ความสุข

ความสุขระยะเผาขน 

คือ ความสงบ ที่เกิดขึ้น ขณะที่จิต เป็นสมาธิชั่วคราว ในแต่ละขณะๆๆๆ ส่วนจะตั้งมั่นหรือสงบได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ (ยังมีการเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร)

 

ความสุขระยะยาว

คือ ความสุขที่เกิดจากผลของเหตุ การสร้างเหตุของ มรรค มีองค์ ๘(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) ให้เกิดขึ้น (ยังมีการเกิด แต่สั้นลง ไม่เกิน ๗ ชาติ)

 

ความสุขถาวร

คือ ความสงบ ที่เกิดจากผลของเหตุ การสร้างเหตุของ อริยมรรค มีองค์ ๘(หยุดสร้างเหตุนอกตัวและทำความเพียรต่อเนื่อง)ให้เกิดขึ้น (ยังมีการเกิด แต่สั้นลงไปอีก น้อยกว่า ๗ ชาติ อาจจะเหลือเพียง ๑ ชาติ)

 

ความสุข ที่เป็นอมตะ

คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสารอีกต่อไป (นิพพาน)

ปลีกวิเวก

เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ปลีกวิเวก

แต่เวลาที่คิดจะทำด้วยความอยาก คิดเท่าไหร่ๆ คิดไปเถอะ ช่างหาโอกาสยากเสียจริง

เมื่อหยุดคิด ที่เกิดจากการปล่อยวาง โดยสภาวะจิตเอง ไม่ได้พยามที่จะหยุดคิด เป็นเรื่องแปลก แต่จริง จะมีโอกาสปลีกวิเวกได้เนืองๆ

การเปลี่ยนถ่ายเลือดเสียที่มีอยู่ในตัวอีกครั้ง อีกครั้ง ตลอดจนหลายๆครั้ง ภายในจิต ถูกชะล้าง ขัดเกลา ถากถางกิเลส ด้วยจิตภาวนามาอย่างต่อเนื่อง

อะไรที่เคยตั้งใจไว้ว่า คิดจะทำ เริ่มมองเห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น เหตุจาก จิตเกิดการปล่อยวาง โดยจิตเอง

หลายครั้ง ที่เกิดสภาวะ จิตปล่อยวางเอง โดยที่ไม่ต้องคิดพิจรณาให้เกิดการปล่อยวาง จะเกิดความเบา สบาย มีความสุขเกิดขึ้นภายในเนืองๆ มองผู้คนด้วยจิตที่แจ่มใสมากขึ้น

อาการปริ๊ดๆๆๆ เวลาไม่ชอบใจ ยังมีอยู่บ้าง แต่เกิดสั้นลง สติสำคัญจริงๆ ยามที่สมาธิ ไม่มีกำลังมาก จะเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต ได้อย่างชัดเจน

เดี๋ยวนี้ ดูตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ทั้งนอกและใน ดูและรู้ทันมากขึ้น ไม่ได้ดูเพราะ ความอยากได้อะไร เป็นอะไรแบบก่อนๆ

ดูทันเพราะ รู้ว่า ควรทำอย่างไร จึงจะดับ ต้นเหตุของการเกิดได้ คือ ขณะที่ผัสสะเกิด แล้วผัสสะนั้นๆ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา แค่ดู แค่รู้ ยอมรับมากขึ้น

พยายามยับยั้งชั่งใจ อดทน อดกลั้น ไม่สร้างเหตุออกไป(สร้างเหตุนอกตัว) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ผลคือ สภาวะศิล เป็นศิลที่สะอาดมากขึ้น ทำให้นิวรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ยาก

ที่สำคัญ การทำความเพียรต่อเนื่อง เหตุจากการพยามหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุ มีศิลเป็นปทัฏฐาน ในการปฏิบัติ นิวรร์ต่างๆ จึงไม่ค่อยมี

เป็นเหตุให้ จิตเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย(สมาธิ) เหตุนี้ จึงทำให้ ปัจจุบันนี้ จิตเกิดเป็นสมาธิได้เนืองๆ ทุกๆอิริยาบท ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม

ศิล ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้เนืองๆ

สมาธิ ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(สัมมาสมาธิ) เป็นเหตุให้ สามารถแยกแยะสภาวะ วิญญาณ สัญญา ปัญญา ออกจากกัน เป็นเหตุให้ สภาวะอุปกิเลส ไม่สามารถกำเริบ หรือเกิดขึ้นได้ อีกต่อไป

ปัญญา ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(นิพพาน-ปฏิจจสมุปบาท) เป็นเหตุให้ รู้วิธีการสร้างเหตุ ของการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ ภพชาติของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ที่เป็นรูปธรรม ได้อย่างชัดเจน

ศิล สมาธิ ปัญญา ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเหตุให้ สภาวะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ไม่มีติดขัด เหตุจาก อุปกิเลส(อยากได้อะไร เป็นอะไร -วิจิกิจฉา) เป็นเหตุปัจจัย

โทสะ

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมประทุษร้าย ด้วยเจตสิกธรรมนั้น เหตุนั้น ะรรมนั้น จึงชื่อว่า โทสะ

แปลว่า ธรรมเป็นเหตุ ประทุษร้าย แห่งสัตว์ทั้งหลาย
นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้น สักว่า เป็นประทุษร้ายเท่านั้น จึงชื่อว่า โทสะ แปลว่า ความประทุษร้าย

ลักษณะอาการของ โทสะ

โทสะนั้น มีความดุ เป็นลักษณะ ดังอสรพิษ ที่ถูกตี

มีความพลุ่งพล่านไป ดังถูกพิษแทรก เป็นกิจ
นัยหนึ่ง มีอันเผาที่อาศัย ของตนเสีย เป็นกิจ ดังไฟป่า

มีความประทุษร้าย ดังข้าศึกได้โอกาส เป็นปัจจุปัฏฐาน

มีอาฆาตวัตถุ(เรื่องที่ทำให้เกิดอาฆาต/พยาบาท) เป็นปทัฏฐาน

อย่าคิดแทน

บอกแล้วไง อย่าคิดแทน คนที่ทุกข์น่ะ คือ คนที่คิดแทน เพราะย่อมเจอบททดสอบของการคิดแทนคนอื่น แต่น้อยคนนักที่จะรู้ชัดในเรื่องนี้ 

เหตุนี้ จึงทำให้ไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น(ผล) ล้วนเกิดจากเกิด การชอบคิดแทนคนอื่นๆ ในสิ่งที่ตนพบเจอ ขณะผัสสะเกิด

ส่วนวลัยพรไม่ทุกข์หรอก อย่างมากแค่จิตกระเพื่อม แล้วหายไปเอง ถ้ามีปริ๊ด ก็ยอมรับ ทุกข์ถ้ามี จึงเกิดขึ้นอยู่ไม่นาน ทุกข์ทางโลกน่ะ จิ๊บๆนะ 

ทุกข์ที่เกิดจากสภาวะภายในนี่สิ สุดๆ ถ้าไม่รู้ชัด ก็หลงหลอกตัวเองต่อไป กว่าจะรู้ กว่าจะหลุด ต้องทำความเพียรแบบเอาเป็นเอาตาย ตายเป็นตาย ขนาดนั้นเลยแหละ 

จึงมีคำกล่าวว่า รู้แล้วสบาย หมายถึง รู้ถึงวิธีการกระทำ การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ที่จะเกิดขึ้นใหม่ และ การดับภพชาติของ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร 

รู้แบบนี้นะ รู้แล้ว สบาย เพราะรู้จุดหมายปลายทางอย่างแน่นอน

 

 

เจ้านายพูดว่า บล็อกของวลัยพร เดี่ยวนี้ไม่อยากอ่าน นับวันจะเหมือนพระไตรปิฎกเข้าไปทุกที อ่านแล้ว ยังไม่เข้าใจ สู้เรื่องราวเก่าๆไม่ได้ อ่านสนุก ได้ความรู้เรื่องสภาวะ

เราบอกว่า แล้วแต่สภาวะนะ เมื่อก่อนสมาธิมีเยอะมาก สภาวะเลยค่อนข้างอะเมซิ่ง อีกหน่อย สมาธิเยอะๆ คงมีอะไรที่อะเมซิ่ง ให้อ่านเองแหละ

ถึงบอกไง เรื่องราวที่เขียนไว้ ถ้าไม่คิดอะไรมาก คิดเสียว่า เป็นหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ยังมีอีกมาก ที่ไม่เขียนลงไป และไม่คิดจะเขียนในตอนนี้ หากมีเหตุให้เขียน ก็จะเขียน

อดีตต้นร้าย ปลายดี

 

 

เวทนา

มีอีกมากมาย ที่เข้าใจว่า เวทนา มีเพียง เวทนา ๕

ซึ่งสภาวะตามความเป็นจริง ของเวทนา มีมากมาย ตามสภาวะของเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ในแต่ละขณะๆๆๆ

ภพ-ชาติ

เหตุจาก ความเข้าใจในเวทนา ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นๆ เมื่อมาศึกษาเรื่องภพ-ชาติ ย่อมไม่เข้าใจในสภาวะภพ-ชาติ จึงมีคำกล่าวทำนองนี้ว่า

“ไม่ต้องเลย ไปถึงชาติ ก็ทุกข์ ได้อยู่แล้ว …………………………………. ทำไม จะต้องเลยไปถึงชาติ แล้วค่อยทุกข์ (มันซ้ำซ้อน ซึ่งไม่ถูกไม่ควร)”

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงทำให้คิดว่า เวทนามีแค่นั้น ดูสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนาหกเหล่านี้คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู, เวทนา
อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัส ทางกาย, และ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๓/๑๑๔.

ความหมายของคำว่า “เวทนา”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึกได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น

ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งอะไร ?

สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก ได้มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

หมายเหตุ:

กิริยาที่รู้สึก หมายถึง ผลของเหตุ(อดีต) ที่ส่งมาให้รับผล คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ โดยอาศัย ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

หากมีเหตุปัจจัย ต่อสิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง,

หากไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน สิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

เพราะไม่ชัดตรงนี้ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในเวทนา ว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัย ขณะที่ผัสสะเกิด จึงทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด และทั้งไม่คิด(เฉยๆ)

เมื่อไม่รู้เช่นนี้ เวทนาอื่นๆ จึงไม่รู้

การจะรู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เกิดการน้อมเอา คิดเอาเอง แต่เกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง อยู่สูญญตาเนืองๆ แล้วสภาวะสัญญา(ความรู้ต่างๆ) จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

ภพ-ชาติ

ในปฏิจจสมุปบาท ภพ(มโน)เป็นเหตุปัจจัย เพราะความไม่รู้ชัดในผัสสะ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้น(วจีกรรม กายกรรม)

ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส จึงมีเกิดขึ้น

 

ความสวยงาม

สิ่งหนึ่ง ที่วลัยพรมองเห็นในเรื่อง การสนทนาเกี่ยวกับธรรมะ ว่างดงามนั้น เพราะ ต่างฝ่ายต่างก็นำสิ่งที่ตนเองเข้าใจตามนั้น นำมาแสดง บ้างก็แสดงตามทิฏฐิของตน ไม่มีสิ่งใดนำมาแสดง

แต่ถ้านำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยกัน มีปริ๊ดเหมือนกันนะ ช่วงหลังๆ จึงเลือกที่จะสนทนา อะไรที่เห็นเป็นเหตุ จะหยุด ไม่สานต่อ

สิ่งที่มองเห็นคือ อย่างน้อย บุคคลเหล่านี้ มีใจใฝ่ธรรม สนใจศึกษา เป็นเหตุให้ เชื่อว่า สัญญาเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เขาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไปถึงที่สุแห่งทุกข์อย่างแน่นอน

หลายวันมานี่ สภาวะเบื่อหน่ายที่เป็นอยู่ เบาบางลง เหตุจาก ช่วงนี้ จิตจดจ่อรู้กับสภาวะ ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกมากกว่า ถึงแม้ไม่อยากอ่าน ก็มีเหตุปัจจัยให้อ่านเอง

ขึ้นชื่อว่า การเกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์ นั่นแหละคือ โอกาส ของการทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ มาวางตั้งอยู่ตรงหน้า

เพียงแต่จะมองเห็นภาพนั้นชัดไหม หรือ เป็นแค่เงาลางๆ หรือ มองไม่เห็น ไม่รู้อะไรเลย นั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยที่ทำมาของแต่ละคน เป็นเหตุให้ เห็นโอกาสที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ แตกต่างกันไป

รู้แจ้งสภาวะสัญญาและนิพพาน

เมื่อรู้แจ้งสภาวะสัญญา

ภิกษุนั้น ย่อม รู้ชัดว่า “สัญญาคตะว่าอย่างนี้ ๆ ก็มีอยู่, สัญญาคตะว่าเลว ก็มีอยู่,
สัญญาคตะว่าประณีต ก็มีอยู่, และอุบายอันยิ่งเป็นเครื่องออกจากสัญญาคตะนี้ ก็มีอยู่” ดังนี้.

เมื่อเธอนั้นรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ
แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ.

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว”.
เธอย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ อาบแล้วด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน, ดังนี้แล.
– มู. ม. ๑๒/๖๙/๙๗.

เมื่อรู้แจ้งสภาวะนิพพาน

ในกาลไหน ๆ ท่านเหล่าใด เห็นภัยในความยึดถือ อันเป็นตัวเหตุให้เกิดและให้ตายแล้ว

เลิกยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นไปได้ เพราะอาศัยนิพพานอันเป็นธรรมที่สิ้นไป แห่งความเกิดความตาย ;

เหล่าท่านผู้เช่นนั้น ย่อมประสพความสุข ลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเกษม
เป็นผู้ดับเย็นได้ ในปัจจุบันนี้เอง ล่วงเวรล่วงภัยทุกอย่างเสียได้
และก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งความเป็นทุกข์ทั้งปวง.
– อุปริ. ม. ๑๔/๓๔๖/๕๒๕.

เหตุแห่งการเกิดในครรภ์

 [๔๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ ความเกิดแห่งทารกก็มี 

ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และทารกที่จะมาเกิด ยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน 

ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่ทารกที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดามีระดูด้วย ทารกที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย
เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการอย่างนี้ ความเกิดแห่งทารกจึงมี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือน หรือสิบเดือน
มารดาก็คลอดทารกผู้เป็นภาระหนักนั้น ด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก และเลี้ยงทารกผู้เป็นภาระหนักนั้นซึ่งเกิดแล้ว ด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก.
            

 [๔๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดานับเป็นโลหิตในอริยวินัย 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมเล่นด้วยเครื่องเล่น สำหรับกุมาร
 คือ ไถเล็ก ตีไม้หึ่ง หกขะเมน จังหัน ตวงทราย รถเล็ก ธนูเล็ก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั่นนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย พรั่งพร้อมบำเรอ อยู่ด้วยกามคุณ ๕ 

คือ รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารักประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก 
เสียงที่รู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่รู้แจ้งด้วย  ฆานะ ... รสที่รู้แจ้งด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยกาย 
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก 

กุมารนั้น เห็นรูป ด้วยจักษุแล้ว ย่อมกำหนัดในรูปที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่นและมีจิตเป็นอกุศลอยู่ 
ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมด แห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามก ตามความเป็นจริง

 เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้ เสวยเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี
 ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่

 เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน 
  
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
และอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้อย่างนี้ 

กุมารนั้น ได้ยินเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วย
ใจแล้ว ย่อมกำหนัดในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์ที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่น และมีจิตเป็นอกุศลอยู่ 

ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมด แห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามก ตามความเป็นจริง 
เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้ เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดีมิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี
 
ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจ เวทนานั้นอยู่ เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ 
ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน 

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ อย่าง

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=8359&Z=8393

อานิสงส์ ๘ ประการของการเห็นปฏิจจสมุปบาท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ถูกแล้ว! เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอันว่า พวกเธอ
ทั้งหลายก็กล่าวอย่างนั้น, แม้เราตถาคต ก็กล่าวอย่างนั้น, ว่า "เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อม
ไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้ย่อมดับ๒ กล่าวคือ เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความ
ดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความ
ดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมี
ความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมี
ความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับ
แห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับ
แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย
จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้".

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ จึงพึงแล่นไปสู่ ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องต้น (ปุพพันตทิฏฐิ) ว่า
"ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เราได้มีแล้วหรือหนอ; เราไม่ได้มีแล้วหรือหนอ ; เราได้
เป็นอะไรแล้วหนอ; เราได้เป็นอย่าไรแล้วหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรอีก
แล้วหนอ" ; ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า"

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่
อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงแล่นไปสู่ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องปลาย (อปรันตทิฏฐิ)
ว่า "ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เราจักมีหรือหนอ; เราจักไม่มีหรือหนอ; เราจัก
เป็นอะไรหนอ; เราจักเป็นอย่างไรหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจักเป็นอะไรต่อไปหนอ";ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
จะพึงเป็นผู้มีความสงสัยเกี่ยวกับตน ปรารภกาลอันเป็นปัจจุบัน ในกาลนี้ว่า "เรามีอยู่หรือหนอ;
เราไม่มีอยู่หรือหนอ ; เราเป็นอะไรหนอ;เราเป็นอย่างไรหนอ; สัตว์นี้มาจากที่ไหน แล้วจักเป็นผู้ไปสู่ที่ไหนอีกหนอ"; ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า 
"พระศาสดาเป็นครูของพวกเรา ดังนั้น พวกเราต้องกล่าวอย่างที่ท่านกล่าว เพราะความเคารพในพระศาสดานั่นเทียว" ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า 
"พระสมณะ(พระพุทธองค์) กล่าวแล้วอย่างนี้;แต่สมณะทั้งหลายและพวกเรา จะกล่าวอย่างอื่น" ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงประกาศการนับถือศาสดาอื่น?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงเวียนกลับไปสู่การประพฤติซึ่งวัตตโกตูหลมงคลทั้งหลาย ตาม
แบบของสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่นเป็นอันมาก โดยความเป็นสาระ?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจะกล่าวแต่สิ่งที่พวกเธอรู้เอง เห็นเอง
รู้สึกเองแล้ว เท่านั้น มิใช่หรือ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า!"
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ถูกแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอทั้งหลาย
เป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
(สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู
(เอหิปสฺสิโก), ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน
(ปจฺจตฺตํ เวทตพฺโพ วิญฺญูหิ).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คำนี้เรากล่าวแล้ว หมายถึงคำที่เราได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมนี้ 
เป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเองเป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตน
อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน" ดังนี้.

ปฏิจจสมุปบาท

เรื่องสภาวะปฏิจจสมุปบาท มีการถามกันว่า ตกลง เป็นการคร่อม ๓ ชาติ จริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ใช่แค่ ๓ ชาติ แต่ทุกๆขณะที่ผัสสะเกิด แล้วสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นน่ะแหละ นับไม่หวาดไม่ไหว จนกว่าจะตาย กี่ชาติล่ะ ลองนับดูสิ ทุกๆครั้งที่สร้างเหตุออกไปน่ะ

การที่รู้เรื่องสภาวะปฏิจจสมุปบาท ต้องแจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง ต้องรู้ว่า นิพพานแท้จริง คืออะไร นั่นแหละ จึงจะรู้สภาวะปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ฉะนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติ เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ การไม่เกิดอีกต่อไป ล้วนแจ้งในสภาวะนิพพาน และสภาวะปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นจริง

ถ้ายังไม่แจ้ง ยังต้องเกิดอีกต่อไป แต่อาจจะสั้นลง หรือ ยาวขึ้น ก็ตตามเหตุปัจจัยอีกน่ะแหละ

ที่สำคัญ ต่อให้คนนั้นๆรู้ ต่อให้คิดจะบอกใครก็ตาม ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ถ้าสร้างเหตุมาให้เชื่อกัน ย่อมเชื่อกัน

เหมือนดาบสองคน ถ้าตัวเองยังไม่แจ้ง แล้วเจอสภาวะใดสภาวะหนึ่ง แล้วน้อมเอา คิดเอาเอง คิดว่าแจ้ง แล้วนำไปบอกคนอื่น ที่มีเหตุปัจจัยมาร่วมกัน ให้มาเชื่อกัน

ตัวคนบอกเขาก็หลง แต่ไม่รู้ว่าหลง นำไปบอกคนอื่นต่อ คนที่่สร้างเหตุมาเชื่อกัน ก็เชื่อกันอีก เลยกอดคอกันหลงไปทั้งคนบอกและคนที่เชื่อในคำบอก

ถ้าสร้างเหตุมา ไม่ให้มาเชื่อกัน ย่อมไม่เชื่อกัน

ถ้าเป็นกรณีนี้ เหตุจากผู้ไปบอกก็ยังไม่แจ้ง แต่คิดเอาน้อมเอาเองว่าแจ้ง ไปบอกกับอีกคน ที่สร้างเหตุมา ไม่ให้เชื่อกัน

ผลคือ เขาไม่เชื่อตัวเอง เหตุของอวิชชาที่มีอยู่ เขาไม่เชื่อ ยังไม่หยุด มีความพยายามที่จะพูดโน้มน้าว หาข้อมูลสารพัด มาบอก เพื่อให้เขาเชื่อ ผลคือ ภพชาติเนิ่นนานออกไปอีก ดีไม่ดี หากผิดใจกัน ถึงขั้นพยาบาทต่อกัน ทีนี้เรื่องใหญ่

ในการที่คิดว่าแจ้ง แต่ไม่สามารถอธิบายสภาวะตามความเป็นจริง อ้างว่า อธิบายยาก อันนี้เข้าใจ

แต่พอให้อธิบายเรื่อง การปฏิบัติ ที่ตรงกับปฏิจจสมุปบาท กลับอธิบายไม่ได้ มีแต่บอกว่า นี่คือ วิปัสสนา นั่นคือ วิปัสสนา ทำแบบนี้แล้ว จึงจะเห็นตามความเป็นจริง

ชาวบ้าน ตาสี ตาสา อ่านหนังสือไม่ออก ฟังแล้วงง ทำตามแบบงูๆปลาๆ แต่หาข้อสรุปไม่ได้ ทำยังไง ได้ผลเห็นทันตา ตอบไม่ได้ เพราะผู้พูดก้ยังไม่รู้

ลองดูสิ แค่ไม่สร้างเหตุออกไป ยามที่เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา ณ ขณะนั้นๆ ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม แค่รู้

ถ้าอยากรู้ผล ว่าทำแบบนี้แล้ว ได้ผลจริงไหม ติดตามต่อไป สิ่งที่เขาทำกับเรา จะมีเหตุให้คนนั้น เจอการกระทำแบบเดียวที่เขาทำกับเรา แต่เขาไม่หยุด เขากลับตอบโต้ออก

ลองหวนกลับมาคิดถึงตัวเอง คิดว่า ณ ตอนนั้น ถ้าเราไม่ยอมเขา แล้วตอบโต้อกไป คงไม่แตกต่างจากสิ่งที่เขาเจอ ณ ตอนนี้ เห็นไหม เห็นแบบจะๆคาตา

 

ถึงเวลา รู้เอง

ไม่ได้เรียนคำเรียกต่างๆมาโดยตรง นับว่ายังมีเหตุให้รู้ ปัจจุบันนี้ กูรู เป็นแหล่งข้อมูลเยอะมาก มีผู้นำมาเผยแผ่ เป็นธรรมทาน
เมื่อถึงเวลา มีเหตุปัจจัยให้รู้ วลัยพร ก็อาศัย สิ่งที่นำมาโพสกันไว้ นำมาเป็นบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด นำมามากน้อย ในแต่ละครั้ง แล้วแต่เนื้อหาของบทความนั้นๆ

นำมาเฉพาะที่คิดว่า ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้น คือ แค่เขียนลงไป ยังไม่มีบทสรุป หรือนำพุทธวจนะ มาเป็นหลัก ในการใช้คำอธิบาย สภาวะที่เกิดขึ้น

อย่าเจตนาหา

เคยไหม เมื่อสงสัยสิ่งใด เที่ยวค้นหาสิ่งๆนั้น ที่อยากรู้ แทบเป็นแทบตาย หาเท่าไหร่ ก็หาไม่เจอ บทจะเจอก็เจอ สุดท้ายไม่พ้น นำสิ่งที่หาพบ มาเปรียบเทียบกับสภาวะของตนเอง นี่แหละ เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ คือ อวิชชา จึงถูกโมหะ ครอบงำ ถูกความทะยานอยาก ถูกอุปทาน สร้างภาพลวงตาขึ้นมา บดบังสภาวะ ไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง

ตอบว่า เมื่อก่อนเคยนะ เล่นเอาหลงสภาวะไปพักใหญ่

ปัจจุบันนี้ไม่ เพราะรู้ดีว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้คำเรียกต่างๆนั้นเอง เพียงตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง และพยามหยุดตัวเองให้ทัน ก่อนที่จะสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: