ลักษณะของความไม่รู้

เห็นผิดเป็นถูก

เห็นผิดเป็นถูก ยึดถือความสุขสบายของตนเป็นหลัก

เรื่องนี้ เจอกับตัวเอง เรื่องความเห็นผิดเป็นชอบ มีผู้อื่น ที่มีมิจฉาทิฏฐิ พยายามใช้คำพูด มาโน้มน้าว สนับสนุนการทำผิดศิล โดยยึดความสุขสบายของตนเองเป็นหลัก

ความไม่รู้ชัดในเรื่อง ของศิล มองการทำผิดศิล เป็นเรื่องปกติ พร้อมทั้งสนับสนุน และแนะนำให้ผู้อื่น ทำผิดศิล เห็นผิดเป็นชอบ กับสิ่งที่ตนเอง คิดว่าถูก

เราได้พูดให้ฟังถึงเรื่อง บาป บุญ กุศล อกุศล แต่เป้าหมายของผู้ฟังชัดเจน เชื่อในเรื่องการทำผิดศิล แต่ไม่ยอมรับว่า เป็นการผิดศิล

พยายามมายุยงส่งเสริม ให้เราไปพูดกับเจ้านาย ให้มีเมียน้อย จะได้มีลูกเยอะๆ จะได้สบายตอนแก่
ซึ่งเขาเคยพูดกับเจ้านายแล้ว แต่เจ้านายไม่สนใจจะคุยด้วย

เราพูดกับเขาว่า นี่ถ้าตายลง ลำบากนะ ไม่พ้นอบายแน่นอน เพราะจิตสั่งสมแต่ความไม่ดี เรื่องของกุศลไม่มีเลย เท่าที่คุยกันมา มีแต่เรื่อง ชวนทำอกุศล

อีกอย่าง บ้านหรือทรัพย์สิน ที่มีอยู่ หากตายลง เอาอะไรไปไม่ได้เลย ดีไม่ดี ยึดติดกับบ้านมาก จะกลายเป็นผีเฝ้าบ้าน

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ทำไมไม่หมั่นสร้างกุศล เงินทองที่มีอยู่ ทำไมไม่ขยันทำบุญใส่บาตร

คุยไปคุยมา มียืนยันกระต่ายขาเดียว ขอให้เจ้านายมีเมียน้อย
เราก็ยืนยันกระต่ายขาเดียว ไปคุยกับเจ้านายเองเถอะ เราไม่สนใจ และอย่าเสียเวลามาคุย

แป๊บๆๆ แฉลบมาหาเจ้านายละ พยายามพูดเรื่อง ที่ตัวเองรู้สึกอายต่อคำพูดของชาวบ้าน ที่พูดว่า มีเมียแก่
เจ้านายบอกกลับไปว่า ไปสนใจทำไมกับคำพูดของชาวบ้าน

บางเหตุ เมื่อผ่านไปแล้ว ย้อนกลับมาทบทวนตัวเอง เรื่อง คำพูด นึกถึง พระเตมีย์ใบ้ ที่ไม่ได้เป็นใบ้ แต่ทรงทำเป็นใบ้
และแล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จบลงตามเหตุปัจจัย

หรือ เราควรจะทำเช่นนั้น ทำตนแบบ พระเตมีย์ใบ้ ควรใช้ความเงียบ แทนคำตอบ ใครจะพูดอะไร นั่นเหตุของเขา

เรานั้น ผ่านอะไรมาเยอะมาก โดยเฉพาะ เหตุจากการที่ไปอยู่แพร่ ในครั้งนี้ ได้เรียนรู้อย่างมากมาย จึงย้อนกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ เรื่อง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เกี่ยวกับคำพูด กับอีกฝ่าย ที่ยังมีความไม่รู้อยู่มาก การพูดออกไป ซึ่งเขาไม่รู้ พูดยังไง เขาย่อมไม่รู้ กลายเป็นโทษ มากกว่าคุณกับเขา

เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในครั้งนี้ ที่พูดตามความเป็นจริง แต่ไม่ถูกใจเขา ทำเอาบางคน ถึงกลับเกลียดเรา ถึงขั้น เผาพริกกับเกลือ จุดธูปแช่งชักเรา

สรุปคือ เราผิด เขาไม่ผิด เพราะเขาพูดด้วยความไม่รู้ เราน่ะผิด รู้แล้ว ยังทนไม่ได้

เส้นทางนี้ หากยังมีกิเลสอยู่ ต้องเป็นพระเตมีย์ใบ้ พูดแค่ควรพูด เกินจากนั้น ที่เป็นเหตุตามมา อย่าพูด

ต้องอดทน อดกลั้นให้มากกว่านี้ แค่นี้ สอบตกอีกแล้ว

การจดจำ

การเขียนบันทึก เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต จะทำให้จดจำเรื่องที่ลืมไปแล้วได้

จิต เป็นสุดยอดของอัจฉริยะ เรื่องหลายๆเรื่อง ที่คิดว่า ลืมไปหมดแล้ว หรือจำไม่ได้
เมื่อถึงเวลา มีเหตุให้ต้องจำได้ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะระลึกได้ทันที ถึงสิ่งที่เคยทำไว้

เมื่อก่อน เป็นคนไม่ชอบเขียนบันทึก เคยเขียนลงสมุด เมื่อกลับไปอ่าน เห็นสิ่งที่ไม่ได้ที่ทำลงไป จับฉีกทิ้งทันที รับไม่ได้

เมื่อมาปฏิบัติ การเขียนบันทึกลงสมุด เลิกเขียน เพราะเขียนแล้ว ไม่ได้ลงเป็นชิ้นเป็นอัน

เวลาระลึกถึงสภาวะที่ผ่านมา หาไม่ได้ ไม่รู้อยู่หน้าไหน

การเขียนในบล็อกแบบนี้ มีทั้งดีและเสีย

ดีต่อตัวเอง คือ รู้ชัดในสิ่งที่ตัวเอง เป็นอยู่และมีอยู่ (รายละเอียดของกิเลส)

ในด้านเสีย คือ คนที่เข้ามาอ่าน มีบ้าง ที่ไม่รู้ชัดในสภาวะ ชอบคิดแทนผู้เขียน ทั้งๆที่ เป็นสภาวะของผู้เขียน ไม่ใช่ของผู้ที่เข้ามาอ่าน

ที่ว่าเป็นด้านเสีย หมายถึง เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล เมื่อไม่โต้ตอบออกไป เหตุไม่สานต่อ ผลย่อมมไม่มี
รู้แล้ว ย่อมหยุดได้ เห้นใจกับความไม่รู้ เมื่อไม่รู้ ย่อมหยุดไม่ได้

การนอน เปลี่ยนไป

เมื่อคืน หลังจากนวดขาให้เจ้านายเสร็จ เดินปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า ดูเวลา ๒๓.๐๐ น. กลับมานั่งที่โซฟา กะว่าจะนอน

ขณะที่จะปรับโซฟาเอนนอน รู้สึกวาบ จิตกำลังเป็นสมาธิ จึงนั่งสมาธิต่อ ไม่นอน นั่งไปจนกระทั่ง รู้สึกว่า สมควรพอได้แล้ว

ดูเวลา เป็นเวลา ๐๒.๔๕ น. รู้สึกสงบมากๆ แล้ววูบลงไป รู้สึกตัวอีกที ตอนเจ้านายลุก ถามว่ากี่โมง เขาบอกว่า ตี ๔.๕๐ น.

เจ้านายนั่งสมาธิถึง ตี ๕.๕๐ น. เราจึงลุกขึ้นเตรียมอาหารมื้อเช้า

เมื่อคืนมีฝัน ชอบฝันเกี่ยวกับโรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลต่างจังหวัด ข้าวของขาดแคลน ของใช้ไม่พอกับผู้ป่วย

เท่าที่สังเกตุมา เวลาสภาวะเปลี่ยน มักฝันเกี่ยวกับโรงพยาบาล หรือ ถ้าสภาวะเปลี่ยน จะฝันว่า นั่งเรือเหาะบ้าง หรือไม่ก็เดินอยู่บนท้องฟ้า

หรือไม่ก็อยู่ในสถานที่แปลกๆ ส่วนมากจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสภาวะที่เปลี่ยนไป ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เบื่อหน่าย

ความรู้สึกเบื่อหน่าย ยังคงเป็นอยู่ โลภะด้านอาหารลดลง ที่ต้องกิน เพราะจำเป็นต้องกิน กินแบบเบื่อๆ

อาการปวดกล้ามเนื้อ รอบๆหัวเข่า ไปหาหมอ กินยาหมดแล้ว อาการทุเลาลง เวลาเดิน เหมือนคนขาพิการ กระเผก เดินขาลาก

รู้สึกสังเวชตัวเองเหลือเกิน ที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง สังเวชจริงๆ

ในอดีต เคยเห็นคนพิการ ขาเป๋ บางคนน่าสงสาร บางคนทำตัวฟู่ฟ่า เคยคิดไม่ดีกับคนเหล่านั้น ไม่คิดว่า กรรมนี้จะส่งผล

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: