เรียนรู้ จากใจ

เมื่อก่อน ไม่ชอบการเรียนรู้ เรื่องราวของสภาวะ ทุกๆเรื่อง เหตุเพราะ ทำให้เจอแต่ความทุกข์ บีบคั้น ความทนอยู่ ไม่ได้ในบางครั้ง บางครั้ง ก็ทนได้

คราใด ที่ทนไม่ได้ หลงสร้างเหตุออกไปอีก ผลรับคือ ความทุกข์ ที่เกิดขึ้น ภายในใจ

 

จากการเรียนรู้ เรื่องราวของสภาวะต่างๆมาต่อเนื่อง มาวันนี้  รู้สึกดีใจมาก ที่ได้เรียนรู้มาต่อเนื่อง ในการพยายาม หยุดสร้างเหตุนอกตัว และทำความเพียรต่อเนื่อง ถึงจะทำมาก น้อย ไม่เท่ากัน ในแต่ละครั้งก็ตาม

 

ที่รู้สึกดีใจ เพราะเนื่องจาก สิ่งที่รู้ว่าทำอย่างไร จึงไม่ต้องกลับมาเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสารอีกต่อไป จึงไม่คิดจะสอนใครๆ หรือ แม้กระทั่งคิด ตั้งตนเป็นอาจารย์ สอนใคร การกระทำเช่นนี้ ทำให้ คลาดแคล้ว จากอุปกิเลส รอดพ้นจาก คำสรรเสริญ เยินยอ ตลอดจน อามิสบูชาต่างๆ มาได้

 

ณ วันนี้ ขณะนี้ ที่รู้สึกยินดี ดีใจเป้นอย่างยิ่งคือ สภาวะที่ได้เรียนรู้ผ่านมานั้น ทั้งหมด คนอื่นๆ ล้วนต่างก็เรียนรู้ เหมือนๆกัน เพียงแต่ ใครจะหยุดสร้างเหตุของการเกิด หรือ สามารถดับเหตุของการเกิด ได้ก่อนกัน แม้กระทั่ง วิธีการปฏิบัติ ใครจะรู้ชัดในรายละเอียดของสภาวะ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ได้ก่อนกัน

 

รู้ก่อน ย่อมได้เปรียบ เพราะ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏกสงารสั้นลง ทั้งนี้ทั้งนี้ การได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำ ประจวบกัน เหตุปัจจัยของแต่ละคน

 

อย่างน้อยๆ ข้อความที่ได้ขีดเขียนไว้นี้ อาจจะมีประโยชน์ กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน เพื่อจะได้ ดำเนินไปตรงทาง ไม่ว่อกแว่ก เสียท่า อุปกิเลสไปเสียก่อน

 

ฉะนั้น เรื่องที่จะคิดสอนใคร หรือแม้กระทั่งคิดตั้งตน เป็นอาจารย์ จึงไม่มีอยู่ในหัว เหตุนี้แหละ จึงคลาดแคล้วจากสภาวะ อุปกิเลส

แสดงข้อคิดเห็น(ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม)

ฝ่ายเหตุ

ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม/หยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อผัสสะเกิด ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆเกิดขึ้น แต่ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ชั่วขณะนั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ ได้เกิดขึ้น ตามเหตุของ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

ภิกษุ ท. ! ธาตุที่สามารถสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด (นิสฺสารณิยธาตุ) ๕
อย่างเหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่างอย่างไรเล่า ?ห้าอย่างคือ :-

ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งกามทั้งหลาย,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในกามทั้งหลาย ;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งเนกขัมมะ,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในเนกขัมมะ.

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดีปราศจาก กามทั้งหลายด้วยดี ;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลายอันทำ ความคับแค้นและเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะกามเป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งกามทั้งหลาย.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,
คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งพ๎ยาบาท,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในพ๎ยาบาท;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอัพ๎ยาบาท,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอัพ๎ยาบาท.

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากพ๎ยาบาทด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้น และเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะพ๎ยาบาทเป็นปัจจัย; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งพ๎ยาบาท.

ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,
คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งวิหิงสา,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในวิหิงสา ;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอวิหิงสา,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอวิหิงสา,

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจาก วิหิงสาด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้น และเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งวิหิงสา.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,
คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในรูปทั้งหลาย ;

แต่เมื่อ ภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอรูป,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอรูป.

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากรูปทั้งหลายด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นและเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะรูปทั้งหลายเป็นปัจจัย; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งรูปทั้งหลาย.

ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, คือ
เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งสักกายะ (ความยึดถือว่าตัวตน),
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในสักกายะ;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งความดับแห่งสักกายะ,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในความดับแห่งสักกายะ,

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากสักกายะด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นและเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะสักกายะ เป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่ง สักกายะ.

นันทิ (ความเพลิน) ในกาม ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ;
นันทิในพ๎ยาบาท ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ;
นันทิในวิหิงสา ก็ไม่นอนตาม (ในจิต)ของเธอ ;
นันทิในรูป ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ ;
นันทิในสักกายะ ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ.

เธอนั้น เมื่อกามนันทิก็ไม่นอนตาม พ๎ยาปาท นันทิก็ไม่นอนตาม วิหิงสานันทิก็ไม่นอนตาม รูปนันทิก็ไม่นอนตาม สักกายนันทิก็ไม่นอนตาม ดังนี้แล้ว ;

ภิกษุ ท. ! เรากล่าวภิกษุนี้ว่า ปราศจากอาลัยตัดตัณหาขาดแล้ว รื้อถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุด แห่งกองทุกข์ได้แล้ว เพราะรู้เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ธาตุที่สามารถสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด ๕ อย่าง.
– ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๗๒/๒๐๐.

หมายเหตุ:

เมื่อผัสสะเกิด(สิ่งที่เกิดขึ้น) เช่น ตาเห็น หูได้ยินฯลฯ เป็นเหตุให้ มีความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เกิดขึ้น ให้แค่รู้ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นวิธีการ ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ให้สั้นลงไปเรื่อยๆ

ชั่วขณะ ที่เกิดผัสสะ แล้วไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นการสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด ตามธรรมบทข้างบน

วิธีการดังกล่าวมานี้ ใช้ได้ทั้ง ผู้ที่ไม่มีเวลา และผู้ที่มีเวลา ทั้งผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติรูปแบบใด มาก่อน เป็นการสร้างเหตุ ดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ เมื่อหลงสร้างเหตุออกไป ตามแรงผลักดันของกิเลส

การปฏิบัติแบบนี้ เรียกว่า ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม

ฝ่ายผล

หากกระทำเช่นนี้ได้ คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะที่ผัสสะเกิด เป็นเหตุให้ เกิดการเห็นเนืองๆ ดังนี้คือ

ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม.

ธรรมนั้นคือข้อที่ภิกษุ เป็นผู้มากอยู่ด้วย ความรู้สึกเบื่อหน่ายในรูป,
เป็นผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายในเวทนา,
เป็นผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายในสัญญา,
เป็นผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายในสังขาร,
เป็นผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายในวิญญาณ;

ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มากอยู่ด้วย ความรู้สึกเบื่อหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ,
ย่อมรู้รอบ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ ;

เมื่อเขารู้รอบอยู่ซึ่งรูป เวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว,
ย่อมหลุดพ้นจากรูปจากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ,

ย่อมพ้นได้จาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ;

เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๐/๘๓.

ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
คือข้อที่ภิกษุเป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงในรูปอยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาอยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงในสัญญาอยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารอยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงในวิญญาณอยู่เป็นประจำ ;

ภิกษุนั้นเมื่อตามเห็นความไม่เที่ยงในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ,
ย่อมรู้รอบซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ.
เมื่อเขารู้รอบอยู่ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ,
ย่อมหลุดพ้นจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ,
ย่อมพ้นได้จากความเกิดความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก
ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ;

เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๑/๘๔.

ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม คือ
ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในรูป อยู่เป็นประจำ เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในเวทนา อยู่เป็นประจำ,

เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในสัญญา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในสังขารอยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ ;

ภิกษุนั้น เมื่อตามเห็นความเป็นทุกข์ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ,
ย่อมรู้รอบ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ.

เมื่อเขารู้รอบอยู่ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ,
ย่อมหลุดพ้นจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ,

ย่อมพ้นได้จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ;

เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นได้จากทุกข์ ดังนี้.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๑/๘๕.

ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม คือ
ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในรูป อยู่เป็นประจำ เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในเวทนา อยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในสัญญา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในสังขารอยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ ;

ภิกษุนั้น เมื่อตามเห็นความเป็นทุกข์ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ,
ย่อมรู้รอบ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ.

เมื่อเขารู้รอบอยู่ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ,
ย่อมหลุดพ้นจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ,

ย่อมพ้นได้จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ;

เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นได้จากทุกข์ ดังนี้.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๑/๘๕.

ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม คือ
ข้อที่ภิกษุ เป็นผู้ตามเห็น ความเป็นอนัตตา ในรูป อยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็น ความเป็นอนัตตา ในเวทนา อยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็น ความเป็นอนัตตา ในสัญญา อยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็น ความเป็นอนัตตาในสังขาร อยู่เป็นประจำ,
เป็นผู้ตามเห็น ความเป็นอนัตตา ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ ;

ภิกษุนั้น เมื่อตามเห็นความเป็นอนัตตา ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ,
ย่อมรู้รอบ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ,
เมื่อเขารู้รอบอยู่ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ,

ย่อมหลุดพ้นจากรูป จากเวทนาจากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ,
ย่อมพ้นได้จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก
ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ;

เราตถาคต กล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นได้จากทุกข์ ดังนี้.

 

 

ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม(โยนิโสมนสิการ/การกำหนดรู้)

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะที่ผัสสะเกิด เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

คือ ดูตามความเป็นจริง(โยนิ/เหตุ)
หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอก(ผัสสะ)

รู้ตามความเป็นจริง(มนสิการ) คือ
รู้ตามความเป็นจริง กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต

เมื่อหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ เป็นเหตุให้ เกิดการเห็นเนืองๆของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ผลที่ตามมาคือ สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้

นี่แหละเรียกว่า การเห็นตามความเป็นจริง ปราศจากความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ/สิ่งที่เกิดขึ้น/ผัสสะ

ถึงแม้ยังมีกิเลส ย่อมมีการปรุงแต่งทางความคิดเกิดขึ้น
เรียกว่า มโนกรรม

นี่เป็นเรื่องปกติ หากยังมีกิเลสอยู่ หรือสติยังไม่ทัน
หากสติทัน การปรุงแต่งทางความคิดจะเกิดขึ้น จะดับทันที

การสร้างเหตุทางมโนกรรม ยังดีกว่า หยุดตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้แรงกิเลสผลักดัน หลงสร้างเหตุออกไปทาง กาย(กายกรรม) วาจาผวจีกรรม) กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

รู้และหยุดทัน

ดีกว่า หลงและสร้างออกไป

ถึงแม้จะหลงสร้างออกไปบ้าง เมื่อพยามหยุดตัวเองบ่อยๆ

เป็นเหตุให้ เกิดการสำรวม สังวร ระวังมากขึ้น
ความผิดพลาด ย่อมน้อยลง ลดลงไปเรื่อยๆ

เหตุเพราะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ได้ดั่งใจ
ทำให้ เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด(ตัณหา)

จนกระทั่ง จิตปล่อยวางตามความเป็นจริง
โดยไม่ต้องพยายามคิดพิจรณา เพื่อที่จะปล่อยวาง

ปฏิจจสมุปบาท

แบ่งออกมาเป็นสองส่วน คือ ภพชาติปัจจุบัน ๑ ภพชาติ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงาร ๑

ภพชาติปัจจุบัน

ถ้ากล่าวถึงการใช้ชีวิตหรือการดำเนินชีวิตปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ ผัสสะเกิด ไม่นับมรณะ คือ ยังไม่ตาย นั่นแหละคือ ภพชาติปัจจุบัน หรือ ปัจจุบัน ขณะ

ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ที่ผัสสะเกิดขึ้น แล้วเป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึก นึกคิดต่างๆเกิดขึ้น

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ เกิดการตอบสนองหรือสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพราะเหตุนี้ ภพชาติใหม่ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ สุขและทุกข์ ในชีวิต จึงเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ถ้าเป็นวงกลม เริ่มตั้งแต่ อวิชชา จนถึงมรณะ แล้ววนกลับมาไปหา เริ่มต้นที่อวิชชาใหม่ หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร คือ ตายแล้วเกิดพร้อมด้วยอวิชชาที่มีอยู่ ตายแล้วเกิด ซ้ำซากเวียนวนอยู่อย่างนั้น

เหตุของ อวิชชาที่มีอยู่ ขณะกำลังใกล้ตาย จิตย่อมปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยที่เคยกระทำไว้ เหตุจาก มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม

บางคนปรากฏเป็นภาพขึ้นมา แล้วแสดงออกเป็น กิริยาทางกายให้กาย ทางคำพูดให้เห็น

ขณะที่ตายลง วิญญาณออกจากร่าง ชั่วขณะนั้น หากยังมีเหตุปัจจัยอยู่ จิตระลึกถึงสิ่งใดอยู่ ย่อมไปตามนั้น

หากมีสติ สัมปชัญญะ รู้อยู่ จิตย่อมไปตามนั้น หรือ หากหมดเหตุปัจจัย หมายถึง พระอรหันต์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อ เพราะ อวิชชาดับ ทุกสรรพสิ่ง ย่อมดับลงตามเหตุปัจจัย

เมื่อยังมีเหตุของการเกิด คือ วิญญาณ หมายถึง วิญญาณปฏิสนธิ หรือ ปฏิสนธิวิญญาณ

เมื่อเกิดใหม่ ย่อมมี เปลือกห่อหุ้ม ได้แก่ กาย ย่อมมีวิญญาณอาศัย ได้แก่ จิต หมายถึง นามรูป

เมื่อมีนามรูป คือ กายและจิต ย่อมมี สฬายตนะหรืออายตนะ

เมื่อมี อายตนะ ย่อมมีการทำงานของอายตนะ คือ ผัสสะ

เมื่อผัสสะเกิด ย่อมมีเวทนา คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา

เมื่อมีเหตุปัจจัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึก สุขเวทนา ทุกขเวทนา

หากไม่มีเหตุปัจจัยกับสิ่งๆนั้น ย่อมรู้สึก เฉยๆ หรือ อุเบกขาเวทนา

เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้า จึงทรงตรัสเรียก อายตนะว่า กรรมเก่า

เมื่อผัสสะเกิด แล้วทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุออกใหม่ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เรียกว่า กรรมใหม่

เหตุของความไม่รู้(อวิชชา) ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ว่า เพราะเหตุใด เมื่อผัสะเกิดในแต่ละครั้ง ทำไมความรู้สึกที่เกิดขึ้น จึงไม่เหมือนกัน แม้กระทั่ง รู้สึกเฉยๆ ก็ไม่รู้

จึงหลงสร้างเหตุออกไป ตามแรงผลักดันของกิเลส ได้แก่ อุปทาน(สังขาร) ที่มีอยู่ ได้แก่ กามุปาทาน
ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 151&Z=2295

ภพจึงเกิด คือ มโนกรรม

ชาติ ส่วนมาก ให้คำอธิบายว่า หมายถึง กำเนิด หรือ คลอดออกมา เมื่อเป็นแบบนี้ การอธิบาย จึงวกกลับไปกลับมา ไม่มีที่จบ ถึงจะจบ แต่ยังมีข้อคัดค้าน

ซึ่งชาติ อีกความหมายก็มีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุจาก ภพ คือ ชาติ ที่เป็นฝ่ายผล ที่มีเหตุจาก ภพ(มโนกรรม)

เป็นชาติ ที่หมายถึง การเกิดขึ้นของกองทุกข์หรือความทุกข์ แต่เป็นความทุกข์ชนิดที่ประกอบหรือถูกครอบงำด้วยอุปาทาน (อุปาทานทุกข์)

ผัสสะเกิด -ดับ ตามเหตุปัจจัย เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุออกไป แทนที่มีสติ รู้อยู่ และปล่อยให้ ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) เกิด-ดับ ตามเหตุปัจจัย

การอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท วลัยพร จึงแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ภพชาติปัจจุบัน กับ ภพชาติการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ไม่มีวกวนกลับไปกลับมา แต่ชี้ให้เห็นเหตุของการกระทำ ที่เป็นเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบน(ภพ) และผลที่ได้รับ ในภพชาติปัจจุบัน(ชาติ)

ส่วนภพชาติ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร เกิดจาก เหตุของอวิชชา หรือความไม่รู้ที่มีอยู่ จึง ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด ซ้ำซากอยู่อย่างนั้น ส่วนจะเกิดในภพไหนนั้น(๓๑ ภพภูมิ) นั่นก็แล้วแต่เหตุปัจจัย ช่วงขณะที่กำลังจะตาย จิตระลึกถึงอะไรอยู่ ภพย่อมเกิดขึ้น ขณะนั้น ย่อมไปตามนั้น

เป็นอีกหนึ่งมุมอง ในการพูดเรื่อง ปฏิจจสมุปปบาท ที่ไม่มีปริยัติหรือคำเรียก ที่มีรายละเอียดว่า สิ่งๆนั้น เรียกว่า อย่างนั้น อย่างนี้ แต่ใช้ภาษาแบบชาวบ้าน

อายุยืน

เมื่อก่อน เคยเห็นความเจ็บป่วยจากคนอื่นมามาก ไม่อยากเป็นแบบเขา จึงไม่อยากมีอายุยืน

มาวันนี้ ความคิดเปลี่ยนไป อยากมีอายุยืน เพราะเห็นแล้วว่า สิ่งที่เขียนๆลงไปในบล็อกนั้น มีประโยชน์อย่างมาก กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน

เมื่อเป็นแบบนี้ จึงอยากมีอายุยืน เพื่่อจะได้ขีดเขียนเรื่องราวของ สภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น

รู้ดีว่า นอกจาก อาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย คือ ปลาและผัก ที่สำคัญ เหตุของ การมีอายุยืน ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔

ซึ่ง จะดำเนิน ไปตามเส้นทางนั้น จึงมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรของตนเอง ในเรื่อง การออกกำลังกาย แทนที่จะไปกระโดดโลดเต้น แต่ใช้การเจริญสติ ในอิริยาบทต่างๆ ขณะทำงานแทน แล้วต่อด้วย การทำสมาธิ

ส่วนการหยุดสร้างเหตุนอกตัว นั่นเป็นพื้นฐานหรือรากฐานของการปฏิบัติ ได้ทำมาต่อเนื่อง

หยุดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง เวลารับผล ยอมรับโดยสดุดี ไม่มีคร่ำครวญ หรือต่อว่าใคร แต่อย่างใด

เพราะรู้ดีว่า เมื่อยังมีเหตุ ผลย่อมมี รู้รักษาตัวรอด(หยุดสร้างเหตุนอกตัว ขณะผัสสะเกิด) นั่นแหละ ยอดคน

ปีศาจ

กำลังเริ่มต้น เดินทางใหม่อีกครั้ง

พักนี้ ฝันบ่อย ไปสถานที่แปลกๆ ทำไมปีศาจช่างมากขนาดนี้

ไปแต่ละสถานที่ มีแต่ปราบปีศาจ

ความฝันครั้งนี้ ตีความเอาเองว่า ปีศาจ ที่เจอในฝันนั้น ไม่ใช่ปีศาจที่ไหนเลย กิเลสที่มีอยู่นั่นเอง

เพราะเหตุนี้ จึงเริ่มต้นเดินทางใหม่อีกครั้ง ตามเหตุปัจจัย

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: