ดูใจตัวเองนะ

สิ่งที่เป็นเพื่อความบันเทิง เล่นได้ ดูได้

เรื่องคนอื่น หากทำให้ มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น นั่นแหละเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ ดูได้ รู้ได้นะ แต่อย่าลงไปเล่นด้วย เพราะจะกลายเป็นเหตุ ไม่รู้จบ จึงเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

 

เรียนรู้ ที่จะปรับเปลี่ยนสภาวะ

ทุกๆครั้ง ที่ถูกความทุกข์บีบคั้น คือ จะเห็นสภาวะทุกข์ ได้ชัดกว่าสภาวะ อนิจจัง(ไม่เที่ยง) และอนัตตา(บังคับบัญชาไม่ได้)

ส่วนเจ้านาย จะเห็นสภาวะ อนิจจัง ได้ชัดกว่า สภาวะทุกขัง และอนัตตา

สภาวะไตรลักษ์ ทั้ง ๓ ลักษณะ ใครจะเห็นชัดในสภาวะไหนมากที่สุด คือ เกิดขึ้นทั้งสามสภาวะ ส่วนจะเห็นสภาวะไหนชัดกว่าสภาวะตัวอื่น แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

สำหรับตัวเอง ถ้ามีชีวิตอยู่ปกติ จะทำแบบไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกสุข /ทุกข์อะไร เพียงทำตามเหตุปัจจัย

เมื่อมีเหตุ ให้เจอสภาวะทุกข์ ถูกความทุกข์บีบคั้น เป็นเหตุให้ปรับเปลี่ยนสภาวะทุกๆครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน

ส่วนสภาวะที่ไม่รู้สึกสุข/ทุกข์ มองทุกอย่างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย นั่นแหละคือ สภาวะที่วลัยพรเรียกเองว่า ตกหลุมสบาย เพราะจะไม่ขยันทำความเพียร คือ ทำไปเรื่อยๆ ทำเพราะรู้ นี่แหละ คือ ความประมาทที่ยังมีอยู่

คือ ยังมีคิดนะ เรื่องการเอาเปรียบอีกฝ่าย ถ้าเราไม่อยู่ การปฏิบัติของเจ้านายจะติดขัด เนื่องจากไม่มีเราอยู่อำนวยความสะดวกให้ เรื่องที่จะคิดว่า ไปวัดหลายๆวัน เป็นอันให้หยุดชะงักทุกๆครั้งที่คิด ทั้งๆที่เจ้านายสนับสนุนทุกอย่าง แต่ใจเรา เห็นใจเขา ในเรื่องการปฏิบัติ

เขียนอะไรล่วงหน้าไม่ได้ มีอันสะดุดทุกที สภาวะมาสอนความไม่เที่ยงตลอด แต่ยังอดที่จะคิดไม่ได้ เพราะจิตมุ่งไปทางนั้น

โฆษณา

วันนี้ได้กำไร ๕ ชม.

ซักผ้าเสร็จ ได้เวลา ปฏิบัติการเพื่อตัวเอง

วันนี้ได้กำไร ๕ ชม.

 

๑๖ พค.๕๖

 

เช้านี้ หลังจากเจ้านายไปทำงาน เปิดเครื่อง เตรียมเล่นเนต กะว่า จะซักผ้าที่มีอยู่ พอเปิดเครื่อง รู้สึกถึง สมาธิที่กำลังเกิดขึ้น ตัดสินใจนั่งสมาธิ ปล่อยเครื่องเปิดทิ้งไว้

นั่งบนโซฟา แบบปรับเอนได้ อยู่ในท่าที่รู้สึกสบาย รู้สึกวูบ ดับหายไป รู้สึกอีกที รู้ที่กาย อากาศร้อน ถ้าเปิดแอร์ สงสัยคงจะยาวหลายชั่วโมง

การทำสมาธิในอิริยาบทนอน แตกต่างกับการนอนหลับ ถ้านอนหลับ ที่เรียกว่า หลับ คือ หลับแบบปกติ ที่คนทั่วๆไป เขาหลับกัน

แต่จิตเป็นสมาธิในอิริยาบทนอน ไม่ใช่แบบนั้น จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ แม้กระทั่งดับลงไปช่วงไหน ก็รู้

วันนี้ได้กำไรแต่เช้า ๔ ๑/๒ ชม.

ตอนนี้ อาศัยปรับสภาวะไปแบบนี้ก่อน ถ้าเป็นนั่ง ยังนั่งไม่ได้นาน สมาธิที่เกิด ไม่แนบแน่นแบบก่อนๆ เป็นสมาธิที่มีความรู้สึกเนืองๆ เป็นเหตุให้ รู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

อาศัยสร้างเหตุปัจจัยกับเจ้านายด้วยการยกมือ กล่าว สาธุกับการปฏิบัติของเขา

ทุกคืน เมื่อกลับถึงห้อง เขาจะนั่งสมาธิประมาณ ๔๕ นาทีถึง ๑ ชม. นานๆครั้ง ๑ ๑/๒ ชม.ก็มี

สภาวะของตัวเองตอนนี้ บอกไม่ถูก เหมือนจิตเป็นสมาธิเนืองๆทั้งวัน ทั้งทุกๆอิริยาบท เพียงแต่ สมาธิที่เกิดขึ้น ไม่แนบแน่น เป็นเหตุให้ รู้ชัดกับผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นกับทุกๆอิริยาบท

ยิ่งพูดคุย ยิ่งเห็นได้ชัด เห็นเหตุที่ตัวเองคุยกับเขา เป็นเรื่องที่คุยเกี่ยวกับบุคคลที่สาม ซึ่งกำลังทำให้ผู้อื่นสร้างขึ้นใหม่ ด้วยความไม่รู้ของเขา หากรู้แล้ว เขาจะไม่พูดแบบนั้น

เพราะเหตุนี้ ที่ว่าระวังอยู่แล้ว ระวังขึ้นไปอีก เป็นเหตุให้ ไม่อยากพูดคุยกับใคร แค่เขียนออกไปก็พอ ส่วนใครอ่านแล้ว รู้สึกนึกคิดอย่างไร นั่นเหตุปัจจัยของเขา

อย่างน้อยๆ เหตุตรงนี้ ยังดีกว่า สร้างทั้งทางมโนกรรม(คิด) วจีกรรม(คำพูด) โดยตรง

มโนกรรม ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความรู้สึกนึกคิดย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยุ่ แค่รู้ ยอมรับไป รู้สึกนึกคิดอย่างไร เขียนออกมาแบบนั้น

อย่างน้อยๆ กการเขียนออกมาแบบนี้ ทำให้รู้เห็นว่า สิ่งที่ตัวเองยังมีอยู่ และเป็นอยู่ ความเลว(กิเลส) ที่ยังมีอยู่ ต้องเจียมตัวให้มากๆ

ถ้าไม่อยากเกิดอีกต่อไป จงสร้างแต่เหตุของการดับ(ที่ตัวเอง) ไม่ใช่สร้างเหตุของการเกิด(กับผู้อื่น)

ก.กู(๑๕ พค.๕๖)

รู้ชัดในก.กู ได้มากเท่าไหร่ สภาวะการปฏิบัติ ยิ่งสบายมากขึ้นเท่านั้น
ผลที่ตามมาคือ ตกหลุมสบาย

หมายเหตุ:

ก.กู หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ และเป็นอยู่

 

มีหน้าที่เรียนรู้ ที่จะรับมือ กับสิ่งที่ถูกเรียกว่า ปัญหา

ยิ่งเงียบ สงบปาก สงบคำ ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งรับมือกับ สิ่งที่ถูกเรียกว่า ปัญหา ได้มากขึ้น

เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่ถูกเรียกว่า ปัญหา สภาวะโดยแท้จริงคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ส่งผลมาให้ได้รับ ในรูปของเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต

เมื่อเกิดขึ้นในชีวิตแล้ว มีถูกใจ/ยินดี ไม่ถูกใจ/ยินร้าย เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุออกไปทาง มโนกรรมบ้าง วจีกรรมบ้าง กายกรรมบ้าง ภพชาติใหม่ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่

 

คำพูด

ทุกๆคำพูด ที่พูดออกไป แล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่น เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย นั่นแหละเกิดจากเหตุที่มีอยู่ และที่กำลังเกิดขึ้นใหม่

นับวัน แทบจะไม่มีเพื่อน จากเหตุตรงนี้แหละ เพราะไม่อยากสร้างเหตุกับใครๆ เพราะรู้ดีว่า ผลที่เกิดขึ้นทั้งเขาและเรานั้น เป็นอย่างไร

เราน่ะรับได้ แต่เขาล่ะ ถ้าไม่รู้ มีแต่หลงสร้างเหตุต่อไป

สภาวะเปลี่ยนไป

ตั้งแต่กลับมาจากแพร่ สภาวะเปลี่ยนไปอีก เป็นสภาวะ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดขึ้นเนืองๆ คือ มีสติ สัมปชัญญะ และสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น ไม่มากแบบก่อนๆ สติ สัมปชัญญะมีมากขึ้น เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน

ถึงแม้ไม่ได้ทำสมาธิ ขณะทำงานอื่นๆอยู่ สมาธิกำลังเกิดขึ้นก็รู้ แม้กระทั่งเวลานอน เดี๋ยวนี้ ขณะสมาธิกำลังเกิดขึ้น รู้สึกได้ชัดมากๆ ขณะที่สมาธิกำลังเกิด

ส่วนเรื่องรู้ชัดในชีพจรตามร่างกาย เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไม่รู้สึกว่า เป็นเรื่องแปลก เหมือนตอนแรกที่เกิดขึ้น

เจ้านาย มีสภาวะเหมือนกับวลัยพร ทุกๆเรื่อง เขาจึงไม่แปลกใจกับสภาวะที่เกิดขึ้น เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ตรงหน้า

เล่าให้เจ้านายฟังเรื่อง การปฏิบัติของพระอีกรูปหนึ่ง ซึ่งเราเคยให้คำปรึกษาเรื่องสภาวะ เมื่อก่อน สภาวะท่านก้าวหน้ามากๆ แต่เพราะ เจอพระอาจารย์ที่แนะนำท่าน บอกกับท่านว่า การปฏิบัติ แค่ขณิกสมาธิก็พอแล้ว

เราบอกกับเจ้านายว่า การมีพี่เลี้ยงนี่สำคัญนะ สำคัญว่า พี่เลี้ยงรู้สภาวะแค่ไหน เพราะ รู้ได้แค่ไหน ย่อมแนะนำได้แค่นั้น อะไรที่ผิดแปลกออกไป ย่อมไม่รู้

ตอนที่ไปอยู่แพร่อีก เจอพระที่แนะนำสภาวะให้ ท่านมาหาที่บ้านยาย คุยไปคุยมา อ้าว … ท่านเอ๋ย โดนอุปกิเลส ลากไปกินเสียแล้ว

สภาวะอุปกิเลสดูไม่ยาก ส่วนมากลักษณะอาการที่แสดงออกมาคือ กูรู้ กูดี กูเก่ง คือ มีแต่ ก.กู นำหน้า แต่จะดูไม่ออกหรอก เพราะถูกกิเลส ก.กู ครอบงำอยู่

แล้วแต่เหตุที่กระทำและที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ จริงๆ

ตราบใดที่ยังสร้างเหตุ จาก ก.กู ที่มีอยู่ ตราบนั้น อุปกิเลสลากไปกินหมด

สตอ

เมื่อก่อน เวลาใครเขาพูดว่าคนอื่นว่า สตอ จังเลย ก็ยังนึกถึงภาพสตอหรือตอแหล ยังไม่ออก

ตอนนี้เจอกับตัวเอง ช่วงหลังๆของการเขียนบันทึก ที่เขียนระบายออกไปแล้ว พอปล่อยออกไป แล้วก็ลบทิ้ง ทั้งๆที่ เป็นเรื่องจริง

ส่วนเรื่องสภาวะของการปฏิบัติ หรือปริยัติ ไมได้ลบทิ้ง เพื่อจะได้เห็นรายละเอียดของสภาวะในการปฏิบัติมากขึ้น

จากการที่ลบทิ้งเรื่องราวที่ตัวเองได้เขียนระบายออกมา แล้วลบทิ้ง ข้อความช่วงหลังๆ ถ้ามีคนเข้าไปอ่าน จะเห็นว่า ไม่ค่อยมีอะไรมากมาย มีพุทธวจนะมากขึ้น

เพราะเหตุนี้ ทำให้รู้จักสภาวะของคำว่า สตอ เพราะรู้สึกว่า ตัวเองกำลัง สตอ ฮ่าๆๆๆๆ
ถ้ามองในแง่ เหมือนกับสร้างภาพ ให้ตัวเองดูดี แท้จริงแล้ว ไม่มีหรอกคำว่า ดูดี มีแต่อุปโลกขึ้นมาตามความถูกใจ

ที่ลบทิ้ง ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวคนที่รู้จักทางโน้น เข้ามาอ่าน แล้วเจอการเอ่ยถึงบุคคลอื่นในนั้น เดี่ยวจะมีเหตุตามมา

ในโลกสมมุติ โลกของอวิชชาครอบงำ ไม่อาจเขียนตามความเป็นจริง ในบางเรื่อง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้ ทั้งๆที่ เป็นความจริง แต่อาจมีทั้งถูกใจเขาและไม่ถูกใจเขา เหตุมี ผลย่ออมมี

ตราบใดที่ยังมีกิเลส นั่นแหละ เหตุที่ยังมีอยู่

 

ทั้งที่ อยากจะบอกว่า “จริงๆนะแก” แต่เอาไว้ไม่ได้

นี่แหละ ที่มาของคำว่า “การสร้างภาพ” ทั้งๆที่ ไม่เคยคิดจะสร้างภาพ แต่เหตุมีให้เกิดขึ้นแบบนั้น

เครื่องซักผ้า

เคยดมกลิ่นในเครื่องซักผ้า ของตัวเองกันบ้างไหม?

วลัยพร เหมือนคนโรคจิตนะ เวลาซักผ้าเสร็จ ชอบดมกลิ่นเนื้อผ้า ชอบดมกลิ่นในเครื่องซักผ้า เครื่องซักผ้าที่บ้าน จะมีกลิ่นสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และเหม็นคาว

หากไม่ทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ทุกครั้ง ที่ใช้เสร็จ จะทำให้มีกลิ่นเหม็นในเครื่อง ตามขอบเครื่อง มีแต่คราบดำๆ ถุงกรองเศษผ้า ดำปิ๊ดปี๋ หรือเวลาปั่นผ้า ผ้าจะมีเศษขุยๆขึ้น

เคยใช้เครื่อง ที่มีตัวกรองเศษ เป็นถุงผ้า ถุงผ้านั้น เวลาทำความสะอาด ต้องล้างแล้วล้างอีก และต้องซัก ไม่งั้นจะมีสภาพอย่างที่บอกไปคือ ดำปิ๊ดปี๋

เมื่อซื้อเครื่องใหม่ จึงซื้อตัวกรองเศษ เป็นแบบแผ่นกรอง แผ่นกรองนี้ เป็นพลาสติก ตัวแผ่นแข็งแรง

เวลาทำความสะอาด หลังปั่นหมาด แกะเอาเศษที่ค้างอยู่ในแผ่นกรองออกทุกครั้ง ล้างน้ำธรรมดา แล้วใส่เข้าไปที่เดิม

เช่น ซักด้วยผงซักฟอกเสร็จ ปั่นหมาดเสร็จ เอาแผ่นกรองออกมาล้างทำความสะอาด เสร้จแล้ว ใส่กลับที่เดิม

ซักน้ำดีเสร็จ ปั่นหมาดเสร็จ จ เอาแผ่นกรองออกมาล้างทำความสะอาด เสร็จแล้ว ใส่กลับที่เดิม

ซักด้วยน้ำยาปับผ้านุ่มเสร็จ แช่ทิ้งไว้ในเครื่องสัก ๑๐ นาที แล้วกดระบบซักอีกรอบ เสร็จแล้ว ปั่นหมาดเสร็จ จ เอาแผ่นกรองออกมาล้างทำความสะอาด เสร็จแล้ว ใส่กลับที่เดิม

การปั่นหมาด ให้ดูที่เวลา ถ้าเหลือ ๔หรือ ๕ นาทีพอ หยุดเคื่อง ไม่ต้องปั่นจนเสร็จ

ถ้าทำแบบนี้ ผ้าที่ปั่น จะไม่ขึ้นขุย และไม่มีเศษต่างๆติดตามเนื้อผ้า บางครั้งขึ้นขุยสีขาวๆ

ไม่ได้ใช้ระบบซักอัตโนมัติ เพราะรู้สึกว่า เปลืองน้ำ เปลืองไฟ ใช้วิธี ตั้งเวลาในการใช้งานแต่ละรอบ

การนำแผ่นกรองเศษต่างๆ ออกมาล้างทุกๆครั้ง หลังการใช้งาน ทำให้เครื่องไม่สกปรก ไม่มีกลิ่นเหม็นคาวหรือเหม็นอัน ช่วยรักษาความสะอาดให้กับเนื้อผ้าด้วย

เมื่อเลิกใช้งานแล้ว ให้เอาผ้าชุบน้ำ บิดหมาด มาเช็ดทำความสะอาด ตามขอบภายในเครื่อง เช็ดให้หมด จะทำให้ ตามขอบไม่เกิดคราบดำ ตามสภาพการใช้งาน

และเช็ดรอบๆด้านนอกของตัวเครื่อง

ทำแบบนี้ได้ จะมีเครื่องซักผ้า ที่มีสภาพใหม่ สะอาด สภาาพภายใน เวลาจะใช้งาน พอเปิดฝาขึ้น จะมีกลิ่นสะอาด ไม่มีกลิ่นอับหรือเหม็นอับ

สภาวะปรมัตถ์(๑๔ พค.๕๖)

สภาวะปรมัตถ์ หมายถึง สภาวะที่ไม่ต้องใช้อารมณ์บัญญัติ เข้ามากำหนด

เช่น พองหนอ ยุบหนอ พุทโธ สัมมาอรหัง นะมะพะทะฯลฯ ใช้ภาวนา เพื่อให้จิตตั้งมั่นหรือ เป็นสมาธิ

สภาวะปรมัตถ์ เพียงแค่รู้ รู้กาย จิตสามารถตั้งมั่นหรือเป็นสมาธิ ได้ทันที

เวลาเดินจงกรม ไม่ต้องใช้อารมณ์บัญญัติมากำหนด เช่น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ มากำหนด เพียงแค่เดิน เดินก็รู้ว่าเดิน รู้เท้าที่กำลังก้าวย่าง จิตเป็นสมาธิทันที

เมื่อมีสภาวะดังนี้แล้ว สภาวะต่างๆ จะรู้ชัดรายละเอียดภายในกาย ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย รู้ชัดตามชีพจรต่างๆ ที่กำลังเต้นอยู่ เช่น ที่ก้นเวลานั่ง ที่หลังเวลานอน ได้ยินเสียงหัวใจเต้น เหมือนหัวใจแนบอยู่ที่หู ได้ยินเนืองๆ แม้ว่าไม่ได้ทำสมาธิอยู่ ที่แขน ที่ขา

เวทนา รู้ชัดในเวทนาที่เกิดขึ้น กำลังเกิด ขณะที่เกิด และดับหายไป บางครั้งอาจจะรู้สึกซ่าๆ ที่ปลายเท้า

จิต รู้ชัดในกิเลสที่เกิดขึ้น ถึงแม้ไม่มีผัสสะจากภายนอก เป็นเหตุปัจจัย

ธรรมหรือธรรมารมณ์ รู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้น ถึงจะเกิดมากก็ตาม ไม่มีความรำคาญหรือทำให้เกิดความฟุ้งซ่านแต่อย่างใด

คำว่า ฟุ้งซ่าน หมายถึง ความคิดที่เกิดขึ้นมากมาย และทำให้รู้สึกรำคาญ

ผู้ที่มีสภาวะปรมัตถ์หรือสภาวะสัมมาสมาธิหรือสภาวะวิปัสสนา เกิดขึ้นแล้ว จะพบเจอสภาวะเหล่านี้ทั้งหมด เหมือนๆกัน

ส่วนจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆนั้น ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุปัจจัย

 

ไม่สามารถคัดง้างได้

สิ่งใด ที่เกิดขึ้น ขณะจิตคิดพิจรณา รู้ดีว่า เป็นเพียง สัญญา จะเขียนๆออกมาเรื่อยๆ จะรู้ว่า สัญญาไหนใช้ได้ ต้องเทียบกับพุทธวจนะ หากไม่ตรงกับพุทธวจนะ ยังไม่เจาะจงลงไป ต้องตรงจริงๆ ไม่สามารถคัดง้างได้

เพราะไม่อยากสร้างเหตุของการทำสัทธรรมปฏิรูป เพราะเมื่อทำให้ ผู้อื่นสำคัญผิด หมายถึง บุคคลที่มีเหตุร่วมกัน จึงมาเชื่อกัน

เมื่อสร้างเหตุให้ผู้อื่นสำคัญผิด ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี ย่อมเป็นเหตุให้ กิเลสบดบังสภาวะ สภาวะการเห็นตามความเป็นจริง ย่อมไม่ชัดเจนเช่นกัน

ฉะนั้น เมื่อมีคนมาถามว่า หนังสือที่เขียนไว้ เสร็จหรือยัง
จะบอกทุกครั้งว่า ยังไม่เสร็จ

เขาถามว่า เสร็จเมื่อไหร่

ตอบว่า ยังไม่รู้นะ ถ้าเขียนไม่เสร็จ แต่ตายไปก่อน ก็หาอ่าเองในบล็อก ที่มีเขียนไว้ ให้อ่านตามหมวด อยากรู้เรื่องไหน อ่านหมวดนั้น คือ รู้แค่ไหน เขียนไว้แค่นั้น

เสร็จแล้ว ก็ลบทิ้ง(๑๓ พค.๕๖)

เฮ้ออออ …. เสร็จแล้ว ก็ลบทิ้ง อย่าเก็บเอาไว้เป็นเหตุ มองดูแล้ว เหมือนละครน้ำเน่า ทำตัวเหมือนเป็นนางเอก ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ที่ไหนได้ ภายใน สุดยอดดด

ข้อความน่ะลบง่าย แต่กิเลสในใจนี่สิ ทั้งล้าง ทั้งขัด เป็นแจ๋ว ทั้งในชีวิตจริงและกับสภาวะของตนเอง ที่ยังมีอยู่

ยิ่งหยุดได้ทัน ยิ่งเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นชัดเจน

 

อยากเก็บ

จริงๆแล้ว อยากเก็บข้อความที่เขียนๆไปทั้งหมด คนที่เข้ามาอ่าน จะได้รู้ว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ สิ่งที่ได้กระทำผ่านๆมา ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า คนดี

แม้ทุกวันนี้ ไม่เคยพูดว่า ตัวเองเป็นคนดี เพราะอะไรน่ะหรือ

เพราะว่า ตราบใด ที่ยังคิดว่า เป็นโน่น เป็นนี่ ก็หลงสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้นเนืองๆ จากสิ่งที่ถูกเรียกว่า คนดี นี่แหละ

มีแต่กิเลสนำหน้า เจอมากับตัวเองหมดแล้ว ฉะนั้น เวลาใครสรรเสริญเยินยอ ไม่มีความยินดีเกิดขึ้นแต่อย่างใด มันก็แค่ถูกใจเขา

ผิดกับเวลาโดนเขาว่าเอา แหมๆๆๆๆๆ ทั้งสะทกสะท้าน เข้าไปในทรวง ทั้งกดข่ม อดกลั้น พยามไม่สร้างเหตุ

นี่ ต่างกันสุดขั้วเลยนะ ระหว่างโดน สรรเสริญ กับ นินทา

 

ไปวัด ๑๑-๑๒ พค.๕๖

เทศน์ลำดับญาณ๑๒ (พค.๕๖)

สภาวะนี้เกิดบ่อย ช่วงกลางดึก ทั้งที่ห้องพักและ ช่วงปฏิบัติที่วัด กลางดึก มีความรู้สึกว่า ร้อนๆมากๆ เหงื่ออกเต็มไปหมด ทั้งที่นอนห้องแอร์ เสียงแอร์ทำงานดังมาก คนอื่นๆ นอนคลุมโปงก็มี สรุปคือ ห่มผ้าห่มทุกคน

เมื่อรู้สึกตัว รู้สึกร้อนมากๆ ลุกเข้าห้องน้ำ ถ้าเป็นที่บ้าน เวลาเกิดสภาวะนี้กลางดึก จะกำหนดจิต ให้เป็นสมาธิต่อ ไม่ลุกเข้าห้องน้ำ

ส่วนที่วัด อาจเนื่องจาก ดื่มน้ำก่อนนอนไปเยอะ ปวดปัสสาวะ หลังจากเข้าห้องน้ำเรียบร้อย นอนชั้นบน ปีนขึ้นเตีง

พอขึ้นที่นอนเรียบร้อย ถอดเสื้อยืดออก เหลือเสื้อกล้ามตัวเดียว ผ้าที่ใช้ห่ม เป็นผ้าถุงบางๆ ที่ตัดด้านข้างออก ผืนจะยาว ใช้ห่มแทนผ้าห่มได้

นอนที่นอนข้างๆ เขามองมา เราก็เฉยๆ ไม่สนใจ เพราะมันร้อนจริงๆ สรุป ไม่เคยใช้ผ้าห่มของวัด ทุกๆครั้งที่ไปวัด ใช้ผ้าถุง เรียกง่ายๆ เหมือนผ้าที่ใช้คลุมศพน่ะแหละ ห่มนอนทุกคืน

มีบางครั้ง คิดแบบตลกๆ เรานี่ นอนต่ออายุทุกคืน ผ้าคลุมแค่อก ไม่คลุมหัว

กลับมาถึงห้อง หาอาหารการกินให้เจ้านายเรียบร้อย ทั้งกับข้าวคาวหวาน เจ้านายเปิดฟังหลวงพ่อโชดก เรื่อง เทศน์ลำดับญาณ

ผลของการทำความเพียรมาต่อเนื่อง ก็เพิ่งรู้นะ สภาวะที่เจอในช่วงนี้ นอกจากอาการหัวสัปหงก มีสติรู้อยู่ และมีน้ำลายไหล ถ้าสติทัน ก็ซู๊ดได้ทัน ถ้าสติไม่ทัน ก็ไหลย้อย เอามือเช็ดแทบไม่ทัน

เพิ่งรู้ว่า สภาวะเหล่านี้ เป็นอาการปีติชนิดหนึ่ง ซึ่งตัวเราเองรู้ว่า ช่วงนี้ กำลังสมาธิไม่มากพอ จึงมีสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้ามีกำลังสมาธิแนบแน่นดี สภาวะเหล่านี้ จะไม่มีเกิดขึ้น เกิดอย่างมาก แค่สุข

ส่วนอาการ รู้สึกตัวแล้วร้อน ทั้งๆที่อากาศเย็น แอร์เปิดกระหน่าอยู่ ได้ยินหลวงพ่อพูดว่า เป็นปฏิสังขาญาณ

ดีนะ ที่ได้เรียนรู้เรื่องราวสภาวะต่างๆมาตลอด จิตไม่มีความยินดี ขณะที่ได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดแบบนั้น

เนื่องจาก ผู้ที่มีสภาวะสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว สภาวะญาณต่างๆ จะเกิดหมุนวนอยู่แบบนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ได้รู้ไว้ ก็ดีนะว่า อ้อ .. อาการที่เป็นอยู่ มีชื่อเรียก รู้แค่นั้น

อีกอย่าง สภาวะหลับตอนนี้เปลี่ยนไปอีก เมื่อก่อน เวลานอน พอกำหนด จิตจะเป็นสมาธิทันที รู้ว่าเป็นสมาธิ ก็หลับทันที

ตอนนี้ ถ้านอน ก็นอนเลย ไม่ต้องกำหนดอะไร จะรู้สึกวูบ รู้ว่าจิตเป็นสมาธิเอง แล้วก็หลับไป

เวลาตื่น ถ้าจิตเป็นสมาธิอยู่ ก็จะรู้ เมื่อก่อน ยังไม่รู้แบบนี้ สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

มองเฉยๆ แล้วสบาย(๙ พค.๕๖)

ตอนนี้เห็นชัดๆ อยู่อย่างหนึ่ง คือ มองเฉยๆ แล้วสบาย

ยิ่งเขาว่าเราฝ่ายเดียว มากเท่าไหร่ เรายิ่งสบาย

เพราะอะไรน่ะหรือ นั่นเพราะเหตุปัจจัยของเขาที่มีอยู่
และกำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ จากความไม่รู้ที่มีอยู่น่ะแหละ รู้แล้ว จะไม่ทำ

ส่วนเรานั้นสบาย เพราะ ดับเหตุที่ตนเอง ยิ่งดับได้ทันมากเท่าไหร่ ยิ่งสบาย

ตั้งแต่ปลดภาระบางอย่างลงไปได้ บางสิ่งที่ถูกปล่อยวางโดยเหตุปัจจัย เมื่อมีเกิดขึ้นอีก ย่อมไม่เข้าไปข้องเกี่ยว เพราะสิ่งที่ควรพูด ได้พูดไปหมดแล้วว่า

สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ที่เกินจากนั้น ช่วยไม่ได้จริง

ขณะผัสสะเกิด เมื่อมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ เป็นเหตุให้ เกิดการใครครวญ คิดพิจรณาถึงสภาวะที่ผ่านๆมา

เหตุที่กำลังจะเกิด แค่เพียงอยากจะบอกว่า ควรทำอย่างไร มันไม่ใช่การควบคุมภายใน ไม่ใช่ไปควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิต

ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดอะไร ให้ปล่อยเป็นอิสระ ไม่ใช่ไปกดข่มไว้ด้วย คำบริกรรม ใช้อนาจสมาธิกดข่ม ก็ดับหายไปชั่วคราว

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ห้ามไม่ให้คิดไม่ได้หรอก พอห้ามมากๆเข้า กลายเป็นความเตรียด ทำไมไม่หยุดคิดเสียที

สิ่งที่ควรกระทำมากที่สุด คือ กดข่มการกระทำ ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ก็เกือบไปแล้วนะ สำหรับตัวเอง เกือบสร้างเหตุออกไป ถึงแม้เป็นกุศลก็ตาม สติมันบอกว่า เอาอีกหรือ ไปบอกเขา ตัวเองก็ต้องโดนสอบอารมณ์ โดยเหตุปัจจัยของตัวเอง ที่ยังมีอยู่ อยากเหนื่อยอีกเหรอ

ภาพในอดีต ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ จากเหตุที่บอกกับคนอื่น ในเรื่องการหยุดสร้างเหตุและปล่อยภายในเป็นอิสระ ทั้งๆที่ ถ้ามองดูแล้ว ไม่น่าจะมีอะไร

การที่พูดอะไรออกไปก็ตาม จะเจอสภาวะมาสอบอารมณ์ ประมาณว่า แนะนำเขาไป ตัวเองทำได้จริงหรือเปล่า หรือทำได้แค่ไหน ผลรับคือ เหนื่อยใจ ทุกข์ใจ

เพราะเหตุนี้ จากบทเรียนที่ผ่านมา ต้องเจอบททดสอบ จนทำให้เข็ดขยาด ไม่อยากเหนื่อใจหรือทุกข์ใจอีกต่อไป จึงหยุดการกระทำที่กำลังจะเกิด ได้ทันมากขึ้น

๑๐ พค.๕๖

ระงับเหตุภายนอก(ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ) ได้มากเท่าไหร่

ยิ่งรู้ชัดภายในกายและจิต(ตั้งมั่น)ได้มากขึ้นเท่านั้น
โดยไม่ต้องพยายามทำ เพื่อจะให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเอง

รู้แล้ว มีแต่หยุด
เมื่อยังมีความไม่รู้อยู่ มีแต่สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ

๑๓ พค.๕๖

สร้างเหตุอย่างไร ผลที่ได้รับ ย่อมเป็นเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยด้วย
เวลาคิดคำนึงเรื่องใดก็ตาม จะตัวหนึ่งบอกว่า ถ้าไม่เคยทำมาก่อน จะมีเหตุแบบนี้ เกิดขึ้นได้ยังไง เหตุมี ผลย่อมมี ความคิดที่คิดอยู่ จะวางลงไปได้ ชั่ว ขณะหนึ่ง

แต่ ความคิด ห้ามไม่ได้จริงๆ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความคิดย่อมเกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เพียงแค่รู้ว่ามี แต่ไม่สร้างเหตุออกไป

ตราบใดที่ยังมีโมหะอยู่ ถึงแม้จะเบาบงลงไปแล้วก็ตาม นั่นแหละ ความหลงในการสร้างเหตุที่ยังมีอยู่

คิดแล้ว เศร้าใจจริงๆ

พักนี้ เห็นแต่ความหยาบคายของจิต จิตโสโครก เหมือนเด็กก้าวร้าว แต่ซ่อนความก้าวร้าวไว้ภายใน

ไม่อยากรู้อะไรเลยจริงๆ ยิ่งรู้ ยิ่งเห็นรายละเอียดของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมากเท่าไหร่ ใจบอบช้ำจริงๆ

โอ้ว่า ตัวเรานี้ กว่าจะมาได้ถึงจุดๆนี้ ในอดีต บัดซบจริงๆ ทำเลวร้ายกับเพื่อนฝูง ครู อาจารย์ ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ ผลในปัจจุบันนี้ ถึงได้เป็นแบบนี้ไง

พฤษภาคม 2013
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: