ดี/ชั่ว

การทำดี ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้หมายถึง ต้องการให้คนอื่นรู้ว่า ตนได้ทำความดี

ทำแบบนี้ ทำเพราะ ต้องการให้คนอื่นรู้ ล้วนเป็นโลภะ จึงยอมเสียสละทุกอย่าง
เหตุจาก ความโลภที่มีอยู่ ตกอยู่ภายใต้โลกธรรม ๘

ทำบุญเอาหน้า ภาวนากันตาย แล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

ดี/ชั่ว

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับลมปากของใคร

ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง

ไม่ว่าจะดี/ชั่ว ล้วนเกิดจาก ความถูกใจ/ไม่ถูกใจ หาใช่ตามความเป็นจริงไม่

การกระทำ ที่เป็นตามความเป็นจริงหมายถึง ไม่ว่าจะสร้างเหตุทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

ไม่ใช่เรื่องดี/ชั่ว ถูก/ผิด ใช่/ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป้นเพียงความถูกใจและไม่ถูกใจ ของตนเองและผู้ที่มีเหตุร่วม

เขียนตามความเป็นจริง

การปฏิบัติจะก้าวหน้า หมายถึง รู้ชัดในสภาวะจิตที่ตนเองมีอยู่และเป็นอยู่

พึงเขียนสภาวะของตนเองออกมา ตามความเป็นจริง

พุทธวจนะ

เมื่อนำข้อความจากพุทธวจนะ หรือพระไตรปิฎก หรือจากที่ใดก็ตาม ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ คงเนื้อความคำสอนไว้แบบนั้น
หากต้องการอธิบายความในพระสูตรหรือคำสอนนั้นๆ ควรใช้หมายเหตุลงไปว่า นี่เป็นทิฏฐิของตน

ไม่ควรแทรกข้อคิดเห็นของตนลงไปในพระสูตร หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า

เมื่อมีการกระลงไปด้วยความไม่รู้ จึงมีพุทธวจนะ ปรากฏขึ้นหลายเวอร์ชั่น
แม้กระทั่งพระไตรปิฎก ก็มีหลายเวอร์ชั่น

จนมีผู้ถามว่า ฉบับไหนคือ ฉบับจริง
ได้ตอบไปว่า พระสัทธรรม หรือพระธรรมคำสอน ย่อมเสื่อมหรือเจริญขึ้น หรือสูญสิ้นไป ล้วนเกิดจากปัจจัยของบุคคลยุคนั้น สมัยนั้น

ฉะนั้น สิ่งที่ควรกระทำให้มากที่สุด คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ย่อมกระจ่างแจ้งด้วยตนเอง เป็นเหตุให้รู้เองว่า สภาวะสุญญตา ที่พระองค์ทรงเน้นนักหนา ว่าเป็นอย่างไร นี่แหละคือ สิ่งที่ควรทำมากที่สุด

เมื่อสภาวะสุญญตาเกิด การแจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมเกิดขึ้นตามเหหตุปัจจัย สภาวะนิพพาน ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

เรื่องพระไตรปิฎก และพุทธวจนะ ฉบับไหน เป็นฉบับจริง จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

ที่สำคัญที่สุด คือ ใจของตนเองนี่แหละ อ่านแล้ว เกิดรู้สึกนึกคิดอย่างไร นั่นแหละเหตุของการเกิดภพ ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่

โฆษณา

วิปัสสนาฌาน/วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาฌานกับวิปัสสนาญาณ

ทั้งสองสสภาวะนี้ แตกต่างเพียงตัวอักษร แต่สภาวะที่เกิดขึ้น เป็นสภาวะเดียวกัน
เหตุที่คำเรียกแตกต่าง ขึ้นอยู่กับคนจะเรียก

วิปัสสนาฌาน

“ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
จึงบรรลุปฐมฌาน…ทุติยฌาน…ตติยฌาน…จตุตถฌาน…แล้วแลอยู่

ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรมเป็กำลังของพระเสขะ ๕ ประการเหล่านี้คือ
สัทธาพละ หิริพละ โอตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ

แต่อินทรีย์ ๕ ประการเหล่านี้ของเธอนั้นปรากฏว่ามีประมาณยิ่ง
คือสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

“เพราะเหตุที่อินทรีย์ทั้งห้าเหล่านี้มีประมาณยิ่ง ภิกษุนั้นจึงบรรลุอนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะได้เร็ว”
ภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า ปฏิบัติสบาย รู้ได้เร็ว ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้แลปฏิปทาสี่ประการ …
( อํ.จตุกฺก.21/163/210-211อสุภสูตร)

วิปัสสนาญาณ

เป็นสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ในสัมมาสมาธิ

ผู้ที่รู้หรือเห็นแล้ว จึงนำสภาวะที่เกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ มาถ่ายทอด เพื่อปฏิบัติให้ตรงกับสภาวะของวิปัสสนา ที่เกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ

จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่า “วิปปัสสนา” ที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

ถ้าอยากฟัง หาหลวงพ่อพุธฟังดู ท่านอธิบายสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในสัมมาสมาธิได้ละเอียด

สังขาร

ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเจตนา หกเหล่านี้ คือ สัญเจตนา (ความคิดนึก) ในเรื่องรูป,
สัญเจตนาในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส,
สัญเจตนาในเรื่องโผฎฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๔/๑๑๖.

หมายเหตุ:

สังขาร หมายถึง การปรุงแต่ง ไม่ได้หมายถึง ความคิด(มโน)

ความหมายของคำว่า “สังขาร”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “สังขารทั้งหลาย” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สังขาร.

สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งอะไร ให้เป็นของสำเร็จรูป ?

สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งรูป ให้สำเร็จรูปเพื่อความเป็นรูป,
ย่อมปรุงแต่งเวทนา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นเวทนา,
ย่อมปรุงแต่งสัญญา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสัญญา,
ย่อมปรุงแต่งสังขารให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสังขาร,
และย่อมปรุงแต่งวิญญาณให้สำเร็จรูปเพื่อความเป็นวิญญาณ.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่าสังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเจตนาหกเหล่านี้ คือ สัญเจตนา (ความคิดนึก) ในเรื่องรูป,
สัญเจตนาในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส,
สัญเจตนาในเรื่องโผฏฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.
ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ;
ความดับไม่เหลือแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้ เพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ;
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย,
ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ;
ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
– ขนฺธ.สํ. ๑๗/๗๔/๑๑๖.

รูป

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “รูป” เพราะอาศัย ความหมายอะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า รูป.

สิ่งนั้น แตกสลายได้ เพราะอะไร ?
สิ่งนั้น แตกสลายได้เพราะความเย็นบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความร้อนบ้าง,
แตกสลายได้ เพราะความหิวบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความกระหายบ้าง,
แตกสลายได้ เพราะถูกต้องกับเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง,

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่ารูป.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

อุปมาแห่งรูป

ภิกษุ ท. ! แม่น้ำคงคานี้ ไหลพาเอาฟองนํ้าก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งมา,
บุรุษผู้จักษุ เห็นฟองน้ำก้อนใหญ่ก้อนนั้น ก็พึงเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย.

เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณา โดยแยบคายอยู่,
ก้อนฟองนํ้านั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็ นของหาแก่นสารมิได้ไป.

ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในก้อนฟองน้ำนั้น จะพึงมีได้อย่างไร, อุปมานี้ฉันใด ;
ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ รูปชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่

จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด
ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม,

ภิกษุเห็นรูปนั้นย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย.
เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู,

รูปนั้น ย่อมปรากฏเป็ นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของ หาแก่นสารมิได้ไป.

ภิกษุ ท. ! ก็แก่นสารในรูปนั้น จะพึงมีได้อย่างไร.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๑/๒๔๒.

อัสสาทะของรูป

ภิกษุ ท. ! อัสสาทะ (รสอร่อย) ของรูป เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนนางสาวน้อยแห่งกษัตริย์ก็ดี นางสาวน้อย
แห่งพราหมณ์ก็ดี และนางสาวน้อยแห่งคฤหบดีก็ดี

ที่มีวัยอันบุคคลพึงแสดงว่าอายุสิบห้าหรือสิบหก ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก
ไม่ผอมนัก ไม่อ้วนพีนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก.

ภิกษุ ท.! เหล่านางสาวน้อยนั้น ๆ จักมีสีสรรแห่งวรรณะ อันงดงาม ในสมัยนั้น เป็นอย่างยิ่ง มิใช่หรือ ?

“ข้อนั้น เป็นเช่นนั้นแล พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัยสีสรรแห่งวรรณะอันงดงามแล้ว
บังเกิดขึ้น, สุข โสมนัสนี้แล เป็นอัสสาทะของรูป.
– มู. ม. ๑๒/๑๗๓/๒๐๑.

อาทีนพของรูป

ภิกษุ ท. ! อาทีนพ (โทษ) ของรูป เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคล จะได้เห็นน้องหญิง ในกรณีนี้นั่นแหละ
โดยกาลต่อมา มีอายุได้ ๘๐ ปีก็ตาม ๙๐ ปีก็ตาม ๑๐๐ ปีก็ตาม ชราทรุดโทรมแล้ว
มีหลังงอดุจไม้โคปาณสิแห่งหลังคา มีกายคดไปคดมา มีไม้เท้ายันไปในเบื้องหน้า
เดินตัวสั่นเทิ้ม กระสับกระส่าย ผ่านวัยอันแข็งแกร่งไปแล้ว มีฟันหักแล้ว มีผมหงอกแล้ว
มีผมตัดสั้นอย่างลวก ๆ มีผิวหนังหย่อนยาน และมีตัวเต็มไปด้วยจุด.

ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?
สีสรรแห่งวรรณะ อันงดงามที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามนั้น
ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ?

“ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! นี้แล เป็นอาทีนพของรูป.

ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก :

บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้นแหละ อาพาธลง ได้รับทุกข์ทรมาน เป็นไข้หนัก
นอนกลิ้งเกลือกอยู่ในมูตร และคูถของตนเอง อันบุคคลต้องช่วยพะยุพยุงให้ลุกและให้นอน.

ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?
สีสรรแห่งวรรณะ อันงดงามที่มีแต่เดิมใด ๆ สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามนั้น
ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ?

“ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป.

ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้นแหละ
อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ ตายแล้ววันหนึ่งก็ตาม ตายแล้ว
สองวันก็ตาม ตายแล้วสามวันก็ตาม หรือกำลังขึ้นพอง มีสีเขียว มีหนองไหล.

ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?
สีสรรแห่งวรรณะอันงดงาม ที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรวรรณะอันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป,
โทษย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ?

“ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป.

ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก :
บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้นแหละ อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ อันฝูงกาจิกกินอยู่ ก็ตาม
อันฝูงแร้ง จักกินอยู่ก็ตาม อันฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่ก็ตาม อันฝูงสุนัขกัดกินอยู่ก็ตาม
อันฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่ก็ตาม และอันหมู่หนอนต่างชนิดบ่อนกินอยู่ก็ตาม.

ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?

สีสรรแห่งวรรณะอันงดงาม ที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรวรรณะอันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป,

โทษย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ?

“ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป.

ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก :
บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้นแหละ อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ศพ เป็นร่างกระดูก
ยังมีเนื้อและเลือด และยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดอยู่ก็ตาม เป็นร่างกระดูก ที่ปราศจากเนื้อ
แต่ยังมีเลือดเปื้อนอยู่

และยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดไว้ก็ตาม เป็นร่างกระดูก ที่ปราศจาก
เนื้อและเลือด แต่ยังมีเอ็นเป็นเครื่องรึงรัดไว้ก็ตาม เป็นท่อนกระดูก ที่ปราศจาก
เอ็นเป็นเครื่องรึงรัด กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง กระดูกมือไปทางหนึ่ง
กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง กระดูกขาไปทางหนึ่ง กระดูก
สะเอวไปทางหนึ่ง กระดูกข้อสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสีข้างไปทางหนึ่ง
กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง กระดูกไหล่ไปทางหนึ่ง
กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง ฟันไปทางหนึ่ง กระโหลกศีรษะไปทางหนึ่ง.

ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?
สีสันแห่งวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรแห่งวรรณะอันงดงามนั้น
ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ?

“ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล เป็นอาทีนพของรูป.

ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก :
บุคคล จะได้เห็นน้องหญิงนั้นแหละ อันเขาทิ้งแล้ว ในป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ
เป็นชิ้นกระดูก มีสีขาวดั่งสีสังข์ ก็ตาม เป็นชิ้นกระดูกกองเรี่ยรายอยู่นานเกินกว่าปีหนึ่งไปแล้วก็ตาม เป็น
กระดูกเปื่อยผงละเอียดไปแล้วก็ตาม.

ภิกษุ ท. ! พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร :
สีสันแห่งวรรณะอันงดงามที่มีแต่เดิม ใด ๆ สีสรรแห่งวรรณะ
อันงดงามนั้น ย่อมอันตรธานหายไป, โทษ ย่อมบังเกิดปรากฏ มิใช่หรือ ?

“ข้อนั้น เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! แม้นี้แล ก็เป็นอาทีนพของรูป.
– มู. ม. ๑๒/๑๗๓/๒๐๒.

นิสสรณะของรูป

ภิกษุ ท. ! นิสสรณะ (อุบายเครื่องออกไปพ้นได้) ของรูป เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจในรูป
การละเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูป ด้วยอุบายใด,
อุบายนี้แล เป็นอุบายเครื่องออกพ้นไปได้ของรูป แล.
– มู. ม. ๑๒/๑๗๕/๒๐๓, และ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๗/๑๑๙.

ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับ รูป

ภิกษุ ท. ! สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัยรูป แล้วเกิดขึ้น.
สุข โสมนัสนี้แล เป็น รสอร่อย (อัสสาทะ) ของรูป ;

รูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา ด้วยอาการใด ๆ,
อาการนี้แล เป็น โทษ (อาทีนพ) ของรูป ;

การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูปการละเสียได้
ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป ด้วยอุบายใด ๆ

อุบายนี้แล เป็น เครื่องออกพ้นไปได้ (นิสสรณะ) จาก รูป.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๔, ๗๗/๕๙,๑๑๙.

รูปขันธ์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่

ภิกษุ ท. ! รูป เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! มหาภูตสี่อย่างและรูป ที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย :
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า รูป ; ความเกิดขึ้นแห่งรูป มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ;

ความดับไม่เหลือแห่งรูป มีได้ เพราะความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ;

อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป,
ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ;
ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๒/๑๑๓.

ปฏิจจสมุปบาท

ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้

เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้.

ข้อนี้ เป็นธรรมที่เ รากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ?

ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัย ซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ ย่อมมี ;

เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี ;

เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;

เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา.

ภิกษุ ท. ! เราย่อมบัญญัติว่า “นี้ เป็นความทุกข์” ดังนี้ ;

ว่า” นี้ เป็นทุกขสมุทัย” ดังนี้ ;

ว่า “นี้เป็นทุกขนิโรธ” ดังนี้ ;

ว่า “นี้เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้ ;

แก่สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนา.

ภิกษุ ท. ! โยคกรรม อันเธอพึงกระทำ เพื่อให้รู้ว่า
“นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์.”

เทสิตํ โว มยา นิพฺพานํ เทสิโต นิพฺพานคามิมคฺโค

นิพพาน เราได้แสดงแล้ว,
ทางให้ถึงนิพพาน เราก็ได้แสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลาย.

กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว
จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

นั่น โคนไม้ ; นั่น เรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.

อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี
นี่แหละ วาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
(มหาวาร. สํ. – สฬา.สํ.)

หมายเหตุ:

หัวข้อ ใช้คำว่า คำชี้ชวนวิงวอน ของผู้ที่นำมาถ่ายทอด เป็นคำกล่าวไม่ถูกต้อง

หากเป็นการใช้คำชี้ชวน วิงวอนจริงๆ พระผู้มีพระภาค คงไม่ปล่อยให้พระเทวทัติ ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย
แต่เป็นเพราะ พระองคืทรงรู้แจ้งแทงตลอดทั้งอริยสัจ และนิพพาน
พระองค์จึงทรงแนะแนวทางไว้ให้ว่า ควรทำอย่างไร จึงแจ้งในอริยสัจจ์และนิพาน ตามความเป็นจริง

การเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
ภิกษุ ท. ! อริยสัจคือความก่อขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดมีสังขาร ;
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดมีวิญญาณ ;
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดมีนามรูป ;
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดมีอายตนะหก ;
เพราะอายตนะหกเป็นปัจจัย จึงเกิดมีผัสสะ ; เ
พราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีเวทนา ;
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดมีตัณหา ;
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดมีอุปาทาน ;
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดมีภพ ;
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติ ;
เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม.

ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุ ท. ! นี้ เราเรียกว่า อริยสัจคือความก่อขึ้นแห่งทุกข์ แล.
– ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑.

ภิกษุ ท. ! ปฏิจจสมุปบาท เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดมี สังขาร ;
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดมี วิญญาณ ;
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดมี นามรูป ;
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดมี อายตนะหก ;
เพราะอายตนะหกเป็นปัจจัย จึงเกิดมี ผัสสะ ;
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมี เวทนา ;
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดมี ตัณหา ;
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดมี อุปาทาน ;
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดมี ภพ ;
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดมี ชาติ ;
เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม.
การก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุ ท. ! นี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ดังนี้ แล.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๑/๒.

ภิกษุ ท. ! ชรา มรณะ เป็นอย่างไรเล่า ?

ชรา คือ ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว
ความเสื่อมไปแห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้นๆ ของสัตว์เหล่า
นั้น ๆ ; นี้เรียกว่า ชรา.

ภิกษุ ท. ! มรณะ เป็นอย่างไรเล่า ?
มรณะคือ การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ
การแตกแห่งขันธ์ ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง

การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ ; นี้ เรียกว่า มรณะ ;
ด้วยเหตุนี้แหละ ชราอันนี้ด้วย มรณะอันนี้ด้วย.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ชรามรณะ.

ภิกษุ ท. ! ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ?
ชาติ คือ การเกิด การกำเนิด การก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด
การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย
ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ.

ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ชาติ.

หมายเหตุ:

คำในวงเล็บ คำว่า สู่ครรภ์

คำว่า กำเนิด การเกิด การบังเกิด ไม่จำเป็นต้องหมายถึง การก้าวลงสู่ครรภ์

ตามสภาวะ ต่อจาก ภพ หมายถึง มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
ชาติ เป็นผล ได้แก่ ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย

ภิกษุ ท. ! ภพ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ภพมีสามเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ภพ.

ภิกษุ ท. ! อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! อุปาทานมีสี่อย่างเหล่านี้ คือ
กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า อุปาทาน.

ภิกษุ ท. ! ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งตัณหา มีหกอย่าง เหล่านี้ คือ
ตัณหาในรูป ตัณหาในเสียง ตัณหาในกลิ่น ตัณหาในรส ตัณหา
ในโผฏฐัพพะ และตัณหาในธรรมารมณ์.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ตัณหา.

ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนา มีหกอย่าง เหล่านี้ คือ
เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางตา เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางหู เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางจมูก
เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางกาย และเวทนาเกิดแต่สัมผัสทางใจ.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า เวทนา.

ภิกษุ ท. ! ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งผัสสะ มีหกอย่าง เหล่านี้ คือ
สัมผัสทางตา สัมผัสทางหู สัมผัสทางจมูก สัมผัสทางลิ้น
สัมผัสทางกาย และสัมผัสทางใจ.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ผัสสะ.

ภิกษุ ท. ! อายตนะหก เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งอายตนะ มีหกอย่าง เหล่านี้คือ
อายตนะคือตา อายตนะคือหู อายตนะคือจมูก อายตนะคือลิ้น
อายตนะคือกาย และอายตนะคือใจ.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่าอายตนะหก.

ภิกษุ ท. ! สังขาร ทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลายเหล่านี้ คือ
กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.

ภิกษุ ท. ! อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ความไม่รู้อันใด เป็นความไม่รู้ในทุกข์, เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์,
เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์, ละเป็นไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า อวิชชา.

รูปและรูปอาศัย

ภิกษุ ท. ! มหาภูต (ธาตุ) สี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย ;

นี้ เรียกว่า รูป.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๔/๑๔; และ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๒/๑๑๓.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ชื่อว่าผู้ไม่รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง ว่า
“รูป ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น คือมหาภูตสี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! นี้แล เรียกว่า ภิกษุ ผู้ไม่รู้จักรูป.
– เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๗๘/๒๒๔.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ชื่อว่าผู้รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ตามเป็นจริง ว่า
“รูปชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นคือ มหาภูตสี่อย่างและรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! นี้แลเรียกว่า ภิกษุ ผู้รู้จักรูป.
– เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๘๑/๒๒๔.

มหาภูต คือ ธาตุสี่

ภิกษุ ท. ! ธาตุมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่างคือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) และวาโยธาตุ(ธาตุลม).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ ธาตุสี่อย่าง.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๓.

ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?
ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ !ส่วนใดเป็นของแข็ง เป็นของหยาบ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ ผมทั้งหลาย ขนทั้งหลาย เล็บทั้งหลาย ฟันทั้งหลาย หนังเนื้อ
เอ็นทั้งหลาย กระดูกทั้งหลาย เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด
ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้ เรียกว่า ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.
ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า ปฐวีธาตุ.
– อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๗/๖๘๔.

ภิกษุ ท. ! อาโปธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?
อาโปธาตุที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

ภิกษุ ท. ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ! ส่วนใดเอิบอาบ เปียกชุ่ม อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก
น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้เรียกว่า อาโปธาตุ ที่เป็นไป ในภายใน.

ภิกษุ ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า อาโปธาตุ.
– อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๕.

ภิกษุ ! เตโชธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?

เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

ภิกษุ ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นของเผา เป็นของไหม้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตนเฉพาะตน

กล่าวคือธาตุไฟที่ยังกายให้อบอุ่นอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ยังกายให้ชราทรุดโทรมอย่างหนึ่ง,
ธาตุไฟที่ยังกายให้กระวนกระวายอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ทำอาหาร ซึ่งกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว
ลิ้มแล้ว ให้แปรไปด้วยดีอย่างหนึ่ง ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้เรียกว่า เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.

ภิกษุ ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า เตโชธาตุ.
– อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๖.

ภิกษุ ! วาโยธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?

วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นลม ไหวตัวได้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ ลมพัดขึ้นเบื้องสูงอย่างหนึ่ง, ลมพัดลงเบื้องต่ำอย่างหนึ่ง, ลมนอนอยู่ในท้องอย่างหนึ่ง,
ลมนอนอยู่ในลำไส้อย่างหนึ่ง, ลมแล่นไปทั่วทั้งตัวอย่างหนึ่ง, และลมหายใจเข้าออกอย่างหนึ่ง ;
หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ.

ภิกษุ ! นี้ เรียกว่า วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.
ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;
นี้แหละ เรียกว่า วาโยธาตุ.
– อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๙/๖๘๗.

การเกิดขึ้นของธาตุสี่เท่ากับการเกิดขึ้นของทุกข์

ภิกษุ ท. ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏของ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ใด ๆ นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์,

เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปกติเสียดแทงทั้งหลาย, และเป็นความปรากฏของชราและมรณะ.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๔.

ภิกษุ ท. ! ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่ง ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุและวาโยธาตุ,
ผู้นั้น ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์.

เราย่อมกล่าวว่า

“ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้ จากทุกข์” ดังนี้แล.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๒.

ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่,
ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า

“อะไรหนอ เป็นรสอร่อยของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?

อะไร เป็นโทษของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?

อะไร เป็นอุบายเครื่องออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?”

ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
“สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ แล้วเกิดขึ้น,
สุข และโสมนัส นี้แล เป็น รสอร่อย ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ;

ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด,

อาการนี้แล เป็น โทษ ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ;

การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจ
การละความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจ

ในปฐวีธาตุ อาโปธาตเตโชธาตุ และวาโยธาตุ เสียได้ ด้วยอุบายใด,

อุบายนี้แล เป็น อุบายเครื่องออกไปพ้นได้ จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ,” ดังนี้แล.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๔.

ความลับของธาตุสี่

ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก รสอร่อย ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุ
ก็ดี และวาโยธาตุ ก็ดี นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้,

สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่กำหนัด ยินดีนัก ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้.

ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่ รสอร่อย ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล

สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนัดยินดีนัก ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ.

ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก โทษ ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดีและวาโยธาตุก็ดี

นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่เบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้.

ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่โทษ ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล
สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่าย ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ.

ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก อุบายเครื่องออกไปพ้นได้ จากปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี
เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้,

สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่ออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้.

ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่ อุบายเครื่องออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี
เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล

สัตว์ทั้งหลาย จึงออกไปพ้นได้จาก ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๕/๔๐๘.

ธาตุสี่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ราหุล ! เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุวาโยธาตุ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?

“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”

ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง, สิ่งนั้น เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ?

“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”

ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล

หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า “นั่น เป็นของเรา (เอตํ มม), นั่นเป็นเรา
(เอโสหมสฺมิ) นั่นเป็นตัวตนของเรา (เอโส เม อตฺตา).”

“ข้อนั้น ไม่ควรเห็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”
– นิทาน.สํ. ๑๖/๒๙๑/๖๑๖.

ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ บุถุชน เป็นผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้เห็นเหล่า พระอริยเจ้า
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า,
ไม่ได้เห็นเหล่าสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูกแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมหมายรู้ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยความเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม,

ครั้นหมายรู้ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยความเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้ว
ย่อมทำความหมายมั่น ซึ่ง ดิน น้ำ ไฟ ลม,

ย่อมทำความหมายมั่นใน ดิน น้ำ ไฟ ลม,
ย่อมทำความหมายมั่น โดยเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม,
ย่อมทำความหมายมั่นว่า “ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นของเรา” ดังนี้,

และย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งดิน น้ำ ไฟ ลม.

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เราย่อมกล่าวว่า
เพราะเหตุว่าดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นสิ่งที่บุถุชนนั้น ยังไม่ได้กำหนดรู้โดยทั่วถึงแล้ว.
– มู. ม. ๑๒/๑/๒.

ธรรมที่ค้านไม่ได้

ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้นี่แล อันเราแสดงแล้ว เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้
ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้.

ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเราแสดงแล้ว เป็ นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้
ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ เป็นอย่างไรเล่า ?
…. (ทรงแสดง ธาตุ หก) ….
…. (ทรงแสดง ผัสสายตนะ หก) ….
…. (ทรงแสดง มโนปวิจาร สิบแปด) ….

ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือ อริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้

เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้
ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้.
….ฯลฯ…. ….ฯลฯ….

ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้
เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้.

ข้อนี้เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้
เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ?

ภิกษุ ท. ! เพราะอาศัยซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี;

เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่ นามรูปย่อมมี ;

เพราะมี นามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;

เพราะมี สฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

ภิกษุ ท. ! เ ราย่อมบัญญัติว่า “นี้ เป็นความทุกข์” ดังนี้ ;

ว่า “นี้ เป็นทุกขสมุทัย” ดังนี้ ;

ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธ” ดังนี้ ;

ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้ ; แก่สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนา.

ภิกษุ ท. ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์, แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์,
แม้โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์,
การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์,
ปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ : กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ.

ภิกษุ ท. ! ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

เพราะมี อวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ;
เพราะมีสังขารเ ป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมีภพ ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.

ภิกษุ ท. ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

เพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว. จึงมีความดับแห่งสังขาร ;
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ;
เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ;
เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ;
เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ;
เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ;
เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ;
เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงความดับแห่งชาติ ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :

ความดับลง แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ.

ภิกษุ ท. ! ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ นี้นั่นเอง กล่าวคือ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ.

ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.

ภิกษุ ท. ! ข้อที่ว่า “ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า ‘เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ’ ดังนี้

เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้
คัดง้างไม่ได้” ดังนี้อันใด อันเรากล่าวแล้ว ;

ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงข้อความดังกล่าวมานี้ แล.
– ติก. อํ. ๒๐/๒๒๕/๕๐๑.

ภิกษุ ท. ! ความจริงอันประเสริฐ ว่า

“นี้เป็น ทุกข์.., นี้เป็น เหตุให้เกิดทุกข์.., นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์.., และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึง
ความดับไม่เหลือของทุกข์..,” ดังนี้,

เป็นสิ่งที่เราได้บัญญัติแล้ว : แต่ในความจริงนั้น การพรรณาความ การกำหนดบทพยัญชนะ และการจำแนก
เพื่อพิสดาร มีมากจนประมาณไม่ได้ (อปริมาณา วณฺณา อปริมาณา พฺยญฺชนา อปริมาณา สงฺกาสนา) : ว่าปริยายเช่นนี้ๆ เป็นความจริงคือทุกข์ ถึงแม้เช่นนี้
ก็เป็นความจริงคือทุกข์ ฯลฯ.

ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียรเพื่อให้รู้ตามเป็นจริง ว่า

“นี้เป็นทุกข, นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข, นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ;” ดังนี้เถิด.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๙/๑๖๙๖.

ภิกษุ ท. ! นี้แลคือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องความทุกข์ คือ
ความเกิดก็เป็นทุกข์, ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตาย ก็เป็นทุกข์,
ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์,

กล่าวโดยย่อ ขันธ์ห้า ที่ประกอบด้วยอุปาทาน เป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! นี้แลคือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องแดนเกิดของความทุกข์ คือตัณหา
อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน
อันเป็นเครื่องให้เพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ,

ได้แก่ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มี ไม่เป็น.

ภิกษุ ท. ! นี้แลคือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องความดับไม่เหลือของความทุกข์
คือความดับสนิท เพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้นนั่นเอง

คือความสละทิ้ง ความสลัดคืน ความปล่อย ความทำไม่ให้มีที่อาศัย ซึ่งตัณหานั้น.

ภิกษุ ท. ! นี้แลคือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ ของความทุกข์

คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้
ได้แก่ความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การทำการงานที่ถูกต้อง
การอาชีพที่ถูกต้อง ความพากเพียร ที่ถูกต้อง ความรำลึกที่ถูกต้อง ความตั้งใจมั่นที่ถูกต้อง.
– มหา.วิ. ๔/๑๘/๑๔.

ภิกษุ ท. ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ มีอยู่. สี่ประการคืออะไรเล่า ?

สี่ประการคือ ธรรมที่ควรรอบรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง มีอยู่ ; ธรรมที่ควรละด้วย ปัญญาอันยิ่ง มีอยู่ ;

ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง มีอยู่ ;

ธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง มีอยู่.

ภิกษุ ท. ! ธรรมที่ควรรอบรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไรเล่า ?
อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้เรากล่าวว่า เป็นธรรมที่ควรรอบรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไรเล่า ?
อวิชชา และ ภวตัณหา เหล่านี้เรากล่าวว่า เป็นธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไรเล่า ?
สมถะ และ วิปัสสนา เหล่านี้เรากล่าวว่า เป็นธรรมที่ควรกระทำ ให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไรเล่า ?
วิชชา และ วิมุตติ เหล่านี้เรากล่าวว่า เป็นธรรมที่ควรกระทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล มีอยู่.
– จตุกฺก.อํ. ๒๑/๓๓๓/๒๕๔.

ภิกษุ ท. ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์, – เหตุให้เกิดทุกข์, – ความดับไม่เหลือของทุกข์, – และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แลคือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.

ภิกษุ ท. ! ในความจริงอันประเสริฐสี่อย่างเหล่านี้, ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรกำหนดรอบรู้ ก็มี, ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรละเสีย ก็มี,
ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรทำให้แจ้ง ก็มี, และความจริงอันประเสริฐ ที่ควรทำให้เจริญ ก็มี.

ภิกษุ ท. ! ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรกำหนดรอบรู้ ได้แก่ ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์,

ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรละเสีย ได้แก่ ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์,

ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรทำให้แจ้ง ได้แก่ ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์,

และความจริงอันประเสริฐ ที่ควรทำให้เจริญ ได้แก่ ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

“นี้เป็นทุกข, นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข, นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” ดังนี้เถิด.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๖/๑๗๐๙.

ทุกขอริยสัจ

ภิกษุ ท. ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความเกิด เป็นทุกข์, ความแก่ เป็นทุกข์, ความตาย เป็นทุกข์,
ความโศก ความรํ่าไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์,
ความประสพด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข,
ความปรารถนาอย่างใดแล้ว ไม่ได้อย่างนั้น เป็น ทุกข์ ;

กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานขันธ์ (ขันธ์ห้าอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน) เป็นตัวทุกข์ ;

นี้ เรียกว่า ความจริงอันประเสริฐคือ ทุกข์.
– ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑.

ภิกษุ ท. ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์, แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์,
แม้โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์, การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์,
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ :

กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลายเป็นทุกข์.
ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ.

ภิกษุ ท. ! ก็ อริยสัจคือทุกข์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

ความเกิดก็เป็นทุกข์, ความแก่ก็เป็นทุกข์, ความตายก็เป็นทุกข์, ความโศก ความร่ำไรรำพัน
ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์,
ความระคนด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์,
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์,
ความที่ตนปรารถนาแล้วไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง ก็เป็นทุกข์,

กล่าวโดยย่อ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือทั้ง ๕ เป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ความเกิด เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! การเกิด การกำเนิด การก้าวลง การบังเกิด
การบังเกิดโดยยิ่ง ภาวะแห่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย
การที่สัตว์ได้อายตนะทั้งหลาย ในจำพวกสัตว์นั้น ๆ ของสัตว์นั้น ๆ,

นี้เราเรียกว่าความเกิด.

ภิกษุ ท. ! ความแก่ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว
ความสิ้นไป ๆ แห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย
ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ,

นี้เราเรียกว่าความแก่.

ภิกษุ ท. ! ความตาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ
การแตกแห่งขันธ์ การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากจำพวกสัตว์นั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ,

นี้เราเรียกว่าความตาย.

ภิกษุ ท. ! ความโศก เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความโศก ความเศร้า ความเป็นผู้เศร้า ความโศกกลุ้มกลัด
ความโศกสุมกลุ้มกลัด ของบุคคลผู้เผชิญแล้วด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
อันความทุกข์ ชนิดใดชนิดหนึ่งกระทบแล้ว ;

นี้ เรียกว่า ความโศก.
– มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕.

ภิกษุ ท. ! ความโศก เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความโศก การโศก ภาวะแห่งการโศก ความโศกในภายใน
ความโศกทั่วในภายใน ของบุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่ง
หรือของบุคคล ผู้อันความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว,

นี้เราเรียกว่าความโศก.

ภิกษุ ท. ! ความรํ่าไรรำพัน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน การคร่ำครวญ การร่ำไรรำพัน
ภาวะแห่งผู้คร่ำครวญ ภาวะแห่งผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่ง
หรือของบุคคลผู้อันความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว.

นี้เราเรียกว่าความร่ำไรรำพัน.

ภิกษุ ท. ! ความทุกข์กาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! การทนได้ยากที่เป็นไปทางกาย ความไม่ผาสุกที่เป็นไปทางกาย ที่เป็นไปทางกาย
การทนยากที่เกิดแต่ความกระทบทางกาย ความรู้สึกที่ไม่ดี อันเกิดแต่ความกระทบทางกายใดๆ,

นี้เราเรียกว่าความทุกข์กาย.

ภิกษุ ท. ! ความทุกข์ใจ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความทนได้ยากที่เป็นไปทางใจ ความไม่ผาสุกที่เป็นไปทางใจ ความทนได้ยาก
ความรู้สึกอันไม่ผาสุก ที่เกิดแต่ความความกระทบทางใจ ;

นี้ เรียกว่า ความทุกข์ใจ.
– มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕.

ภิกษุ ท. ! ความคับแค้นใจ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความกลุ้มใจ ความคับแค้นใจ ภาวะแห่งผู้กลุ้มใจ
ภาวะแห่งผู้คับแค้นใจ ของบุคคลผู้ประกอบแล้วด้วย ความฉิบหายอันใดอันหนึ่ง
หรือของบุคคลผู้อันทุกข์อย่างใด อย่างหนึ่งกระทบแล้ว,

นี้เราเรียกว่าความคับแค้นใจ.

ภิกษุ ท. ! ความระคนด้วยสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ อารมณ์คือรูป เสียง รส โผฏฐัพพะเหล่านั้น
อันเป็นที่ไม่น่าปรารถนารักใคร่พอใจ แก่ผู้ใด หรือว่าชนเหล่าใดเป็นผู้ไม่หวังประโยชน์
ไม่หวังความเกื้อกูล ไม่หวังความผาสุก ไม่หวังความเกษมจากเครื่องผูกรัด ต่อเขา.

การที่ไปด้วยกัน การมาด้วยกัน การหยุดอยู่ร่วมกัน ความปะปนกันกับด้วยอารมณ์
หรือบุคคลเหล่านั้น,

นี้เราเรียกว่า ความระคน ด้วยสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ความพลัดพรากจากสิ่งเป็ นที่รักเป็ นทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ อารมณ์คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะเหล่านั้น
อันเป็นที่น่าปรารถนารักใคร่พอใจ ของผู้ใด

หรือว่าชนเหล่าใดเป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความผาสุก
หวังความเกษมจากเครื่องผูกรัดต่อเขาคือมารดา บิดา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิตก็ตาม,

การที่ไม่ได้ไปร่วม การที่ไม่ได้มาร่วม การไม่ได้หยุดอยู่ร่วม ไม่ได้ปะปนกับด้วยอารมณ์
หรือบุคคลเหล่านั้น,

นี้เราเรียกว่า ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ความที่สัตว์ปรารถนาแล้วไม่ได้สิ่งนั้นสมหวังเป็นทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความปรารถนาเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า

“โอหนอ ! ขอเรา ท. ไม่พึงเป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา และความเกิดไม่พึงมาถึงเรา ท. หนอ,”

ก็ข้อนี้ไม่ใช่สัตว์จะบรรลุได้ด้วยความปรารถนา.
แม้นี้ก็ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ความปรารถนาเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า

“โอหนอ ! ขอเรา ท. ไม่พึงเป็นผู้มีความแก่เป็นธรรมดา และความแก่ไม่พึงมาถึงเรา ท. หนอ,”

ก็ข้อนี้ไม่ใช่สัตว์จะบรรลุได้ด้วยความปรารถนา.
แม้นี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด แล้วไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ความปรารถนาเกิดขึ้นแก่หมู่สัตว์ผู้มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา….
มีความตายเป็นธรรมดา…. มีความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ
ความคับแค้นใจ เป็นธรรมดา….

…. ก็ข้อนี้ไม่ใช่สัตว์จะบรรลุได้ด้วยความปรารถนา.
แม้นี้ก็ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! กล่าวโดยย่อ ขันธ์อันเป็ นที่ตั้งแห่งความยึดถือทั้ง ๕ เป็นทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

นี้คือ ขันธ์เป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือได้แก่ รูป,
ขันธ์เป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือได้แก่ เวทนา,
ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือได้แก่ สัญญา,
ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือได้แก่ สังขาร,
ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือได้แก่ วิญญาณ.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ เราเรียกว่า กล่าวโดยย่อ ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เป็นทุกข์.
ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่าอริยสัจ คือ ทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ข้อที่เรากล่าวว่า “พึงรู้จักทุกข์, พึงรู้จักเหตุ เป็นแดนเกิดของทุกข์,
พึงรู้จักความเป็นต่างกันของทุกข์, พึงรู้จักผลของทุกข์, พึงรู้จัก ความดับไม่เหลือของทุกข์,
และพึงรู้จักทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์” ดังนี้นั้น,

ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงอะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง ความเกิด เป็นทุกข์, ความแก่
เป็นทุกข์, ความเจ็บไข้ เป็นทุกข์, ความตาย เป็นทุกข์, ความโศก
ความรํ่าไรรํ่าพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์,
ความปรารถนาอย่างใดแล้ว ไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข ;

กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานขันธ์ เป็นทุกข์.

ภิกษุ ท. ! เหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ตัณหา เป็นเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ความเป็นต่างกันของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ทุกข์ที่มีประมาณยิ่ง มีอยู่, ที่มีประมาณเล็กน้อย มีอยู่,
ที่คลายช้า มีอยู่, และที่คลายเร็ว มีอยู่.
ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ความเป็นต่างกันของทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ผลของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์
รวบรัดแล้ว ย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล ;

หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัด
แล้ว ย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่า

“ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า ความทุกข์มีความหลงใหลเป็ นผล
หรือมิฉะนั้น ก็มีการแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ผลของทุกข์.

ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของทุกข์ มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของตัณหา.

ภิกษุ ท. ! อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,

ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ;
ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ….

ภิกษุ ท. ! คำใด ที่เรากล่าวว่า “พึงรู้จักทุกข์, พึงรู้จักเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์,
พึงรู้จักความเป็นต่างกันของทุกข์, พึงรู้จักผลของทุกข์, พึงรู้จักความดับไม่เหลือของทุกข์,
และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์” ดังนี้นั้น,

เรากล่าวหมายถึงความข้อนี้ แล.
– ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๖๔/๓๓๔.

ภิกษุ ท. ! อริยสัจคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ควรจะกล่าวว่าได้แก่ อุปาทานขันธ์ห้า.

อุปาทานขันธ์ห้า อย่างไรเล่า ?

อุปาทานขันธ์ห้าคือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์
วิญญาญูปาทานขันธ์.

ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจคือทุกข์.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๔/๑๖๗๙.

ความเป็นทุกข์สามลักษณะ

ภิกษุ ท. ! ความเป็นทุกข์ มีสามลักษณะเหล่านี้.
สามลักษณะ เหล่าไหนเล่า ? สามลักษณะคือ :-

๑. ความเป็นทุกข์ เพราะมีลักษณะทนได้ยาก,
๒. ความเป็นทุกข์ เพราะมีลักษณะเป็นของปรุงแต่งและปรุงแต่งสิ่งอื่น พร้อมกันไปในตัว,
๓. ความเป็นทุกข์ เพราะมีลักษณะแห่งความแปรปรวนเป็นไปต่าง ๆ.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ ความเป็นทุกข์สามลักษณะ.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๘๕/๓๑๙.

ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ

ภิกษุ ท. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในรูป
บันเทิงแล้วในรูป ย่อม อยู่เป็ นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และ ธรรมมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ท. ! ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้
รสอร่อย โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก แห่งรูป ตามเป็นจริง
ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้
เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน).
– สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.

อายตนะหกเป็นทุกขอริยสัจ

ภิกษุ ท. ! อริยสัจคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ควรจะกล่าวว่าได้แก่ อายตนะภายในหก.

อายตนะภายในหกเหล่าไหนเล่า ?
หกคือ จักขุอายตนะ โสตะอายตนะ ฆานะอายตนะ ชิวหาอายตนะ กายะอายตนะ มนะอายตนะ.

ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจคือ ทุกข์.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๕/๑๖๘๕.

ทุกขสมุทยอริยสัจ

ภิกษุ ท. ! ทุกขสมุทยอริสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ;
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ;
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกอง
ทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.

ภิกษุ ท. ! ก็อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

ตัณหานี้ใด ทำความเกิดอีก เป็นปกติ เป็นไปกับด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจ แห่งความเพลิน ซึ่งมีปกติทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ,

นี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.
(ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุ ท. ! ก็ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ไหน ?

เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่ไหน ?

สิ่งใดในโลกมีภาวะเป็นที่รักมีภาวะ เป็นที่ยินดี (ปิยรูปสาตรูป) ;
ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น,

เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในสิ่งนั้น.
ก็อะไรเล่า มีภาวะเป็นที่รักมีภาวะ เป็นที่ยินดีในโลก ?

ตา…หู…จมูก…ลิ้น…กาย…ใจ… มีภาวะ เป็นที่รักมีภาวะ เป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

รูปทั้งหลาย… เสียงทั้งหลาย…. กลิ่นทั้งหลาย…. รสทั้งหลาย…. โผฏฐัพพะ
ทั้งหลาย….ธรรมารมณ์ทั้งหลาย….

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไป ตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความรู้แจ้งทางตา….ความรู้แจ้งทางหู….ความรู้แจ้งทางจมูก….ความรู้แจ้ง
ทางลิ้น….ความรู้แจ้งทางกาย….ความรู้แจ้งทางใจ….

มีภาวะ เป็นที่รักมีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ; ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น, เมื่อจะ
เข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

การกระทบทางตา…การกระทบทางหู… การกระทบทางจมูก…การกระทบ
ทางลิ้น…การกระทบทางกาย…การกระทบทางใจ…

มีภาวะ เป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางตา… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางหู…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางจมูก… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางลิ้น…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางกาย… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางใจ…

มีภาวะเป็นที่รักมีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความจำหมายในรูป… ความจำหมายในเสียง… ความจำหมายในกลิ่น…
ความจำหมายในรส… ความจำหมายในโผฏฐัพพะ… ความจำหมายในธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความนึกถึงรูป…ความนึกถึงเสียง… ความนึกถึงกลิ่น… ความนึกถึงรส…
ความนึกถึงโผฏฐัพพะ….ความนึกถึงธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความอยากในรูป…ความอยากในเสียง… ความอยากในกลิ่น…. ความอยาก
ในรส…. ความอยากในโผฏฐัพพะ… ความอยากในธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความตริหารูป…ความตริหาเสียง… ความตริหากลิ่น… ความตริหารส…
ความตริหาโผฏฐัพพะ… ความตริหาธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความไตร่ตรองต่อรูป (ที่ตริหาได้แล้ว)…ความไตร่ตรองต่อเสียง…
ความไตร่ตรองต่อกลิ่น… ความไตร่ตรองต่อรส… ความไตร่ตรองต่อโผฏฐัพพะ..
ความไตร่ตรองต่อธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รักมีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น.
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่าอริยสัจ คือ เหตุให้เกิดทุกข์.

ทุกขนิโรธอริยสัจ

ภิกษุ ท. ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ;
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ;
เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ;
เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ;
เพราะมีความดับสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ;
เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงความดับแห่งเวทนา ;
เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงความดับแห่งตัณหา ;
เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงความดับแห่งชาติ ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :

ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ.

ภิกษุ ท. ! อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

คือความคลายคืน โดยไม่มีเหลือและความดับไม่เหลือ ความละวาง ความสละคืน
ความผ่านพ้น ความไม่อาลัย ซึ่งตัณหานั้นนั่นเทียว.

ภิกษุ ท. ! ก็ ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละได้ ย่อมละได้ในที่ไหน ?

เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่ไหน ?

สิ่งใดมีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในสิ่งนั้น,
เมื่อจะดับย่อมดับได้ในสิ่งนั้น.

ก็อะไรเล่า มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ?

ตา… หู… จมูก… ลิ้น… กาย… ใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

รูปทั้งหลาย… เสียงทั้งหลาย… กลิ่นทั้งหลาย… รสทั้งหลาย…
โผฏฐัพพะทั้งหลาย… ธรรมารมณ์ทั้งหลาย…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความรู้แจ้งทางตา … ความรู้แจ้งทางหู … ความรู้แจ้งทางจมูก…
ความรู้แจ้งทางลิ้น … ความรู้แจ้งทางกาย … ความรู้แจ้งทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

การกระทบทางตา… การกระทบทางหู… การกระทบทางจมูก…
การกระทบทางลิ้น… การกระทบทางกาย… การกระทบทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางตา… ความรู้สึกเกิดแก่การกระทบทางหู…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางจมูก… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางลิ้น…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางกาย… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความจำหมายในรูป… ความจำหมายในเสียง… ความจำหมายในกลิ่น…
ความจำหมายในรส… ความจำหมายในโผฏฐัพพะ… ความจำหมายในธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความนึกถึงรูป … ความนึกถึงเสียง… ความนึกถึงกลิ่น… ความนึกถึงรส…
ความนึกถึงโผฏฐัพพะ… ความนึกถึงธรรมารมณ์ …
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความอยากในรูป… ความอยากในเสียง… ความอยากในกลิ่น….
ความอยากในรส… ความอยากในโผฏฐัพพะ… ความอยากในธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความตริหารูป … ความตริหาเสียง … ความตริหากลิ่น… ความตริหารส…
ความตริหาโผฏฐัพพะ… ความตริหาธรรมารมณ์ …
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความไตร่ตรองต่อรูป … ความไตร่ตรองต่อเสียง …ความไตร่ตรองต่อกลิ่น…
ความไตร่ตรองต่อรส… ความไตร่ตรองต่อโผฏฐัพพะ … ความไตร่ตรองต่อธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่าอริยสัจคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

ภิกษุ ท.! ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุ ท.! ความดับสนิทเพราะความจางคลายไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้นนั่นเทียว,
ความละไปของตัณหานั้น, ความสลัดกลับคืนของตัณหานั้น,
ความหลุดออกไปของตัณหานั้น และ ความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของตัณหานั้น อันใด;

อันนี้ เราเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๔/๑๖๘๑.

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2013
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: