วาสนากับอนุสัย

ความคุ้นเคย มีสองอย่าง คือ ..

๑. ความคุ้นเคยทางใจ เรียกว่า “อนุสัย”
๒. ความคุ้นเคยทางกาย วาจา เรียกว่า “วาสนา” “แต่เนื่องด้วยอนุสัย”

การส่องเสพหรือทำความคุ้นเคยบ่อย ๆ กับ โลภะ โทสะ โมหะ
หรือรู้สึกยินดีเมื่อพบอิฏฐารมณ์ ไม่พอใจไม่ยินดีกับอนิฏฐารมณ์ .. เรียกว่า “อนุสัย”

ความคุ้นเคยทางกาย วาจา เช่น ผู้มีราคะจริต จะมีกริยามรรยาทเรียร้อย เป็นระเบียบ
พิถีพิถันกับการแต่งกาย หรือผู้ที่มีโทสะจริตกริยามรรยาทไม่ค่อยเรียบร้อย เอะอะ
โผงผาง เสียงดัง เป็นต้น .. เรียกว่า “วาสนา”

การจะละ “อนุสัย” ได้ก็ต้องมาฝึกหัดให้คุ้นเคยใน “ศีลและสมถวิปัสสนา” ขึ้นใหม่
จนสามารถละถอนความคุ้นเคยเก่าเสียสิ้น ..

โลภะ โทสะ โมหะ เป็นลักษณะของ “กิเลส”
กริยามรรยาท เรียบร้อย ไม่เรียบร้อย
เป็นลักษณะของ “วาสนา” ..

พระพุทธเจ้าละได้ทั้ง “กิเลสและวาสนา”
ส่วนพระอริยะสาวกละได้แต่ “กิเลส”..

 

อันนี้ลอกมา จาก เว็บบอร์ดลานธรรมจักร คุณ วิริยะ เป็นผู้โพสไว้

ขออภัยที่ไม่ลงลิงค์ เพราะ คำตอบนี้ ตอนนี้ รู้สึกว่า  ใช่ ณ ตอนนี้ค่ะ

โฆษณา

การกล่าวคำขออโหสิกรรม

เราต้องเป็นฝ่ายกล่าว ขอการอโหสิกรรมต่อผู้อื่นก่อน

แล้วจึงกล่าว การให้คำให้การ อโหสิกรรม ต่อผู้อื่น

ทำแบบนี้ได้ ความทุกข์ใจที่มีอยู่ จะเบาบางลง เหตุเพราะ คำกล่าวขออโหสิกรรมนี้ เป็นอุบาย ให้รู้จักขออโหสิกรรมต่อผู้อื่น และตนเอง รู้จักให้การอโหสิกรรม ต่อผู้อื่น

แต่ไม่ว่า จะเป็นแบบไหน ใช้ได้หมด เพราะ ทำให้ใจเบาบางลง จากความยึดมั่น ถือมั่น ที่มีอยู่

การให้อภัย/อโหสิกรรม ต่อผู้อื่น เป็น การทำทานอย่างหนึ่ง ที่สามารถให้ เห็นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ

เป็นเหตุให้ ทิฏฐิกิเลสหรือสังโยชน์ สักายทิฏฐิ ที่มีอยู่ ถูกขัดเกลาให้ เบาบางลง ได้ชั่วคราว แต่ยังมีเกิดขึ้นได้เนืองๆ เนื่องจาก สังโยชน์นั้น ยังไม่ถูกประหาน เป็นสมุจเฉทประหาน

ทำได้ ดีกว่า ไม่ได้ทำ

อริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ ประการ เป็นสภาวะที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ว่าจะเกิดขึ้น กับบุคคลที่อยู่ใน ยุคไหน สมัยไหนก็ตาม สภาวะนี้ไม่มีแปรเปลี่ยน ตามยุค ตามสมัย เพราะ ธรรมนี้ อกาลิโก คือ อยู่เหนือกาลเวลา

ทุกข์ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ

ลักษณะของ ทุกข์ รู้แบบหยาบๆ ได้แก่ ความรู้สึกถูกบีบคั้น การทนอยู่ได้ยาก

รู้ แบบละเอียดมากขึ้น ได้แก่ การเกิด ทุกๆการเกิด ล้วนเป็นทุกข์

เมื่อรู้ชัดในทุกข์ รู้ว่า ทุกข์ที่บีบคั้น ล้วนเป็นแดนเกิด ของการสร้างเหตุ ให้เกิดภพชาติใหม่เนืองๆ(ปัจจุบัน ขณะ) ย่อมแสวงหา วิธีดับทุกข์

ความศัรทธา เป็นเหตุให้ เกิดการทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลา เป็นเหตุให้ รู้วิธีการดับทุกข์ ที่เกิดจาก ปัจจุบัน ขณะ(ผัวสสะ) เป็นเหตุปัจจัย

สิ่งนอกตัว ล้วนตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ ไม่สามารถน้อมเอา คิดเอาเองได้ เมื่อรู้ได้ดังนี้ จึงเกิดการปล่อยวาง ลงไปเรื่อยๆ

จึงมุ่งดับเหตุที่ตนเอง มากกว่า คิดดับนอกตัว เพราะ ตราบใด ที่ยังมีลมหายใจอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้น ทุกๆขณะ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด นั่นแหละเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

นี่แหละ วิธีตัดหรือการสร้างเหตุของการดับเหตุภพชาติปัจจุบัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ด้วยการสร้างเหตุออกไป ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ หรือ รู้แล้ว อดทนกดข่ม ไม่ไหว นั่นแหละ เหตุปัจจัย ที่มีเกิดขึ้นใหม่อีก

การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

วิธีการ ต้องมีองค์ประกอบสองอย่างรวมกัน ไม่งั้น ได้ผลช้า

๑. หยุดสร้างเหตุนอกตัว ณ ปัจจุบัน ขณะ(ผัสสะเกิด) ที่เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม มีสติรู้อยู่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ซี่งเป็นการ สร้างเหตุของ การดับภพชาติปัจจุบัน ส่วนจะดับสนิทหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างอยู่

๒. ทำสมถะ ควรหาพี่เลี้ยง ที่รู้เรื่องสภาวะจิตเป็นสมาธิ บางคนนั่งแล้วหลับทุกครั้ง นั่นแหละ จิตเป็นสมาธิ แต่สติด้อยกว่า กำลังสมาธิมีมากกว่า สภาวะสัมปชัญญะ จึงเกิดขึ้นไม่ได้

เป็นเหตุให้ ขาดความรู้สึกตัว ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ วิธีแก้ คือ การปรับอินทรีย์ เดินมากกว่านั่ง สังเกตุสภาวะตัวเองไปเรื่อย จนปรับอินทรีย์เกิดความสมดุลย์

เป็นเหตุให้ สติกับสมาธิ มีกำลังไม่เหลื่อมล้ำมากน้อยไปกว่ากัน เมื่อสภาวะสัมปชัญญะเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุสภาวะสัญญาเกิด สำหรับผู้ที่ไม่รู้ จะเรียกว่า ปัญญา ให้ใช้หลักโยนิโสมนสิการ กับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น สงสัย สักแต่ว่า สงสัย ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวมีเหตุ ให้รู้เอง จะรู้ทีละนิดๆ รู้แบบหยาบๆ

สภาวะที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ อาจมีโอภาสเกิดร่วมหรือไม่เกิดก็ได้ โอภาสจะเกิดตามกำลังของสมาธิ ยิ่งสมาธิมีกำลังแนบแน่นมากๆ โอภาสจะมีแสงสว่าง ตามกำลังของ สมาธิ ณ ขณะนั้นๆ

สภาวะที่เอ่ยมานี้ มีชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ หมายถึง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่ ปฐมฌาน เป็นต้นไป

การจะรู้แจ้ง อริยสัจ ๔ ก็ตาม นิพพานก็ตาม จะเกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง เกิดกับผู้ที่มีสภาวะ สัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เกิดจาก การน้อมเอา คิดเอาเอง จากตำราที่ได้ร่ำเรียนมา อันนั้นเป็นเพียง สภาวะอุปกิเลส ที่เกิดขึ้น

ส่วนขณิกสมาธิ ที่นำมาสอนกันแพร่หลาย ล้วนเป็นเพียงอุบาย ของท่านผู้รู้ เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติ ไม่ลำบากยากนัก จะได้ไม่ท้อถอยในการปฏิบัติ

ขณิกสมาธิ ทำได้เพียง ดับภพชาติปัจจุบัน เพราะ สังโยชน์ ยังไม่ถูกทำลายลงเป็น สมุจเฉทประหาน อนุสัย จึงเนืองนองอยู่ในขันธสันดาน อย่างมาก แค่เบาบางลงไป แต่ยังไม่ถูกทำลายหมดสิ้น จึงมีชื่อเรียกว่า มรรค มีองค์ ๘

สภาวะ สมุจเฉทประหาน ของสังโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิด ในขณะที่เป็น สภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น จึงมีชื่อเรียกตามสภาวะที่เกิดขึ้นว่า อริยมรรค มีองค์ ๘

เมื่อผัสสะเกิด

ดูตัวเองให้มากๆ ดูความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น นั่นแหละ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ อย่าหลงสร้างเหตุออกไป ให้เป็นเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้นอีกเลย

มีหน้าที่เรียนรู้/สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก และยอมรับ/สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต

สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต หมายถึง ขณะที่ตั้งใจ กดข่ม อดกลั้น ไม่สร้างเหตุออกไป

ช่วงเสี้ยววินาทีมั่น จิตจะเกิดการตั้งมั่นตามเหตุปัจจัย เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ในกายและจิต คือ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น และรู้ที่อาการต่างๆของกายที่เกิดขึ้น จะรู้แบบนั้น

ทำได้แบบนี้ เท่ากับ ตัดภพชาติปัจจุบัน ลงทันที แต่ถ้าเหตุยังมีอยู่ เขายังไม่เลิกรา มีหน้าที่ทำเดิมๆซ้ำๆ เรียนรู้และยอมรับ เมื่อหมดเหตุปัจจัยต่อกัน สิ่งนั้น ย่อมไม่เกิดขึ้นอีก

เมื่อสภาวะนี้จบลงตามเหตุปัจจัย เจอเหตุใหม่ต่อ บางครั้งเจอคราวเดียวหลายเหตุ ในเวลาใกล้เคียงกัน สติไม่ทัน(สติแตก) ก็หลงสร้างต่อไป เจอมาหมดแล้ว ถึงรู้ว่า ความอดกลั้น มีขีดจำกัด

นี่ขนาดรู้วิธีการนะ ยังมีสร้าง เพราะ สุดจะอดกลั้นจริงๆ เจอบ่อยๆ สติทันมากขึ้น รู้ทันมากขึ้น การสร้างเหตุลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

อดทนไม่ได้หรือ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อตัวเองทั้งนั้น ส่วนคนอื่นๆที่ได้รับผล นั่นเป็นเพียง เป็นสิ่งที่สามารถแจกจ่ายให้คนอื่นๆได้โดย ไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว

นี่แหละ ความไม่รู้

เมื่อไม่รู้ชัดโดยสภาวะ จึงไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ให้เป็นเป็นรูปธรรมได้ คือ สามารถทำตามได้ สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง

เช่น นิพพาน เมื่อพูดเรื่อง นิพพาน ต้องอธิบายได้ตามสภาวะตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้น

นิพพานคืออะไร ไม่ใช่การอธิบาย มีแต่ปริยัติ มีแต่สมมุติบัญญัติ ไม่สามารถอธิบาย ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เพราะผู้พูด รู้แต่ วิชาการ ไม่รู้วิธีการ จึงไม่สามารถอธิบาย ให้เห็นชัดเจน ถึงวิธีการปฏิบัติได้

อิธิบาท ๔

เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะ จึงมีแต่การยึดติดรูปแบบ ไม่มีวิธีการหลากหลาย ยึดติดแค่ที่ได้เรียนรู้ ได้ยิน ได้เห็นมา เพียงกรรมฐาน ๔๐ กอง เพราะคิดว่า ครอบคลุมทั้งหมด

เหตุนี้ เมื่อเจอผู้ที่มีสภาวะแตกต่างจากที่ตนเองเจอมา หรือตนเองเจอแล้ว ไม่สามารถผ่านสภาวะนั้นๆได้ จึงไม่สามารถแนะนำวิธีการปรับอินทรีย์ ให้ตรงกับสภาวะที่เป็นอยูู่ได้ มีแต่กล่าวโทษการปฏิบัติรูปแบบอื่น

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ เป็นหัวใจของการปฏิบัติเพื่อ ดับภพชาติปัจจุบัน และภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะของโยนิโสมนสิการ จึงไม่สามารถอธิบาย ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ มีแต่อธิบายตามสมมุติบัญญัติ ที่มีบอกต่อๆกันมา

มีแต่อธิบายตามทิฏฐิของตน ตามที่ได้เรียน ได้ศีกษา ได้ฟังจากการบอกต่อๆกันมา เมื่อจะนำไปปฏิบัติตาม จึงต้องุอาศัยารตีความเข้าช่วย เช่น คิดพิจรณาแบบสัมมาทิฏฐิ คิดยังไง , เอาตัวกู ของกู ออกไป เอ๊ะ ทำยังไหว่า ได้แต่ทำตามแบบงูๆปลาๆ

ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำมาของแต่ละคน ต้องโทษตัวเอง เมื่อมีผัสสะเกิด ที่ยังมีการสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้ายที่เกิดขึ้น ชีวิตจึงดูเหมือนวนๆซ้ำซากอยู่ที่เดิม การทำความเพียรย่อหย่อน

เรื่องนอกตัว ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ยอมรับได้ ก็จบ ยอมไม่ได้ ชีวิตหมุนวนต่อไป

วิจิกิจฉากิเลส

มีหลายครั้ง ต่อหลายครั้ง ที่มีอันให้น้ำตาไหล เพราะสภาวะของตนเอง

ตอนนี้ เห็นแต่ทุกข์นะ นอกจากทุกข์ ไม่เห็นเป็นอื่น

ส่วนเรื่องสภาวะสัญญา เกี่ยวกับปริยัติ วางได้มากขึ้น เพราะรู้สึกว่า ตัวเอง เป็นผู้สร้างเหตุให้กับผู้อื่น จากการได้เข้าไปสนทนาเรื่อง คำเรียกต่างๆ

คำว่า วางลงมากขึ้น หมายถึง การเข้าไปสนทนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ในคำเรียกต่างๆ

สภาวะ วิจิกิจฉากิเลส ยังมีอีกมากมาย ที่สำคัญสภาวะผิด

วิจิกิจฉากิเลส เป็นเรื่องของความสงสัยที่มีกับ สภาวะที่เกิดขึ้นของตนเอง สงสัยในพระพุทธ สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ และสงสัยในนิพพาน

เมื่อยังไม่รู้นิพพาน ย่อมสงสัยว่า นิพพาน คืออะไร

เมื่อรู้นิพพาน จากตามตำรา นั่นคือ มิจฉาทิฏฐิ ที่บดบังวิจิกิจฉากิเลส ที่มีอยู่

ส่วนเรื่อง ปริยัติ เป็นเพียง สำนวนตามสมมุติ ที่ใช้เรียกแทนสภาวะต่างๆ เช่น วิญญาณ ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ ตามสภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ มโน หทัย ใจ หรืออาจจะมีชื่ออื่นๆอีก

เหตุนี้ ในพระไตรปิฎก เมื่อกล่าวถึงเรื่อง วิญญาณ จึงต้องดูที่หมวด วิญญาณขันธ์ จะเห็นว่า วิญญาณขันธ์ แบ่งแยกออกหลายหมวด ตามเหตุปัจจัย

 

คำสอน

ไม่ว่าจะเป็น พุทธวจนะก็ดี พระไตรปิฎกก็ดี

ผู้สอน เมื่อไม่รู้แจ้งในสภาวะ เมื่อได้สอนไปตามทิฏฐิของตนเอง คือ อธิบายตามที่ตนเองได้ศึกมา จากการอ่าน การฟัง แต่ไม่รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น

การทำสัทธรรมปฏิรูป จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่

แล้วจะกล่าวโทษใครดีล่ะ ไม่ควรกล่าวโทษนอกตัว ต้องโทษเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่ นั่นแหละ ถึงได้เจอแบบนั้น

เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง เดี๋ยวรู้เอง ในการสื่อสารใช้คำเรียก เพื่อให้ตรงกับสภาวะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปสนทนากับใคร เพราะมีแต่สร้างเหตุให้กับผู้ที่ไม่รู้

อย่าหลงทาง

โปรดจำไว้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่พบเจอสภาวะใดมาก็ตาม แล้วน้อมเอาคิดเอาว่า เป็นนั่น เป็นนี่ ตามตำราที่กล่าวไว้

โปรดจงรู้ไว้ว่า นั่นคือ ความหลง ที่มีอยู่ จะทำให้หลงสภาวะไป แทนที่จะรู้แล้วหยุดการสร้างเหตุ กลับกลายเป็นว่า รู้แล้ว ยังหลงสร้างเหตุ หลงรู้ หลงคิดว่า ได้อะไร เป็นอะไร

 

แบ่งปัน

มีหลายครั้ง ที่มีการเข้ามาอ่านในบล็อก บางคนถึงขั้น เรียกอาจารย์ ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะหลงนะ หลงคำสรรเสริญเยินยอ กับคำที่เรียกว่า อาจารย์

เดี๋ยวนี้ ไม่มีอาการนั้น ถึงแม้จะเห็นสิ่งที่เขาเรียก จิตไม่มีอาการกระเพื่อม พร้อมทั้งบอกกับเขา เรียก พี่น้ำละกัน

ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะไม่พูดแค่นี้ ต้องมีอธิบายความว่า ที่ให้เรียกแบบนี้เพราะอะไร ที่ไม่ให้เรียกว่า อาจารย์ เพราะอะไร ไม่มีการนำมาอธิบายแบบนั้นแล้วนะ

บางคน ขอมาปฏิบัติด้วย บางครั้ง มีถามเรื่อง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงอธิบาย เป็นคุ้งเป็นแคว เดี๋ยวนี้ไม่ บอกให้เขา หาอ่านเองในบล็อก เพราะ สภาวะแต่ละสภาวะ กว่าจะรู้ จะค่อยๆรู้ จนรู้ละเอียดเอง

ที่ไม่อธิบาย ให้ไปหาอ่านเอง นั่นก็เพราะ ไม่อยากเหนื่อยใจ แค่วันนี้ เจอทุกข์ทางสุขภาพ ก็พอแล้ว ไหนจะทุกข์กับสภาวะของตัวเองอีก ไม่อยากจะสร้างเหตุอีก

ถ้าอธิบายให้ฟัง ก้ต้องยกตัวอย่าง และเขาอาจจยกตัวอย่าง ในเหตุที่เขากำลังเจอ เมื่อเราได้ฟัง ก็ต้องมาให้คำแนะนำอีก

เมื่อมีเหตุ ผลล่ะใครรับ เราน่ะแหละรับ เรารู้แล้ว เราหยุดได้ แต่เขาล่ะ ละจากสภาวะนี้ได้ เจอสภาวะใหม่อีก เขาจะรับได้ตลอดไหม

ขนาดเราเอง ยังอยากจะอ้วกๆๆๆๆๆๆๆ ออกมาตลอดเวลา ที่เจอสภาวะเหล่านั้น มีแต่ทุกข์ มีแต่ความเบื่อหน่าย ขนาดหายใจเข้าออกทุกวันนี้ เจอแต่ทุกข์ จะมีสุขได้

มีแค่บางช่วง เกิดขึ้นได้ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็ใช่ว่าจะเกิดสุขทุกครั้ง เกิดแค่บางครั้ง บางครั้งเฉยๆ ไม่มีสุขเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ทุกวันนี้ อยากนอนหลับ แบบที่เคยหลับเหมือนเมื่อก่อน ไม่เคยมีเกิดขึ้นเลย มีแค่รู้ว่า จิตเป็นสมาธิเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่า หลับ ตอนนี้ไม่รู้จักแล้ว

อยากกินข้าวได้แบบก่อนๆ ถึงจะมีโลภะด้านอาหารก็ตาม อย่างน้อย ยังรู้จักสิ่งที่เรียกว่า อร่อย รู้จักน้อยลงไปเรื่อยๆ

เดี่ยวนี้น่ะหรือ กินแค่สักแต่ว่ากิน เหมือนให้อาหารตัวเอง ให้มีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง ส่วนรสชาติของอาหาร มันก็แค่นั้นเอง

ความตาย

การทำความเพียรต่อเนื่อง เปรียบเสมือนมีขุมทรัพย์ส่วนตัว ไม่ได้ซื้อหาด้วยเงิน แต่เกิดจากการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ขุมทรัพย์นี้ มีประโยชน์ทั้งในการดำเนินชีวิต และมีค่ามาก เวลาตาย คือ ขณะที่กำลังขาดใจตาย

ผู้ที่จะแจ้งสภาวะนิพพานได้ จะรู้ชัดในสภาวะ “ขณะกำลังจะตาย” รู้ตรงนี้ เหมือนกันหมด

บางคนผ่านไปไม่ได้ เพราะ กลัวตาย ผู้ที่จะผ่านได้ ชั่วขณะนั้น ไม่รู้หรอกว่า สภาวะนิพพานเกิด ถึงบางคนจะรู้ แต่ไม่สามารถผ่านได้ เนื่องจาก มีกิเลสเกิดขึ้น คือ ความกลัวตาย

ฉะนั้น การมีพี่เลี้ยง สำคัญมาก เมื่อเจอพี่เลี้ยงที่ไม่รู้ชัดในสภาวะ จึงไม่สามารถแนะนำได้ เพราะ ไม่รู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ไปอ่านเจอท่านรูปหนึ่ง ถือการทำความเพียรแบบ เนสัชชิกกัง ไม่มีการล้มตัวนอน แล้วท่านเจอสภาวะนี้ ขณะที่ท่านกำลังจะหมดลมหายใจ ท่านดิ้นสู้ และนึกถึงอาจารย์ของท่าน

เมื่อท่านกลับมารู้ที่กายได้ ท่านระลึกถึงอาจารยืของท่าน ทำนองว่า ที่ท่านรอดจากการตายมาได้ เพราะอาจารยืช่วยไว้

ซึ่งโดยสภาวะตามความเป็นจริง สภาวะนี้ ที่ท่านเจอ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ถ้าท่านยอมตาย ท่านจะผ่านไปได้ แต่ชั่วขณะนั้น ท่านระลึกถึงแต่หน้าที่ทางโลก ที่เอาผูกมัดตัวเองไว้ ทำให้ไม่อยากตาย

สภาวะนิพพาน จำไว้นะ จะผ่านแล้วรู้แจ้ง สภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริงได้ ต้องเจอสภาวะขาดอากศหายใจ เหมือนจะขาดใจตาย เจอเหมือนกันหมดทุกคนนะ ไม่มียกเว้น

ต้องตาย ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔

ข้าพเจ้า เคยตายแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา ผ่านไม่ได้ ที่ผ่านไม่ได้ ไม่ใช่เพราะ กลัวตาย แต่เพราะ เมื่อรู้ชัดสภาวะแล้ว ถึงไม่กลัวตาย แต่เกิดความยินดี เหตุจากจดจำสภาวะได้ เพราะเหตุนี้ จึงไม่สามารถผ่านไปได้

ทุกๆครั้งที่สภาวะ ทิสากากะเกิด จะดีใจ เพราะ จดจำสภาวะได้ เมื่อกิเลสเกิด จะกลับมารู้ที่กายทันที ไม่สามารถไปต่อได้ ต้องมีสภาวะอุเบกขา ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงเท่านั้น จึงจะผ่านไปต่อสภาวะอื่นๆได้

เฮ้ออออ …. เส้นทางนี้ กิเลสเกิดแค่เพียงแว่บเดียวก็ไม่ได้

แปลกๆ

เมื่อคืน ขณะที่นั่งดูข่าวต่างๆ ทางเน็ตอยู่ มีอยู่ช่วง จะยกมือขึ้นบนโต๊ะ หลังมือฟาดขอบโต๊ะอย่างแรง

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ รู้สึกถึงความเป็นสมาธิของจิต มีสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะนั้น รู้สึกถึงความสงบที่เกิดขึ้น รู้ว่าหลังมือเจ็บ รู้ว่าเจ็บ แต่จิตไม่ได้รู้สึกคล้อยตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ รู้แค่ว่าเจ็บ แต่ใจไม่เจ็บตาม

อธิบายยากนะตรงนี้ คือ รู้ว่า หลังมือที่โดนขอบโต๊ะกระแทกเข้าเต็มแรง รู้ว่า เจ็บที่หลังมือ แต่ใจไม่เจ็บไปด้วย ภาษาปริยัติ เรียกว่า แยกรูป แยกนาม ออกจากกัน เป็นคนละส่วน ขณะนั้นๆ มีสมาธิเกิดอยู่ มีความสงบภายในเกิดขึ้น ก็รู้อยู่

สภาวะไม่แตกต่างกับ เวลาที่นั่งสมาธิอยู่ จิตเป็นสมาธิ ก็รู้อยู่ เวทนาเกิดขึ้นที่ขาก็รู้อยู่ รู้ทีละขณะๆๆๆ รู้ตั้งแต่เริ่มปวด กำลังปวด จนกระทั่ง อาการที่ปวดอยู่ ดับหายไปเอง

หรือมีบางครั้ง จะรู้สึกซ่าๆ ตรงที่ปวด จนกระทั่ง ดับหายไปเอง คือ ขาปวด จิตไม่ปวดตาม มันแค่รู้ว่า มีเวทนาเกิดขึ้นที่กายเท่านั้นเอง

 

 

อย่าสำคัญผิด

ข้อความในบล็อก เป็นการเขียนออกมาตามสภาวะ ที่เกิดขึ้นใน แต่ละขณะ

ก็มีนะ มีผู้ที่คิดว่า เราไปนำมาจาก ผู้ที่ศึกษาอภิธรรมเขียนไว้ แล้วนำมาใส่บล็อกตัวเอง

แค่รู้ไปเรื่อยๆ รอเวลา เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม คงจะมีอาจารย์ด้านปริยัติ ที่รู้ชัดทั้ง ปริยัติ ปฏิบัต ปฏิเวธ(สภาวะ) ได้มาสนทนากัน เพื่อเสริมความรู้ ในด้านการสื่อสาร

เหตุนี้ การเขียนหนังสือ จึงล่าช้า เพราะ รู้แต่สภาวะ ปริยัติ ไม่มีพื้นฐาน ส่วนมากเจอในพระไตรปิฎก หาทางกูเกิ้ล เมื่อมีเหตุจะต้องหา จึงเจอ

สภาวะรู้แต่ละครั้ง ที่เป็นสัญญา ใช้ถ่ายทอดออกมา มีสภาวะเหมือน ต่อตัวอักษร จะมาให้รู้แต่ละครั้ง ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

ต้องขออภัยกับหลายๆที่รอหนังสือ ที่มีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ จึงเนิ่นนานเพราะเหตุนี้

เนื่องจาก ไม่อยากสร้างเหตุ ของการสร้างเหตุ สัทธรรมปฏิรูป ให้เกิดขึ้น

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีด้านลบเพียงด้านเดียว ด้านบวกก็มี ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน ที่กระทำมา และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน ขณะ ในแต่ละ ขณะๆๆๆๆๆ

ฉะนั้น จึงรู้เพียงแนวทางการปฏิบัติไปก่อน วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ การเกิดนั้นว่า ควรทำอย่างไร

ส่วนปริยัติ เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ถึงเวลา เดี่ยวรู้เอง

 

หุหุ … สงบได้ อีกหนึ่งเหตุ

เราเป็นคนวิ่งไปหาเหตุเอง เมื่อเหตุมี ผลย่อมมี

เมื่อเจออีกครั้ง จิตจึงไม่กระเพื่อม ไปทางชอบ/ชัง มีแค่รู้ว่า ก็แค่นั้นเอง

 

เห็นเขาร่ำเรียนกันมาก(ปริยัติ)  ก็ยังมีความอยากจะขอแลกเปลี่ยน สิ่งที่รู้

ในโลกสมมุติใบนี้ ตราบใดที่ยังมีอคติ การให้ด้วยใจสะอาดจึงไม่มี

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2013
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: