ชีวิตคู่ เป็นเรื่องของคนสองคน

หากต้องการ ให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข คู่ครองไม่นอกใจ

ต้องแก้ที่ตัวเอง คือ ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองทุกๆเรื่อง ที่สำคัญ ต้องทำความเพียรต่อเนื่อง จะทำแบบไหน แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน ใช้ได้หมด ไม่ว่าจะศาสนาไหนๆก็ตาม

ถ้าถามว่า ทำไมต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวเอง ทำไมไม่ให้อีกฝ่าย ปรับเปลี่ยนเข้าหากัน ทำแบบนี้ อีกฝ่ายก็เอาเปรียบน่ะสิ

อันนี้ ต้องถามกลับไปที่ตัวเองว่า คุณต้องการอะไร กับการมีครอบครัว เมื่อคุณตัดสินใจมีครอบครัว คุณเป็นฝ่ายต้องการ ไม่ว่าเขาจะต้องการด้วยหรือไม่ก็ตาม

คุณต้องแก้ที่ตัวคุณเอง ไปคิดแก้นอกตัว เมื่อไหร่ล่ะจะทำได้ เหนื่อยใจเปล่าๆ มีแต่เหตุไม่รู้จบ

ถ้าคุณทำไม่ได้ คิดดูละกัน จะต้องมีคู่อีกกี่คน หรือถ้าคิดอยู่เป็นโสด เพราะคิดว่า พึ่งพาตนเองได้ หากคุณไม่ต้องการเกิดอีกต่อไป ให้ทำความเพียรต่อเนื่อง หยุดสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้ายที่เกิดขึ้น

หลักการปฏิบัติ ไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทั้งการใช้ชีวิตคู่และชีวิตโสด มีแค่นี้แหละ คือ ทำความเพียรต่อเนื่อง หยุดสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้ายที่เกิดขึ้น

 

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ของทั้งสองฝ่าย

คนที่อยู่ร่วมกันสองคน เมื่อมีคนนอก เข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้ชีวิตคู่ ต้องใช้ความอดทนมากๆ ต่อผัสสะที่เกิดจากคนภายนอก มาเกี่ยวข้อง

ถ้าอดทนไม่มากพอ ชีวิตคู่อาจพัง

สำหรับตัวเองนั้น รู้สึกดีใจมากๆ ที่รู้นิพพาน ก่อนที่จะพบเจอสภาวะเหล่านี้ จึงอดทนมากๆ ทั้งตั้งใจทำความเพียร มีโอกาสหรือช่องทาง ทางไหนก็ตาม ทำทันที เจออุปสรรค ไม่มีท้อถอย

สำหรับ เงินทอง ทรัพย์สินนอกตัว จิตไม่มีอยากได้ใคร่ดี แค่ใช้ชีวิตตามเหตุปัจจัย มีความพร้อมตลอดเวลา มีแต่การสละออก ไม่มีการเอาเข้าหา

ทางที่กำลังเดินอยู่นี่ มีแต่เดินและทิ้งๆๆๆๆ ไปตลอดทาง

เชื่อไหม ยิ่งทิ้ง ยิ่งมีเข้ามาหา บททดสอบ มีตลอดเวลา
ยิ่งมีเข้ามามากเท่าไหร่ ยิ่งทิ้งไปมากขึ้น

จิตนี้ ไม่มีหวนกลับอีกแล้ว

ถึงแม้ ไปอยู่ในที่ ไม่มีสัปปายะที่เหมาะแก่การปฏิบัติของตนเอง ทั้งผู้คนรอบตัว หาได้น้อยมาก ที่จะรู้เรื่องการปฏิบัติ แม้กระทั่ง เรื่องการทำสมาธิ

เมื่อต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น จึงเจออุปสรรค เจอคนคอยขัดจังหวะ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่เนืองๆ ขนาดบอกว่า ทำสมาธิอยู่ ก็ยังไม่เข้าใจกัน

เหตุเพราะ การทำสมาธิ คนส่วนมาก เข้าใจกันว่า ต้องนั่งอย่างเดียว บางครั้งใช้อิริยาบทนอน ในการทำสมาธิ เขาจึงไม่เข้าใจกัน

แม้กระทั่งเวลานั่ง อุตส่าห์แอบไปนั่งในครัวบ้าง ด้านข้างครัว ที่ต่อยื่นออกไปบ้าง ยังมีคนมาแอบดู มีบางครั้ง หัวสัปปหงกไปมา คือ เรารู้ตลอด ไม่ได้หลับ ก็มีเสียงหัวเราะ พอเราเลิกนั่ง ก็มีพูดว่า ไปนั่งสัปหงกอยู่ได้ ง่วงก้นอนไปเลย

ขนาดนั่งเวลาก่อนนอน นั่งในมุ้ง ยังเจอบททดสอบ เอาไฟฉายส่องหลังบ้าง ส่องข้างซ้ายบ้าง ข้างขวาบ้าง ไฟแฉลบไปมา ที่รู้ เพราะว่า บางครั้ง แสงสว่างมาก ลืมตาดู เห็นเป็นไฟฉายส่องมา เรานั่งหันหลังอยู่

จิตที่ฝึกมาดีแล้ว เมื่อตั้งมั่นอยู่ แสงสักแต่ว่าแสง ถึงลืมตาดู จิตยังคงเป็นสมาธิอยู่ หลับตาลงต่อ คราวต่อไป ไม่ลืมตาดูอีก ไม่ว่าจะมีเสียงดัง หรือแสงสว่าง คือ โนทดสอบเรื่องเสียงด้วย

เสียงรื้อค้นของ เสียงเข็ดขัดสแตนเลส กระแทกกับพื้น สลับกับใช้ไฟฉายส่องหลัง เสียงที่ได้ยิน สักแต่ว่า ทั้งเสียงและแสง ไม่มีผลกระทบต่อสภาวะ จนกระทั่งทุกอย่างเงียบลงไปเอง

นี่แหละ เหตุของความไม่รู้ สภาวะที่พบเจอมา มีแต่ตอกย้ำ เรื่องความไม่รู้ เกิดกี่ครั้ง เกิดกี่ชาติ คิดดูละกัน หลงสร้างเหตุมานานเท่าไหร่แล้ว

หน่อเนื้อนาบุญของโลก(กายและจิต)

ภูมิใจ หน่อเนื้อนาบุญของโลก(กายและจิต)

นั่งมองด้วยความยินดีและเกิดปีติ กำลังสมาธิของเขามีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออัปปนาสมาธิเกิด มีสติรู้ว่าเกิด ว่าสภาวะต่างๆดับหายไป มีสติ สัมปชัญญะ เกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายในกายและภายนอกได้เนืองๆ มีดับบ้างเป็นระยะๆ

ฟังเขาเล่าแล้ว สภาวะช่างเหมือนเราในอดีตที่ผ่านมาซะจริงๆ เป็นข้อยืนยันได้ว่า สัมมาสมาธิ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว สภาวะที่เหลือ จะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเอง

สภาวะเจ้านาย ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อวันสงกรานต์ ไปปฏิบัติที่ศูนย์วิปัสสนานานาชาติ วัดมหาธาตุ ตั้งแต่ ๑๓ เมย.-๑๖ เมย.๕๖

เขาบอกว่า ได้เจอสภาวะหนึ่ง หลุดเข้าไปอยู่ในที่มีแสงสว่างมากๆ

หมายเหตุ: เขาเล่าให้ฟังหลายครั้งแล้ว เรื่องสภาวะอุโมงค์มืด และสภาวะความตาย ที่ได้พบเจอมา ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สภาวะความตาย เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย หายใจไม่ออก เขากลัวตาย จิตกลับมารู้ที่กาย สมาธิยังคงเกิดต่อเนื่อง

สภาวะอโมงค์มืด มองเห็นแสงสว่างข้างในสุด

ทั้งสองสภาวะนี้ เขาเจอหลายๆครั้ง ขณะที่ปฏิบัติอยู่ บางครั้งปฏิบัติที่บ้าน ก็มีสภาวะนี้เกิดขึ้น ยกเว้น สภาวะความตาย เจอครั้งเดียว ไม่มีเกิดขึ้นอีกเลย

เราบอกกับเขาว่า คนที่แจ้งในอริยสัจ ๔ จะรู้ชัดในเรื่องเหตุ(สิ่งที่กระทำ) และผล(ผลที่ได้รับจากการกระทำ) คือ เป็นคนเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม หรือกฏแห่งการกระทำ

รู้ชัดในทุกข์ รู้แบบหยาบๆ เป็นสภาวะสุข/ทุกข์ ที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย

รู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์ รู้แบบหยาบๆ เป็นเพราะ การกระทำของตนเอง เริ่มต้นจาก มโนกรรม

รู้ชัดในความดับทุกข์ รู้แบบหยาบๆ คือ สำรวม สังวร ระวัง ที่งความคิดและการกระทำมากขึ้น(ดับเหตุที่ตนเอง)

รู้ชัดในวิธีการกระทำ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ รู้แบบหยาบๆ คือ มรรค มีองค์ ๘
เจ้านายชอบฟังสภาวะที่เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ ของหลวงพ่อพุธ ที่ท่านได้ถ่ายทอดทิ้งไว้ ได้โหลดมาจากเนต

เมื่อสัมมาสมาธิเกิดชัดมากขึ้น เป็นสภาวะที่เราทั้งเขียนและพูดให้ฟังประจำ ยิ่งมาฟังหลวงพ่อพุธด้วย ยิ่งมีความเพียรมากขึ้น

ผู้ที่แจ้งอริยสัจ ๔ จะรู้แค่นี้แหละ ยังรู้ไม่ละเอียด วิจิกิจฉากิเลส ยังมีอยู่ อุปกิเลส ยังมีอยู่

จนกว่าแจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งสภาวะปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งสภาวะรูปนาม ขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสภาวะอริยสัจ ๔ ที่ละเอียดมากขึ้น

เป็นเหตุให้ สภาวะอุปกิเลสหมดไป เนื่องจากแจ้งในสภาวะสัญญากับปัญญา สามารถแยกแยะออกจากกันได้

เป็นเหตุให้ วิจิกิจฉากิเลส ถูกประหานไปจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือเชื้อให้กำเริบ หรือไม่สามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีก

เกิดมาทำไม/รู้กับไม่รู้

เกิดมาเพื่อ ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อ ใช้หนี้กรรม ไม่ได้ปฏิเสธเรื่อง กรรม เพราะ

เรื่องของกรรม หรือการกระทำ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน ขณะๆๆๆ

รู้กับไม่รู้

รู้แล้ว ไม่ว่าจะรู้ด้วยตนเอง หรือรู้จากผู้อื่น หากรู้แล้ว จะมีแต่อดทน อดกลั้น กอข่มตัวเอง ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะๆๆ เพราะมีนิพพาน(ความดับภพ) เป็นที่พึ่ง

ไม่รู้ มีแต่หลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะๆๆๆ

 

“รู้เรา รู้เขา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

คำว่า “รบ” หมายถึง รบกับจิตของตนเอง(ความมีตัวตน ตัวกู ของกู) ที่ยังมีสังโยชน์ เกิดขึ้นอยู่ ตามความเป็นจริง ยามผัสสะมากระทบ

เมื่อรู้เราแล้ว รู้ชัดในตัวเองแล้ว ย่อมรู้ว่า ควรทำอย่างไร กับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

รู้เขา หมายถึง เมื่อรู้ชัดในตัวเองแล้ว ย่อมรู้เขาว่า ไม่แตกต่างจากตัวเองเลย ที่แตกต่างคือ เหตุปัจจัยที่ทำมาและที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ และ ความไม่รู้หรืออวิชชา ที่ยังมีอยู่ นั่นเอง

โลภะ

สิ่งที่คาดหวัง

เมื่อมีความคาดหวัง นั่นแหละ ความโลภ ที่ยังมีอยู่

เมื่อหวังสิ่งใด หากไม่สมหวัง ย่อมเสียใจ

เมื่อหวังสิ่งใด หากสมหวัง ย่อมดีใจ

ทั้งดีใจและเสียใจ ที่มีอยู่ หาใช่เพราะใครหรืออะไรดลบันดาลให้เป็นไป

ล้วนเกิดจากล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน ขณะๆๆๆ

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต มีแต่การเรียนรู้ เหมือนเรียนหนังสือ แต่เรียนแล้ว จบภพ จบชาติ อยู่จบพรหมจรรย์

เพียงยอมรับตามความเป็นจริง อดทน อดกลั้น กดข่มใจตัวเอง ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ทุกสิ่งจะกระจ่างแจ้งแก่ใจทุกคนเอง

โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๖. รตนสูตร
เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน ที่เขาถวายในบุคคลเหล่านั้น มีผลมาก
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

[๗] บุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า
เป็นผู้ประกอบตนไว้ดี มีใจมั่นคง หมดความห่วงใย
บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุอรหัตตผล
หยั่งถึงอมตนิพพาน รับรสความดับสนิทแบบได้เปล่า๑
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

[๘] สัตบุรุษใดพิจารณาเห็นแจ้งอริยสัจ
เราเรียกสัตบุรุษนั้นว่า มีอุปมาเหมือนเสาเขื่อนที่ฝังลงดิน
อันไม่หวั่นไหวเพราะลมที่พัดมาจากทิศทั้งสี่
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

[๙] พระโสดาบันเหล่าใดรู้แจ้งอริยสัจ
ที่พระศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งแสดงแล้ว
ถึงแม้ว่าพระโสดาบันเหล่านั้นจะประมาทไปบ้าง

เชิงอรรถ :
๑ แบบได้เปล่า หมายถึงได้โดยไม่ต้องจ่ายแม้แต่กากณึกเดียว (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๑) กากณึก เป็นมาตราเงิน
อย่างต่ำที่สุด (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕)

ท่านเหล่านั้นก็จะไม่ถือกำเนิดในภพที่ ๘๑
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

[๑๐] พระโสดาบันนั้นละธรรม ๓ ประการ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส
พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคได้แล้ว
แม้จะมีกิเลสบางอย่างเหลืออยู่๒

[๑๑] พระโสดาบันนั้นพ้นแล้วจากอบายทั้งสี่๓
และจะไม่ทำอภิฐาน ๖๔ นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

[๑๒] ถึงแม้ว่า พระโสดาบันนั้นจะทำบาปกรรม๕
ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจไปบ้าง ท่านก็ไม่ปกปิดบาปกรรมนั้นไว้

เรากล่าวว่าผู้เห็นบท๖แล้ว ไม่อาจทำอย่างนั้นได้นี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

เชิงอรรถ :
๑ ไม่ถือกำเนิดในภพที่ ๘ หมายถึงไม่เกิดในภพที่ ๘ เพราะท่านเหล่านั้นละสังโยชน์ ๓ ประการ (สักกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) ได้แล้ว และจะเวียนเกิดเวียนตายในเทวโลกและมนุษยโลกอย่างมากไม่เกิน
๗ ครั้ง แล้วบรรลุอรหัตตผล เพราะนามรูปดับไปในภพที่ ๗ นั่นเอง (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๓-๑๖๔)
๒ อภิ.ก. ๓๗/๒๗๘/๑๐๓
๓ อบายทั้งสี่ หมายถึงภูมิที่ปราศจากความเจริญ มี ๔ คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรต และอสุรกาย
(ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๕)
๔ อภิฐาน ๖ หมายถึงฐานะอันหนัก ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ฆ่ามารดา (๒) ฆ่าบิดา (๓) ฆ่าพระอรหันต์
(๔) ทำโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ (๕) ทำให้สงฆ์แตกกัน (๖) เข้ารีตศาสดาอื่น (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๖)
๕ บาปกรรม ในที่นี้หมายถึงการต้องอาบัติเบา เช่น ต้องอาบัติเพราะนอนร่วมกับสามเณรเป็นต้น มิได้
หมายถึงอาบัติหนัก (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๗) และดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๐/๒๓๘ ประกอบ
๖ บท ในที่นี้หมายถึงทางแห่งนิพพาน (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๗)

[๑๓] พุ่มไม้งามในป่า ซึ่งมียอดออกดอกบานสะพรั่ง
ในต้นเดือนห้าแห่งคิมหันตฤดู งามอย่างยิ่ง ฉันใด
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ
ที่ให้ถึงนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง ฉันนั้น
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

[๑๔] พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ
ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำทางอันประเสริฐมาให้
ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าใคร ๆ ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐไว้
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

[๑๕] พระขีณาสพเหล่าใดสิ้นภพเก่าแล้ว ไม่มีการเกิดใหม่
ทั้งมีจิตเบื่อหน่ายในภพที่จะเกิดต่อไป
ท่านเหล่านั้นชื่อว่า มีพืช๑สิ้นแล้ว ไม่มีฉันทะงอกขึ้น เป็นปราชญ์
ย่อมดับสนิทเหมือนประทีปดวงนี้ดับไป
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี
(ท้าวสักกะจอมเทพกราบทูลเป็นคาถา ดังนี้ )

[๑๖] ภูตทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่บนภาคพื้น
หรือผู้สิงสถิตอยู่ในอากาศ ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้

เชิงอรรถ :
๑ พืช ในที่นี้หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณ (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๗๑) และดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๗๗/๓๐๐ ประกอบ

http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd25.htm

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๖. รตนสูตร
[๔] พระศากยมุนีผู้มีพระทัยตั้งมั่น
ทรงบรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้นกิเลส
ปราศจากราคะ เป็นอมตธรรมอันประณีต
ไม่มีธรรมใด ๆ ที่เสมอด้วยธรรมนั้น
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี
[๕] พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ตรัสสรรเสริญสมาธิ๑ใดว่าเป็นธรรมสะอาด
ตรัสถึงสมาธิใดว่าให้ผลโดยลำดับ
สมาธิอื่น๒ที่เสมอด้วยสมาธินั้น ไม่มี
นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี
[๖] บุคคล ๑๐๘ จำพวก๓ที่สัตบุรุษสรรเสริญ
ซึ่งจัดเป็นบุคคล ๔ คู่ เป็นสาวกของพระสุคต

เชิงอรรถ :
๑ สมาธิ ในที่นี้หมายถึงอริยสัมมาสมาธิ (ม.อุ. ๑๔/๑๓๖/๑๒๑) ที่เรียกว่า อานันตริกสมาธิ (สมาธิที่ให้ผล โดยลำดับ) เพราะเป็นสมาธิที่ให้ผลแน่นนอนตามลำดับ สามารถถอนกิเลสได้สิ้นเชิง (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๕๘)

๒ สมาธิอื่น หมายถึงรูปาวจรสมาธิและอรูปาวจรสมาธิ (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๕๙)

๓ บุคคล ๑๐๘ จำพวก ได้แก่ พระโสดาบัน ๓ จำพวก คือ (๑) เอกพีชี (๒) โกลังโกละ (๓) สัตตักขัตตุปรมะ

พระสกทาคามี ๓ จำพวก คือ (๑) ผู้บรรลุผลในกามภพ (๒) ผู้บรรลุผลในรูปภพ (๓) ผู้บรรลุผลในอรูปภพ

รวมพระโสดาบัน ๓ จำพวก และพระสกทาคามี ๓ จำพวก นับโดยปฏิปทา ๔ ประการ จึงได้บุคคล ๒๔
จำพวก (๖ x ๔ = ๒๔) รวมกับพระอนาคามี ๔ ชั้น คือ ชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา ชั้นสุทัสสา ชั้นสุทัสสี
อีกชั้นละ ๕ จำพวก (๔ x ๕ = ๒๐) และพระอนาคามีชั้นอกนิษฐคามีอีก ๔ จำพวก (๒๐ + ๔ = ๒๔) เป็น
บุคคล ๔๘ จำพวก (๒๔ + ๒๔ = ๔๘) รวมกับพระอรหันต์ ๒ จำพวก คือ (๑) สุขวิปัสสก (๒) สมถยานิก
เป็นบุคคล ๕๐ จำพวก (๔๘ + ๒ = ๕๐) รวมกับพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในมรรคอีก ๔ จำพวก เป็น
บุคคล ๕๔ จำพวก (๕๐ + ๔ = ๕๔)
บุคคลเหล่านี้มี ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายสัทธาธุระ ๕๔ จำพวก และฝ่ายปัญญาธุระ ๕๔ จำพวก จึงเป็น
พระอริยบุคคล ๑๐๘ จำพวก (๕๔ + ๕๔ = ๑๐๘) (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๕๙-๑๖๐) นี้คือนัยโดยพิสดาร
ส่วนนัยโดยย่อ ได้แก่ บุคคล ๘ จำพวก คือ (๑) พระโสดาบัน (๒) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง
โสดาปัตติผล (๓) พระสกทาคามี (๔) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล (๕) พระอนาคามี
(๖) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล (๗) พระอรหันต์ (๘) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล
(ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า :๑๐ }

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๕. มงคลสูตร
[๙] (๒๒) ความเคารพ (๒๓) ความถ่อมตน (๒๔) ความสันโดษ
(๒๕) ความกตัญญู (๒๖) การฟังธรรมตามกาล
นี้เป็นมงคลอันสูงสุด

[๑๐] (๒๗) ความอดทน๑ (๒๘) ความเป็นคนว่าง่าย
(๒๙) การพบเห็นสมณะ (๓๐) การสนทนาธรรมตามกาล
นี้เป็นมงคลอันสูงสุด

[๑๑] (๓๑) การเผาผลาญบาป (๓๒) การประพฤติพรหมจรรย์๒
(๓๓) การเห็นอริยสัจ (๓๔) การทำนิพพานให้แจ้ง
นี้เป็นมงคลอันสูงสุด

[๑๒] (๓๕) จิตของผู้ที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว
(๓๖) จิตไม่เศร้าโศก (๓๗) จิตปราศจากธุลี (๓๘) จิตเกษม
นี้เป็นมงคลอันสูงสุด

[๑๓] เทวดาและมนุษย์ทำมงคลดังกล่าวมานี้แล้ว ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทั้งปวง
ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน ทั้ง ๓๘ ประการนั้น
เป็นมงคลอันสูงสุด ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
มงคลสูตร จบ

ธรรมวินัยนี้ มีการศึกษา
มีการกระทำ มีการปฏิบัติ
ไปตามลำดับ . . .

ปหาราทสูตร เล่ม 37 – หน้าที่ 399

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่
ณ ควงไม้สะเดาที่เนฬรุยักษ์สิงสถิต
ใกล้กรุงเวรัญชา
ครั้งนั้น ท้าวปหาราทะจอมอสูร
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถาม
ท้าวปหาราทะจอมอสูรว่า
ดูก่อนปหาราทะ
พวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทรบ้างหรือ

ท้าวปหาราทะจอมอสูรกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทร.

พ. ดูก่อนปหาราทะ
ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์
อันไม่เคยมีมาสักเท่าไร ที่พวกอสูรเห็นแล้วย่อมอภิรมย์.

ป. มี ๘ ประการ พระเจ้าข้า
๘ ประการเป็นไฉน
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ
หาได้โกรธชันเหมือนเหวไม่
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรฉลาดลุ่ม
ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่
นี้เป็นธรรม
ที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๑
ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเต็มเปี่ยมเสมอ ไม่ล้นฝั่ง
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอไม่ล้นฝั่ง
นี้เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๒
ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ
เพราะในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอา
ซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกทันที
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่มหาสมุทรไม่เกลื้อนด้วยซากศพ
และในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอา
ซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกทันที
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๓
ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

อีกประการหนึ่ง
แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บางสวย คือ
แม่น้ำคงคายมุนา อจิรวดี สรภู มหี
แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว
ย่อมละนามและโคตรเดิมหมด
ถึงความนับว่ามหาสมุทรนั่นเอง
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บางสาย คือ
แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี
แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว
ย่อมเปลี่ยนนามและโคตรเดิมหมด
ถึงความนับว่ามหาสมุทรนั่นเอง
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๔
ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

อีกประการหนึ่ง แม่น้ำทุกสายในโลก
ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทร
และสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร
มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่า
จะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้น ๆ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่แม่น้ำทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทร
และสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร
มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้น ๆ
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๕
ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆจึงอภิรมย์อยู่.

อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม นี้เป็นธรรม.
ที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๖
ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด
ในมหาสมุทรมีรัตนะเหล่านี้ คือ
แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์
สังข์ ติลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด
ในมหาสมุทรนั้นมีรัตนะ คือ
แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้ว.
ประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๗
ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆจึงอภิรมย์อยู่.

อีกประการหนึ่ง
มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของพวกสิ่งมี
ชีวิตใหญ่ ๆ และสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ
ปลาติมิปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา
พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ
๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์
๕๐๐ โยชน์ ก็มีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ ๆ
และสิ่งที่มีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ
ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาค
คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์
๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ก็มีอยู่
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๘
ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้ว จึงอภิรมย์อยู่

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้แสดงธรรมที่
น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ ในมหาสมุทร
ที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุทั้งหลาย
ย่อมอภิรมย์ในธรรมวินัยนี้บ้างหรือ.

พ. ดูก่อนปหาราทะ
ภิกษุทั้งหลายย่อมอภิรมย์ในธรรนวินัยนี้.

ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในธรรมวินัยนี้
มีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาสักเท่าไร
ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว จึงอภิรมย์อยู่.

พ. มี ๘ ประการ ปหาราทะ
๘ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนปหาราทะ
มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรธชัน
เหมือนเหว ฉันใด
ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษา
ไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ
มีการปฏิบัติไปตามลำดับ
มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง
ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ
มีการกระทำไปตามลำดับ
มีการปฏิบัติไปตามลำดับ
มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๑
ในธรรมวินัยที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

ดูก่อนปหาราทะ
มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉันใด
สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้
แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต
ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วงสิกขาบท
ที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๒
ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

ดูก่อนปหาราทะ
มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะ
ในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบก ฉันใด
ดูก่อนปหาราทะ
ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้มีทุศีล มีบาป ธรรม
มีสมาจารไม่สะอาดน่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว
มิใช่สมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ
มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญญาว่า
ประพฤติพรหมจรรย์ เสียใน ชุ่มด้วยราคะ
เป็นเพียงดังหยากเยื่อ
สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น
ประชุมกันยกวัตรเธอเสียทันที
แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง
ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์
และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา

ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่บุคคลผู้ทุศีล มีบาปกรรม
มีสมาจารไม่สะอาดน่ารังเกียจปกปิดกรรมชั่ว
ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ
มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์
แต่ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์
เน่าในชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ
สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น
ประชุมกันยกวัตรเธอเสียทันที

แม้เขาจะนั่งอยู่ในท่านกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง
ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์
และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๓
ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

ดูก่อนปหาราทะ
แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บางสาย คือ
แม่น้ำคงคายมุนา อจิรวดี สรภู มหี
แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว
ย่อมละนามและโคตรเดิมหมด
ถึงความนับว่ามหาสมุทรนั่นเองฉันใด
ดูก่อนปหาราทะ
ฉันนั้นเหมือนกัน วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร
ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย
ที่ตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย
ถึงความนับว่าศากยบุตรทั้งนั้น
ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร
ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรม
วินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความ.
นับว่าเป็นสมณศากยบุตรทั้งนั้น
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๔
ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆจึงอภิรมย์อยู่.

ดูก่อนปหาราทะ
แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทร
และสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทร
ก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเด่นเพราะน้ำนั้น ๆ ฉันใด
ดูก่อนปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน
ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่อง
หรือเต็มด้วยภิกษุนั้น
ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมาก
จะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มด้วยภิกษุนั้น
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๕
ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆจึงอภิรมย์อยู่.

ดูก่อนปหาราทะ
มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม ฉันใด
ดูก่อนปหาราทะ
ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว
คือวิมุตติรส
ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่ธรรมวินัยมีรสเดียว คือ วิมุตติรส
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๖
ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

ดูก่อนปหาราทะ
มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด
รัตนะในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ
แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์สังข์ ศิลา
แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ฉันใด
ดูก่อนปหาราทะ
ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้ก็มีรัตนะมากมายหลายชนิด
รัตนะในธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘
ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด
รัตนะในธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๗
ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.

ดูก่อนปหาราทะ
มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มี
ชีวิตใหญ่ ๆ สิ่งที่มีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ
ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา
พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกาย
ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์
๕๐๐ โยชน์ มีอยู่ ฉันใด
ดูก่อนปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน
ธรรมวินัยนี้ ก็เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสงมีชีวิตใหญ่ ๆ
สิ่งมีชีวิตในธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือ
พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้ง
ซึ่งโสดาปัตติผล
พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้ง
ซึ่งสกทาคามิผล
พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อพระทำให้แจ้ง
ซึ่งอนาคามิผล
พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อ
ความเป็นพระอรหันต์

ดูก่อนปหาราทะ
ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิต
ใหญ่ ๆ สิ่งมีชีวิตในธรรมวินัยนี้มีดังนี้ คือ
พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล
พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสาทาคามิผล
พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอานาคามิผล
พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อความเป็นพระอรหันต์
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ ๘
ในธรรนวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่
ดูก่อนปหาราทะ
ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์
ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่.
จบ ปหาราทสูตรที่ ๙

คุยมาก เหตุก็มากขึ้

คุยมาก เหตุก็มากขึ้น เป็นเงาตามตัว

สิ่งที่ควรคุย คุยแล้ว มีแต่ดับเหตุของการเกิด ได้แก่ ทุกข์ เหตุของการเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการกระทำให้ถึง ความดับแห่งทุกข์

ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ควรคุย หรือแม้กระทั่งให้การแนะนำไป นั่นคือเหตุ ถึงแม้จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ผู้แนะนำ ย่อมประสพกับสภาวะที่แนะนำผู้อื่นไป ถ้าสติไม่มากพอ ใครทุกข์ล่ะ ตัวเองแหละทุกข์ แค่ทุกข์ของตัวเอง ก็ไม่หวาดไม่ไหว จึงไม่อยากรับทุกข์ของใครๆเข้ามาอีก

เพราะสิ่งที่ควรกระทำ ได้แนะนำไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว ทุกคนต้องช่วยตัวเอง

หากทำตามจริงๆ ย่อมกระจ่างแจ้งกับเรื่องราวทั้งหมด ที่เกิดขึ้นว่า ทำไมจึงเป็นแบบนั้น ทำไมจึงเป็นแบบนี้ คำถามจะหมดไป เมื่อรู้คำตอบด้วยตนเอง

ไม่มีอะไร แค่ตอนนี้ รู้สึกเหนื่อยกับสภาวะที่ตนเอง กำลังพบเจออยู่ การเดินทางไกล ขึ้นล่องแพร่กับกทม. รู้สึกเหนื่อยจริงๆ

ไหนจะสภาวะที่พบเจอที่โน่น ที่หาสัปปายะได้ยาก ต้องหลบ ต้องหลีก สารพัดวิธี เพื่อให้ตัวเองได้ปฏิบัติ

ต้องสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง ที่ตรงไหน พอแก่สัปปายะได้ เปลี่ยนแปลงตลอด ถึงยังไง ไม่มีวันหวนกลับ ไม่มีวันเปลี่ยนใจ ไม่เคยหยุดทำความเพียร

เพราะรู้แล้ว หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดแล้ว เจอแต่ทุกข์ ใครล่ะอยากเจอ มีแต่ความบีบคั้น ทนอยู่ได้ยาก ทั้งๆที่รู้ ทุกข์นั้น อยู่ไม่นาน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยของเหตุปัจจัยนั้นๆ

เพราะยังมีกิเลส จึงยังมีทุกข์ ได้แต่อดทน อดกลั้น พยายามสุดๆไม่สร้างเหตุออกไป โดนกระทบเรื่องวาจามากที่สุด

หาทางแก้ ทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ถ้าหาอะไรทำไม่ได้ เอาหูฟังอุดหู คนพูดก็หยุดไปเอง เพราะไม่มีการตอบโต้กลับไป

การระวังตัวเอง ทำให้เห็นรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น ถ้าคนอยู่เป็นกลุ่ม หรือเขากำลังคุยกันอยู่ ให้แค่ยิ้มให้ แล้วเดินผ่าน อย่าทักทาย ทักทายแล้วเป็นเรื่อง โดนอีก

ถ้าเขาทักทายมา แค่ยิ้ม อย่าสะเออะเข้าไป ยิ้มแล้วรีบเดินห่างให้ไกล เดี๋ยวอาจมีเสียเงินอีก

อะไรก็ตาม ที่อีกฝ่ายเอ่ยมา ให้แค่รับฟัง อย่าควักเงินให้ ยกเว้น ถูกขอมาตรงๆ ถึงจะให้

ยิ่งรู้ ยิ่งทุกข์

สภาะวะ ณ ช่วงนี้ เห็นความเบื่อหน่าย ของการมีชีวิตอยู่

ยิ่งทำความเพียร ยิ่งเห็นแต่ความเบื่อหน่าย จะมีความสุข ช่วงปฏิบัติเท่านั้นเอง

กินสักแต่ว่ากิน ถึงได้ผอมลงๆ จะให้กินมากๆแบบก่อนๆ กระเพาะไม่รับ ถ้ากินมาก จะมีอาการจุกเสียด แน่นท้อง ไม่ได้มีความอยากในอาหารแบบก่อนๆ โลภะด้านอาหาร ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เจ้านายบอกว่า เห็นไหม ไปทักพระรูปหนึ่งว่า ท่านผอม
อันนี้เรื่องจริง เห็นท่านผอมมาก ยังพูดกับเจ้านายเลยว่า คนที่ทำสมาธิมาก จะอิ่มในสมาธิ ความอยากอาหารไม่ค่อยมี

พระรูปนี้ ท่านเป็นรองเจ้าอาวาส วัดมหาธาตุ เวลาท่านพูด เสียงท่านดังกังวาล ส่วนมากท่านจะพูดเรื่อง สมถะ วิปัสสนา ท่านไม่ค่อยพูด แทบไม่มีรายละเอียดของสภาวะออกมา

ยิ่งรู้ ยิ่งทุกข์

ตอนที่ยังไม่รู้ รู้ว่ามีทุกข์ แต่ไม่รู้ชัดในทุกข์

พอรู้แล้ว รู้ว่าทุกข์ และรู้ชัดในทุกข์ ทุกข์มากๆ ขยับตัวไม่ได้ นิ่งคือ ดับ ขยับ คือ เกิด

เมื่อยังมีกิเลสอยู่ พอเจอสภาวะแบบนี้ สภาวะที่ทำอะไรไม่ได้ จึงเห็นแต่ทุกข์ โดนความทุกข์บีบคั้น

เกิดกี่ชาติๆๆๆ ก็คงเป็นแบบนี้ ผู้ที่รู้แล้ว จึงไม่อยากเกิดอีกต่อไป เพราะเหตุนี้

สถานะตอนนี้ ทั้งทุกข์ ทั้งเบื่อหน่ายธาตุขันธ์ที่มีอยู่ กิเลส ช่างหัวมัน แค่ไม่ทำตามใจมัน เหตุนั้น มันก็จบ

แต่ภายในใจ ทุกข์โคดๆ เหมือนโดนมีดกรีดเนื้อ เฉือนเนื้อออกเป็นชิ้นๆ ถูกชำแหละออกไปเรื่อยๆ รู้สึกคับแค้นใจ รู้สึกเจ็บใจ ตัวเอง หากไม่เคยทำไว้ จะเอาผลมาจากไหน เรื่องจะเกิดขึ้นได้ยังไง

ระลึกถึงอดีต คงทำร้ายคนด้วยวาจาไว้เยอะ ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ถ้าไม่เคยทำ จะเจอแบบนี้ได้ยังไง

กับสิ่งที่พบเจอมา ใจไม่มีความอาฆาตพยาบาทหรือจองเวรอีกฝ่าย ด้วยการกระทำแช่งชักหักกระดูกอีกฝ่าย หรือขอให้อีกฝ่ายเป็นเช่นที่ตัวเองเป็น ใจแบบนั้น ไม่มีจริงๆ

มีแต่รู้ว่า เมื่อเหตุยังมี ผลย่อมมี ยอมรับภายนอก แต่ภายในคับแค้นใจตัวเอง ว่าจะโง่สร้างเหตุอีกไหม

อยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนสภาวะตัวเอง จนกว่าจะเข้าที่เข้าทาง อารมณ์จึงผันผวนแบบนี้ มีแต่ความเบื่อหน่าย จะนานหรือไม่ ช่างหัวมัน จะได้จำไว้ ระวังตัวให้มากๆ ที่ระวังอยู่ ยังไม่พอ

พอใจ

เห็นเจ้านาย กินได้ นอนหลับ มีสมาธิเกิด ขณะที่นอนอยู่ ก็รู้ ได้ทำกรรมฐานทุกวัน

เวลาเจ้านายกลับมาถึงห้อง ไม่ว่าจะกี่ทุ่มก็ตาม จะให้ทำสมาธิก่อนที่ จะทำกิจกรรมอื่น เช่น กินข้าว

เมื่อคืน เขากลับมาถึงประมาณ สามทุ่มกว่า บอกกับเขาว่า เดินมาตั้งแต่เดอะมอลล์ อีกทั้งเดินขึ้นตึก ๑๕ ชั้น เมื่อทำสมาธิต่อ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย

เอาผลไม้ มะม่วงเขียวเสวยให้กินก่อน เพราะรู้ดีว่า กำลังหิว เขากินไปนิดหน่อย พอประทังความหิวที่มีอยู่ ให้ลดน้อยลง ดื่มน้ำเย็น เดินผ่อนคลายอีกเล็กน้อย จึงนั่งสมาธิ

นั่งประมาณ ๑ ชม. เจ้านายบอกว่า เดี่ยวนี้ รู้ชัดในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ สมาธิเกิด ปีติเกิด สุขเกิด มีความดับทางหูบ้าง ทางกายบ้าง คือ มีภายนอกดับหายไป หรือภายในดับ ก็รู้ชัดมากขึ้น

รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ใด มุ่งกระทำความเพียร ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ยินดี สนับสนุน ส่งเสริมทุกทาง

พฤษภาคม 2013
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: