ปริยัติ/สัญญา

สภาวะเกี่ยวปริยัติ ที่ขีดๆเขียนๆอยู่ตอนนี้ ล้วนเป็นเพียง สภาวะสัญญา สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอ่าน ไม่นำไปสร้างเหตุกับผู้อื่น

ที่เขียนๆลงไปนั้น เป็นเพียงสภาวะ เมื่อรู้ชัดในเหตุและผลแล้ว ไม่เคยคิดให้ใครเชื่อ เพราะทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด

เมื่อรู้แล้ว ย่อมมุ่งดับเหตุของการเกิด มากกว่า สร้างเหตุของการเกิด

เมื่อยังมีความไม่รู้ จึงสร้างมากกว่าดับ เป็นเรื่องปกติ ของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เดี๋ยวนี้ เวลาใครมาขอคำแนะนำเรื่องปฏิบัติ จะบอกเพียงแต่ วิธีการดับเหตุของการเกิด ได้แก่ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ในการดำเนินชีวิต

ส่วนการปฏิบัตินั้น เขาทำแบบไหน แล้วสมาธิเกิด ใช้ได้หมด สมาธิที่เกิดขึ้น มากน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่รู้ชัดในสภาวะ ที่เรียกว่า จิตเป็นสมาธิ ใช้ได้แล้ว สภาวะอื่นๆ ค่อยมาปรับเปลี่ยนทีหลัง

บางคน มาปรึกาาปัญหาชีวิต เมื่อก่อนนี้ เพราะ ความที่คิดไม่ถึงว่า เราแนะนำไปอย่างไร ผลเรานั้น เป็นคนรับ เพราะหลงสร้างออกไป เพราะคิดว่า ไม่มีผลต่อสภาวะ

กว่าจะรู้ว่า มีผลต่อสภาวะ ต้องเจอบททดสอบเดิมๆซ้ำๆ จนกว่าจะมีสติ ระลึกได้ว่า ผลที่เป็นแบบนี้ เหตุมาจากไหน

เรื่องการทำความเพียรก็เหมือนกัน เมื่อก่อนยังมีพูดว่า ถ้าไม่อยากทำ ทำแค่ ๕ นาที ก็ได้ โดนหมดนะ เข็ดจริงๆ

พอรู้แล้ว หยุดเลย เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรให้ฟัง จะบอกเพียงแต่ว่า หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น ตามสภาวะของตัวเอง

ถ้าทำได้ ชีวิตจะดีขึ้นจริงๆ อันนี้กล้ารับประกัน

ถ้าอยากรู้เรื่องของวลัยพร ก็อ่านในบล็อกเอาเอง อ่านแต่เรื่องปฏิบัติ เรื่องอื่นๆอย่าไปอ่าน เพราะ ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังมีกิเลสอยู่

เพียงแต่ ไม่ชอบเก็บเรื่องต่างๆไว้ในใจ จึงขีดๆเขียนๆออกมา หยุดเขียนเรื่องนั้นเมื่อไหร่ นั่นคือ จบแล้ว หากยังมีเกิดขึ้นอีก ก็ยอมรับ เท่านั้นเอง ก็ยังเขียนอยู่ แต่ถ้าอยากจะอ่าน ก็ไม่หวงห้าม ตามสบาย

ที่ห้ามน่ะ ไม่ใช่อะไร คนเรา ตราบใดที่ยังมีกิเลส เวลาอ่าน มีชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งตามอุปทานที่มีอยู่ มีแต่เหตุของการเกิด จึงห้ามเพราะเหตุนี้

โฆษณา

ยิ่งรู้ ยิ่งไม่รู้

นับวัน ยิ่งไม่รู้ เพราะมีแต่ สภาวะ สัญญา

สภาวะปัญญา รู้ครั้งเดียว รู้แล้ว จบจริงๆ จบภพจบชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ นี่แค่ปัจจุบันชาติ ยังมีความสุขในการดำเนินชีวิตขนาดนี้

ถึงจะมีความสุขมากมายขนาดไหน ไม่ได้ทำให้หลงยึดติดอย่างไรเลย ในความสุข ความสบาย ความเบื่อหน่าย มักเกิดขึ้นเนืองๆ เบื่อสังขาร ธาตุขันธ์ ที่มีอยู่

เวลากินเสร็จ เมื่อขับถ่ายออกมา ยืนมองสิ่งที่ถูกขับถ่ายออกมา มองเห็นแต่ความเน่าเหม็น เห็นแค่นี้ ยังเหม็นขนาดนี้ ถ้าข้างใน จะเน่าขนาดไหน

จึงพยายามรักษาสุขภาพ กินในสิ่งที่ส่งเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรง ฝึกเดินบันได ขึ้นให้ถึงชั้น ๑๕ ยังไม่เคยถึงเลย เหนื่อยมากๆ แต่ยังพยายามตลอด รู้สึกหัวเข่าดีขึ้น

เมื่อก่อน ความที่ว่า ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ไม่ได้เดินขึ้นลงบันได เพียงระยะเวลา สองปี เห็นความผิดปกติ เวลาขึ้นบันได ต้องจับราวบันไดขึ้น เหมือนคนแก่ไม่มีผิด

บางครั้ง ไม่ต้องจับ แต่เวลาเดินขึ้น สังเกตุเห็นอยู่อย่าง คือ ตรงข้อเข่า เหมือนมันฝืนๆ ไม่ใช่ฝืด ต้องขึ้นแล้วหยุด แล้วค่อยยกขาอีกข้างขึ้น เดินขึ้นไวๆแบบก่อนๆไม่ได้

เมื่อก่อน เดินขึ้นลงบันได สบายมาก เพราะที่ทำงาน อยู่ชั้น ๒ ต้องเดินขึ้นลงทุกวัน ได้ออกกำลังเข่าทุกวัน

คุยกับรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาไม่เคยทิ้งการออกกำลังกาย เป็นแม่บ้านและทำงานประจำด้วย

เราคุยกันเรื่องงานซักรีด เขาบอกว่า เขาต้องซักรีดถึง ๔ คน มีลูกชายสอง สามี และตัวเขา

เวลาไปทำงาน เขาให้สามีขับรถส่งแค่ป้ายรถเมล์ แล้วเขาเดินต่ออีก ๒ ป้ายรถเมล์ กว่าจะถึงที่ทำงาน เกือบ ๓ ป้ายรถเมล์

การออกกำลังกาย เขาจะวิ่งรอบหมู่บ้าน ครั้งละ ๑ ชม. ขนาดลูกชายเขา ยังยกมือให้แม่ ตัวลูกชายเอง วิ่งไม่เท่าไหร่ ก็เหนื่อยแล้ว

สามีเขาทำงานอยู่การไฟฟ้า เราคุยกันเรื่องเกษียณกับเออรี่ เขาบอกว่า เลือกเกษียณดีกว่า เพราะยังเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตลอด เงินเดือน ก็ยังได้ตลอดทุกเดือน สามีเขา เงินเดือนแสนกว่าๆ

น้องคนนี้ ชอบเขานะ เขามีวิธีบริหารจัดการทุกอย่างในบ้าน ไหนจะลูก ไหนจะสามี ลูกเขาเรียนหนังสือเก่งทั้งสองคน มีทั้งแม่คอยติวให้ และให้เรียนพิเศษ คนหนึ่งเรียนหมอ คนหนึ่งเรียนวิศวะ

แต่ถ้าถามวลัยพรว่า ถ้าให้มีชีวิตแบบนั้น เอาไหม

ตอบได้ทันทีว่า ไม่เอา ไม่คิดหันหลังกลับไปทางโลกอีกแล้ว ทุกๆครั้ง ที่ผัสสะเกิด บางครั้งสติ ไม่ทัน เห็นเหตุของการเกิด ขนหัวลุกทันที สติไม่ทันอีกแล้วหนอ

ในเมื่อรู้ชัดในเหตุที่มีอยู่ จึงต้องหาเกราะกำบังให้กับตัวเอง โดยเลือกสถานที่ปฏิบัติ ที่มีสัปปายะที่เหมาะกับสภาวะของตนเอง ที่เป็นอยู่

รักษาจิต

ดีนะ

วันนี้ ขณะที่นั่งรถสองแถว มีหญิงสาวสองคน คุยเรื่องของเพื่อนที่เป็นเกย์ ทำงานร่วมกัน

มีเรื่องเพศสัมพันธ์ อธิบายแจกแจง รายละเอียด ว่าใช้อะไรบ้าง พูดเหมือนกับตาเห็น หรือตัวเองอยู่ในเหตุการณ์

พอเริ่มบรรยาย พอดีเราใส่หูฟัง แต่ไม่ได้เปิดเพลง แค่เสียบกันเสียงรบกวนภายนอก ขนาดเสียบหูฟังอยู่ ยังได้ยินชัด

เราร้องเพลงในใจ ทำปากขมุบขมิบ ไม่ได้ส่งเสียงออกมา เพลงจงรัก

พอเริ่มร้องเพลง จิตจดจ่อรู้อยู่กับเนื้อเพลง จะรู้อยู่กับการออกอักขระ ตัวหนังสือ และทำนองเพลง

เสียงข้างนอกที่ดังอยู่ เสียงสักแต่ว่าเสียง เหมือนดังอยู่ไกลๆ บางครั้ง ไม่ได้ยินเสียงเลย

ทำแบบนี้ จนกระทั่งลงจากรถ ที่ไหนได้ ผู้หญิงคนนี้ อยู่ตึกเดียวกับเรา แต่เขาอยู่ชั้น ๔

สมาธิ ถ้าฝึกจนชำนาญแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร จิตสามารถเป็นสมาธิได้ทันที

รักษาจิต

อุบาย ในการรักษาจิตของตัวเอง ยามเมื่อเจอสิ่งที่ชอบใจกับไม่ชอบใจ สิ่งที่ชอบใจ ไม่เท่าไหร่ ไม่ว่าใครจะสรรเสริญเยินยอ ใจไม่มีพอง ไม่มีฟู

เจ้าตัววายร้าย คือ ความไม่ชอบใจ จะดูใจตัวเอง เป็นหลัก ดูมันดีดดิ้น ดูความทะยานอยาก ที่จะตอบโต้ แต่ถูกกดข่มไว้ในใจ ไม่แสดงออกไป กายระงับ ไม่มีอาการแขว่งแขน แขว่งขา กำมือ หน้าจะนิ่ง ไม่แสดงออก

ทั้งคำพูด อย่าหวังจะได้ยินออกจากปาก เก็บเงียบยิ่งกว่า กลัวดอกพิกุลร่วง ไม่ได้กลัวแบบนั้น กลัวเหตุของการเกิดมากกว่า

เกิดมาแล้ว มีแต่ทุกข์ ต่อให้ชีวิตดีแค่ไหน ก็ยังเห็นทุกข์ ทุกข์ที่ยังต้องกิน เพื่อเลี้ยงสังขารหรืออัตภาพร่างกายนี้

ฉะนั้น จะบอกกับตัวเองเสมอๆว่า แค่เจ็บใจไม่ตายหรอก เขียนๆมันออกมา ดีกว่าไปเล่าให้คนอื่นฟัง เขารับฟัง เขาก็หลงสร้างเหตุด้วยความไม่รู้อีก อาจมีการสนับสนุน ขัดแย้ง คือ มีแต่เหตุของการเกิดมากกว่า ที่จะดับเหตุของการเกิด

ใช้วิธีการเขียนระบาย ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตั้งแต่เจอบทเรียนกับคนแถวบ้าน เหตุจากชอบพูด ชอบคุย จึงกลายเป้นเรื่องใหญ่โต สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

ตั้งแต่นั้นมา เข็ดจริงๆ ไม่ยุ่งหรือข้องเกี่ยวกับใครๆอีก เจอกันอย่างมาก แค่ยิ้ม ไม่คุยต่อ เดินผ่านไปเลย

สิ่งใดที่ยังมีค้างคาอยู่ในใจ เขียนออกมาเรื่อยๆ จนกว่า ความคิดนั้นๆ จะหยุดไปเอง ไม่ต้องไปบังคับ หรือกดข่มใดๆ เพราะรู้ดีว่า นี่แหละ คือ สิ่งที่ยังมีอยู่ และเป็นอยู่

จึงไม่สนใจ ไม่ว่าใครจะเข้ามายุ่ง หรือมาวิพากย์ วิจารณ์ ใครทำ คนนั้น รับผล ไม่ใช่คนอื่นทำ แล้วเราเป็นคนรับผล มันคนละเรื่องกัน เป็นเรื่องของการกล่าวโทษนอกตัว มากกว่า จะยอมรับว่า ผลนั้น เกิดจากเหตุที่ตนทำไว้

สิ่งที่มองเห็นชัด อยู่อย่างหนึ่งคือ คนที่ชอบนินทา ชอบว่าร้ายหรือให้ร้ายกับผู้อื่น ชอบตำหนิติติงผู้อื่น ชีวิต ไม่เห็นจะดีขึ้นเลยสักคนเดียว

เหตุเพราะ สุดท้าย คนที่สร้างเหตุ ย่อมเป็นผู้รับผผล ไม่ใช่คนที่ถูกนินทา หรือคนที่ถูกกล่าวโทษ

ส่อเสียด เหน็บแนม

คำพูดส่อเสียด หรือเป็นเหตุให้ เกิดการกระทบกระทั่ง ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

มีหลายครั้ง ที่เจอทั้งวาจา และคำพูดที่ผ่านตัวหนังสือ พูดใช้วาจาหรือถ้อยคำส่อเสียด

เห็นจิตกระเพื่อม มีความไม่พอใจเกิดขึ้นมาแว่บหนึ่ง แล้วสงบลงไปเอง กลับมาเป็นปกติ โดยไม่ต้องกำหนดใดๆ

มองใจตัวเองนะ ว่ารู้สึกนึกคิดอย่างไร มองแล้วก็คิด เหตุจริงๆ ทั้งที่เวลาเราเขียนหนังสือ ชี้ให้เห็นเรื่อง ข้อดีและข้อเสีย คือ ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

มีบางครั้ง บางคน ใช้ถ้อยคำเหน็บแนม ในสิ่งที่เราเขียนลงไป ซึ่งเราเองไม่แปลกใจ ว่าทำไม เขาเหล่านั้น จึงมีชีวิตเช่นนั้น ชีวิตที่ยังตั้งอยู่บนความประมาท มีแต่การสร้างเหตุ

ทำเช่นไร ได้เช่นนั้น

เมื่อเรา อยากให้คนอื่น ทำกับเราเช่นไร จงทำกับเขา เช่นนั้น

เมื่อเรา ไม่อยากให้คนอื่น ทำกับเราเช่นไร จงอย่าทำกับเขา เช่นนั้น

ถึงแม้คนอื่น ทำกับเราเช่นไรก็ตาม หากแม้เกิดความไม่พอใจ อย่าตอบโต้ ให้นิ่งและรับรู้ ถึงเหตุที่ยังมีอยู่

เมื่อเราไม่สานต่อ เหตุนั้น ย่อมจบ

หากเขาไม่จบ ไม่เป็นไร เหตุมี ผลย่อมมี

ถึงแม้คนอื่น ทำกับเราเช่นไรก็ตาม หากแม้เกิดความพอใจ ให้ยิ้มและรับรู้ เอ่ยอย่างมาก แค่ขอบคุณ เพราะถ้าพูดคุยต่อ จะมีแต่การคุยไร้สาระ คุยไม่รู้จบไปทันที

ความพยาบาท มีลักษณะ ความพยายาม เป็นกิจ

มีคำพูด ส่อเสียด เป็นปทัฏฐาน

มีการจองเวร ไม่จบ เป็นผล

เช่น เจอหน้าไม่ได้ เป็นใช้คำพูดเหน็บแนมทันที ภาษาชาวบ้าน จิกกัดทันที

หากไม่ได้ทำกรรมฐาน ชีวิตคงจมแช่อยู่กับน้ำเน่า(โลกธรรม ๘)

แล้วแต่จะคิด

บางคน อาจจะคิดว่า ข้าพเจ้านี้ ทั้งเห่ย ทั้งไม่สู้คน ขี้โม้(จากการเขียนสภาวะของตัวเอง) ฯลฯ

ใครจะมีพฤติกรรม หรือแม้กระทั่ง ว่าข้าพเจ้าอย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนนนี้ จะไม่ยอม ต้องต่อปากต่อคำด้วย ต้องอธิบายความ

เดี่ยวนี้ ไม่มีพฤติกรรมแบบนั้นแล้ว แม้กระทั่งเว็บบอร์ดที่เคยเข้าไปสนทนา ไม่เคยเข้าไปสนทนาใดๆ มองว่า เสียเวลาของตัวเอง

การพูดคุย หรือจะเรียกว่า โม้ ไม่ว่าจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ตาม จะรู้ตำรา หรือไม่รู้ตำราก็ตาม ส่วนมาก ไม่ใช่การแบ่งปัน มีแต่การว่าเหน็บแนม ไม่ก็พูดจาส่อเสียดอีกฝ่าย

ใครจะรู้อะไร ก็ว่าไป ใครไม่รู้อะไร ก็ว่าไป เพราะ เป็นไปตามเหตุปัจจัยของคนๆนั้น

ฉะนั้น การไม่สร้างเหตุกับใครๆน่ะดีที่สุด เดี๋ยวนี้ จะเขียนเฉพาะเรื่องของตนเองมากกว่า ที่จะเข้าไปโพสในเว็บบอร์ด มองเห็นแต่เหตุของการเกิด

รู้แล้ว ต้องหยุดตัวเอง ดับเหตุที่ตนเอง ไม่ใช่ รู้แล้วยังทำ เพื่อสร้างเหตุของการเกิดต่อ

เมื่อก่อนนี้ เคยพยายามหลายครั้ง ที่จะไม่เข้าไปคุยในเว็บบออร์ด ความที่เป็นคนชอบคุย เลยหยุดไม่ได้ มักมีวิวาทะเนืองๆ

เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องพยายามหยุด พอเห็นว่าเหตุยังมีอยู่ ไม่คิดสานต่อ ใครจะเข้าใจอะไร หรืออย่างไร นั่นเหตุของคนอื่น

ถ้าเราไม่ไปสานต่อ มันก็จบ

หากเราจบ แต่คนอื่นไม่จบ ไม่เป็นไร เหตุมี ผลย่อมมี

เมื่อเขาเหนื่อย หรือเบื่อ หรืออะไรก็ตาม ไม่คิดเดา รู้แต่ว่า ตบมือข้างเดียว มันไม่ดังหรอก เขาก็หยุดไปเอง หรือหากยังมีอยู่ ก็ปล่อยไปตามนั้น

ยิ่งเห็นสภาวะที่ตนเอง ยังมีอยู่ และเป็นอยู่มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดในตัวเองมากขึ้น ชอบดูตัวเอง มากกว่า ดูนอกตัว

ยิ่งทำความเพียรต่อเนื่อง ชีวิตยิ่งสบาย สบายทั้งการจับจ่ายใช้สอย ไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ต้องไปยืนตากแดด แแหกปากเรียกลูกค้า สารพัดของเหตุ สภาวะเหล่านี้ เจอมาหมดแล้ว ทำงานสารพัดอาชีพ ลองทำหมด ทุกอาชีพเหนื่อยเหมือนกันหมด

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผลบุญหนุนนำ ให้ได้ทำงาน ที่บริษัทหนึ่ง ห้องทำงาน มีสัปปายะเหมาะแก่การปกิบัติมากๆ การทำงาน จึงเหมือนปฏิบัติ เพราะ งานไม่มีอะไรมาก

ชีวิตของข้าพเจ้า สบายจริงๆ ชีวิตครอบครัว ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ไม่รู้จักคำว่า ทะเลาะ ไม่เคยมีคำพูดเหน็บแนม หรือต่อว่า ให้อีกฝ่าย ไม่สบายใจ

มีแต่อะลุ่มอล่วย ต่อกันและกัน ถ้าจะทำอย่างมากแค่ ทำเป็นพูดในใจ หรือคิดในใจ แต่ออกเสียง ให้อีกฝ่ายได้ยิน

พอเจ้านายถามว่า เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ

เราก็บอกว่า พูดอะไร ไม่ได้พูด เจ้านายเจดตนะเนี่ย ได้ยินเสียงความคิดด้วย

เขาก็จะหัวเราะ ทุกครั้ง

บางครั้ง เขาก็จะทำแบบที่เราทำ คือ ทำเป็นคิดในใจ แต่พูดให้ได้ยิน เวลาเราถาม เขาก้จะพูดแบบเดียวกับเรา

เมื่อทำแบบนี้ ทำให้เราสองคน ไม่เคยมีวิวาทะต่อกัน และรู้สึกดีๆต่อกัน

ยิ่งทำความเพียรมาก สติยิ่งรู้ทันสภาวะที่เกิดขึ้นมากขึ้น แม้กระทั่งก่ารใช้เงิน เมื่อก่อนชอบช็อป เดี๋ยวนี้เมิน เพราะไม่มีความอยากได้อะไร ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของมือหนึ่ง ไม่ได้แอ้ม ส่วนมากซื้อมือสอง สภาพเอี่ยม ไม่เอี่ยมไม่เอา

แต่น้อยครั้งมากๆ ที่จะซื้อ เพราะพอจะซื้อ มันจะคิดก่อนว่า ซื้อเพื่ออะไร ถึงจะราคาถูกก็ตาม สุดท้ายไม่ซื้อ

ที่จะซื้อจริงๆ ส่วนมาก เป็นพวกอาหาร หรือไม่ก็ขนม ขนมจะซื้อพวกธัญญพืช มากกว่าซื้อแบบอื่นๆ

เวลาเดอะมอลล์ จัดงาน เกี่ยวกับเทศกาลอาหาร สิ่งไหน ที่น่าสนใจ และไม่เคยกิน ต่อให้แพง ก็ซื้อ จะได้รู้รสชาติว่า เป็นอย่างไร

เนื้อสัตว์ต่างๆในตู้เย็น เลิกตุน เมื่อก่อนตุน เพราะกว่าจะกลับจากที่ทำงาน มืดแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง ซื้อวันต่อวัน แล้วแต่ว่า เจ้านายจะกินอะไร

บางมื้อ ซื้ออาหารสำเร็จรูป แล้วนำมาปรุงใหม่ บางครั้งการซื้อของสดมาทำ บางอย่างไม่คุ้ม จะไม่ทำ

เช่นเมื่อวาน จะทำต้มแซ่ปกระดูกหมูให้เจ้านาย พอดีแวะร้านอาหารเหนือให้เจ้านาย เห็นต้มยำขาหมู บอกทางร้านว่า ขอเนื้อเยอะหน่อย

กลับมาถึงห้อง นำมาปรุงใหม่ ใส่รากผักชี มะเขือเทศ พริกขี้หนูสวน เติมน้ำซุปซี่โครงไก่ ที่ทำไว้สำหรับ ต้มไข่พะโล้ ต้นหอม ผักชี หัวหอม ปรุงเสร็จ รสชาติได้ดั่งใจ

เราสองคน ไม่ชอบกินข้าวนอกบ้าน และไม่เคยไปกินข้าวนอกบ้าน ไม่มีสังคม ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน จึงไม่มาก อยู่แบบสบายๆ ทั้งกายและกระเป๋าตังค์ เจ้านายและเราจึงมีเงินทำบุญตลอด เพราะเหตุนี้แหละ

เมื่อรู้จักจับจ่าย ไม่เที่ยวเตร่ ไม่ช็อป มีแต่ทำบุญ ทำทาน สร้างกุศล เงินจึงไหลนอง ทองไม่ไหลมา เพราะไม่เคยคิดจะซื้อ สู้เงินสดๆไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ

สะดวก

สังเกตุหลายครั้งแล้ว เวลาที่มีเรื่อง ที่จะต้องทำให้เราลำบากใจ ก็จะมีเหตุให้ ไม่ต้องไปไหน ยังคงปฏิบัติที่ห้องได้ปกติ

บอกตามตรง ไม่ชอบไปไหนไกลๆ อย่างกลับบ้านนี่ อยู่สัตหีบ แทบไม่ได้กลับเลย เพราะ กลับไปแล้ว จิตตก ยังอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบนั้นไม่ได้

เรื่องแม่ ไม่ค่อยเป็นห่วง มีน้องคอยดูแลทุกๆอย่าง ที่สำคัญ ผลของการเดินจงกรม ทำให้แม่แข็งแรงมากๆ เดินขึ้นภูเขานี่สบาย

และที่สำคัญที่สุด แม่ยังคงทำกรรมฐานอยู่ ไปวัดบ่อย ไม่ค่อยอยู่บ้าน

อานิสงส์ ของการทำกรรมฐาน จะไม่ติดบ้าน ไม่ติดลูกหลาน ชอบไปวัดมากกว่าอยู่บ้าน เพราะ สัปปายะของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำมา และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

วิธีใช้ยาฉีดยุง

วิธีใช้ยาฉีดยุง ที่สร้างเหตุ น้อยที่สุด

ที่ห้อง ถึงอยู่สูง ชั้น ๑๕ ยังไม่พ้นยุง ขึ้นมาจากท่อน้ำทิ้ง แม้เอาอะไรปิดแล้ว ปัญหาจากท่อน้ำทิ้งหมดไป บินมาจากป่าอีก บินสูงมากๆ

จึงจำเป็นต้องใช้ยาฉีดยุง แรกๆ ก็เล่นไปหลายชีวิต ยังไม่รู้จะทำยังไง เพราะทำตามข้างกระป๋อง ที่แนะนำไว้

ไปวัด มีแม่ชีฉีดยากันยุง ตามห้องต่างๆ พระเดินมา ท่านพูดว่า ปานาติบาตนะเนี่ย

แม่ชีตอบว่า ไม่หรอก เพราะฉีดแล้วเปิดประตู ยุงได้กลิ่นยา จะบินออกมาเอง

เราก็ได้ไอเดียจากที่นี่ นำมาใช้ที่ห้อง โดยปิดหลังห้อง เปิดประตูหน้าห้องไว้ ฉีดยาให้ทั่ว เห็นยุงบินออกไปข้างนอก สักพักจึงปิดประตูห้อง ยังมีอยู่บ้าง บางครั้ง ตัวหรือสองตัว อันนี้ไม่ว่ากัน ดีกว่า มีเป็นสิบ ไม่ต้องนอนกัน

มีนาคม 2013
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: