อ่านเรื่องนี้อยู่

กำลังเริ่มต้นอ่าน เห็นข้อความน่าสนใจ

 

สุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖

http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prasuttanta/6.html

 

 

วุฏฐานคามินีวิปัสสนา

  สภาวะของเจ้านาย อยู่ในช่วงของสภาวะ สังขารุเบกขาญาณ และอนุโลมญาณ(ทิสากากะ) มีชื่อเรียกนะ เรียกว่า สภาวะ วุฏฐานคามินีวิปัสสนา

วุฏฐานคามินีวิปัสสนา จะเกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะ สังขารุเปกขาญาณ หากไม่ใช่สังขารุเปกขาญาณ สภาวะอนุโลมญาณ หรือทิสากากะ จะเกิดขึ้นไม่ได้

สภาวะที่เจ้านายเจออยู่นี้ เป็นสภาวะที่เคยเขียนไว้ในปี ๒๐๑๐ เรื่อง ทิสากากะ

” วุฏฐานคามินีวิปัสสนา

การปฏิบัติตั้งสติกำหนดเอาอาการสังขารอารมณ์ซึ่งค่อยๆถี่ขึ้นๆอันเปรียบเหมือนนกกาบินหาฝั่งนั้น ท่านอนุรุทธาจารย์เรียก วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ซึ่งได้แก่ยอดสังขารุเปกขาญาณ หรือ สิขาปัตตสังขารุเปกขาญาณ และพร้อมด้วย อนุโลมญาณ ดังที่ท่านได้แสดงไว้ว่า-

ยา วิปสฺสนา สิขาปตฺตา สาว สานุโลมา สงฺขารุเปกฺขา วุฏฺฐานคามินีวิปสฺสนาติ จ ปวุจฺจติ.

ยอดของสังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณเรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ

อวเมว สเจ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ สนฺติปทํ นิพฺพานํ สนฺตโต ปสฺสติ สพฺพํ สงฺขารปฺปวตฺตํ วิสชฺเชตฺวา นิพฺพานเมว ปกฺขนฺทติ โน เจ ปสฺสติ ปุนปฺปุนํ สงํขารารมฺมณเมว หุตฺวา ปวตฺตติ.

สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท ก็ปล่อยความเป้นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด

เป็นเดือนได้กระมังที่เราย่ำอยู่กับรูป,นาม เราจำสภาวะทั้งหมดได้แม่นยำ
แต่สภาวะที่จะเห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณนี้ทุกคน
เพราะสภาวะหลักๆจริงๆเลยนี่ มีไม่กี่สภาวะที่เป็นหลักๆ นอกนั้นสภาวะอื่นๆไม่มีอะไร
มีแต่สภาวะหลอกๆที่ครูบาฯท่านเขียนใส่ตบตาเอาไว้
มีไว้เพื่อตรวจสอบคนที่ตกหลุมพรางกิเลส

สภาวะนกทิสากากะ ถ้าเราไม่เขียนก็คงจะไม่มีใครรู้ว่าสภาวะนี้เป็นอย่างไร
เพราะเราไม่เคยเขียนเอาไว้ว่า ถ้าอากรแบบนี้คือ ทิสากากะ
กลัวคนเอาไปตีความผิดๆ และทำให้หลงหนักกว่าเดิม

การที่จะเจอสภาวะนกทิสากากะได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณก่อน
คือ ปราศจากความคิด หรือพิจรณาใดๆ ไม่มีความยินดี ยินร้ายต่อสภาวะที่เกิดขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดเวลา
มีเวทนาเกิด สักแต่ว่าเวทนา ไม่มีผลส่งต่อสมาธิแต่อย่างใด

ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ แต่อยู่รวมๆกัน เกิดสภาวะรวมๆกัน
แต่การทำงานแยกขาดออกจากกัน จะรู้อยู่กับรูป,นามเป็นหลัก

มาถึงตรงสภาวะนี้ กำลังของสมาธิจะแนบแน่นดี มีสติ สัมปชัญญะดี
เป็นเรื่องของสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีการบริกรรมหรือภาวนาใดๆทั้งสิ้น
ถ้ามีกำลังของสมาธิไม่มากพอ สภาวะจะถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่
อาจจะไปที่นิพพิทาญาณ ปฏิสังขาญาณ หรือสังขารุเปกขาญาณ
แต่จะไม่มีตกต่ำไปกว่านั้น เพียงต้องทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน ห้ามหยุด
ยิ่งถ้าคนที่ยังไม่ผ่านรอบแรก ยิ่งห้ามหยุด หยุดเมื่อไหร่ นับหนึ่งใหม่ทันที
สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ เสร็จอุปกิเลสทันที

13.30-17.00

มีสมาธิแรงมาก จิตงุบลงไป 10 กว่าครั้ง

จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก”

นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง

บางคนย่ำอยู่ที่สังขารุเปกขานานมากๆ เป็นปีก็มี
สำหรับเราน่ะ เฉยๆนะ แค่รู้ เพราะจำสภาวะได้ดี
ตอนนี้แค่รอเวลา รอกำลังของสมาธิ เมื่อถึงเวลาเขาเกิดเอง

 

หมายเหตุ:

เหตุที่เจ้านายไม่ติดสภาวะอุปกิเลส หรือสภาวะอุปกิเลส ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะ รู้ชัดในเรื่องราวสภาวะต่างๆด้วยตนเอง และจากคำบอกเล่าของเราว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้น คืออะไร

เขาจึงคลาดแคล้วจากอุปกิเลสมาตลอด เพราะเหตุนี้

สุขจริงหนอ

เมื่อคืน หลับอย่างเป็นสุข

เช้านี้ ตื่นอย่างเป็นสุข สุขใจไม่หาย ทำสมาธิก่อนลุกจากที่นั่งอีกรอบ สุขจริงหนอ

กลับไปอ่าน เรื่องราวในบล็อก ช่วงปี ๒๐๐๙ ยังอ่านไม่หมด อ่านแล้ว สุขใจ ไม่ใช่เรื่องได้อะไร เป็นอะไร สุขใจ ที่วันนี้ รู้ชัดสภาวะที่ผ่านมามากขึ้น รู้ว่า สภาวะนั้นๆ คือ อะไร เรียกว่า อะไร

จิตทรงฌาน จิตมีนิพพานเป็นอารมณ์ โอ๊ยยยย พอรู้แล้ว เออหนอออ ดีที่ไม่ได้สร้างเหตุกับใคร เลยติดอุปกิเลส ในระยะสั้นๆ สิ่งที่เรียกว่า ได้อะไร เป็นอะไร

สภาวะแท้จริงแล้ว ไม่มีการได้อะไร เป็นอะไร ที่คิดว่า ได้อะไรเป็นอะไรนั้น ล้วนเกิดจากการอ่าน การได้ยินมา เป็นเหตุให้ตัณหาและความหลงที่มีอยู่ บดบังจิต ไม่ให้เห็นสภาวะตามความเป็นจริง

สภาวะตามความเป็นจริง ของการได้อะไร เป็นอะไรนั้น สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ทรงหมายถึง การกระทำเป็นหลัก จึงได้มีชื่อว่า โคตรนี้ สกุลนี้

นิพพานเป็นอารมณ์

คำว่า มีนิพพาน เป็นอารมณ์ หรือจิตหน่วงนิพพาน เป็นอารมณ์ มีหลายสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ได้เจาะจงหมายถึง สภาวะใด สภาวะหนึ่ง

การทำความเพียร โดยการหยุดสร้างเหตุนอกตัว ก็เรียกว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ ดับเหตุของการเกิด

แม้กระทั่ง ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ไม่ว่าจะระดับไหนๆ หรือ รูปฌาน และอรูปฌาน ก็ตาม ชื่อว่า มีนิพพาน เป็นอารมร์ หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัวชั่วคราว

ยิ่งรู้ ยิ่งทำ

พอรู้แล้ว ขยันนะ เพราะ รู้ว่า สภาวะแบบไหน จะไปที่ใด หรือจะมีสภาวะใดเกิดขึ้น อันนี้ ก็เป็นกิเลส อย่างหนึ่งเหมือนกัน

เรื่องของสภาวะ ที่เกิดขึ้น มีทั้ง จิตปกติ กับจิตใต้สำนึก

จิตปกติ รู้ได้ ถ้ามีสติมากพอ หยุดได้

จิตใต้สำนึก ห้ามไม่ได้จริงๆ

ความสุข

ความสุขที่เกิดขึ้น เกิดทางใจ สุขทางใจที่เกิดจากสุขภายใน ไม่ใช่ความสุขใจ ที่เกิดจากทางโลกหรือ สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก เป็นเหตุปัจจัย

แต่เป็นความสุขใจ ที่เกิดจาก จากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ เป็นเหตุปัจจัย

ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง รู้ดีว่า ความสุขที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ เป้นเหมือนการตอบแทน ที่ทำความเพียรมาต่อเนื่อง

สภาวะนี้ เจอบ่อยจนชิน ส่วนจะเกิดขึ้นนานหรือไม่นาน แล้วแต่เหตุปัจจัย บางคร้ง เกิดขึ้นนานเป้นเดือน บางครั้ง แค่ไม่กี่วินาทีก็มี

นี่แหละ เหตุดีของการรู้ชัดสภาวะ ทำให้ไม่เกิดการยึดติดกับสภาวะภายในที่เกิดขึ้น

ส่วนภายนอกน่ะหรือ บางครั้งยอมรับว่า สุดจะทานทนาได้จริงๆก็มี แต่เมื่อพยายามหยุดสร้างเหตุ จะทำให้เกิดการคิดพิจรณามากขึ้น เป็นเหตุให้ หยุดได้ทันมากขึ้น แค่รู้มากขึ้น รู้ว่า ยังมีอยู่ แค่ยอมรับไป

ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง มีแต่ฝึก และก็ฝึก เรียนรู้ และเรียนรู้ นอกนั้น ไม่มีอะไรเลยจริงๆ มีแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมมี

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: