พระภิกษุนิรนาม

เคยอ่านบันทึกลับ พระภิกษุนิรนาม รูปหนึ่ง ท่านไม่เปิดเผยชื่อ หรือตัวตนที่แท้จริง

เวลาต่อมา เจอเรื่องราวของพระรูปหนึ่ง ที่ท่านนำชีวิตของท่าน มาเขียน เราก็คิดว่า เป็นคนเดียวกันกับภิกษุนิรนาม จึงถามไปว่า ใช่คนเดียวกันไหม แต่ไม่มีคำตอบกลับมา

ต้องใช้คำว่า ก๊อปปี้ ประวัติการเริ่มต้น ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งบวชเณร เหมือนกันมาก แต่ไม่เหมือน เรื่องคำสอน และพฤติกรรม

ภิกษุนิรนาม ท่านสมถะ ชอบอยู่ป่าช้า ไม่มีการสะสม แม้กระทั่งเรื่องเงินทอง ท่านไม่ยุ่ง ปล่อยให้จัดการกันเอง

คือเรียกว่า ต้นดี ปลายดี

ผิดกับผู้ที่ลอกเลียนแบบมา ต้นดูเหมือนจะดี พอเวลาผ่านไป รู้ทันที คนละคนกัน

เจ้านายถามว่า รู้ได้ยังไง

เราบอกกับเขาว่า หาอ่านเรื่องพระภิกษุนิรนามดู แล้วจะรู้ว่า คนละคนกัน

 

โอ้ละเห่ โอ้ละหนอ ต่างหลงนิมิต เลยกอดคอไปด้วยกัน

บางที สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อาจทำให้ผู้ที่หลงนิมิตอยู่ อาจจะมีสติ กลับมาเริ่มต้นใหม่ก็ได้ เมื่อรู้ว่า สิ่งที่ตนคิดว่าใช่ เป็นเพียงแค่นิมิต ความไม่รู้ จึงหลงยึดติดไปเอง

นี่แหละคือ สิ่งดีๆ ของผู้กระทำความเพียร ซึ่งแรกๆ อาจจะคิดว่า คือ ปัญหาหรืออุปสรรค

เมื่อเวลาผ่านไป กลับมาย้อนทบทวนเรื่องราวในอดีต จะขอบคุณคำกล่าวท้วงติติง เพราะ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ที่เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม นี่แหละ ครู ที่แท้จริง

 

มีแต่ว่ากัน

เหตุของอวิชชา จึงมีแต่คำกล่าวโทษกัน

เพราะมึงๆๆๆๆๆ เพราะกู หาไม่ค่อยเจอ

มีแต่วิจารณ์เรื่องนอกตัว แต่เรื่องของตัวเอง ปิดปากเงียบ

ไอ้นั่นอวดอุตริ แต่กูอวด กลับไม่รู้

ถ้ายังมีว่ามึง ไม่มีว่ากู นั่นแหละ คบแล้ว พาตกหลุมตกบ่อ

ไม่มีอะไรมาก พักนี้ เห็นแต่ข่าวน้ำเน่า เรื่องพระๆ

ไอ้คนที่ว่าเขาอวดอุตริ คนที่ว่าไม่ต่างกัน มองเห็นแต่คนอื่น ทีตัวกู กลับมองไม่เห็น

ขวากหนาม

เส้นทางนี้ มีหลุมพรางกับดักกิเลสมากมาย โดยเฉพาะ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ

นิมิต

เรื่องนิมิต เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติ ที่จะเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ในระดับหนึ่ง

หากแค่รู้ สภาวะจะดำเนินไปเอง ตามเหตุปัจจัย เหตุของความไม่รู้ชัด จึงมีคนหลงนิมิตมากมาย

หลวงปู่มั่น ก็เคยติดนิมิต ติดอยู่ ๓ เดือนหรือ ๓ พรรษา เมื่อท่านรู้ว่าไม่ใช่ทาง ท่านจึงเริ่มต้นใหม่

ไปหาอ่านเรื่องหลวงปู่มั่นดู สิ่งที่หลวงตามหาบัวนำมาเขียน คนที่ไม่รู้เรื่องสภาวะขณะจิตเป็นสมาธิ จะเห็นเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์

โฆษณา

เบื่อกินข้าว(๘ กค.๕๖)

เมื่อถึงเวลา ที่ต้องกินข้าว รู้สึกเบื่อจริงๆ กินแล้ว ก็ถ่าย ถ่ายแล้ว ก็กิน น่าเบื่อชะมัด

ต่อให้อาหารเลิศรสแค่ไหน กินแล้ว ก็ต้องถ่ายออกมาอยู่ดี

ความชอบกิน ยังมีอยู่ แต่รู้สึกเบื่อ ที่จะต้องกิน
พอจะกิน คิดละ จะกินอะไรดี กับข้าวที่เห็น มีแต่เดิมๆซ้ำๆ

จะเข้าร้านอาหาร ก็เบื่ออีก กินไป ก็แค่นั้น อิ่มแล้ว ก็ถ่ายออกมา เสียดายตังค์

คิดไปคิดมา บางครั้งไปนั่งซิสเลอร์ อาหารห่อกลับบ้าน นอกจากนั้น กินในร้าน ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เข้าบ่อยๆ ก็เบื่ออีก เหมือนเดิม

น้ำ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด วันๆกินแต่น้ำ

สมาธิหมุน

เคยได้ยินมานานแล้ว กับคำเรียก สมาธิหมุน แต่ไม่เคยเห็นใครนำมาโพสว่า ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร

วันนี้ ได้ฟังผู้ที่เรียกว่า สมาธิหมุน มาเล่าลักาณะอาการที่เกิดขึ้นให้ฟัง ก็ฟังไปเรื่อยๆ เขาใข้คำพูดทำนองว่า ๓ ชม. บรรลุธรรม

ฟังไปเรื่อยๆ ป๊าดดดดด ตอนที่เขาเล่าเรื่องกายแตก หรือลักษณะอาการที่เกิดก่อนกายแตก

จริงๆแล้ว สภาวะนี้ เป็นสภาวะปกติ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เหตุของความไม่รู้ จึงหลงคิดว่า บรรลุธรรม แท้จริงแล้ว เป็นเพียงสภาวะปกติ ที่จะต้องเจอ

ดูเอาไว้เป็นตัวอย่างนะ เผื่อว่า ใครที่เจอสภาวะนี้กับตัวเอง ไม่ว่าจะปฏิบัติรูปแบบใดก็ตาม อย่าไปหลงสภาวะ คิดเอาเองว่า บรรลุธรรม

เส้นทางนี้ หลุมพราง กับดักของกิเลส มีตลอดทาง ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆนั่นแหละ อาหารชั้นเลิศ ของอุปกิเลส

 

สมถะและวิปัสสนา

เมื่อก่อน เป็นคนยึดติดกับคำเรียก จึงมักมีการสร้างวิวาทะกับผู้อื่นเนืองๆ

เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง คำเรียกหรือสมมุติบัญญัติเหล่านั้น ค่อยๆลดลงไป ทุเลาลง

ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติแบบไหนๆ รูปแบบไหน หากทำแล้ว ทำให้ กิเลสต่างๆ โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา ความทะยานอยากทั้งหลายลดลง หรือเบาบางลง ใช้ได้หมด

คือ ถูกทาง ไม่จำเป็นต้องรู้ปริยัติหรือคำเรียกตามสมมุติบัญญัติที่มีอยู่ เสมอไป

ที่ยังมี เรียกนั่น เรียกนี่ คือ ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ในสมมุติบัญญัตินั้นๆอยู่

เดี่ยวนี้เลิกสร้างวิวาทะกับผู้อื่น ใครจะเรียกว่า อะไร อย่างไร ปล่อยไป เพราะล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ส่วนการเขียนเรื่องราวของสภาวะ ทั้งคำเรียก ยังคงเขียนไปเรื่อยๆ เลิกแก้ไขบทความเก่าๆ เพราะเคยเขียนบอกไว้แล้วว่า อดีต คือ ความผิดพลาดที่มีอยู่ ให้อ่านบทความปัจจุบัน

ที่ไม่แก้ไข เพื่อเป็นตัวอย่างให้ เห็นเรื่องความผิดพลาด ทั้งสภาวะการปฏิบัติ และการดำเนินชีวิต

สิ่งที่มองเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ ความโง่

คนโง่(หลง) มักชอบอวด ชอบแสดงตนว่า ฉลาด

เมื่อคิดว่า ตนฉลาดกว่าผู้อื่น ตนดีกว่าผู้อื่น แม้กระทั่งรูปแบบการปฏิบัติ มักชอบใช้คำกล่าวเบียดเบียน เปรียบเทียบกับแนวทางอื่น หรือผู้อื่นเนืองๆ

นี่แหละ ความโง่(หลง) ที่มีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าโง่ จึงหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ กิเลสจึงบดบังสภาวะ ไม่ให้ผู้นั้น เห็นตามความเป็นจริง เหตุจาก อุปทานที่มีอยู่

ใกล้บ้า

คิดดี พูดดี ทำดี

เหตุของอวิชชา ที่มีอยู่

คิดดี พูดดี ทำดี จึงมีแต่ ถูกใจตนเอง มากกว่า ตามความเป็นจริง

เพียงยอมรับ ตามความเป็นจริง ในข้อนี้ได้

ผู้ที่รู้ นับวัน อยู่อย่างสงบภายนอก แต่รบกับกิเลสภายในแทน …..

ทุกๆความผิดพลาด จะเกิดการปล่อยวางลงไปเรื่อยๆ สุดท้าย อยู่อย่างปกติ ทั้งภายนอกและภายใน

อธิบายยาก

“ทุกๆความผิดพลาด จะเกิดการปล่อยวางลงไปเรื่อยๆ” เป็นคำที่อธิบายได้ยาก

คือ ทุกๆครั้ง ที่มีเหตุปัจจัย ให้เกิดความรู้สึกสุดจะทานทน แล้วสร้างเหตุออกไป

เมื่อมีสติ กลับมาทบทวนการกระทำของตนเอง จะเห็นความผิดพลาด เขาทำเพราะเขาไม่รู้ แต่เรารู้ จึงรู้สึกสลด สังเวชกับการกระทำของตนเอง

เพราะเหตุนี้ ทุกๆความผิดพลาด ทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้นจากที่ยังมียึด กลับกลายเป็น ปล่อยวางมากขึ้น แค่รู้มากขึ้น

รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมี พอวางลงไปได้ โจทย์ใหม่มาต่อ บททดสอบ มีตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ผลย่อมมี

เห็นกับไม่เห็น

การอยู่อย่างสันโดษ จะมองไม่เห็นตัวเอง

การอยู่กับคนหมู่มาก นั่นแหละ เห็นความมีตัวตนที่มีอยู่ ชัดมากที่สุด

ใกล้บ้า

บอกตามตรง ชีวิต ทุกวันนี้อยู่ได้ เพราะ การทำความเพียร

หากไม่ได้ทำความเพียร รู้สึกว่า ตัวเอง ใกล้จะบ้า เข้าไปทุกที

ทุกวันนี้ เชื่อไหม ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เพราะ การมีชีวิต เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ
ทั้งๆที่ ในชีวิตปกติ ไม่มีเรื่องเดือดร้อนอันใด

นี่แหละ ความทุกข์ที่บีบคั้นอยู่ ทุกวันนี้ ถ้าไม่ทำความเพียร คงบ้าแน่ๆ คงหนีเข้าป่าแน่ๆ

เพราะรู้แล้ว จึงทำไม่ได้ รู้ว่า มันก็แค่สภาวะ เดี่ยวก็ผ่านไปแล้ว แต่จะช้าหรือเร็ว ไม่แน่นอนจริงๆ

นี่คือ อีกหนึ่ง สภาวะอุปกิเลส ที่เป็นหลุมพราง กับดัก หลอกลวง ให้หลงสร้างเหตุ หากไม่เคยเจอบททดสอบนี้มาก่อน ต้องหลงสร้างเหตุอย่างแน่นอน

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: