สมาธิ ดีขึ้น

ช่วงไปปปกลับระหว่างแพร่กับกรุงเทพ สภาวะย่ำแย่จริงๆ สองวันมานี้ สมาธิขณะกำลังจะหลับ และกำลังนอน จับชัดได้มากขึ้น เกิดสุข ก่อนจะดิ่งลงไป

เมื่อคืน เจ้านายอ่านบทความต่างๆในเน็ตอยู่ เปิดฟังหลวงพ่อพุทธไปด้วย ส่วนตัวเรา นอนแล้ว ตั้งแต่สามทุ่มกว่าๆ

ขณะกำลังนอน ได้ยินเสียงจากลำโพงตลอด ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด สักพัก รุ้สึกถึง สมาธิกำลังเกิด เสียงเจ้านาย พูดเรื่องพระภิกษุรูปหนึ่ง เขาถามเรา ถึงพระรูปนั้น

เราบอกว่า สมาธิกำลังเกิด เขาเลยเงียบไป สำหรับตัวเรา ขณะสมาธิกำลังเกิด มีสุขเกิด แปบเดียว ขาดความรู้สึกตัว คือ จับรายละเอียดของสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นได้ตลอด จนกระทั่งความรู้สึกดับหายไป

รู้สึกตัวอีกที ตอนเช้า ได้เล่าให้เจ้านายฟังว่า ที่ไม่คุยด้วยเพราะอะไร

ได้ยินเสียงความคิด

สภาวะนี้หายไปนานแล้ว เช้านี้ ขณะที่กำลังเอาน้ำใส่ถังเครื่องซักผ้า ได้ยินเสียงเจ้านายถามหาเสื้อทำงานว่า อยู่ที่ไหน เราเดินออกไปนอกห้อง หยิบเสื้อที่แขวนไว้ด้านนอก

เราได้ถามเจ้านายว่า เมื่อกี้พูดอะไร เสียงมันเบา ใช่ถามหาเสื้อหรือเปล่า
เจ้านายบอกว่า เขาไม่ได้พูด แค่คิดเฉยๆว่า วลัยพรเอาเสื้อไปไว้ไหน หรือยังไม่ได้รีด

เราก็บอกกับเขาว่า ได้ยินเสียงเจ้านายพูดจริงๆนะ แต่เสียงเบามากๆ ถึงได้ถามไปว่า พูดอะไร ที่แท้ เสียงความคิดของเขานี่เอง

ก็เลยเล่าให้เขาฟัง ครั้งเมื่อช่วงที่มีผู้หญิงที่เขาเคยคบ โทรมาหาเขา แล้วเขามีความคิดตำหนิติติงเรา เราบอกกับเขาว่า ครั้งนั้น ได้ยินเสียงความคิดของเขาดังมากจับได้หมด รู้แต่ว่า ตอนนั้น โกรธเขามากๆ ที่ไปเชื่อคำพูดของคนอื่น

เขาหัวเราะ

เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะเดี่ยวนี้ สภาวะจิตเป็นสมาธิของตัวเอง เปลี่ยนไป จะมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเนืองๆ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม แม้กระทั่งเล่นเกมส์ พูดคุย หรือกำลังพิมพ์นี่อยู่ก็ตาม

เราบอกกัับเจ้านายว่า เรารู้เส้นทางนี้ดีว่า ควรทำอย่างไร จึงจะไปสู่จุดหมายปลายทางได้ เพียงแต่ สภาวะของเรานั้น ต้องมีความทุกข์มาบีบคั้น จึงจะก้าวย่างต่อไปได้

มันเป็นเรื่องปกติจริงๆ ของการปฏิบัติ เมื่อยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่สามารถระลึกได้หมด ทุกลมหายเข้าออก

โฆษณา

ก๋วยเตี่ยวกับน้ำซุป

ถ้ากินที่ร้าน ชอบสั่งเส้นเล็ก

ถ้าสั่งกลับบ้าน ชอบสั่ง บะหมี่แห้ง แยกน้ำซุป

ที่สั่งบะหมี่กลับบ้าน เพราะ เมื่อนำเข้าตู้เย็น เวลาจะกิน อุ่นด้วยไมโครเวฟ เส้นยังหนานุ่มอยู่ ผิดกับเส้นอื่นๆ โดยเฉพาะเส้นเล็ก ชอบติดกัน

ถ้าไม่ต้องการให้เส้นติดกัน ต้องใส่น้ำมันกระเทียมเจียวเยอะๆ คลุกเคล้าเส้น ไม่ให้ติดกัน เมื่อกินเข้าไป เท่ากับได้ของแถม คือ น้ำมัน

ส่วนเส้นบะหมี่ ไม่ต้องใช้น้ำมันมาคลุกเคล้า อุ่นแล้ว เส้นไม่ติดกัน

ที่ขอน้ำซุปแยกทุกครั้ง เพราะ น้ำซุปที่ได้มามีประโยชน์มาก นำไปทำต้มจืด ก็ได้ ทำข้าวต้มก็ได้ ทำสุกี้ก็ได้ ทำแกงก็ได้ คือใช้ประโยชน์ได้สารพัด ยิ่งเจอร้านที่ไม่หวงน้ำซุป ยิ่งชอบใจ เพราะแบ่งทำได้หลายอย่าง

ยิ่งรู้ ยิ่งเก็บตัว

ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ เหตุยิ่งมากขึ้น เป็นเงาตามตัว
เวลาเจอผลรับ อย่าโอดครวญให้เสียเวลา

แก้ต้องแก้ที่ตนเอง ให้ดูเหตุที่มีอยู่ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ทุกๆขณะ ในชีวิต
กว่าจะรู้ว่า วิธีการเพื่อเซฟตัวเองให้มากที่สุด ควรทำอย่างไร ไม่อยากจะเซดจริงๆ

เข็ดจริงๆให้ดิ้นตาย

ผู้ที่รู้แล้ว มีแต่ สงบ ระงับ เพราะ ต้องพาตัวเอง ไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวงก่อน ภพชาติของการเกิด น่ากลัวยิ่งนัก

ยังมีอยู่บ้าง การเขียน ที่บางครั้ง มีบุคคลอื่นอยู่บ้าง ถึงแม้ไม่ได้เจาะจงถึงใครเป็นพิเศษก็ตาม ก็ระวังมากขึ้น

ขอบคุณ การเขียนตามความเป็นจริง เพื่อดูตัวเอง ของเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ ขอบคุณจริงๆ

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ การสร้างเหตุของการเกิดภพชาติใหม่เนืองๆ

ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร นั่นแหละคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน แต่ละ ขณะๆๆๆๆๆ

ที่ยังทำ เพราะ ไม่รู้

ถ้ารู้แล้ว จะพยายาม ที่จะไม่ทำ จนกระทั่ง ไม่ทำในที่สุด

 

ฝึกคิดดี คิดดี นั้น คิดอย่างไร

คิดดี คือ ให้ดูตัวเองเป็นหลัก ดูสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไปในแต่ละครั้ง ให้กลับมาทบทวน ไม่ก็เขียนออกมา

แรกๆอาจจะดูตัวเองไม่ออก พอเขียนลงไปบ่อยๆ จะเห็นแต่ความไม่ดีของตัวเอง หากมีความอยากจะดูนอกตัว ดูหนังดุละครดีกว่า เพราะไม่แตกต่างจากชีวิตจริง

การดูหนังดูละคร ไม่ว่าจะเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไรก็ตาม อย่างน้อยๆ เหตุสั้นลง เพราะมันแค่ละคร

ในชีวิตจริง การมองคนอื่น แล้วเกิดความรู้สึกนึกคิด แค่คิดไม่พอ พูดออกไปอีก พูดไม่พอ ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน กลับกลายเป็นการผูกใจเจ็บ อาฆาต พยาบาทต่อกันไปทันที

ฝึกที่จะไม่ว่าใคร ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไรหรืออะไรก็ตาม นั่นคือ เหตุปัจจัยของแต่ละคน

เมื่อยังมีการนำมาเปรียบเทียบ เหตุมี ผลย่อมมี ภพชาติจึงเกิดขึ้นใหม่เนืองๆ

ไปได้ยาก

เจ้านายเคยเจอสภาวะ ความตายมาแล้ว จิตย่อมบันทึกไว้

เจ้านายเล่าให้ฟังว่า เจอสภาวะแบบนั้นอีกแล้ว ที่จะต้องเจอความตาย

เราบอกว่า เพราะเขารู้สภาวะแล้ว เมื่อสภาวะเกิดขึ้น กิเลสย่อมเกิด เมื่อกิเลสเกิด จะกลับมารู้ที่กายทันที

เขาบอกว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ พอสภาวะนั้นเกิด จิตจดจ่อทันที พอจดจ่อ จิตกลับมารู้ที่กาย

เราเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน หลังจากผ่านสภาวะความตายมาแล้ว ก็มีสภาวะนั้น เกิดขึ้นอีก ความที่ว่า จดจำสภาวะนั้นได้ จิตเกิดความยินดี พอกิเลสเกิด จิตกลับมารู้ที่กายทันที

จิตต้องมีสภาวะอุเบกขาเท่านั้น จึงจะผ่านเข้าไปได้ และขณะผ่าน ถ้ากลัวความตาย เหมือนที่เขาเคยเจอมา จะผ่านไปไม่ได้

เพราะช่วงขณะที่จะผ่านเข้าไปนั้น ต้องมีอาการเหมือนคนขาดใจตายก่อน จึงจะผ่านเข้าไปได้ คือ ต้องตายก่อน ขณะตาย มีสติ สัปชัญญะรู้อยู่ นั่นแหละ จึงจะผ่านเข้าไปตรงนั้นได้

ฉะนั้น ทั้งกำลังของสมาธิ ต้องมีกำลังมากๆ และสติ ก็ต้องมีสภาวะสมดุลย์เช่นเดียวกัน คือ ไม่เหลื่อมล้ำกว่ากันมากเกินไป

เขาเคยเล่าสภาวะหนึ่งให้ฟัง ช่วงสงการนต์ที่ได้ไปปฏิบัติมา ๔ วัน เขาบอกว่า เขาหลุดเข้าไปอีกที่หนึ่ง มีแสงสว่างมาก มันโล่งไปหมด รู้สึกตัวตลอด

เราบอกว่า ดีแล้ว ที่ได้รู้เห็นแบบนั้น ยิ่งรู้เห็นมากเท่าไหร่ ว่าสิ่งที่วลัยพรได้เขียนบันทึกไว้ มีอยู่จริง ยิ่งเกิดกำลังในการทำความเพียรมากขึ้น

ถ้ารู้ตามความเป็นจริงเมื่อไหร่ จะรู้แบบหยาบๆก่อน รู้โดยสภาวะ คือ รู้ชัดในเรื่องของเหตุและผล ทำให้เชื่อเรื่องกรรม

เขาบอกว่า ตอนนี้เขาเห็นชัดมากๆในเรื่อง กรรม แค่คิด ไม่ได้พูดออกไป โดนทันที ยิ่งเห็นมากเท่าไหร่ ยิ่งระวังมากขึ้น

ตอนนี้เขานั่งสมาธิได้ประมาณ ๑ ชม. รู้สึกตัวเป็นระยะๆ บางครั้งก็ดับหายไป แสงสว่าง มากน้อยแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน

เราบอกว่า ดีแล้ว ทางที่จะผ่านไปได้ สมาธิต้องมีกำลังเยอะมากๆ สมาธิมีกำลังมากเท่าไหร่ โอภาสยิ่งสว่างแบบสุดๆ และต้องมีสติ สัมปชัญญะ รู้อยู่เนืองๆ ไม่ใช่ นั่งแล้ว ไม่รู้สึกตัวเลย

ถ้าเขานั่งบนโซฟา จะนั่งได้นานหลายชม. เหมือนเราเมื่อก่อนไม่มีผิด ซึ่งผิดกับสภาวะตัวเองในตอนนี้ สมาธิที่เกิดขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อน เป็นสมาธิที่รู้สึกตัวทั่วพร้อมเนืองๆ ในทุกๆอิริยาบท ไม่มีกำลังสมาธิแนบแน่นแบบก่อนๆ อย่างมาก แค่ดับเป็นระยะสั้นๆ

เหตุที่จะปลีกวิเวก เพราะเหตุนี้แหละ ทางที่เคยเดินผ่านมา ย่อมรู้ดีกว่า ต้องทำอย่างไร จึงจะผ่านสภาวะต่างๆไปได้

ถ้าคนไม่เคยผ่านมาก่อน ย่อมไม่รู้ว่า ควรทำอย่างไร แล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

รู้ปริยัติ

เจ้านายถามว่า ผู้ที่รู้แล้ว จะรู้ปริยัติเหมือนกับวลัยพรไหม คือตัวเอง เป็นคนที่ก่อนปฏิบัติ ไม่รู้ปริยัติ ยิ่งพระไตรปิฎก ไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้จัก เรื่องอ่าน ยิ่งไม่ต้องถามถึง

เราบอกว่า แล้วแต่เหตุนะ ตามตำราที่เคยอ่านมา เขากล่าวอ้างไว้ว่า บางคนรู้แค่ตัวเอง สอนใครไม่ได้

คือ เรามองว่า อาจเป็นการบอกต่อๆกันมา เหมือนหลายๆเรื่อง ที่ถูกแต่งขึ้นมาโดย อรรถกถาจารย์ และขึ้นอยู่กับ ผู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ(สภาวะ) แก่เขาด้วย แล้วแต่เหตุปัจจัยนะ ไปตอบแบบเจาะจงไม่ได้

บอกให้เขาทำความเพียรต่อไป เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เขาจะสิ้นสงสัย สำหรับตัวเองแล้ว ไม่มีความสงสัยเรื่องพวกนี้ มองแค่ว่า แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

สิ่งที่ควรพูดมากที่สุด คือ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการกระทำไปให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์ ภาษาโลก ก็งั้นๆ มีแต่ตกอยู่ภายใต้ โลกธรรม ๘

ส่วนใครคิดอะไร ยังไง หรืออย่างไร กับสิ่งที่ได้เขียนๆลงไป บอกได้เลยว่า แล้วแต่เหตุปัจจัย ที่มีต่อกัน

ไมโครเวฟ

ไมโครเวฟ มีให้เลือกหลากหลาย สำหรับความเป้นคนที่ยังขาดความระวังอยู่บ้าง
เมื่อก่อนเคยใช้ไมโครเวฟสีขาว ไม่อยากจะเซดสภาพไมโครเวฟ เมื่อผ่านไปหลายปี ทั้งสนิม ทั้งคราบสกปรก เพราะใช้หลายมือ

จากประสพการณ์ตรงนั้น เมื่อมาอยู่กับเจ้านาย การซื้อไมโครเวฟตัวใหม่ จึงเลือกเป็นเซรามิก สะดวกในการทำความสะอาด และเป็นสีดำภายนอก คล้ายลายหินอ่อน สีเทาเกือบดำ ของซัมซุง

ภายนอก ไม่ว่าจะมีการขีดข่วน จะไม่มีร่องรอยปรากฏ ภายใน อาหารกระเด็นใส่ เช็ดออก ทำความสะอาดง่าย ด้วยน้ำเปล่า

ทุกวันนี้ ไมโครเวฟ ที่ไม่ได้ทำความสะอาดอะไรมาก ยังดูใหม่ และสะอาดอยู่เหมือนตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ

สภาวะเรือนว่างเปล่า

ที่ชื่อว่า ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ได้แก่
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ด้วยปฐมฌาน
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยทุติยฌาน
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ด้วยตติยฌาน
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยจตุตถฌาน.

หมายเหตุ:

สภาวะเรือนว่างเปล่า หมายถึง ว่างเปล่าปราศจากความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม  ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(สัมมาสมาธิ)  ไม่ว่าสภาวะใดเกิดขึ้น ให้โยนิโสมนสิการ(ดุตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้   สัมมาทิฏฐิ  สภาวะอริยมรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

อากังขวรรคที่ ๓
อากังขสูตร
[๗๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล

พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยปาติโมกข์อยู่เถิด

จงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด

จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อย

สมาทานศึกษาอยู่ ในสิกขาบททั้งหลายเถิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นที่รัก ที่ชอบใจที่เคารพ
และที่ยกย่องของสพรหมจารีทั้งหลายไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ประกอบด้วยความสงบใจในภายใน

ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารทั้งหลายไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ประกอบด้วยความสงบใจใน
ภายใน ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร ของชนเหล่าใด

ขอสักการะของชนเหล่านั้นพึงมีผลมาก มีอานิสงส์มากไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย…

เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า ญาติสาโลหิตเหล่าใด ผู้ละไปแล้ว กระทำกาละแล้ว
มีจิตเลื่อมใส ย่อมตามระลึกถึง ขอการระลึกถึงแห่งญาติสาโลหิตเหล่านั้นพึงมีผลมาก มีอานิสงส์มากไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย …
เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรบิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ ในศีลทั้งหลาย … เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย เหลือบ ยุง
ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ถ้อยคำอันหยาบช้า พึงเป็นผู้อด
กลั้นต่อทุกขเวทนาอันมีในสรีระที่เกิดขึ้นแล้ว กล้าแข็ง เผ็ดร้อน อันไม่ชื่นใจ
ไม่พอใจ อันนำชีวิตไปไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้เป็นผู้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย … เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นผู้ครอบงำความไม่ยินดี และความยินดี และขอความไม่ยินดีและความยินดีไม่พึงครอบงำเรา เราพึงครอบงำความไม่ยินดี และความยินดีอันเกิดขึ้นแล้วอยู่ไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย … เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นผู้ครอบงำภัยและความหวาดเสียว และ
ขออภัยและความหวาดเสียวไม่พึงครอบงำเราได้ เราพึงเป็นผู้ครอบงำภัยและความ
หวาดเสียวที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย … เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันไซร้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย … เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราพึงทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะไม่ได้

เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ไซร้

ภิกษุเหล่านั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ประกอบความสงบใจในภายใน

ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยปาติโมกข์อยู่เถิด

จงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด

จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายเถิด

ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
จบสูตรที่ ๑

หมายเหตุ:

เวลากล่าวถึงสมถะและวิปัสสันา พระองค์จะทรงกล่าวคู่กัน
“ภิกษุเหล่านั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ประกอบความสงบใจในภายใน ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่าเถิด”

๖. อากังเขยยสูตร

ว่าด้วยข้อที่พึงหวังได้ ๑๗ อย่าง

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 024&Z=1135

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า
เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

ประกอบด้วยวิปัสสนา

พอกพูนสุญญาคาร.

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมายเหตุ;

หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)
สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรมเก่า(การกระทำที่เคยกระทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
(วิบากกรรม /เวทนา ที่มีเกิดขึ้น)

ให้โยนิโสมนสิการ(กำหนด)
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง กาย วาจา(ไม่สานต่อ)
เป็นการดับรอบเฉพาะตน(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว(กรรมใหม่/วจีกรรม กายกรรม ไม่มี)

พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว(มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8)

กิจที่ควรทำ(หยุด) ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

หมายเหตุ;

ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิในระดับฌาน(มิจฉาสมาธิ-สัมมาสมาธิ)

มิจฉาสมาธิ
สมาธิที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้
(สมาธิบดบังกิเลส)

สัมมาสมาธิ
สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิตธรรม

ประกอบด้วยวิปัสสนา

หมายเหตุ;

ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นทั้งในการดำเนินชีวิต
และขณะทำความเพียร

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อใจน้อมลงสู่วิปัสสนา(ไตรลักษณ์)เนืองๆ

หากมีผัสสะใดเกิดขึ้น
ใจย่อมน้อมลงสู่วิปัสสนาเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณา

เป็นเหตุปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง จากผัสสะที่มีเกิดขึ้น
โดยไม่ต้องคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

พอกพูนสุญญาคาร

หมายเหตุ;

อยู่ในเรือนว่าง

สุญญตา

เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่า
หมายถึง สุญญตา หรือ สภาวะที่ปราศจาก ความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น

1. ที่มีเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

2. ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ สัมมาสมาธิ
คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

หากเป็นมิจฉาสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถะ
วิญญาณ/ธาตุรู้ จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จนกว่าสมาธิจะคลายตัวหรืออ่อนกำลังลง

กรรม ได้แก่ การกระทำ

ทาน ศิล ภาวนา(เหตุและผล)

 

เหตุ

เมื่อมีเหตุอยู่ ผลย่อมมีเกิดขึ้น เป็นธรรมดา
เมื่อไม่สร้างเหตุต่อ ผลจะเอามาจากไหน ยกเว้น เหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

บางสิ่ง เมื่อยังมีติดข้องอยู่ ผลย่อมมีเกิดขึ้นตามมา ถ้าวางลงไปได้ ผลจะมีเกิดขึ้นอีกหรือไม่
ก็ขึ้นอยู่กับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่นั้น ว่าหมดเชื้อแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่หมด เหตุมี ผลย่อมมี

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จิตย่อมปล่อยวาง ตามเหตุปัจจัยเอง โดยไม่ต้องไปพยายามคิด ที่จะปล่อยวาง

คำว่า “หยุดสร้างเหตุนอกตัว” หมายถึง เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิด ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย ให้มีสติรู้อยู่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ขณะผัสสะเกิด เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม ให้กระทำไว้ในใจ คือ รู้อยู่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ สภาวะ การให้ทาน การเป็นผู้มีศิล และ ภาวนา เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย ได้แก่

การให้ทาน หมายถึง การให้อภัยทานต่อผู้อื่น ทุกๆการกระทำ ที่เขาทำกับเรา ให้อภัยทุกอย่าง

การเป็นผู้มีศิล หมายถึง การเป็นผู้สังวร ระวัง ได้แก่ เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ รู้อยู่ในกายและจิตของตัวเอง

ภวานา หมายถึง เป็นผู้มีสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ความรู้สึกนึกคิดอะไรเกิดขึ้น ก็รู้

สภาวะนี้ เป็นสภาวะสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นผู้ที่ละอภิชชา โทมนัสเสียได้ หมายถึง การไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นการละ โดยการกระทำ ละแบบหยาบๆ

เมื่อไม่สร้างเหตุออกไป เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี หากเหตุยังมีอยู่ ผลย่อมมีอยู่ เพียงแค่รู้ และตั้งใจทำความเพียรต่อไป

อานนท์ ! ความทุกข์นั้น เรากล่าวว่า เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น.

ความทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยอะไรเล่า ?
ความทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือ ผัสสะ,

ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว ไม่เป็นการกล่าวตู่เรา ด้วยคำไม่จริง ;
แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย.

อานนท์ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น :

สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ ตนทำเอาด้วยตนเอง,

แม้ความทุกข์ ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ;

สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติ ความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้,

แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ;

สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย

แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ;

ถึงแม้สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม.

แม้ความทุกข์ที่ พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้อยู่นั่นเอง.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๔๐/๗๕.

ผล

ภิกษุ ท. ! ….ส่วนบุคคล เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง จักษุ ตามที่เป็นจริง.
เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง รูปทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ตามที่เป็นจริง,
เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง จักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง,

เมื่อรู้เมื่อเห็นซึ่งเวทนาอันเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริงแล้ว ;

เขาย่อมไม่กำหนัดในจักษุ, ไม่กำหนัดในรูปทั้งหลาย, ไม่กำหนัดในจักขุวิญญาณ, ไม่กำหนัดในจักขุสัมผัส,
และไม่กำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม.

เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ไม่ลุ่มหลงแล้ว ตามเห็นอาทีนวะ (โทษของสิ่งเหล่านั้น) อยู่เนืองๆ,
ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความไม่ก่อเกิดต่อไป;

และตัณหา อันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน
เป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ นั้นอันเขาย่อมละเสียได้;

ความกระวนกระวาย (ทรถ) แม้ ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้,
ความกระวนกระวาย แม้ ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้;
ความแผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้,
ความแผดเผา แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้;
ความเร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้,
ความเร่าร้อน แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้.

บุคคลนั้นย่อม เสวยซึ่งความสุข อันเป็นไป ทางกายด้วย.
ซึ่งความสุขอันเป็นไป ทางจิต ด้วย.

เมื่อบุคคลเป็นเช่นนั้นแล้ว ทิฏฐิ ของเขา ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ;
ความดำริของเขา ย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะ; ความพยายาม ของเขา ย่อมเป็นสัมมาวายามะ ;
สติ ของเขา ย่อมเป็นสัมมาสติ; สมาธิ ของเขา ย่อมเป็นสัมมาสมาธิ;

ส่วน กายกรรม วจีกรรม และ อาชีวะ ของเขา เป็นธรรมบริสุทธิ์อยู่ก่อนแล้วนั่นเทียว.
ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้ ของเขานั้น ย่อม ถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ.

เมื่อเขาทำอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้,
สติปัฏฐาน แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
สัมมัปปธาน แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
อิทธิบาท แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
อินทรีย์ แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
พละ แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
โพชฌงค์ แม้ทั้ง ๗ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ.

ธรรมทั้งสองคือ สมถะ และวิปัสสนา ของเขานั้น ย่อมเป็นธรรมเคียงคู่กันไป.
บุคคลนั้น ย่อม กำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ;
ย่อมละ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง ;
ย่อมทำให้เจริญ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง;
ย่อม ทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ?

คำตอบ พึงมีว่า ปัญจุปาทานขันธ์ ทั้งหลาย กล่าวคืออุปาทาน
ขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรม อันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วย ปัญญาอันยิ่ง ?
คำตอบ พึงมีว่า อวิชชา ด้วย ภวตัณหา ด้วย :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แลชื่อว่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ?
คำตอบ พึงมีว่า สมถะ ด้วย วิปัสสนา ด้วย :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ?
คำตอบ พึงมีว่า วิชชา ด้วย วิมุตติ ด้วย :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.

หมายเหตุ:

และอย่างที่ได้บอกไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น เกินจากนั้น แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่มีติดใจอะไร แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ของแต่ละคน ผู้ที่ดับเหตุที่ตนได้ ย่อมอยู่อย่างเป็นสุข

ส่วนความทุกข์ที่มองเห็น จะเห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิดและของสังขาร/อัตภาพร่างกายนี้
เรื่องนอกตัว ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ถ้าไม่ไปยุ่งกับสิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้นเอง

 

 

กรรม ได้แก่ การกระทำ เป็นเรื่องของเหตุที่กระทำ

วิบากกรรม ได้แก่ ผลของการกระทำ เป็นเรื่องผลที่ได้รับจากการกระทำตามความเป็นจริง ที่เกิดจากมโนกรรม (เจตนา) เป็นหลัก

กฏแห่งกรรม คือ กฏแห่งการกระทำ ทำอย่างไร ย่อมได้รับผล ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามความคิด ที่มีความเป็นตัวตน เขา, เรา ที่ยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ถูก, ผิด, ดี, ชั่ว, บาป, บุญฯลฯ

ถูก, ผิด, ดี, ชั่ว, บาป, บุญฯลฯ คำเรียกต่างๆเหล่านี้ แตกต่างเพียงเปลือกหรือชื่อที่เรียก แต่สภาวะที่เกิดขึ้น ไม่แตกต่าง ล้วนเป็นเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ

มโนกรรม เป็นด่านแรก

เปลือกนอกที่มองเห็นของแต่ละคน ย่อมมีแต่การคาดเดา ที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งที่มากระทบ

ดี, ชั่ว, ถูก, ผิด, บาป, บุญฯลฯ จึงมีเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

เหตุทางมโนกรรม

เหตุทางมโนกรรม มีหลายระดับ เหตุของการเกิดภพชาติไม่ว่าจะปัจจุบันและเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

มโนกรรม (ความคิด) เป็นตัวส่งผลเป็นด่านแรก จึงมีคำกล่าวว่า กรรมนั้นๆจะส่งผลมากน้อยแค่ไหน “อยู่ที่เจตนา”

คือ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องบาป, บุญ, ถูก, ผิด, ดี,ชั่ว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นของแต่ละบุคคล

ความโกรธ ความเกลียด

ความโกรธโดยทั่วๆไป อันนี้แค่โกรธธรรมดา
ถ้ามีมาก จากความโกรธ จะเปลี่ยนเป็นความเกลียด

สภาวะตรงนี้ หากยังยอมรับไม่ได้ ให้มนสิการไว้ในใจ คือ เก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจ อย่าปล่อยให้เกิดการกระทำใดๆให้เป็นวจีกรรมหรือกายกรรมออกมา

รู้สึกอะไรอย่างไร ยอมรับไปตามนั้น รู้ไปตามนั้น นี่คือดับต้นเหตุของการเกิด ในภพชาติปัจจุบัน

อันดับต่อมา ยอมรับได้ แต่มีการปรุงแต่งต่อตามความหนาแน่นของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทางมโนกรรม

หากโกรธมาก เกลียดมาก อยากพูด อยากว่า อยากด่าอะไร ด่าไปเลย แต่ทำไว้แค่ในใจ อย่าปล่อยออกมาทางวจีกรรมและกายกรรม ไม่งั้นเหตุไม่จบแน่นอน ภพชาติยืดยาวเกิดต่อไปอีก เพราะอีกฝ่ายคงไม่ยอมเช่นกัน

การที่ไม่ปล่อยให้เกิดทางวจีกรรมและกายกรรม แค่กระทำให้เกิดขึ้นเพียงในใจ ถ้าถามว่ากรรมนี้จะส่งผลไหม

ตอกย้ำชัดๆเลยว่า ส่งผลอย่างแน่นอน

เพียงแต่ ถ้าไม่ต่อยอดหรือตอบโต้ออกไป เหตุย่อมจบลงโดยตัวสภาวะของเหตุนั้นๆเอง นี่เป็นการสร้างเหตุของเกิดภพชาติให้เกิดขึ้นมาใหม่ในปัจจุบันชาติ ที่เกิดจากการเพ่งโทษต่อผู้อื่นในใจ

ความพยาบาท

ความโกรธ ความเกลียดที่มีอารมณ์แรงมากขึ้น ที่เกิดจากการผูกใจเจ็บร่วมด้วยทำให้กลายเป็นความพยาบาท ซึ่งเป็นการสร้างเหตุของของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสงสาร ไม่ใช่แค่การสร้างเหตุของการเกิดภพชาติใหม่ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

ลักษณะของความพยาบาท

ความพยาบาท มีลักษณะการแสดงออกที่ชัดเจน ได้แก่ การคิดขอให้ผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วม ขอให้เขาโดนอย่างที่ตนเองโดน อยากให้เขารู้สึกอย่างที่ตนเองรู้สึก อยากให้เขาเป็นอย่างที่ตนเองเป็นฯลฯ คือเป็นความอยากไปทางเพ่งโทษ มุ่งร้ายต่อผู้อื่น

ถ้าเพียงแค่คิด ยังไม่กระทำออกไป ผลที่ได้รับทันตา คือ ความทุกข์ ความขมขื่น ความคับแค้นใจยากที่จะทนได้ เหตุเพราะความผูกใจเจ็บ พยาบาทต่อผู้มีเหตุร่วม กลายเป็นความอาฆาตจองเวรไปโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นเหตุของการเกิดในภพชาติปัจจุบัน

นอกจากความทุกข์ใจต่างๆที่ส่งผลให้ได้รับทันที เมื่อเหตุยังไม่จบ เหตุทางมโนกรรมยังมีอยู่ ผลย่อมให้ได้รับอย่างแน่นอน กรรมที่ส่งผล จะมาในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งที่คิดเอาไว้ทั้งหมด ส่งย้อนกลับมาหาในรูปของเหตุ

เพียงแต่จะรู้ไหม หากรู้ ย่อมหยุดตอบโต้ ยอมเจ็บใจ แต่ไม่สานต่อ จิตที่มีความพยาบาทจะลดลง เพราะรู้แล้วว่า แค่คิด ก็ส่งผลเหมือนกัน

หลังจากเหตุนั้นจบ จะมีผู้ที่มีเหตุร่วมที่ยังมีอยู่ ส่งผลวิบากใหม่มาอีก เกิดเดิมๆซ้ำๆ จนกว่าจะยอมรับตามความเป็นจริงได้ เพียงดูสิ่งที่เกิดขึ้นไปตามความเป็นจริง รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้น ดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

เมื่อจิตรู้เช่นนั้นบ่อยๆ จิตจะเกิดสภาวะปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง สุดท้าย เหตุย่อมจบลงไปด้วยเหตุปัจจัยของเหตุนั้นๆเอง โดยไม่ต้องไปแก้ไขอะไรทั้งสิ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นทั้งการสร้างเหตุของการเกิดภพชาติขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งสามารถดับภพชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นมาใหม่

ความพยาบาทที่ส่งผลเป็นเหตุของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่ การปล่อยให้เกิดกระทำออกไป ไม่ว่าจะทางวจีกรรมหรือกายกรรม เพราะ เมื่อตอบโต้ออกไป ไม่ว่าจะถูกหรือผิดตามความเป็นจริงก็ตาม

เหตุนั้นย่อมไม่จบ เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ยอม หรือถ้าอีกฝ่ายยอมจบเอง ไม่ต่อยอด ไม่ตอบโต้ ยังไงๆเหตุนั้นๆก็ยังผลอย่างแน่นอน เพียงแต่เป็นคนใหม่ที่มีเหตุร่วมกัน

การตัดภพตัดชาติในปัจจุบัน

ได้แก่ การดับเหตุทั้งหมดที่ตนเอง

การตัดภพชาติของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ได้แก่ การละความพยาบท ความอาฆาต การจองเวรไม่ยอมเลิกลา

ความพยาบาท เกิดจากกิเลสที่นองเนืองในขันธสันดาน ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย

เมื่อไม่ได้ดั่งใจหรือแม้กระทั่งได้ดั่งใจก็ตาม ความมีอัตตาตัวตนที่มีอยู่ จิตที่มีการยึดมั่นถือมั่น เป็นเหตุให้ สร้างเหตุตามความรู้สึกนึกคิด ที่เป็นเหตุให้เกิดการเวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป

วิธีการตัดภพชาติในวัฏสงสาร

มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ การทำลายอนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่ ที่เป็นสภาวะสมุทเฉจประหาน ได้แก่ สมถะ -วิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔

ซึ่งเกิดจากการฝึกจิตให้ตั้งมั่น ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ (สมถะ) แล้วจึงปรับอินทรีย์ระะหว่างสมาธิกับสติ ให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้ สภาวะสัมปชัญญะ (ปัญญา) เกิด (สัมมาสมาธิ) ส่วนวิริยะเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อสภาวะสัมมาสมาธิ (ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ)เกิด เป็นเหตุให้สภาวะสัมมาทิฏฐิเกิด ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม (วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ หรือที่นำมาเรียกว่าวิปัสสนาญาณในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ สภาวะญาณ ๑๖ )

สภาวะทุกๆสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง โดยไม่ต้องทำความเพียรเพราะความทะยานอยากมี อยากได้ หรือแม้กระทั่งอยากเป็นอะไรๆในบัญญัติที่นำมาเรียกๆกัน

เหตุเพราะ เมื่อรู้ชัดตามความเป็นจริงภายในกายและจิต (สมถะ-วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔) เป็นเหตุให้รู้ว่าสภาวะสมถะ/การเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ -วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ มีอยู่จริง

ผลที่ได้รับ คือ ความทะยานอยากที่มีอยู่จะลดน้อยลงไปเองตามเหตุปัจจัย เหตุมี ผลย่อมมี

สภาวะทั้งหมดจบลงที่

หยุดสร้างเหตุภายนอก (ทำตามความรู้สึก/กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เพราะผัสสะเป็นเหตุปัจจัย)

หมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ (สมถะ/เจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ-วิปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔)

 

กฏแห่งกรรม กับ กรรม 

กฏแห่งกรรม เป็นสำนวนไว้สอนชาวบ้าน ให้รู้ชัดในเรื่องของเหตุที่กระทำ และผลที่ได้รับ แบบหยาบๆ

กรรม เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังจะสร้าง ให้เกิดขึ้นใหม่ เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่

เวลาพระพุทธเจ้าตรัสสอนในเรื่องเหตุปัจจัย พระองค์ทรงตรัสเรื่อง กรรม

การทำดี

การทำดี ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้หมายถึง ต้องการให้คนอื่นรู้ว่า ตนได้ทำความดี

ทำแบบนี้ ทำเพราะ ต้องการให้คนอื่นรู้ ล้วนเป็นโลภะ จึงยอมเสียสละทุกอย่าง
เหตุจาก ความโลภที่มีอยู่ ตกอยู่ภายใต้โลกธรรม ๘

ทำบุญเอาหน้า ภาวนากันตาย แล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

 

ดี/ชั่ว

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับลมปากของใคร

ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง

ไม่ว่าจะดี/ชั่ว ล้วนเกิดจาก ความถูกใจ/ไม่ถูกใจ หาใช่ตามความเป็นจริงไม่

การกระทำ ที่เป็นตามความเป็นจริงหมายถึง ไม่ว่าจะสร้างเหตุทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

ไม่ใช่เรื่องดี/ชั่ว ถูก/ผิด ใช่/ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป้นเพียงความถูกใจและไม่ถูกใจ ของตนเองและผู้ที่มีเหตุร่วม

 

เขียนตามความเป็นจริง

การปฏิบัติจะก้าวหน้า หมายถึง รู้ชัดในสภาวะจิตที่ตนเองมีอยู่และเป็นอยู่

พึงเขียนสภาวะของตนเองออกมา ตามความเป็นจริง

 

เมื่อนำข้อความจากพุทธวจนะ หรือพระไตรปิฎก หรือจากที่ใดก็ตาม ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ คงเนื้อความคำสอนไว้แบบนั้น
หากต้องการอธิบายความในพระสูตรหรือคำสอนนั้นๆ ควรใช้หมายเหตุลงไปว่า นี่เป็นทิฏฐิของตน

ไม่ควรแทรกข้อคิดเห็นของตนลงไปในพระสูตร หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า

เมื่อมีการกระลงไปด้วยความไม่รู้ จึงมีพุทธวจนะ ปรากฏขึ้นหลายเวอร์ชั่น
แม้กระทั่งพระไตรปิฎก ก็มีหลายเวอร์ชั่น

จนมีผู้ถามว่า ฉบับไหนคือ ฉบับจริง
ได้ตอบไปว่า พระสัทธรรม หรือพระธรรมคำสอน ย่อมเสื่อมหรือเจริญขึ้น หรือสูญสิ้นไป ล้วนเกิดจากปัจจัยของบุคคลยุคนั้น สมัยนั้น

ฉะนั้น สิ่งที่ควรกระทำให้มากที่สุด คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ย่อมกระจ่างแจ้งด้วยตนเอง เป็นเหตุให้รู้เองว่า สภาวะสุญญตา ที่พระองค์ทรงเน้นนักหนา ว่าเป็นอย่างไร นี่แหละคือ สิ่งที่ควรทำมากที่สุด

เมื่อสภาวะสุญญตาเกิด การแจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมเกิดขึ้นตามเหหตุปัจจัย สภาวะนิพพาน ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

เรื่องพระไตรปิฎก และพุทธวจนะ ฉบับไหน เป็นฉบับจริง จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

ที่สำคัญที่สุด คือ ใจของตนเองนี่แหละ อ่านแล้ว เกิดรู้สึกนึกคิดอย่างไร นั่นแหละเหตุของการเกิดภพ ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่

 

เรื่องแปลก

เรื่องของ จิต เป็นเรื่องที่แปลกมาก อาจเนื่องด้วยสัญญาเก่า สมัยเคยเป็นหลวงจีน จิตจึงระลึกถึงแต่ พระโพธิสัตว์ กวนอิม

แล้วก็เป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง หลายๆครั้ง ที่จะเกิดเรื่องใหญ่ เหมือนจะส่งข่าวให้รู้ล่วงหน้า อาจเนื่องจาก มีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

เวลามองรูปพระโพธิสัตว์ จิตเกิดปีติมากมาย บางครั้ง น้ำตาร่วง ขณะเกิดปีติอยู่

เวลามองรูปพระพุทธเจ้า จิตนิ่งสงบ ไม่มีความรู้สึกอื่นปรากฏ
แต่เวลาดู พุทธประวัติ ถึงแม้จะเป็นการ์ตูนก็ตาม จิตเกิดปีติมากมาย น้ำตาร่วง เมื่อฟังคำสอนของพระองค์ ที่มีให้กับ ผู้ที่สามารถสอนได้ ให้รู้ได้ ทำตามได้ ให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล

เวลาอ่านพระธรรมคำสอน จิตเกิดปีติมากมาย พร้อมกับคิดว่า ถ้าไม่มีพระธรรมคำสอน ถ่ายทอดทิ้งไว้ มนุษย์ทั้งหลาย จะเดินทางให้ถูกทางได้อย่างไร แล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

เวลามองพระสงฆ์ทั่วๆไป บางครั้งเดินบิณฑบาตอยู่ จิตเกิดปีติทุกครั้ง แม้กระทั่งอ่านประวัติเหล่าพระอรหันต์ ๘๐ รูป ในสมัยพุทธกาล เกิดปีติ น้ำตาร่วงทุกครั้ง

ตราบใดที่ยังมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตราบนั้น การทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ย่อมมีปรากฏอยู่ คือ ยังมีรอยให้เดินตามได้อยู่

ตรวจสอบห้องน้ำ

ลงไปจ่ายค่าส่วนกลาง กับค่าน้ำ ได้ยินค่าน้ำ หงายเก่ง อะรั๊ยยยย เจ้านายอยู่แค่คนเดียว ไม่ได้ใช้เครื่องซักผ้า อาบน้ำวันละครั้ง ตอนเช้าก่อนไปทำงาน ส่วนกลางคืน ถ้าไม่เหนียวตัวจริงๆ เจ้านายไม่เคยอาบ วลัยพรก็เป็นเช่นเดียวกัน

ปกติอยู่สองคน น้ำใช้จริงๆ ๔ หน่วย แต่มีมิเตอร์ของเขาต่างหาก ขึ้นมา ๘ หน่วย ก็ไมได้ต่อว่าอะไร ถือว่า ไม่ได้จ่ายเพิ่ม เพราะเขาให้ใช้ไม่เกิน ๘ หน่วยต่อเดือน จ่าย ๑๕๐ บาท

มาเดือนเมย. วลัยพร แทบไม่ได้อยู่ห้องเกือบเดือน ค่าน้ำเดือน พค. ๑๕ หน่วย จะไม่ให้หงายเงิบได้ยังไง ยังไม่จ่ายค่าน้ำ ให้ช่างมาดูก่อน

ช่างบอกว่า มีน้ำรั่วในห้อง ขอเข้ามาดู เราก็พาเข้าไปที่ห้องน้ำ เขาบอกว่า น้ำในชักโครกรั่ว มิเตอร์หมุนตลอด หมุนแบบเอื่อย หมุนทั้งวันทั้งคืน ค่าน้ำเลยออกมาแบบนั้น

ตอนแรกไม่เชื่อ เเพราะเคยเห็นที่บริษัท และที่ทำงานอื่นๆ ก็มีน้ำไหลลงมาที่โถส้วมทั้งนั้น

ช่างบอกว่า ให้ดูระดับน้ำ ปกติระดับน้ำจะแค่นี้ ชี้ให้ดูแถบระดับน้ำเก่า ที่มีรอยอยู่

ช่างกลับด้านลูกยางด้านใน ที่อยู่ในที่น้ำขึ้นให้ เขาบอกว่า จะอยู่ได้ประมาณ ๕ ปี

หลังจากช่างซ่อมเสร็จ กดน้ำ มองดูน้ำมาไหลลงมาเพิ่มอีกไหม และในถังพักน้ำ ดูว่า จะขึ้นเกินระดับของน้ำเก่า ที่มีเห็นอยู่ไหม

ปรากฏว่า น้ำขึ้นมาใหม่ ไม่เกินระดับเก่า ไม่มีน้ำไหลงเรื่อยๆในชักโครกอีก รอดูเดือนต่อไป ถ้ายังมีอยู่ แสดงว่า มีที่อื่นรั่ว

วิธีแก้ไขชั่วคราว เมื่อไม่มีน้ำต้องใช้ในห้องแล้ว ปิดวาล์วน้ำไปเลย จะใช้เมื่อไหร่ ค่อยเปิด ต้องบอกเจ้านายด้วย เพราะเขาเองก็สงสัยอยู่ว่า ทำไมน้ำในชักโครก จึงมีไหลลงในโถชักโครกตลอด

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2013
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: