้น

เรียกว่า ความคิด คือ มีคิด แต่ไม่รำคาญ รู้ว่า กำลังคิดอยู่ รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แล้วความคิดนั้น ก็หายไปเอง

เรียกว่า ฟุ้ง คือ มีความคิดเกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่รำคาญ รู้ว่ามีเกิดขึ้น แล้วก็หายไปเอง

เรียกว่า ฟุ้งซ่าน คือ มีความคิดเกิดขึ้นมากมาย แล้วทำให้รู้สึกรำคาญมากๆ ทำให้รุ้สึกหงุดหงิด อยากให้ความคิดหายไป แต่ไม่ยอมหาย บางครั้งใช้คำบริกรรมกดข่ม หายไปแปบบนึง ก็เกิดขึ้นอีก

หากรู้สึกว่า ทำได้ยาก เหตุเพราะ มุ่งหวังมาก ให้ใช้อิริยาบทนอนได้ เวลานอน รู้ลมหาใจเข้าออกปกติ สักพัก จะรู้ชัดอาการท้องพองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออก ให้รู้ที่อาการท้องพองยุบ นั้น รู้แบบปกติ ไม่ต้องบังคับท้อง ให้พองขึ้น ยุบลง

หากหลับ ก็ปล่อยให้หลับ ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบท ทำได้ หรือรู้ได้ในอาการที่เกิดขึ้นแบบนี้เนืองๆ จะรุ้ชัดในสภาวะของจิตตั้งมั่น หรืออาการจิตเป็นสมาธิมากขึ้น

อย่ากังวล เรื่องรูปแบบของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะทำรูปแบบไหน ใช้ได้หมด เพราะเหตุสร้างมาไม่เหมือนกัน

การทำบุญและทำทานเหมือนกัน ทำพอประมาณ อย่าทำด้วยความโลภ ทำแล้ว หวังโน่นหวังนี่ แทนที่จิตจะได้กุศลแบบสะอาด กลับกลายเป็น สะสมกิเลสเพิ่มมากขึ้นแทน

ทีนี้พอจะทำอะไร ความโลภนำหน้า เพราะคิดว่า ทำแล้วได้ผล จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะโลภหรือไม่โลภ มีหวังหรือทำด้วยความตั้งใจ มีพระนิพพาน เป็นที่ตั้ง ยังไงๆ ผลที่ได้รับ คงเหมือนเดิม แล้วจะทำเพื่อสนองความโลภ ไปเพื่ออะไร

เวลาทำบุญ ทำทานสร้างกุศล หมั่นอธิษฐานจิต มีพระนิพพาน เป็นที่ตั้ง ทำแบบนี้ได้ ภพชาติวัฏฏสงสาร สั้นลงอย่างแน่นอน ดีกว่า ทำเพื่อสนองความโลภ มีแต่เหตุของการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

แม้กระทั่งการทำบุญ โดยคิดว่า นั่นอริยะ นี่อริยะ ทำกับอริยะ ได้บุญมาก เอาตรงไหนมาวัดว่า ใครเป็นอริยะ

มีแต่เอาความถูกใจเป็นที่ตั้ง เมื่อทำแบบนี้ จึงได้ความโลภหรือกิเลสโลภะ เป็นของแถม

อุเพงคาปีติ

ปีติ เผื่อไม่รู้

บางสภาวะ ผู้ปฏิบัติ อาจจะไม่เข้าใจว่า สภาวะนั้นคืออะไร

เช่น ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเดิน หรือนั่ง จิตตกภวังค์ทันที หัวทิ่มหัวตำ

คำว่า ตกภวังค์ เป็นสำนวนของผู้รู้ปริยัติ พูดง่ายๆ คือ อาการสัปหงก ที่เกิดขึ้น ขณะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ

ตัวเองเจอกับสภาวะนี้เหมือนกัน เมื่อครั้งไปปฏิบัติ ๗ วัน ก็เพิ่งรู้ จากพระที่มาคุมการปฏิบัติ ท่านบอกว่า เป็นอาการปีติชนิดหนึ่ง เรียกว่า อุเพงคาปีติ

ดีที่ว่า ได้ผ่านสภาวะต่างๆมา จึงไม่ได้ยึดติดกับสภาวะที่เกิดขึ้น รู้ว่า เดี๋ยวก็รู้เอง ไม่ต้องไปถามใคร และก็ได้รู้จริงๆ ตอนที่เล่าสภาวะขณะปฏิบัติ และเกิดขึ้น ตอนที่ไม่ได้ปฏิบัติ ให้ท่านฟัง

หากไม่รู้ชัดในสภาวะ เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนเป็นสภาวะของอุปกิเลส ที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย(ความยึดมั่น ตามอุปทานที่มีอยู่)

ยิ่งทำความเพียรมาก ยิ่งเกิดสภาวะนี้บ่อย เบื่อนะ แต่ก็ต้องอยู่กับสภาวะนี้ให้ชิน เหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวัน

ตอนนี้ รู้จักคำเรียก จิตตกภวังค์มากขึ้น สภาวะจิตตกภวังค์ มีหลายลักาณะ มีเกิดที่หัว เรียกว่า สัปหงก มีเกิดที่กาย อาการเหมือนสัปหงก มีเกิดที่จิต

สภาวะทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ว่าจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ก็ตาม มีสติ รู้อยู่ ขณะที่เกิดสภาวะเหล่านี้

มียกเว้น อยู่ ๑ สภาวะ คือ จิตสัปหงก จะเกิดเฉพาะ ขณะ ปฏิบัติเท่านั้น เกิดร่วมกับสภาวะสังขารุเปกขาญาณ มีชื่อเรียกว่า ทิสากะกะ หรือ ยอดสังขารุเปกขาญาณ

“เอวเมว สเจ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ สนฺติปทํ นิพฺพานํ สนฺตโต ปสฺสติ สพฺพํ สงฺขารปฺปวตฺตํ วิสชฺเชตฺวา นิพฺพานเมว ปกฺขนฺทติ โน เจ ปสฺสติ ปุนปฺปุนํ สงํขารารมฺมณเมว หุตฺวา ปวตฺตติ.

สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา

ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด”

สภาวะนี้ ถ้าผู้ใด ยังไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน หรือ ไม่เคยผ่านมาก่อน ย่อมยากที่จะรู้ชัดในสภาวะดังกล่าวมานี้ได้

กล่าวโดยสภาวะ

จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป 10 กว่าครั้ง หรือน้อยกว่านี้ก็ตาม

จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก มีโอภาสเกิดทุกครั้ง ที่เกิดสภาวะนี้ โอภาสสว่างมากๆ สว่างแบบไม่มีประมาณ คือ นำมาเปรียบเทียบไม่ถูก

นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง

นกทิสากาะ

สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ

พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา

สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้

เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค

เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
เป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องผ่าน จะผ่านได้หรือไม่ได้ คือ ด่านนี้เอง

เหมือนจากมิติหนึ่ง ไปสู่อีกมิติหนึ่ง เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพละ ๕
ถ้าพละ๕ พร้อมเมื่อไหร่ สภาวะนี้เขาจะเกิดขึ้นเอง เหนือการคาดเดาใดๆทั้งสิ้น

แม้กระทั่ง การแจ้งใน สภาวะนิพพาน ก็ต้องผ่านสภาวะนี้

การที่จะเจอสภาวะนกทิสากากะได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณก่อน
คือ ปราศจากความคิด หรือพิจรณาใดๆ ไม่มีความยินดี ยินร้ายต่อสภาวะที่เกิดขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดเวลา
มีเวทนาเกิด สักแต่ว่าเวทนา ไม่มีผลส่งต่อสมาธิแต่อย่างใด

ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ แต่อยู่รวมๆกัน เกิดสภาวะรวมๆกัน
แต่การทำงานแยกขาดออกจากกัน จะรู้อยู่กับรูป,นามเป็นหลัก

มาถึงตรงสภาวะนี้ กำลังของสมาธิจะแนบแน่นดี มีสติ สัมปชัญญะดี
เป็นเรื่องของสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีการบริกรรมหรือภาวนาใดๆทั้งสิ้น

ถ้ามีกำลังของสมาธิไม่มากพอ สภาวะจะถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่
อาจจะไปที่นิพพิทาญาณ ปฏิสังขาญาณ หรือสังขารุเปกขาญาณ
แต่จะไม่มีตกต่ำไปกว่านั้น เพียงต้องทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน ห้ามหยุด
ยิ่งถ้าคนที่ยังไม่ผ่าน ยิ่งห้ามหยุด หยุดเมื่อไหร่ นับหนึ่งใหม่ทันที
สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ เสร็จวิปัสสนูปกิเลสกิเลสทันที

อุปกิเลส เกิดได้ตลอดเวลา ที่มีการยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ

วิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น เมื่อมีกิเลส หรือความรู้สึกยินดี ต่อสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อมีกิเลสเกิดแทรก สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น จะหายไปทันที แล้วกลับมารู้ที่กายปกติ จะเกิดขึ้นเฉพาะ สภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น

กว่าจะรู้สภาวะคำเรียกต่างๆ ต้องเข้าออกสภาวะนั้นๆจนชำนาญ คือ กระทบปั๊บ รู้ทันที

อุปกิเลส เมื่อรู้แล้วจบ ไม่มีกำเริบหรือเกิดขึ้นมาใหม่

วิปัสสนูปกิเลส เป็นสภาวะที่ละเอียดกว่า อุปกิเลส ยากที่จะละได้ เพราะ เมื่อรู้ชัดในสภาวะใดแล้ว เมื่อมีสภาวะนั้นเกิดขึ้นมาอีก กิเลสหรือความยินดีย่อมเกิด

ต้องปฏิบัติไปจนกว่า จิตจะเกิดการปล่อยวาง โดยตัวของจิตเอง จึงจะผ่านสภาวะวิปัสสนูปกิเลสได้

ความเกิด ความดับ คุณและโทษ แห่งผัสสายตนะทั้ง ๖

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ

พวกที่มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง …

พวกที่มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ …

พวกที่มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว …

พวกที่มีทิฏฐิว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ …

พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต …

พวกที่มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา …

พวกที่มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา …

พวกที่มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ …

พวกที่มีทิฏฐิว่าขาดสูญ …

พวกที่มีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน …

พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต …

พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๖๒ ประการ

สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก ถูกต้องๆ แล้วด้วยผัสสายตนะทั้ง ๖ ย่อมเสวยเวทนา เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์เหล่านั้น

เป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ

เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณและโทษ แห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้น
เมื่อนั้น ภิกษุนี้ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์

ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต

กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ ๖๒ อย่างเหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง

เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาวประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำอันเล็ก

เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ๆ ในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแหครอบไว้ อยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแห ถูกแหครอบไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย. สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ก็ฉันนั้น

ที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต

ก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต

กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ ๖๒ เหล่านี้แหละเป็น

ดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นตถาคตได้ ก็ชั่วเวลา ที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคต.

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ว่า อรรถชาละก็ได้

ว่าธรรมชาละก็ได้ ว่าพรหมชาละก็ได้ ว่าทิฏฐิชาละก็ได้ ว่าพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมก็ได้.

ครั้นพระผู้มีพระภาค ตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีใจชื่นชม
เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็และเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ หมื่น

โลกธาตุได้หวั่นไหวแล้วแล.

จบพรหมชาลสูตรที่ ๑.

หมายเหตุ:

นิพพานปัจจุบันไม่มี มีแต่ นิพพานคือ ความดับภพ ได้แก่

๑ง ดับภพชาติปัจจุบัน โดยการใช้หลักโยนิโสมนสิการ

๒. ดับภพชาติในวัฏฏสงสาร เมื่อจิตเป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ จนกระทั่ง สัมมาสมาธิเกิด ใช้หลักโยนิโสมนสิการ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณและโทษ แห่งผัสสายตนะทั้ง ๖

กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้น
เมื่อนั้น ภิกษุนี้ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด”

โยนิโสมนสิการ

ไตรลักษณ์

การน้อมเอา พยายามคิดพิจรณา เพื่อให้เห็นสภาวะไตรลักษณ์ มันจะช้าเกินกาล เพราะชีวิตนี้ น้อยนัก ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะสิ้นลมหายใจลงเมื่อไหร่

การใช้หลักโยนิโสมนสิการ สภาวะไตรลักษณ์ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องไปน้อมเอา หรือคิดเพื่อทำให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ถ้าต้องการเป็นโสดาบันบุคคล(โสดาปัตติมรรรค-โสดาปัตติผล) ในชาตินี้ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ทั้งการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติ ย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แน่นอน

โยนิโสมนสิการกับปัญญา เป็นคนละสภาวะกัน

เหตุของการเกิดปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ คือ โยนิโสมนสิการ

แม้พวกสัตว์มีแพะ แกะ โค กระบือ อูฐ เป็นต้น ไม่สามารถมีโยนิโสมนสิการได้ เพราะ สัตว์ ไม่สามารถแยกแยะสภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิตได้

สัตว์ จึงไม่สามารถ สร้างโยนิโสมนสิการ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองได้ เหตุเพราะ ไม่สามารถหยุดสร้างเหตุ ที่เกิดจาก ความรู้สึกนึกคิด ของตนได้

ฉะนั้น สัตว์ จึงไม่สามารถปฏิบัติ ตามหลักวิธีการ โยนิโสมนสิการได้

ส่วนมนุษย์ สามารถใช้หลักโยนิโสมนสิการ ในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติได้ เนื่องจาก สามารถปฏิบัติตามได้ ถึงแม้ไม่ได้รู้สภาวะโยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง ด้วยตนเอง

ปฏิบัติตามวิธีการได้ จากการอ่าน การฟัง แล้วนำไปปฏิบัติตาม อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย

โยนิโสมนสิการ ที่เป็นเหตุให้โพชฌงค์ ๑ (องค์ธรรม แห่งการตรัสรู้) ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุให้โพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ถึงความเจริญเต็มที่

ฉะนั้น โยนิโสมนสิการ จึงเป็นธรรม ที่มีอุปการะคุณมาก ทั้งต่อการดำเนินชีวิต และการปฏิบัติ หมายถึง ทั้งสภาวะภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และภายใน (สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิและไม่เป็นสมาธิ ขณะที่ทำความเพียรอยู่)

๗๖] ความเสื่อมญาติเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเสื่อมปัญญา เลวร้ายกว่า
ความเสื่อมทั้งหลาย (๖)

[๗๗] ความเจริญด้วยญาติ เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเจริญด้วยปัญญายอด
เยี่ยมกว่าความเจริญทั้งหลาย

เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลาย จักเจริญด้วยความเจริญทางปัญญา” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (๗)

[๗๘] ความเสื่อมโภคทรัพย์ เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเสื่อมปัญญา เลวร้าย
กว่าความเสื่อมทั้งหลาย (๘)

[๗๙] ความเจริญด้วยโภคทรัพย์ เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเจริญด้วยปัญญา
ยอดเยี่ยมกว่าความเจริญทั้งหลาย

เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียก อย่างนี้ว่า “เราทั้งหลาย จักเจริญด้วยความเจริญทางปัญญา” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียก อย่างนี้แล (๙)

[๘๐] ความเสื่อมยศ เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเสื่อมปัญญา เลวร้ายกว่า ความเสื่อมทั้งหลาย (๑๐)

[๘๑]ความเจริญด้วยยศ เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเจริญด้วยปัญญา ยอดเยี่ยมกว่าความเจริญทั้งหลาย

เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักเจริญด้วยความเจริญทางปัญญา” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียก อย่างนี้แล (๑๑)

จบ  กัลยาณมิตตตาทิวรรคที่  ๘

http://home.palapanyo.com/files/tpd/fcontent.php?f=Tripitaka-Attakata/32/src/320143.txt

สัมมาสมาธิ

ธรรม ๙ นี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่นอันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ

ธรรม ๙ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน ได้แก่ อนุบุพพวิหาร ๙ คือ

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมบรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

อนึ่ง เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข

บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

บรรลุอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาอยู่

บรรลุวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่

บรรลุอากิญจัญญายตนสัญญาด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไร เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่

บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่

ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ

ธรรม ๙ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน ได้แก่ อนุบุพพนิโรธ ๙ คือ

เมื่อเข้าปฐมฌาน กามสัญญาดับ
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารดับ
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติดับ
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะดับ
เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนสัญญา รูปสัญญาดับ
เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนสัญญา อากาสานัญจายตนสัญญาดับ
เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนสัญญา วิญญาณัญจายตนสัญญาดับ
เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา อากิญจัญญายตนะสัญญาดับ
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับ

ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ

ธรรม ๙ ดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่นอันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ

หมายเหตุ:

จะรู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่มีสภาวะ สัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

สัมมาสมาธิ สภาวะหรือลักาณะอาการที่เกิดขึ้น คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะ จิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่ ปฐมฌานเป็นต้นไป

มิจฉาสมาธิ สภาวะหรือลักาณะอาการที่เกิดขึ้น คือ ขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่ปฐมฌาน เป็นต้นไป

สภาวะหรือลักษณะของสมาธิ ที่เรียกว่า ฌาน ให้ดูตามองค์ประกอบ ที่เกิดขึ้นของแต่ละสภาวะ ของคำเรียกนั้นๆ

การเกิด สภาวะนับตั้งแต่ โคตรภูญาณ จนถึง สภาวะสมุจเฉทประหาน แม้กระทั่งการรู้แจ้งในสภาวะนิพพาน

กำลัง ของสมาธิ ที่เป็นที่ต้องการ ของการเกิดสภาวะเหล่านั้น เป็นกำลังของ สมาธิในระดับ อัปปนาสมาธิ จนถึงอัปปมาณสมาธิ โดยมีโอภาส เป็นตัวบ่งบอกถึงกำลังของสมาธิ โอภาสจะสว่างมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ

เมื่อผ่านสภาวะเหล่านั้นได้ สมาธิที่กระทำมาทั้งหมด จะสูญหายไปหมดสิ้น หมายเอาในการปฏิบัติ การนอนหลับไม่เกี่ยว(มิจฉาสมาธิ)

เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาวะปัจจเวกขณญาณ จึงเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้ รู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เหมือนเข็มทิ่มเนื้อ ทิ่มปุ๊บ รู้ปั๊บ ผัสสะที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ก็เป็นเช่นนั้น

เป็นเหตุให้รู้ว่า มีสติเกิดขึ้นตามความเป็นจริงมากแค่ไหน สติยิ่งมาก กระทบมา ดับทันที สติยังน้อย กระทบมา ยังมีการปรุงแต่งอยู่ แต่สั้นลง ยังมีการสร้างเหตุอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับสภาวะที่ผ่านมา

แจ้งอริยสัจจ์ รู้ชัดในเรื่องเหตุที่กระทำ แผละผลที่ได้รับ เชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม แต่ยังมีการสร้างเหตุ ตามความรู้สึก นึกคิดที่เกิดขึ้นบ้าง ยามที่สติไม่ทัน

แจ้งอริยสัจจ์ แจ้งนิพพาน รู้ชัดในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ย่อมรู้วิธีการดับเหตุของการเกิดทั้งปวง เมื่อรู้เช่นนี้ ย่อมมุ่งดับเหตุที่ตนเอง มากกว่าสร้างเหตุตามความรู้สึก นึกคิด ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ส่วนโอภาส ที่เรียกว่า อุปกิเลส หมายถึง มีนิกันติ คือ ความยึดมั่นถือมั่น ในโอภาสนั้นๆ แล้วคิดเอาน้อมเอาเองว่า ได้อะไร เป็นอะไร

ฟังหู ไว้หู

การอ่านข่าวสารต่างๆ ฟังหู ไว้หู

เพราะสิ่งต่างๆที่ถูกขีดเขียนลงมานั้น เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ใครจะเป็นอะไรหรืออย่างไร คนที่กระทำ ย่อมเป็นผู้รับผล

ส่วนผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่เราได้กระทำไว้ จากเหตุของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ทั้งสิ้น

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จงมุ่งแก้เหตุที่ตนยังมีอยู่ นอกตัวไปแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก ยิ่งกล่าวโทษนอกตัวมากเท่าไหร่ ภพชาติในวัฏฏสงสาร ยิ่งยืนยาวมากขึ้นดุจเงาตามตัว

การทำแบบนี้ คือ ไม่เอาอะไรเลย การมุ่งแก้ที่ตนเอง ไม่ใช่เป็นคนแก่ตัว แต่เป็นคนที่รู้ว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

เหตุจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ จึงทำแต่สิ่ง ที่คิดว่า ตนเองนั้นควรทำ เหตุมี ผลย่อมมี

ทุกๆสรรพสิ่ง ที่มีชีวิต หรือสิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ เราสามารถทำให้ทุกๆชีวิต และสิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ช่วยได้โดยการทำกรรมฐาน และแผ่เมตตา หรือแม้กระทั่ง สวดมนต์ นั่นก็เป็นการทำกรรมฐาน แบบหนึ่ง เหมือนๆกัน

หากไม่ทำกรรมฐาน จะเอาพลังมากจากไหน ในการแผ่เมตตาจิต แต่ไม่เป็นไร เพราะเหตุปัจจัย สร้างมาไม่เหมือนกัน

บางคน มุ่งแผ่เมตตาอย่างเดียว โดยไม่ทำกรรมฐานหรือสวดมนต์ก่อน ก็ใช้ได้ เพราะ การแผ่เมตตาอย่างเดียว นั่นก็เป็นการทำกรรมฐาน แบบหนึ่งเหมือนกัน

เมื่อแผ่เมตตาบ่อยๆ จิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น จิตย่อมมีพลัง เมื่อมีพลัง ย่อมแผ่เมตตาได้ ไม่มีประมาณ

อุบายในการรักษาจิต ให้อยู่กับปัจจุบัน

เมื่อเกิดผัสสะ หรือ มีสิ่งมากระทบ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่ละ ขณะ เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย หรือความรู้สึกนึกคิดอื่นๆ

เมื่อมีเหตุเช่นนี้ จงตั้งใจแผ่เมตตา เมื่อตั้งใจแผ่เมตตา ความรู้สึกนึกคิดจะลดน้อยลง จนกระทั่ง หายไปในที่สุด

เหตุเนื่องจาก ขณะที่ตั้งใจแผ่เมตตา จิตย่อมตั้งมั่น และมีสติคุ้มครองอยู่ จิตย่อมไม่ฟุ้งซ่าน เพราะจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมหรือแผ่เมตตา

เมื่อไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ภพชาติปัจจุบัน ย่อมเกิดสั้นลง

ขอให้อดทน อดกลั้น แล้วความสุข จะเกิดขึ้นเนืองๆในชีวิต ความทุกข์ย่อมลดน้อยลงไป ตามเหตุปัจจัย

ผู้ที่แผ่เมตตาเนืองๆ ย่อมเป็นที่รักของทุกๆสรรพสัตว์ ที่มีชีวิต ซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่า และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ที่ยังมีอยู่ เพราะเหตุยังมีอยู่ ผลย่อมมี

นิมิตหรือเครื่องหมายของความมีชีวิต

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ

เป็นสภาวะของ สิ่งมีชีวิต

วิญญาณขันธ์(สเหตุกะ-อเหตุกะ)-นามรูป(กายและจิต)-สฬายตนะ(อายตนะ ๖)-ผัสสะ (ขบวนการทำงานของสิ่งที่มีชีวิตหรือนิมิตหรือเครื่องหมายของการมีชีวิตอยู่ คนตาย ไม่สามารถเกิดผัสสะได้)

หากไม่มีชีวิต วิญญาณ ๖ ตรงผัสสะ จะเกิดขึ้นไม่ได้

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ(วิญญาณ๖)

ผัสสะ มี ๖ อย่าง คือ

1.จักขุสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ

2.โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางหู คือ หู+เสียง+โสตวิญญาณ

3.ฆานสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางจมูก คือ จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ

4.ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ

5.กายสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ(เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ

6.มโนสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางใจ คือ ใจ+ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิด)+มโนวิญญาณ

ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูป(กายและจิต)แล้ว หมายถึง ถ้าไม่มีชีวิต ผัสสะย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

ปหาราทสูตร

ว่าด้วยท้าวปหาราทะจอมอสูร  คือ พระผู้มีพระภาคตรัสถามจอมอสูรปหาราทะที่มาเฝ้าว่า มหาสมุทรมีอะไรเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ ที่ทำให้พวกอสูรยินดี

จอมอสูรทูลตอบว่า มหาสมุทรมีสิ่งน่าอัศจรรย์ ๘ ประการ

แล้วย้อนถามพระผู้มีพระภาคว่า พระธรรมวินัยมีอะไรเป็นธรรมน่าอัศจรรย์ ที่ทำให้ภิกษุทั้งหลายยินดี

ทรงตอบว่า มีธรรมน่าอัศจรรย์ ๘ ประการเช่น ทั้งสิ่งน่าอัศจรรย์ของมหาสมุทรและธรรมน่าอัศจรรย์ ของพระธรรมวินัย มีข้อสรุปเปรียบเทียบกันได้ดังต่อไปนี้


สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของมหาสมุทร
ธรรมอันน่าอัศจรรย์ของพระธรรมวินัย

๑. ลาดต่ำลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันลงไปทันที
๑. มีการศึกษาบำเพ็ญปฏิบัติโดยลำดับ ไม่ใช่จะบรรลุอรหัตตผลได้โดยทันที

๒. มีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง
๒. ไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้

๓. ไม่อยู่ร่วมกับซากศพ มีแต่ซัดซากศพขึ้นบกทันที
๓. สงฆ์ไม่ยอมอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ทุศีลประชุมกันนำเขาออกไปทันที

๔. มหานทีหลายสายเช่นคงคา ยุมนา อจิรวดี เมื่อไหลงลงไปสู่มหาสมุทรแล้ว ก็ละชื่อเดิมของตน
๔. วรรณะ ๔ เหล่า คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศุทร เมื่อออกจากเรือนบวชในพระธรรมวินัยแล้วก็ละชื่อและโคตรเดิมของตน

๕. แม่น้ำที่ไหลออกจากมหาสมุทร และสายฝนจากฟ้าตกลงมามหาสมุทร
๕. แม้ภิกษุจำนวนมากปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ก็ไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้

๖. มีรสเดียว คือรสเค็ม
๖. มีรสเดียว คือวิมุตติรส

๗. มีรัตนะมาก คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม แก้วตาแมว
๗. มีรัตนะมาก คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

๘. เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือปลาติมิติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์
๘. เป็นที่อยู่ของผู้ใหญ่ คือพระโสดาบัน บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาบัน ฯลฯ พระอรหันต์ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล

ปหาราทสูตร
ว่าด้วยท้าวปหาราทะจอมอสูร

[๑๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ควงต้นสะเดาอันเป็นที่อยู่ของนเฬรุยักษ์ เขตเมืองเวรัญชา

ครั้งนั้น ท้าวปหาราทะจอมอสูร (จอมอสูร ในที่นี้หมายถึงผู้เป็นใหญ่แห่งเหล่าอสูร จอมอสูรมี ๓ ตน คือจอมอสูรเวปจิตติ จอมอสูรราหู และจอมอสูรปหาราทะ) เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท้าวปหาราทะจอมอสูร ดังนี้ว่า

“ปหาราทะ พวกอสูรต่างพากันยินดีในมหาสมุทรบ้างไหม”

ท้าวปหาราทะจอมอสูรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกอสูรต่างพากันยินดีในมหาสมุทร”

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ปหาราทะ ในมหาสมุทร มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฎเท่าไร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร”

ท้าวปหาราทะจอมอสูรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในมหาสมุทร มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎ ๘ ประการ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดี

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎ ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ

๑. มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที การที่มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๑ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

๒. มหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง การที่มหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่งนี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๒ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

๓. มหาสมุทรไม่อยู่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นฝั่งจนถึงบนบกทันที การที่มหาสมุทรไม่อยู่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นฝั่งจนถึงบนบกทันที นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๓ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

๔. มหานทีทุกสายคือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลลงสู่มหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า “มหาสมุทร” ทั้งสิ้น การที่มหานทีทุกสาย คือคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหีไหลลงสู่มหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า “มหาสมุทร” ทั้งสิ้น นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๔ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

๕. แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลก ที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหาสมุทรพร่อง หรือเต็มได้ การที่แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลก ที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหาสมุทรพร่องหรือเต็มได้ นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไมเคยปรากฎประการที่ ๕ ในมหาสมุรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

๖. มหาสมุทรมีรสเดียว คือรสเค็ม การที่มหาสมุทรมีรสเดียว คือรสเค็ม นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๖ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

๗. มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม แก้วตาแมว การที่มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม แก้วตาแมว นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฏประการที่ ๗ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

๘. มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์ มีลำตัว ๑๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๒๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๓๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๔๐๐ โยชน์ ก็มี มีลำตัว ๕๐๐ โยชน์ก็มี การที่มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์ มีลำดัว ๑๐๐ โยชน์ก็มี ฯลฯ มีลำตัว ๓๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๔๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๕๐๐ โยชน์ก็มี นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๘ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในมหาสมุทรมีิสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎ ๘ ประการนี้แล ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในมหาสมุทร

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้บ้างไหม”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ปหาราทะ ภิกษุทั้งหลายต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้”

ท้าวปหาราทะจอมอสูร ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในธรรมวินัยนี้มีธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฏเท่าไร ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ปหาราทะ ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฎ ๘ ประการ ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัย

ธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฏ ๘ ประการมีอะไรบ้าง คือ

๑. ธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ (การศึกษาไปตามลำดับ ในที่นี้หมายถึงการศึกษาสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา) มีการบำเพ็ญไปตามลำดับ (การบำเพ็ญไปตามลำดับ ในที่นี้หมายถึงการบำเพ็ญธุดงค์ ๑๓) ไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที เหมือนมหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที การที่ธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการบำเพ็ญไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ ไมใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

๒. สาวกทั้งหลายของเราย่อมไม่ละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต เหมือนมหาสมุทรที่มีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง การที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๒ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

๓. บุคคลใดผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารี (ไม่ใช่พรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี หมายถึงตนเองไม่มีศีล หมดสภาพความเป็นภิกษุ แตยังเรียกตนว่า “เป็นภิกษุ” แล้วร่วมอยู่ร่วมฉันกับภิกษุอื่นผู้มีศีล ใช้ิสิทธิถือเอาลาภที่เกิดขึ้นในสงฆ์) แต่ปฏิญญาว่าเ่ป็นพรหมจารี เน่าภายใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเหมือนหยากเยื่อ สงฆ์ก็ไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ย่อมประชุมกันนำเธอออกไปทันที แม้เธอจะนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็ยังห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเธอ เหมือนมหาสมุทรไม่อยู่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นฝั่งจนถึงบนบกทันที การที่บุคคลใดผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เน่าภายในชุ่มด้วยราคะ เป็นเหมือนหยากเยื่อ สงฆ์ไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ย่อมประชุมกันนำเธอออกไปทันที แม้เธอจะนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ก็ยังห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเธอ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๓ ในธรรมวินัยนี้ี่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

๔. วรรณ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกจาเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า “สมณศากยบุตร” ทั้งสิ้น เหมือนมหานทีทุกสาย คือคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหีไหลลงสู่มหาสมุทรแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า “มหาสมุทร” ทั้งสิ้น การที่วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย พราหมณ์ แพศย์ ศุทร ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า “สมณศากยบุตร” ทั้งสิ้น นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๔ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วตางพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

๕. แม้หากภิกษุจำนวนมากปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ก็ไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้เหมือนแม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลกที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหาสมุทรพร่องหรือเต็มได้ การที่แม้หากภิกษุจำนวนมากปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ก็ไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎประการที่ ๕ ในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

๖. ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส เหมือนมหาสมุทรมีรสเดียวคือ รสเค็ม การที่ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย ไม่เคยปรากฎประการที่ ๖ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

๗. ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหมือนมหาสมุทรที่มีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม แก้วตาแมว การที่ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฏประการที่ ๗ ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

๘. ธรรมวินัยนี้เป็นที่อยู่ของผู้ใหญ่ คือพระโสดาบัน บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล พระสกทาคามี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล พระอนาคามี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล พระอรหันต์ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล เหมือนมหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัััััยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์ มีลำตัว ๑๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๒๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๓๐๐ โยชน์ก็มี มีลำตัว ๕๐๐ โยชน์ก้ฒี การที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่อยู่ของผู้ใหญ่ คือพระโสดาบัน บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล พระสกทาคามี บุคคลผ้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล พระอนาคามี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล พระอรหันต์ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยปรากฎ ประการที่ ๘ ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

ปหาราทะ ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๘ ประการนี้แล ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดีในธรรมวินัยนี้

++ ชมรมสารธรรมล้านนา++

 

http://th.wikisource.7val.com/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%8E%E0%B8%81_%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1_%E0%B9%91_%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%86%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84_-_%E0%B9%91._%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

เรื่องขำๆ แต่ไม่ขำ

อันนี้ต้องเล่า เรื่องขำๆ แต่ไม่ขำ

เหตุจากครั้งไปปฏิบัติ ๗ วัน ช่วงเดินจงกรม มีทั้งคนใหม่ และคนเก่า ดูง่ายมากๆ คนเก่าๆมักจะเดินจะชนคนอื่นๆ แบบทำนองว่า ฉันจะเดินตรงนี้ คนอื่น ฉันไม่สน

ที่นั่งเขาจะปูแบบสองช่วง คือ เข้าคอสช่วงบน และแบ่งแถวล่างออกจากกัน ทิ้งระยะห่าง แยกออกจากกัน ให้เห็นชัด

วันนั้น คนเยอะมากๆ เวลาปฏิบัติ ทุกคนปฏิบัติรวมกันหมด ขณะที่เรากำลังเดินจงกรมอยู่ ในช่องทางหนึ่ง ส่วนบนของผู้เข้าคอส ก็เจอผู้ปฏิบัติอีกคนหนึ่ง เขาจะเดินยาว เดินมาถึงส่วนของผู้เข้าคอส มีนะ ใจมันขุ่น แต่ยังไม่คิดอะไร

พอครั้งที่สอง เอาอีก เขาทำแบบเดิม จิตมันไวปานวอก มันคิดทันทีเลย “อีห่านี่ เอาอีกแล้ว”

แต่ภายนอกนิ่ง มองนิ่งๆ ไม่แสดงสีหน้าออกไป

แปบบเดียว ขณะที่เขากำลังเดินมา มีอีกคน มีหยุดยืนตรงหน้าเขา เขาเลยต้องหยุดแค่นั้น เดินต่อไม่ได้

จิตมันคิดทันที “นั่นไง กูว่าแล้ว โดนจริงๆ”

จิตชั่งโสโครกสิ้นดี นี่ขนาดขัดเกลาอย่างต่อเนื่องนะ ถ้าไม่ปฏิบัติ จะขนาดไหน

 

ชมกับติ

เมื่อฟังคำชม เพียงรับรู้ อย่าลุ่มหลงคำชมนั้น เพราะทุกๆคำชม ล้วนเป็น หลุมพรางหรือกับดักของกิเลสตัวเอ้บ เหตุเพราะ ใครๆก็ชอบคำชม มากกว่า คำติติง

เมื่อมีคนติหรือตำหนิติติงเรา นั่นคือ เหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ ให้ตั้งสติ กลับมาพิจรณาตนเอง ไม่ใช้สร้างวิวาทะออกไป

เพราะเหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

 

 

Previous Older Entries

มีนาคม 2013
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: